ดีลเลอร์รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า จังหวังบึงกาฬ เปิดเผยว่า

จากการที่ราคายางก้อนถ้วยขยับขึ้นกิโลกรัมละ 33-35 บาท ส่งผลต่อยอดขายมอเตอร์ไซค์บ้าง จากเดิมขายวันละ 4-5 คัน ตอนนี้ขยับขึ้นเป็นวันละ 10 คัน โดยมีปัจจัยอื่นหนุนเสริมนอกเหนือจากราคายางที่กระเตื้องขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากลูกหลานชาวบึงกาฬที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เตรียมเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องใช้มอเตอร์ไซค์สำหรับเป็นพาหนะในการเดินทาง ทำให้ร้านขายมอเตอร์ไซค์มียอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้านค้าที่ขายสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ก็ได้อานิสงส์ถ้วนหน้า

แต่ที่ไม่ค่อยคึกคักแถมบรรยากาศเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัดคือ โชว์รูมรถยนต์ เนื่องจากมีราคาสูง ผ่อนนาน และที่ผ่านมาชาวบ้านมีประสบการณ์ว่าหลายคนซื้อแล้วผ่อนไม่ไหว ต้องส่งคืนบริษัท แต่มอเตอร์ไซค์ยังไปได้ดี เพราะนอกจากราคาไม่สูงมากแล้ว ยังเป็นพาหนะที่ต้องใช้ในสวนยางด้วย

อีสานลุ้นราคาดีถึงปีหน้า

นายศรีวรรณ เกียรติสุรนนท์ ประธาน บริษัท ศรีสะเกษกิจเจริญไทย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ราคายางพาราที่ขยับขึ้นทำให้ชาวสวนยางมีรายได้เพิ่ม และมีมู้ดในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ ในส่วนของบริษัทพบว่าลูกค้าเข้ามาซื้อรถจักรยานยนต์มากขึ้น ทำให้สถานการณ์ยอดขายกลับมาดีขึ้นกว่าต้นปี 2559 ที่ตลาดรถจักรยานยนต์ในจังหวัดศรีสะเกษชะลอตัวลงมาก สาเหตุหลักมาจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อภาคประชาชนจึงหดตัวตาม คาดว่าหากราคายางพาราดีต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อธุรกิจในภาพรวมช่วงต้นปีหน้า

อุตรดิตถ์ลุ้นกรมป่าไม้-ครม.ไฟเขียวให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนฯเสื่อมโทรมป่าน้ำปาด 99 ไร่ พัฒนาตลาดการค้าชายแดนด่านภูดู่ พร้อมสร้างถนนสายบ้านม่วงเจ็ดต้น-ด่านภูดู่อีก 95 ไร่ สภาพัฒน์ชงให้ผ่อนผันใช้พื้นที่ป่าเท่าที่จำเป็น ด้านเอกชนชี้ส่งผลดีต่อค้าชายแดน มั่นใจปี”60 ทะลุ 1,000 ล้านบาท

นายวิเชียร แสงวิวัฒน์เจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ด่านภูดู่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับการพัฒนายกระดับเป็นด่านถาวรตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 แต่จนถึงปัจจุบันยังประสบปัญหาใหญ่คือติดอยู่ที่การขอใช้พื้นที่ป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่ได้อนุมัติให้เข้าใช้ประโยชน์ ส่วนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้ดำเนินการทั้งหมดแล้ว

ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ(กรอ.)เมื่อปี2558 ให้ใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวพัฒนาเป็นตลาดการค้าชายแดน แต่ทางกรมป่าไม้เรียกให้จังหวัดไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการของกรมป่าไม้ ถ้าผ่านตรงนี้ได้ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากทุกอย่างทำเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เช่น ระบบโลจิสติกส์ และการแมตชิ่งธุรกิจก็เดินหน้าไปหมดแล้ว

ทั้งนี้ การค้าชายแดนก็มีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี แนวโน้มในปี 2560 มูลค่าการค้าชายแดนด่านภูดู่จะมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท สินค้านำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นผลผลิตทางการเกษตร ส่วนสินค้าส่งออกจะเป็นวัสดุก่อสร้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 คณะรัฐมนตรียุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นชอบผลการประชุม กรอ. ครั้งที่ 2/2558 เรื่องการขอใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (ที่เสื่อมโทรม) เพื่อพัฒนาด่านชายแดนให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมด้านการค้าการลงทุน การบริการโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานสากล โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับไปพิจารณาความเหมาะสมในการใช้ที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรีในกรณีจังหวัดอุตรดิตถ์ขอใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำปาด เพื่อก่อสร้างตลาดการค้าชายแดน ณ ช่องภูดู่ ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื้อที่ 99 ไร่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงตลาดการค้าชายแดนได้มีการก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

นอกจากนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ได้ขอใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำปาด เพื่อปรับปรุงถนนสายบ้านม่วงเจ็ดต้น-ด่านภูดู่ ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื้อที่รวม 95 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่ขออนุญาตดังกล่าวติดอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (Zone C) และถนนเส้นทางนี้ได้มีการก่อสร้างไปแล้วเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ซึ่งจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างตลาดการค้าชายแดนของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน หากคณะรัฐมนตรีเห็นความจำเป็นและความสำคัญของโครงการ เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ และกรมป่าไม้ กำหนดจำนวนพื้นที่ที่ต้องการขอผ่อนผันเท่าที่จำเป็นให้ชัดเจน ส่วนพื้นที่ที่เหลือให้กำหนดเป็นพื้นที่ป่าไม้และมีการปลูกป่าทดแทนต่อไป

ปีระกา 2560 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของเมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ เพราะนอกจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศในช่วงปลายปีหน้าซึ่งจะมีแขกบ้านแขกเมืองจาก77จังหวัดมาเยือนนับพันคนแล้วยังจะเป็นปีที่หอการค้าสุราษฎร์ฯจะโหมโรงทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะการร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อร้อยเรียงจุดแข็ง-จุดขาย ปลุกเศรษฐกิจเมืองนี้ให้คึกคักมีชีวิตชีวา

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษทีมผู้บริหารหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำโดย “ธีระชัย ศรีโพธิ์ชัย” ประธานหอการค้าฯ “ไชยกฤต เอื้อกฤดาธิการ”เลขาธิการหอการค้าฯ “พีระพล นันทวงษ์” รองประธานฝ่ายบริหาร “สมชาย สินมา” รองประธานฝ่ายท่องเที่ยวและกีฬา และ “ธีระพล ตัณโชติกุล” รองประธานฝ่ายเกษตร ได้ร่วมกันให้ข้อมูลและฉายภาพทิศทางการพัฒนาเมืองในยุคไทยแลนด์ 4.0

ทีมผู้บริหารหอการค้าเมืองร้อยเกาะกล่าวด้วยความภูมิใจว่า ปีนี้สุราษฎร์ธานีได้รับการจัดอันดับเป็นจังหวัดที่มีความสุขมากที่สุดในประเทศไทย เพราะเรามีศักยภาพทั้งต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีของดีครบครันทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แหล่งดำน้ำระดับโลก มีซี-แซนด์-ซัน-เซอร์วิสไมนด์-ซีฟู้ด (Sea-Sand-Sun-Service mind-Seafood) และสถานการณ์ธุรกิจในปี 2560 ก็มีแนวโน้มที่ดี ผู้คนเริ่มที่จะปรับตัวหลังจากที่เจอภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงมั่นใจว่าปีหน้าทุกอย่างจะดี

เมืองหลวงภาคใต้ตอนบน

ขณะที่เศรษฐกิจสุราษฎร์ธานีจะมีการขับเคลื่อนอยู่4ตัวคือ1.ยางพารา 2.ปาล์มน้ำมัน 3.การท่องเที่ยว และ 4.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (กุ้ง) ซึ่งเริ่มฟื้นกลับมาแล้ว ส่วนการท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรเดียวที่เดินไปได้ตลอด ปาล์มก็ยังปกติ แต่ที่ด้อยลงมาคือยางพารา ราคาตกต่ำลงไปอยู่ที่ 40 บาท/กก. ตอนนี้ขยับขึ้นมา 60-70 กว่าบาท ในต้นปีหน้าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะดีขึ้น เพราะเครื่องยนต์ 3 ตัว เริ่มกลับมาขับเคลื่อนใหม่ ยกเว้นสัตว์น้ำที่ยังฟื้นคืนมาเท่าจุดเดิมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากรวมพื้นที่การเลี้ยงกุ้งของจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับจันทบุรี จะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเลี้ยงทั้งประเทศ ซึ่งผลผลิตไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะสูงกว่าปี 2558 เพราะมีการปรับตัวเรื่องการเลี้ยง โดยเฉพาะปัญหาโรคกุ้งตายด่วน หรือโรคอีเอ็มเอส หรืออื่น ๆ ปัจจุบันคนเลี้ยงกุ้งมีนวัตกรรมการเลี้ยงสูงขึ้น เป็นระบบกึ่งปิดแล้ว ทำให้สามารถร่นเวลาเลี้ยงสั้นลงจาก 120-150 วัน เหลือเพียง 100 วัน มีผลผลิตสะสมต่อไร่สูงกว่าที่ผ่านมา ทำรายได้ค่อนข้างดี

จริง ๆ เราต้องยอมรับว่า สุราษฎร์ฯเป็นเมืองหลวงภาคใต้ตอนบน เศรษฐกิจโดยรวมของเราก็ไม่ได้ตกต่ำ แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก เพราะเศรษฐกิจเราพึ่งพาการเกษตรมาก แต่วันนี้สัญญาณที่ดีคือ ราคายางพาราได้กระเตื้องขึ้นแล้ว ปาล์มน้ำมันและเพาะเลี้ยงกุ้งก็ยังดีอยู่ หรือการท่องเที่ยวก็มีจุดขายเยอะแยะ มีเกาะแก่งต่าง ๆ แต่ภาวะขณะนี้เศรษฐกิจอาจจะดาวน์ลง เพราะพื้นที่ข้างเคียงมาดึง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจพลอยตกไปด้วย แต่ในปีหน้าก็ไม่ได้เลวร้าย หากยางพารายังดีขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจสุราษฎร์ฯเติบโตขึ้น

อย่างไรก็ตาม สุราษฎร์ฯมีพื้นที่เกษตรกรรมมาก เราก็พร้อมที่จะไปส่งเสริมในพื้นที่ให้เติบโตตามเป้าประสงค์ของรัฐบาลที่จะนำประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่เกษตรกรเขาอยู่ในพื้นที่ มีความเคยชิน หอการค้าฯจะต้องไปให้องค์ความรู้หรือข้อมูล ทำให้เขามั่นใจว่าจะมีความมั่งคั่งอย่างไร ซึ่งทุกองคาพยพทั้งประเทศจะต้องก้าวไปพร้อมกัน ต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำ ร่วมกันรับผิดชอบ อย่าผลักแต่เข้า (เกษตรกร) ไปทำฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ก็คาดการณ์ไว้ว่า ปีหน้าคงมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะบ้านเมืองเราก็มีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีมาเสริมสร้าง รัฐบาลก็ใส่ใจเรื่องนวัตกรรมต่าง ๆ และพยายามส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน และภาคประชาสังคมภายใต้นโยบายประชารัฐ

ลุยปั้นโมเดลไชยาซิตี้

ในปี 2560 สิ่งที่หอการค้าจะทำให้เป็นรูปธรรมก็คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งเกษตร-เกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยวชุมชนเพราะเป็นตัวที่จะขับเคลื่อนได้เร็วที่สุด ซึ่งพบว่าอำเภอไชยาเหมาะสมเป็นต้นแบบ เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งเรื่องราวของศาสนา (สวนโมกข์) วัฒนธรรม/ประวัติศาสตร์ (ยุคศรีวิชัย) และเกษตร ซึ่งไข่เค็มไชยาก็เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่ต้องจับมาร้อยเรียงเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเข้ามาภายใต้โมเดล “ไชยาซิตี้” ซึ่งจะเป็นการฟื้นท่องเที่ยวฝั่งบกด้วย รวมถึงการทำรูตท่องเที่ยวคลอง 100 สายในบาง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่โฉบ หรือแค่แวะผ่านเท่านั้น

ส่วนด้านการเกษตร ก็ต้องเป็นเกษตรแบบประณีต เช่น กำลังจะรื้อฟื้นข้าวหอมไชยาคืนมาเป็นอัตลักษณ์อีกตัวหนึ่ง ที่สำคัญต้องนำมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชน เพราะเป็นการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ซึ่งสมาชิกในหอการค้ามีทุกภาคธุรกิจ เราจะเป็นข้อกลางในการเชื่อมโยงรวมเข้าทุกส่วน เพราะไชยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เป็นเมืองหลวงเก่าภาคใต้ตอนบน

รายได้ต่อหัวสูงอันดับ 3 ภาคใต้

ผู้นำหอการค้าเมืองไข่แดงย้ำว่า วันนี้เราต้องสร้างให้เป็นโมเดลขึ้นมาให้ได้สักแห่ง ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีความมั่นใจ มีความร่วมไม้ร่วมมือ ซึ่งหอการค้าก็มุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันให้พื้นที่เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนจริง ๆ ตอนนี้คนสุราษฎร์ฯมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 170,000 บาท/คน/ปี สูงเป็นอันดับ 3 รองจากภูเก็ต กระบี่ ส่วนสงขลาอยู่อันดับ 4 ซึ่งรายได้หลักของจังหวัดภูเก็ตและกระบี่มาจากภาคการท่องเที่ยว แต่สุราษฎร์ฯรายได้หลักมาจากภาคเกษตร โดยมีศักยภาพในเชิงพื้นที่และโลจิสติกส์ เรามีจุดขายเยอะ แต่ความร่วมมือร่วมใจต้องเป็นแนวเดียวกัน

สำหรับภาคการลงทุนนั้น เนื่องจากสุราษฎร์ฯเป็นเมืองเกษตร อุตสาหกรรมเป็นรอง เพราะไม่ใช่พื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมหนัก แต่การลงทุนก็ยังมีการขยับขยายเรื่อย ๆ ไม่หยุดนิ่ง เช่น กลุ่มยางพารา ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นการลงทุนระดับท้องถิ่นของคนในพื้นที่ไม่ใช่สเกลใหญ่แบรนด์บิ๊กบึ้ม ตัวเลขจึงอาจจะไม่หวือหวา

“สุราษฎร์ธานีเป็นเมืองที่มีความสุขมากที่สุด เราเป็นเมืองคนดี ไม่ใช่เมืองคนดุ เป็นจังหวัดที่ไม่มีเจ้าพ่อ การตีรันฟันแทงกันน้อย วันนี้เรามีพร้อมทุกอย่างทั้งป่า เขา แม่น้ำ ทะเล อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ จึงอยากจะเชิญชวนมาเที่ยวกันดู” ผู้บริหารหอการค้าเมืองร้อยเกาะกล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 23 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน นางวาสนา ธีรนิติ นายกเทศมนตรีตำบลหล่มเก่า ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่สำรวจ 2 ต้นไม้ยักษ์โบราณที่ ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า โดยต้นแรกเป็นต้นมะขามยักษ์พันธุ์เปรี้ยวอายุกว่า 400 ปี ตั้งตะหง่านอยู่ที่วัดศิลามงคล หมู่ 3 บ้านหินฮาว ต.หินฮาว ซึ่งเคยมีการสำรวจเมื่อปี 2551 มีขนาดลำต้นตามเส้นวงรอบวัดได้ราว 8 เมตร 40 เซนติเมตร หรือราว 6 คนโอบ ทั้งนางวาสนาและคณะเมื่อไปพบเห็นถึงกับตะลึงในความใหญ่โตของมะขามต้นนี้ และเมื่อลองสำรวจก็พบที่โคนต้นมะขามมีโพลงขนาดใหญ่ จนทดสอบลอดเข้าไปสำรวจภายใสโพลงต้นมะขามซึ่งพบสามารถมุดลอดเข้าไปได้หลายคน

นอกจากนี้ยังเดินทางไปที่บ้านน้ำขอบ หมู่ 9 ตำบลหินฮาวเช่นเดียวกัน เพื่อสำรวจต้นสะพุงซึ่งเป็นต้นไม้โบราณ ขนาดความใหญ่โตของลำต้นราว 10 คนโอบ แม้จะไม่ทราบอายุอย่างแน่ชัด แต่ชาวบ้านในละแวกนี้โดยเฉพาะคุณยายเรือง ทองยศ อายุ 91 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ 9 บ้านน้ำขอบ ตำบลหินฮาว ซึ่งเป็นเจ้าของต้นไม้โบราณต้นไม้ก็ประมาณการณ์อายุไว้หลายร้อยปี หรือไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วอายุคน

นางวาสนา ธีรนิติ กล่าวว่า รับทราบข่าวมานานแล้วว่าในอำเภอหล่มเก่ามีต้นไม้โบราณยักษ์ 2 ต้นได้แก่ ต้นมะขามและต้นสะพุง จึงสนใจและนำคณะเดินทางไปสำรวจดูและเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้พบเห็นต้นไม้ที่ใหญ่โตขนาดนี่ และหากนับอายุแต่ละต้นแล้วตามสายตาเชื่อว่า คงมีอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปีแน่นอน

นางวาสนากล่าวอีกว่า ได้สอบถามคุณยายเรืองถึงที่มาที่ไปของต้นสะพุงต้นไม้โบราณต้นนี้ ซึ่งคุณยายเล่าให้ฟังว่าเกิดมาเท่าที่จำความได้ก็พบเห็นต้นไม้ต้นนี้แล้ว นอกจากนี้คุณแม่ของคุณยายก็บอกเล่าอีกเช่นเดียวกันว่าคุณตาทวดก็เกิดมาและก็พบเห็นต้นไม้โบราณต้นนี้แล้วเช่นกัน โดย 3 ชั่วอายุคนต่างก็พบเห็นหรือได้สัมผัสต้นสะพุงตั้งแต่จำความได้แล้วทั้งสิ้น

นางวาสนากล่าวอีกว่า คุณยายเรืองยังเล่าอีกว่าในอดีตเคยมีคนมาขอซื้อต้นไม้ในราคา 8,000 บาท แต่คุณยายไม่ยอมขาย เพราะต้นไม้ต้นนี้ไม่เพียงมีคุณค่าทางจิตใจเท่านั้น แต่ต้องการให้ลูกหลานได้มีโอกาสเห็นและชื่นชมต้นไม้โบราณ จึงต้องการเก็บไว้ไม่ได้ขายให้ใคร

“น่าประทับใจมากที่คุณยายเรืองยกต้นสะพุงยกให้เป็นสมบัติของส่วนรวม โดยยินดีให้ อบต.หินฮาวช่วยดูแล นอกจากนี้คุณยายยังกันที่ดินกว้าง 3 เมตรเพื่อให้เป็นถนนเข้าไปถึงต้นสะพุง เพื่อจะให้ผู้คนสามารถเดินเข้าไปชื่นชมและสัมผัสได้ โดยนายกอบต.หินฮาวก็รับปากจะพัฒนาปรับปรุงพื้นที่รอบๆต้นไม้พร้อมสร้างถนนเข้าไปให้ เพื่อสนับสนุนให้เป็นการท่องเที่ยวได้”นางวาสนากล่าว

ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหล่มเก่ากล่าวอีกว่า คงต้องทำเรื่องต้นไม้ยักษ์ทั้งสองต้นนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะต้นสะพุงซึ่งเป็นต้นไม้โบราณที่คนรุ่นหลังแทบจะไม่รู้จักแล้ว และยังต้องสืบค้นกันต่อไปว่าชื่อต้นสะพุงจะมีความเกี่ยวโยงหรือเป็นที่มาของคำว่าวังสะพุงหรือไม่ นอกจากนี้ยังทำให้สามารถสืบสาวเรื่องราวหรือสตอรี่ของชุมชนและคนในพื้นที่ได้อีกเยอะ

“เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกันรู้สึกทึ่งมากและยังคิดว่า ต้นไม้ใหญ่โตมโหฬารยังหลงเหลืออยู่ได้อย่างไง เพราะวันนี้อำเภอหล่มเก่าขึ้นชื่อมากในเรื่องการหักล้างถางป่ากันและเขาหัวโล้นก็เยอะ ซึ่งเราพยายามรณรงค์เรื่องพลิกฟื้นคืนผืนป่า แต่มาวันนี้มาเจอต้นไม้ขนาดนี้ยังเหลืออยู่และยังเป็นความโชคดีที่คุณยายเรืองไม่ได้เห็นเงินสำคัญกว่าต้นไม้ จึงได้ใจและยังโดนใจมากๆอีกด้วย”ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหล่าเก่ากล่าวทิ้งท้าย

โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพของวัว 4 ตัวที่ถูกจับยัดเข้าไปในรถและในกระโปรงรถ โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์การขโมยวัวที่เกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2557 โดยบีบีซีรายงานว่า เป็นเหตุการณ์การขโมยวัว 4 ตัว ซึ่งกลุ่มคนร้ายได้ขโมยวัวไปจากฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย และวางยาพวกมัน ทำให้วัวเหล่านี้อยู่ในอาการสะลึมสะลือ แล้วจับพวกมันยัดเข้าไปในรถเก๋ง ทั้งภายในรถและบริเวณกระโปรงหลังของรถ แต่ระหว่างที่ขับรถหนีไป ปรากฏว่ารถไม่สามารถรับน้ำหนักของวัว 4 ตัวได้ จึงทำให้รถพังกลางทาง ไม่สามารถไปต่อได้ กลุ่มคนร้ายจึงได้หลบหนีไป ทิ้งวัวทั้ง 4 ไว้ในรถ กระทั่งมีคนไปพบและแจ้งเจ้าหน้าที่

รายงานข่าวระบุ พบเรื่องแปลกว่ามีตัวแตนสร้างรังปิดตาพระพุทธรูปที่บริเวณซุ้มประตูรั้วของโบสถ์วัดชัยสิทธาราม เลขที่ 50 บ้านชัยฤทธิ์ หมู่ 5 ต.ชัยฤทธิ์ อ.ไชโย จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อไปถึงบริเวณซุ้มประตูรั้วทางเข้าโบสถ์ พบมีตัวแตนทำรังอยู่ บนหน้าองค์พระพุทธรูปปางประทานพร ที่ตั้งอยู่ด้านบนซุ้มรั้วทางเข้าโบสถ์

นายรุ่งโรจน์ พลอยคำ อายุ 56 ปี นายก อบต.ชัยฤทธิ์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อ 4 เดือนก่อนได้สังเกตเห็นมีตัวแตนเริ่มทำรังซึ่งยังมีขนาดเล็กอยู่ ทางพระลูกวัดเกรงว่าถ้าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายกับญาติโยมที่มาทำบุญ จึงทำการไล่และทำลายรังแตน แต่ปรากฏว่าพระลูกวัดโดนแตนไล่ต่อยได้รับบาดเจ็บไปตามๆ กัน หลังจากนั้นไม่นานก็พบว่ามีตัวแตนมาทำรังอีก ณ จุดเดิม คือเริ่มจากบริเวณดวงตา พระลูกวัดจึงไม่กล้าไล่และทำลายรังอีก เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลก เพราะปกติตามพฤติกรรมของแตน จะชอบทำรังตามกิ่งไม้ ง่ามไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งบริเวณวัดมีต้นไม้ล้อมรอบ แต่กลับมาทำรังบนหน้าองค์พระซึ่งเป็นเนื้อปูน และเคยไล่แล้วก็ยังกลับมาทำรัง ณ จุดเดิมอีก จึงปล่อยทิ้งไว้ จนตอนนี้ตัวแตนทำรังขนาดใหญ่ขึ้นจนปิดตาองค์พระทั้ง 2 ข้างแล้ว จึงเป็นภาพที่แปลกตากับผู้ที่พบเห็น

คุณกิติกานต์ ศรีวิชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร นำมะนาวมาฝากเลยถามว่า บอกผิดหรือเปล่า…ส้มโอชัด ๆ ดังรูป เปรียบเทียบกันให้เห็น ๆ
น้องบอกว่าเป็นมะนาวยักษ์มี 2 พันธุ์ คือพันธุ์ผิวเรียบ และพันธุ์ผิวขรุขระเหมือนมะกรูด สนใจรายละเอียด หรือดูของจริง โทร.สอบถามได้ที่ 08-0500-8511

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลุยเมืองน่าน อีกหนึ่งถิ่นปลูกกาแฟที่สำคัญตามโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐ ที่มีความเหมาะสมในการปลูกกาแฟทั้งพันธุ์อะราบิกาและโรบัสตา โดยปัจจุบัน จังหวัดน่าน มีพื้นที่ปลูกกาแฟจำนวนกว่า 4,500 ไร่ ผลผลิตปีละ 400 ตัน มั่นใจ จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในอนาคต และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

นางสาวราตรี เม่นประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการร่วมเสวนา และดูงานการเชื่อมโยงเครือข่ายกาแฟไทยจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่ง สศก. ได้เข้าร่วมเสวนาและบรรยาย เมื่อวันที่ 6 – 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ จังหวัดน่าน จัดโดยสมาคมกาแฟไทย เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟ และผู้นำเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิต และการตลาดกาแฟในปัจจุบัน

ปัจจุบัน การผลิตกาแฟพันธุ์โรบัสตาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร และระนอง ส่วนพันธุ์อะราบิกาอยู่ทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งจากข้อมูลการผลิตปัจจุบันพบว่า มีการปลูกกาแฟโรบัสตา ในภาคเหนือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งเดิมเป็นแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิกา แต่เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตาเพิ่มขึ้นและสามารถปลูกได้ผลดี โดยปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยวและปลูกร่วมกับไม้ผล เช่น มะม่วง

สำหรับพื้นที่ปลูกกาแฟของจังหวัดน่านมีจำนวนกว่า 4,500 ไร่ ผลผลิตปีละ 400 ตัน โดยเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกกาแฟทั้งพันธุ์อะราบิกาและโรบัสตา ซึ่งการปลูกทั้ง 2 พันธุ์ จะขึ้นอยู่กับระดับความสูงของพื้นที่ โดยหากมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป จะเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิกา เช่นที่
บ้านสันเจริญ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน แต่ถ้าพื้นที่มีความสูงไม่เกิน 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะเหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตา เช่นที่ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ที่สามารถผลิตกาแฟได้คุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ใน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเกษตรกรมีความสนใจ พร้อมให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยน นอกจากนี้
ในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 15,000 ไร่ กำลังปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกาแฟซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และกาแฟยังได้ถูกบรรจุเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ของจังหวัดน่านในโครงการประชารัฐอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กาแฟจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในอนาคต และเป็นที่ต้องการของตลาดอีกชนิดหนึ่ง
ที่สามารถนำมาทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีราคาตกต่ำ และไม่ยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560 – 2564 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาการแปรรูป รวมถึงยกระดับคุณภาพมาตรฐานสู่สากลและภาพลักษณ์กาแฟไทย ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้ากาแฟในอาเซียน

วันที่ 24 ธันวาคม 2559 นายบันเทิง เครือวงศ์ yourplanforthefuture.org ประธานการท่องเที่ยวภาคเหนือโดยชุมชน พร้อมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร่มฟ้าไทย หัวหน้าชุดปฎิบัติการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาจิ (หน.ชป.คดร.ดอยฯ) ผู้นำชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ตลอดจนชาวชุมชนบ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ร่วมกันเปิดภูฟ้าไทย จุดชมวิวแหล่งใหม่ของอำเภอเทิง ตั้งอยู่บนบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 25 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย สูงจากระดับน้ำทะเล 1,515 เมตรและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งวัน

โดยอุณหภูมิบนยอดภูฟ้าไทยเช้าวันนี้เหลือประมาณ 7องศาเซลเซียส นอกจากมองเห็นอาทิตย์ทอแสงท่ามกลางทะเลหมอกในหุบเขาอย่างสวยงามแล้ว บนยอดดอยยังพบปรากฎการณ์น้ำค้างแข็งเกาะตามยอดหญ้าเป็นบริเวณกว้างด้วย โดยภูฟ้าไทยมีลักษณะเด่นคือทางขึ้นสะดวก เดินเท้าประมาณ 300 เมตรก็ถึงจุดชมวิวและสามารถชมทะเลหมอกในมุมมอง 360 องศาเซลเซียสอย่างใกล้ชิดซึ่งสามารถชมดวงอาทิตย์ขึ้นกลางทะเลหมอกยามเช้าและดวงอาทิตย์ตกดินยามเย็นที่สวยงามและสามารถมองเห็นภูชี้ฟ้าบริเวณจมูกสิงโตได้อย่างชัดเจน

นายบันเทิงกล่าวว่า ภูฟ้าไทยเป็นจุดชมวิวที่สวยงามจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ครั้งละกว่า 200 คนซึ่งทางหมู่บ้านเปิดขึ้นมานอกจากจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆให้กับพื้นที่ ยังเป็นที่ระบายนักท่องเที่ยวจากภูชี้ฟ้า ซึ่งมักจเดินทางมาท่องเที่ยวในระยะนี้ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้

ด้าน น.ส.วิศัลย์จุฬา ประทุกชาติภักดี นักท่องเที่ยว กล่าวว่าภุฟ้าไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก เพราะเดินไม่ไกลนักเพียง 300 เมตรก็ได้ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น อีกทั้งยังเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของดอยภูชี้ฟ้าและหมู่บ้านร่มฟ้าไทย สภาพอากาศดี ที่สำคัญเส้นทางระหว่างเดินขึ้นภู มีโขดหินเทือกเขาที่งดงามให้ท้าทาย ไม่วุ่นวายกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เพราะยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ รู้สึกประทับใจมากเชื่อว่านักท่องเที่ยวหากเดินทางมาที่นี่ก็ประทับใจเช่นกัน

วันที่ 24 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ลงสำรวจพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านทรัพย์เจริญ ต.บ้านราษฎร์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา หลังถูกโขลงช้างป่าจากอุทยานแห่งชาติทับลาน บุกเข้าทำลายผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายมาอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นพบว่ามีพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านนับสิบราย ส่วนใหญ่จะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด ถูกช้างโขลงช้างป่าจำนวนมาก เข้าไปหักกินและเหยียบย่ำผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง สภาพร่องรอยมีทั้งใหม่และเก่าปะปนกัน

นายตึม เสม็ดศรี อายุ 45 ปี เจ้าของไร่อ้อยที่ถูกโขลงช้างป่าบุกเสียหายเกือบครึ่ง กล่าวว่า ต้องเร่งทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจากพื้นที่นำไปจำหน่าย ก่อนจะถูกช้างป่าทำลายจนหมด ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวนานกว่าปกติ เนื่องจากคนงานมีน้อยก็ตาม เนื่องจากก่อนหน้านี้โขลงช้างป่าบุกเข้ามาแล้วถึง 2 ครั้ง

ด้านนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้กล่าวชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย ให้ช่วยกันเฝ้าระวังผลักดันช้างให้กลับเข้าสู่ป่าอย่างถูกวิธี โดยไม่ใช้ความรุนแรง และขอให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าขณะนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลานให้ความสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาหานี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดแบบเรียลทาร์ม ระบบเอ็นแค็ป (NCAPS) มาติดตั้งบริเวณก่อนถึงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่ติดต่อกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เพื่อเฝ้าระวัง หากโขลงช้างป่ากำลังจะออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน กล้องก็จะสามารถบันทึกภาพและส่งข้อมูลมายังทางศูนย์ควบคุมและจะมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ออกไปผลักดันช้างกลับเข้าสู่ป่าได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะเข้าไปทำลายผลผลิตของชาวบ้าน ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆภาคส่วนช่วยกันสร้างแหล่งอาหารช้างและสัตว์ป่าเพิ่มเติมด้วย