ดินพร้อมปลูกผสม “ผักตบชวา” ธาตุอาหารสูง เปลี่ยนวัชพืช

เป็นเงินที่คลองมหาสวัสดิ์ ผักตบชวา เป็นไม้น้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว มีลำต้นสั้นแตกใบเป็นกอลอยไปตามน้ำ มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่จะไม่ทนน้ำเค็ม

คลองมหาสวัสดิ์ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธฆณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นอีกแหล่งที่มีปริมาณต้นผักตบชวา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนในชุมชน เพราะคนในชุมชนได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส นำผักตบชวาที่หลายคนมองว่าไร้ค่า มาแปรรูปเป็นดินผสมพร้อมปลูกจำหน่ายสร้างรายได้

คุณวันชัย สวัสดิ์แดง ประธานกลุ่มวิสาหกิจกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านศาลาดิน เล่าว่า เนื่องจากผักตบชวา เป็นปัญหาต่อการสัญจรในคลอง เลยมองเห็นว่าถ้านำมาใช้ประโยชน์ก็น่าจะได้ช่วยกำจัดได้อีกทางหนึ่ง จึงขึ้นป้ายรับซื้อผักตับชวาตากแห้ง จากนั้นก็นำมาผสมรวมกับวัสดุอื่น บรรจุถุงเป็นดินพร้อมปลูก

สำหรับการนำผักตบชวาที่เก็บได้จากแม่น้ำหรือคลองต่างๆ มาใช้ในการทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดิ์ นั้น จะเริ่มจากการรับซื้อผักตบชวาตากแห้งจากชาวบ้าน ที่นำผักตบชวาไปสับก่อนนำไปตากแดดเป็นเวลา 3 วัน ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท

จากนั้นนำผักตบชวาตากแห้งมาผสมกับกาบมะพร้าวสับ แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ และดินบดละเอียดในอัตราส่วนที่เท่ากัน เช่น ถ้าใช้กระป๋องตวง ก็ให้ใช้ส่วนผสมอย่างละ 1 กระป๋องเท่ากัน ได้เป็นดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาที่เหมาะแก่การปลูกพืชได้ทุกชนิด ก่อนบรรจุใส่ถุงจำหน่าย ส่งขายให้กับห้างสรรพสินค้าทั่วไป ในราคาถุงละ 10 บาท หักเข้ากลุ่ม 1 บาท เป็นค่าตอบแทนคนทำถุงละ 2 บาท

ชาวบ้านที่ทำผักตบมาขายให้กับกลุ่ม จะมีรายได้ตั้งแต่ 2,000-6,000 บาท ต่อเดือน ปัจจุบันมียอดขายดินพร้อมปลูกกว่า 5,000 ถุง ต่อเดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะด้วยคุณสมบัติที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ผสมอยู่ในดิน สามารถไปปลูกพืชได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ และยิ่งเป็นไม้ผลจะเจริญเติบโตไว้และให้ผลดก

ทั้งนี้ ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมาจากคลอง 25 กิโลกรัม จะนำมาทำผักตบชวาตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม ผักตบชวาสด 1 ไร่ ได้น้ำหนักที่ 40 ตัน ชาวบ้านที่เก็บผักตบชวามาขาย 1 ไร่ จะได้เงินประมาณ 32,000 บาท โดยที่ผ่านมามีการรับซื้อผักตบชวาแห้งเฉลี่ยปีละ 72,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1.44 ล้านบาท สามารถช่วยรัฐกำจัดผักตบชวาตามลำคลองได้กว่า 1,800 ตัน ต่อปี

การนำผักตบชวามาแปรรูปสร้างมูลค่าและผลิตภัณฑ์ส่งขาย นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาดแม่น้ำลำคลองในพื้นที่อาศัยของตนได้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมชลประทานพร้อมที่จะขยายผลแนวทางดังกล่าวไปยังกลุ่มบริหารการใช้น้ำอื่นๆ ทั่วประเทศอีกกว่า 2,700 กลุ่ม

สำหรับใครที่สนใจอยากจะมาเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็สามารถมากันได้ที่ศูนย์โอทอปศาลาดิน หรือติดต่อสอบถามไปได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 081-498-6340

การขายผลไม้ออนไลน์ถือเป็นการทำธุรกิจที่ต้องบริหารความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมอายุของผลผลิต การแพ็ก และระบบการขนส่ง ล้วนแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่เจ้าของธุรกิจต้องแบกรับ แต่แทบไม่เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบธุรกิจขายผลไม้ออนไลน์กลับนำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างโอกาสแล้วปรับสภาพความเหมาะสมทั้งกลยุทธ์และสภาพทางธรรมชาติของไม้ผลแต่ละชนิดฝ่ากำแพงปัญหาได้อย่างลงตัว

เช่นเดียวกับ คุณฉราวุฒิ ก่อน้อย หรือ คุณเอส ที่เข้ามาจับธุรกิจขายทุเรียนออนไลน์ ด้วยเทคนิคการขายที่เน้นการการันตีคุณภาพ มีการคัดเกรดทุเรียน ตลอดจนรับประกันสินค้าทุกกรณีหากไม่พอใจแล้วคืนเงินให้เต็มจำนวนโดยไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า สร้างยอดขายที่ส่งผลต่อรายได้จำนวนมากจนก่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้ชาวสวนทุเรียนในพื้นที่หลายรายเริ่มหันมาใส่ใจกับการขายทุเรียนออนไลน์มากขึ้น

คุณเอสทำธุรกิจนี้มาประมาณ 10 ปี เป็นรายแรกที่เปิดช่องทางขายทุเรียนแบบออนไลน์ เพราะมีสวนทุเรียนภูเขาไฟอยู่บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ อยู่ที่บ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ปลูกมากว่า 30 ปี อีกทั้งตัวเองมีประสบการณ์ประกอบธุรกิจมาก่อนจึงมองว่าการขายแบบออนไลน์ช่วยให้สินค้าที่มีอยู่กระจายตัวได้เร็วกว่าวิธีขายแบบเดิม เรียกได้ว่าเป็นคนที่ชอบการตลาดแบบเชิงรุกมากกว่า จึงวางกลยุทธ์ขายทางออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเป็นหลัก

สิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจรายนี้ตระหนักคือเรื่องคุณภาพทุเรียนที่เกิดจากการปลูกแบบมาตรฐานเพราะจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ผลผลิตทุเรียนที่คุณเอสนำมาขายต้องเป็นการปลูกจากสวนที่มีระบบและได้มาตรฐานเท่านั้น ส่วนมากนำมาจากสวนตัวเองและสวนของญาติ ตลอดถึงสวนชาวบ้านที่รู้จักซึ่งต้องมีระบบการปลูกแบบมาตรฐานเช่นเดียวกัน

ออเดอร์หรือคำสั่งซื้อไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับธุรกิจเกษตรกรออนไลน์ หากแต่สิ่งที่จะสร้างปัญหาแล้วนำมาสู่ความเสียหายให้กับธุรกิจนี้คือการนำทุเรียนบรรจุหีบห่อ รวมถึงการขนส่งผลผลิตไปถึงมือลูกค้าให้ปลอดภัยหรือเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดได้อย่างไร ดังนั้น ทางออกของปัญหาคือต้องรู้จักผลผลิตให้ดีพอก่อนว่ามีอายุเฉลี่ยในการคงความสดไว้ได้กี่วัน แล้วควรตัดขายได้ช่วงใดถึงยังคงความสด ใหม่

ด้วยเหตุนี้ คุณเอสจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วยวิธีรับประกันคุณภาพสินค้าหากไม่พอใจพร้อมคืนเงินให้เต็มจำนวนจริง ไม่ได้รับประกันเพียงความเสียหายจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรับประกันความไม่พอใจทุกกรณีจากสินค้าด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้กลุ่มเป้าหมายประทับใจและกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด

เหตุผลที่ทำเช่นนั้นเพราะต้องการให้ลูกค้ามีความประทับใจจากความจริงใจของผู้ขาย และอีกอย่างหนึ่งที่กล้ารับประกันเช่นนั้นเพราะคุณเอสคัดและตัดทุเรียนด้วยตัวเอง เป็นทุเรียนที่มีคุณภาพมีความสุกพอดี ไม่แก่และไม่อ่อนจนขาดความอร่อย

“การขายทุเรียนทางออนไลน์ ไม่มีความจำเป็นต้องตัดก่อนเวลา เพราะรู้วันส่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว จึงกำหนดเวลาตัดจากต้นที่สุกพร้อมทานตามมาตรฐานคือไม่น้อยกว่า 120 วัน ไม่ได้ตัดก่อนเพื่อรอขาย แต่ตัดตามกำหนดเวลาที่ลูกค้าสั่งจนถึงมือลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าได้ทานทุเรียนที่อร่อย หอม ใหม่ แล้วเป็นเหตุผลหนึ่งที่ลูกค้าชอบจนทำให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ”

จุดแข็งของการขายทุเรียนทางออนไลน์นั้น คุณเอส บอกว่า เพราะขายทุเรียนคุณภาพที่ปลูกเอง ดูแลเองทุกอย่างไปจนถึงการตัด ทั้งยังเป็นทุเรียนที่ปลูกในดินภูเขาไฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ กลิ่นไม่ฉุน เนื้อแห้งกรอบ นุ่มใน เป็นจุดเด่นของทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่แห่งนี้จนลูกค้าติดใจ

คุณเอส บอกว่า ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพเนื้อทุเรียน เมื่อทุเรียนส่งถึงมือท่านในกรณีถ้าลูกค้าชอบเนื้อแบบใด สามารถเจาะเปลือกออกเล็กน้อยเป็นสามเหลี่ยมแล้วกดเนื้อดูก่อนว่ามีความแข็งหรือนุ่มตามที่ต้องการทานหรือยัง หรือแม้แต่ลูกค้าที่สั่งและทางผู้ขายกำหนดวันส่งเรียบร้อยแล้ว หากลูกค้าขัดข้องไม่สะดวกรับสินค้าในวันที่กำหนดไว้ ก็ไม่ต้องกังวลให้แจ้งกลับมาเพื่อทางผู้ขายจะได้ตัดรอบใหม่ให้เพื่อให้ลูกค้ายังคงได้ทุเรียนที่มีความสด ใหม่เช่นเดิม

เจ้าของธุรกิจขายทุเรียนออนไลน์เผยถึงยอดการขายเมื่อปี 2564 ว่ามีประมาณ 10 ตัน มีลูกค้าประจำ สั่งครั้งละกว่า 100 กิโลกรัม ในราคากิโลละ 300 บาท เน้นขายคุณภาพและความจริงใจ จึงทำให้มีลูกค้าสนใจสั่งซื้อจำนวนมากและต่อเนื่อง เพราะมั่นใจในสินค้า

“ลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อทุเรียนต้องจองล่วงหน้าพร้อมชำระเงิน แจ้งรายละเอียดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร. ระบุน้ำหนักหรือจำนวนผล และเกรดที่ต้องการ ถ้าเป็นทุเรียนตกเกรดไม่เกิน 2 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 180 บาท เกรดตกไซซ์ (น้ำหนัก 2-3 กิโลกรัมต่อผล) ราคากิโลกรัมละ 250 บาท หรือเกรดมาตรฐานที่มี 3-4 พูขึ้นไปราคาขายกิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับเกรดพรีเมี่ยมราคากิโลกรัมละ 800 บาท”

ท้ายนี้ คุณเอสฝากเชิญชวนมาชิมทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ปลูกในดินภูเขาไฟตามธรรมชาติอันทำให้เกิดความอร่อยที่ต่างจากทุเรียนจากแหล่งอื่น จะแตกต่างอย่างไรต้องลองสั่งไปชิมเองดีกว่า…ลูกค้าดูรายละเอียดติดต่อสั่งซื้อและขั้นตอนจัดส่งได้ทางเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Durian.Volcano โทรศัพท์ 086-345-6691

เมื่อเข้าสู่ฤดูทุเรียน หลายคนคงจับจ้องผลผลิตทุเรียนจากแหล่งต่างๆ ถ้าหากเป็นสมัยก่อนต้องเดินทางไปซื้อที่สวน แต่ยุคนี้หากต้องการทานทุเรียนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงแหล่งขาย คุณสามารถเลือกซื้อทุเรียนพันธุ์ที่ชอบ สวนที่ใช้ได้ทั่วประเทศ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเลือกซื้อได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ เพียงเท่านี้ แล้วรอรับทุเรียนได้ที่หน้าบ้าน

คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำกันอีกแล้ว สำหรับสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 หรือที่รู้จักกันดีในนามสับปะรดฉีกตา ผลงานการวิจัยของศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี กรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้เพราะมีปลูกและบริโภคกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน

คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันคือเจ้าของ “ไร่ส่งตะวัน” บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ปลูกสับปะรดพันธุ์นี้อย่างจริงจัง สามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายหมุนเวียนทั้ง 12 เดือน เฉลี่ยเดือนละ 5 ตัน

คุณบุญส่ง เป็นคนเพชรบุรีโดยกำเนิด หลังเรียนจบก็ทำงานคลุกคลีกับเกษตรกรมายาวนาน สุดท้ายได้ลงหลักปักฐาน ทำงานเกษตรที่บ้านห้วยเกษม ในพื้นที่ 100 ไร่ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับอาทิจันท์ผา ลีลาวดี (ลั่นทม) เฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) ทางด้านไม้ผล มีขนุนทองประเสริฐ กล้วยหายากร่วม 100 สายพันธุ์ รวมทั้งพืชผักสมุนไพรหายาก เช่นข้าวไร่ในท้องถิ่น สมุนไพรเขยตายแม่ยายปก มะแข่วน(พริกพราน) เป็นต้น
สำหรับสับปะรด คุณบุญส่งเรียนรู้มานานแล้ว ช่วงที่รับราชการอยู่ ได้แต่ศึกษาและวิจัย จนกระทั่งเออรี่จากงาน จึงทำจริงจัง ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ เป็นที่น่าพอใจมาก ผลผลิตที่ออกสู่ตลาด คนถามหากันอย่างต่อเนื่อง เขาจึงผลิตไม่ให้ขาดช่วง ปัจจัยหนึ่งที่หนุนส่งให้นักวิชาการเกษตรท่านนี้ประสบผลสำเร็จ เพราะมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จึงนำมารดต้นไม้ได้อย่างดี

“ในฐานะคนเพชรบุรี อยากให้สับปะรดพันธุ์นี้อยู่คู่กับเพชรบุรี คนผ่านไปผ่านมาได้ชิม หรืออยากปลูกก็ทดลองปลูกกันได้ หมายถึงจังหวัดอื่น ภาคอื่น” คุณบุญส่งบอก สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 มาจากไหน?
สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 เป็นสับปะรดกลุ่มควีนที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2541 ทำการรวบรวมและศึกษาพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรี (ชื่อเดิม) เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะต่อการรับประทานผลสด ให้ผลผลิตสูง
และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ดังกล่าวได้

ลักษณะเด่นของพันธุ์เพชรบุรี คือ ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ภูเก็ตร้อยละ 17.7 และสูงกว่าพันธุ์สวีร้อยละ 23.2 อยู่ในกลุ่มพันธุ์เดียวกัน รสชาติหวานอมเปรี้ยวปริมาณและสัดส่วนของน้ำตาลสูงถึง 16.9 องศาบริกซ์ และมีปริมาณกรดค่อนข้างต่ำราวร้อยละ 0.45 มีกลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบใกล้เคียงกับพันธุ์สวีและพันธุ์ภูเก็ต สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตา (fruitlet) ออกจากกันโดยง่าย และรับประทานแกนผลได้ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย สามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำขัง

ทะยอยปลูกหมุนเวียน 12 ไร่
คุณบุญส่งเล่าว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดของตนเอง ลาดเทเล็กน้อย ก่อนปลูกไถพรวน แล้วปลูกสับปะรดด้วยหน่อ พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ 7,500 ต้น

ที่มาของต้นพันธุ์นั้น คุณบุญส่งสะสมมานาน ปลูกครั้งแรกไม่กี่ต้น จากนั้นขยายเพิ่มขึ้น หากมีการซื้อขายกัน หน่อสับปะรดเพชรบุรี 1 ตกหน่อละ 10-15 บาท เป็นหน่อขนาดใหญ่ คุณภาพดี เมื่อนำลงปลูก ให้ผลผลิตตามระยะเวลาที่ต้องการ สนนราคาหน่อพันธุ์ หากมีการซื้อขายกันมากๆ ราคาก็มีการขยับได้

อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรบอกว่า ตนเองปลูกสับปะรด 12 ไร่ ทั้งนี้เพื่อให้มีผลผลิตทยอยเก็บเดือนละ 1 ไร่ ในทางปฏิบัติ อาจจะปลูกพร้อมกันครั้งละ 3 ไร่ แต่ระยะเวลาที่กำหนดได้คือการหยอดแก๊สที่ยอด จะหยอดเดือนละ 1 ไร่

ผลผลิตของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 เฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัมต่อผล นั่นหมายถึง จำนวนต้นที่ปลูก 7,500 ต้น คิดผลละ 1.5 กิโลกรัม จะได้ผลผลิตต่อไร่ 11,250 กิโลกรัม หรือ 11 ตันเศษๆ แต่คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองคัดผลผลิตที่มีคุณภาพ จะได้ของดีจริงๆ ออกวางขายในตลาด 5,000 กิโลกรัม หรือ 5 ตันต่อไร่ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภค ได้บริโภคของดี จะได้มีทัศนคติที่ดีต่อสับปะรดพันธุ์นี้และพันธุ์อื่นๆ

“สับปะรดส่งโรงงาน ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ 4 ปี ของผมนี่ ปลูกเก็บผลผลิตครั้งเดียว รื้อปลูกใหม่ เพราะจะควบคุมคุณภาพได้ ความหวานของสับปะรดที่ปลูก อยู่ที่ 15-17 บริกซ์” คุณบุญส่งบอก

ดูแลทั่วถึง ใช้ปัจจัยการผลิตเท่าที่จำเป็น
หลังปลูก หากไม่ใช่ช่วงฝน คุณบุญส่งจะให้น้ำกับสับปะรดโดยระบบสปริงเกลอร์ ด้วยเหตุนี้ หลังปลูกไป 1 เดือน สับปะรดจะรากเดินอย่างรวดเร็ว เจ้าของจึงใส่ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ให้ที่โคนต้น จำนวน 30 กิโลกรัมต่อไร่

เมื่อสับปะรดอายุได้ 4 เดือน ใส่ปุ๋ยที่โคนต้น สูตร 15-5-20 จำนวน 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงนี้ดูใบสับปะรดประกอบ หากงามมากๆ ก็อาจจะใส่ให้แค่ 30 กิโลกรัมต่อไร่

พอถึงเดือนที่ 6 เจ้าของฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 46-0-0 บวกกับสูตร 0-0-60 เพื่อเตรียมตัวบังคับให้ออกดอก

เดือนที่ 7 เจ้าของหยอดแก๊สแคลเซี่ยมคาร์ไบน์ให้ที่ยอด ต้นละ 2 หยิบมือเล็กๆ คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองถนัดแบบนี้ ซึ่งแก๊สแคลเซี่ยมคาร์ไบน์ มีขายกิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่อื่น อาจจะใช้อเทธิฟอนฉีดพ่นให้

ก่อนหยอดแก๊ส ที่ยอดสับปะรดควรมีน้ำขัง หากไม่ใช่ช่วงฝน เจ้าของจะให้น้ำระบบสปริงเกลอร์

หลังจากหยอดแก๊สได้ 45 วัน สับปะรดก็จะมีดอกและผลสีแดงแทงออกมาที่ยอด

หลังออกดอกราว 4 เดือนครึ่ง คุณบุญส่งบอกว่า สามารถเก็บผลผลิตได้ “ให้สังเกตเมื่อดอกสีม่วงของสับปะรดโรย ฉีดพ่นปุ๋ยสูตร 10-20-30 บวกกับปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองให้ ต่อมากอีก 1 เดือน ฉีดพ่นสูตรเดียวกันนี้อีกครั้งหนึ่งก็เก็บผลผลิตได้ การให้ปุ๋ยทางใบประหยัดกว่าให้ปุ๋ยเม็ดทางดินเสียอีก ต้นไม้รับได้ง่าย”

คุณบุญส่งบอก เละเล่าอีกว่า

“ปุ๋ยให้ 5 ครั้ง ทางดิน 2 ครั้ง ฉีดพ่นให้อีก 3 ครั้ง ศัตรูอย่างอื่น วัชพืชหมั่นดูแล ถากถางบ้าง ใช้สารกำจัดวัชพืชบ้าง แมลงมีเพลี้ยแป้ง ผมใช้น้ำส้มควันไม้ได้ผลดี โรคเน่าไม่เจอ ของผมพื้นที่ค่อนข้างลาดชัน ปัจจัยการผลิตใช้เท่าที่จำเป็น อะไรที่ทำได้ก็ทำ ไม่ต้องจ้างเขา”

อยู่ห่างกรุงเทพฯ 120 กิโลเมตร แวะเวียนไปปรึกษาหารือได้

คุณบุญส่งบอกว่า ผลผลิตที่มีอยู่ ตนเองได้นำออกจำหน่ายตามรีสอร์ทต่างๆ ตามร้านขายกาแฟ รวมทั้งร้านขายผลไม้ที่รู้จักกัน

ราคาขายนั้น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรบอกว่า เขาตั้งไว้ค่อนข้างชัดเจนและคงที่ โดยแบ่งเป็น 2 แบบด้วยกัน

แบบแรกขายให้คนที่ซื้อไปกินโดยตรง

แบบที่สอง ขายให้กับผู้ค้า เพื่อนำไปขายต่ออีกทีหนึ่ง

ราคาทั้งสองแบบ มิตรภาพมากๆ ส่วนจะเท่าไหร่นั้นต้องคุยกับคุณบุญส่ง

สำหรับผู้ที่อยากจะไปติดต่อเพื่อซื้อขาย ให้คุณบุญส่งผลิตให้โดยตรง จำนวนเท่านั้นเท่านี้ เจ้าของบอกว่ายินดีจะพูดคุยด้วย

ไร่ส่งตะวัน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 120 กิโลเมตร คุณบุญส่งแนะนำว่า แถบนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เช่นน้ำตก ตลาดน้ำ และที่พิเศษสุดนั้น ที่นั่นมีน้ำพุร้อน องค์กรในท้องถิ่น จัดที่ให้อาบน้ำแร่สะอาดเป็นสัดส่วน

ใครที่ไปหนองหญ้าปล้อง แล้วจะต่อไปยังแก่งกระจานก็ใกล้มาก หรือจะออกไปสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ก็ใช้เวลาไม่นาน คำพูดเหล่านี้หญิงแกร่งคนนี้ ไม่เคยลืม แต่ ณ ปัจจุบัน คำพูดสบประมาทเหล่านี้ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง หากคนเรามุ่งมั่น และมีแบบแผน อย่างไรแล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

คุณธวัลรัตน์ คำกลาง เกษตรกรดีเด่น ปี 2561 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หญิงผู้รักต้นไม้ รักป่า ชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงความเป็นมาของสวนป่าว่า แรกเริ่มพื้นที่ตรงนี้พ่อกับแม่อพยพมาจากอำเภอสูงเนิน แล้วมาได้งานเฝ้าสวนที่ตำบลวังกะทะ แต่เวลาผ่านไปเจ้าของที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจึงเอ่ยปากขายที่ให้กับพ่อแม่ของตน พ่อกับแม่จึงตกลงซื้อ แต่ตอนนั้นซื้อแบบเงินผ่อน โดยมีพ่อแม่และพี่น้องช่วยกันผ่อน ที่ดินจำนวน 100 ไร่ และเมื่อตนมีครอบครัวพ่อแม่ก็แบ่งสันปันส่วนที่ให้กับเราและพี่น้องอีก 6 คน คุณธวัลรัตน์ ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมา 24 ไร่ เพื่อนำมาปลูกป่าที่ตนเองรักและสร้างครอบครัวต่อไป

แรกเริ่มปลูกสวนป่า
เพราะความชอบไม่ได้คิดอะไร
คุณธวัลรัตน์ เป็นคนชอบป่า ชอบสีเขียว ชอบความสงบของป่า อยู่แล้วตั้งแต่แรก ดังนั้น เมื่อมีพื้นที่จึงไม่ลังเลที่จะปลูก ปลูกอะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียว ปลูกแบบไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดถึงกำไรขาดทุน เริ่มจากการปลูกสวนป่ากับสามี คือ คุณชัชนรินทร์ อ่อนราษฎร์ ช่วยกันทำสองคน เริ่มจากเงินทุนน้อย อะไรที่ได้มาฟรีก็นำมาปลูกก่อนเลย ไปขอจากกรมป่าไม้บ้าง หรือหาซื้อไม้หอมราคาถูกมาปลูก เริ่มปลูกสะสมมาเรื่อยๆ เมื่อทำจนลงตัว ตนทั้งคู่จึงค่อยเริ่มแบ่งงานกันชัดเจนขึ้น คือเรามีลูกสองคน เราเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก ขายของ สามีทำสวน ถ้าว่างเราก็ไปช่วยสามีทำ

ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
ทำน้อย แต่ได้มาก
ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง พูดง่ายๆ คือ

ประโยชน์ที่ 1 คือ สามารถกินได้

ประโยชน์ที่ 4 คือ การช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ สังเกตได้ง่ายๆ จากตอนเริ่มมาอยู่ใหม่ตรงนี้ยังไม่มีลำธาร ไม่มีน้ำ แต่พอป่าอุดมสมบูรณ์ลำธารก็เกิดขึ้นมาเอง

“คำว่า ‘สวนป่า’ SBOBETSIX.COM คือเน้นความหลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบดิน ตอนที่เริ่มมาอยู่ใหม่ๆ คือดินไม่มีคุณภาพ เป็นดินที่เสีย มีแต่หิน เราต้องปลูกป่า ปลูกต้นไม้ยืนต้น หยุดการไถ ต้องเริ่มปลูกป่าเน้นระบบนิเวศมากที่สุด คือ

1. ปลูกแบบไม่เป็นแถวเป็นแนวเพื่อป้องกันดินชะล้าง

2. ต้นไม้แต่ละชนิดจะไม่ซ้ำประเภทกัน ปลูกสลับกันไป ต้องมีไม้โตเร็ว โตช้า ทรงพุ่ม สลับกันไป และต้องมีไม้รุ่นที่สองคือไม้เรี่ยดิน”

เจ้าของบอกและเล่าต่ออีกว่า

“โดยที่สวนป่าของเราปลูกไม้มากกว่า 200 ชนิด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ไม้โตเร็ว
2. ไม้โตปานกลาง
3. ไม้โตช้า ย่อยออกมาเป็นไม้กินได้ ไม้ใช้งาน และไม้เศรษฐกิจ แยกออกมาเป็น 2 ชนิด คือ

ชนิดที่ 1 ไม้ต้นทุน คือไม้ที่ลงแรงปลูกหรือไม้ที่ต้องใช้งบประมาณ

ชนิดที่ 2 ไม้กำไร คือไม้ที่โตขึ้นมาเองจากการทิ้งเมล็ดจากไม้อื่นๆ ถือเป็นไม้พลังงาน ทำถ่าน ทำฟืน สร้างบ้าน ซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน เริ่มต้นที่

ไม้โตช้า ตะเคียนทอง มะค่าโมง ลำดวน พะยูง ชิงชัน

ไม้โตปานกลาง สัก ประดู่ ยางนา คือไม้ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป

ไม้โตเร็ว ขี้เหล็ก สะเดา ตะกู กระถินเทพา กระถินณรงค์

ไม้กินผล ขนุน มะม่วง ลำไย สะตอ ชมพู่ ละมุด เหลียง มะนาว มะกรูด มะพร้าว กล้วย มะละกอ ลูกเนียง ส้มโอ มะเฟือง ขนุน น้อยหน่า

ไม้พลังงาน ไผ่หวาน ไผ่บง ไผ่กิมซุ่ง ไผ่เลี้ยง กระถิน ตัดไปทำฟืน หรือสร้างบ้าน” การนำไม้ที่ปลูกมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้
ต้องบอกก่อนเลยว่า ไม้ที่สวนป่าของคุณธวัลรัตน์ ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น เน้นธรรมชาติ และทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยการเก็บเศษใบไม้ที่ร่วงมารวมกัน แล้วหมักมาใช้ประโยชน์ใส่ในแปลงผักบ้าง โคนต้นไม้บ้าง ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดีพอสมควร ดังนั้น ที่สวนจึงมีต้นทุนต่ำ สร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้ไม่ขัดสน

ประโยชน์ที่ได้คือ

1. การใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกระยะแรก จะใช้ประโยชน์จากไม้กำไรที่ขึ้นมาเอง อย่าง กระถิน ถ้าต้องการใช้งานเราก็ตัดไปเผาถ่าน สร้างรายได้ กระสอบละ 300 บาท หากแบ่งขายเป็นถุงเล็ก ถุงละ 30 บาท คือที่นี่จะมีรายได้จากการขายถ่านทุกวัน และนอกเหนือจากการขายถ่าน เราก็ยังสามารถมีรายได้จากการขายน้ำส้มควันไม้จากถ่าน ถ่านผลไม้ และทำเป็นผงถ่านมาทำปุ๋ยก็ได้

2. สร้างรายได้จากการเก็บไม้ผล ไม้โตเร็ว มาขาย อย่างเช่น ขายหน่อไม้สด หรือหน่อไม้ดอง มีรายได้จากการขายสะตอ ขายมะนาว หรือผลไม้แช่อิ่มที่ทางสวนนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผลผลิตที่มีน้อย อย่างเช่น หน่อไม้มีแค่ วันละ 40-50 กิโลกรัม แทนที่เราจะขายได้เงินกิโลกรัมละ 8 บาท เราก็เอามาแปรรูปทำเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้นึ่ง เพิ่มมูลค่า หรือถ้าตัดไม่ทันก็ปล่อยให้ขึ้นลำ เราก็ใช้ประโยชน์จากลำได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดด้วย

3. ใช้ประโยชน์จากไม้โตช้า คือ ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ชนิดนี้เราจะนำมาใช้ตอนที่ลูกโต ขายเป็นทุนการศึกษา เพราะเป็นไม้ที่มีราคาสูง