ดูเหมือนว่าการปลูก “อ้อย” จะไปได้ดี แต่คุณโบว์ บอกว่า “อ้อย”

ทำรายได้ให้เพียงปีละครั้ง เลยคิดจะปกลูกพืชอย่างอื่นที่สามารถทำเงินได้ตลอดทั้งปี และคนอีสานชอบทาน นั่นคือ “หน่อไม้” “ดิฉันศึกษาหาข้อมูลด้านเกษตร ดูตามอินเตอร์เน็ต ดูในเฟซบุ๊ค ไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ กระทั่งเมื่อประมาณปี 54 เริ่มปลูกไผ่ เพราะได้ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงมาฟรี ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าสู่อาชีพเกษตรกรอย่างจริงจัง”

สำหรับชนิดไผ่ที่คุณโบว์ปลูก อาทิ ไผ่กิมซุง ไผ่บงหวานเพชรผึ้ง ไผ่สารวิน พื้นที่ปลูกทั้งหมดเกือบ 9 ไร่ ต้นทุนต่อไร่ ราว 1-2หมื่นบาท พื้นที่ 1ร่ปลูกไผ่ได้ 100 – 200 ต้น ดูแลไม่ถึงปี สามารถเก็บหน่อยขายได้

รายละเอียดไผ่แต่ละสายพันธุ์ เจ้าของสวน อธิบายคร่าวๆ ว่า ไผ่กิมซุง กินน้ำเยอะ ใบเยอะ ใบหนา ต้องการน้ำเยอะ ฉะนั้นจะเก็บขายช่วงฤดูฝน ไผ่สายพันธุ์นี้รสชาติออกขม ต้องต้มน้ำทิ้งก่อนจะขาย ขายราคากิโลกรัมละ 20 บาท ไผ่สารวิน กินน้ำน้อย รสชาติออกขม ต้องต้มน้ำร้อนก่อนขาย 30 นาที เมนูเด็ดทำซุปหน่อไม้ แกงส้ม แกงเปรอะ หน่อไม้ดอง ราคาขายกิโลกรัมละ50 บาท ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง นิยมทานสด ไม่ขม ปรุงได้หลายเมนู อาทิ ส้มตำไผ่บงหวาน ขายกิโลกรัมละ 80-100บาท

สวนไผ่แห่งความสุขนี้ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2557 รายได้แต่ละเดือน 70,000 – 75,000 บาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายหน่อไม้และขายกิ่งพันธุ์ไผ่ เฉลี่ยก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายต้นพันธุ์ราคาต้นละ 100 – 300 บาท หากปลูกไผ่เต็มพื้นที่มากกว่านี้ จะมีรายได้เพิ่มอีก

“ทุกวันนี้ครอบครัวมีความสุข ได้อยู่กับลูก ได้เลี้ยงลูกเอง เป้าหมายต่อไป ตั้งใจจะขยายพื้นที่ปลูกไผ่บงหวานเพิ่มขึ้น เพิ่มกิจกรรมในสวนไผ่ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรเน้นแนะนำความรู้การเกษตรจริง ทำได้จริง ขายได้จริง”

เมล่อน เรียกได้ว่าเป็นพืชที่ต้องใช้ฝีมือในการปลูกและการยืนหยัดอยู่ในวงการ เพราะความสำเร็จในการปลูกเมล่อนทุกรอบ ทุกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย ดังนั้น วงการนี้จึงมีทั้งคนที่เข้ามาและคนที่พับเสื่อไปอยู่ตลอดเวลา

วันนี้เรามีโอกาสได้มาเยือนสวนเมล่อนของ คุณมิตร รุ่งเรือง ชาวสวนเมล่อนมืออาชีพที่ยึดอาชีพปลูกเมล่อนมานานกว่า 10 ปี จนวันนี้นอกจากจะปลูกเองแล้ว คุณมิตร ยังส่งเสริมเกษตรกรปลูกเมล่อนเพื่อป้อนตลาด ซึ่งความที่เขาผลิตเมล่อนคุณภาพมาตรฐาน GAP จึงทำให้เมล่อนที่นี่เป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่ซื้อขายกันมานาน และวันนี้คุณมิตรยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการปลูกเมล่อนในโรงเรือนกว่า 24 โรงเรือน เพื่อป้อนตลาดบนที่ต้องการเมล่อนคุณภาพสูง ซึ่งแม้จะลงทุนค่อนข้างสูงในส่วนของโรงเรือนเมื่อเทียบกับการปลูกกลางแจ้ง แต่การปลูกในโรงเรือนก็มีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ระดับหนึ่ง จึงสามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้อีกด้วย

อีกทั้งยังความเสียหายจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำค้างหนัก ฝนตกหนัก แสงแดดและอื่นๆ ได้อีกด้วย การปลูกเมล่อนในโรงเรือนจึงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ขณะที่การปลูกกลางแจ้งจะค่อนข้างเสี่ยงต่อความเสียหายค่อนข้างสูงในช่วงฤดูฝน สามารถวางแผนการปลูกเพื่อให้มีผลผลิตต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

คุณมิตร เล่าถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมาปลูกเมล่อนว่า เขาเรียนจบมาทางด้านช่าง แต่กลับมีอาชีพเลี้ยงวัวนม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ที่จังหวัดราชบุรี ส่งให้กับสหกรณ์โคนมหนองโพ จนเมื่อมีครอบครัวคุณมิตรย้ายมาอยู่ที่กาญจนบุรีและยังยึดอาชีพเลี้ยงวัวนมอยู่ จนตอนหลังเจียไต๋มาให้คุณมิตรปลูกเมล่อน คุณมิตรเห็นว่าน่าสนใจ เพราะรายได้ดี จึงปลูกเมล่อนส่งเจียไต๋ โดยเริ่มจากพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี จึงขยายพื้นที่และปลูกเมล่อนเรื่อยมา และตัดสินใจเลิกอาชีพเลี้ยงวัวอย่างถาวร

เมื่อพบว่า เมล่อน เป็นทางเลือกที่ดีกว่า หลังจากปลูกส่งเจียไต๋มาประมาณ 4 ปี คุณมิตรเริ่มเห็นช่องทางการตลาดเอง จึงหันมาผลิตเมล่อนส่งตลาดเอง โดยมุ่งผลิตเมล่อนคุณภาพ จนได้รับมาตรฐาน GAP และทำให้โอกาสทางการตลาดเติบโตมากขึ้น เพราะนอกจากจะขายให้กับแม่ค้าทั่วไปแล้ว ผลผลิตจากสวนแห่งนี้ยังมีบริษัทหรือซัพพลายเออร์มารับซื้อ เพื่อป้อนห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่ง

การปลูกเมล่อนของคุณมิตรจะมีการวางแผนปลูกทุกเดือน เดือนละ 14,000-20,000 ต้น แล้วแต่ความพร้อมของพื้นที่ เมื่อก่อนช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งกาญจนบุรีฝนค่อนข้างชุกก็จะเว้นช่วงไปก่อน แล้วไปเพาะเห็ดแทน เพราะการปลูกเมล่อนกลางแจ้งในช่วงฝนนับว่าค่อนข้างเสี่ยงต่อความเสียหายมาก ซึ่งยากที่จะประสบความสำเร็จ แต่หลังจากที่ตัดสินใจสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกเมล่อน 24 โรงเรือน ในปีที่ผ่านมา ก็สามารถวางแผนปลูกเมล่อนได้ตลอดทั้งปีแล้ว โดยปีหนึ่งคุณมิตรบอกว่าจะปลูกเมล่อนประมาณ 5 รอบ ต่อปี แต่ละรอบก็ประมาณ 3-4 ไร่ (1 ไร่ ประมาณ 3,000-3,500 ต้น)

เทคนิคการปลูกเมล่อนให้ได้คุณภาพดี

การปลูกเมล่อนของคุณมิตรก็ไม่ต่างจากคนอื่นทั่วไปในส่วนของการเตรียมแปลงและการจัดการต่างๆ แปลงปลูกเมล่อน จะกว้าง 1 เมตร ทางเดิน 1 เมตร ปลูก 2 แถว บนร่อง ระยะปลูกระหว่างแถวบนร่อง 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 40 เซนติเมตร 1 ไร่ ประมาณ 3,000 ต้น พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์เอมี่ เนื้อเขียวและเนื้อส้ม มีพันธุ์อื่นแซมบ้างไม่มากนัก

การเพาะกล้า ใช้วัสดุเพาะหรือมีเดีย ซึ่งจะทำให้กล้าเติบโตดี อัตราการรอดสูง การเพาะเมล็ดไม่ได้บ่มเมล็ดแต่อย่างใด แต่จะใช้วิธีจิ้มแห้ง หรือการจิ้มเมล็ดลงในมีเดียโดยตรง โดยไม่ได้ทำอะไรเพื่อกระตุ้นการงอก เมื่อต้นกล้าอายุ 10-12 วัน ก็จะย้ายลงแปลงปลูกได้

การให้ปุ๋ย จะให้ไปทางสายน้ำหยด โดยเริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรก 3 วัน หลังปลูกลงแปลง โดยช่วงแรกให้ปุ๋ย 5 กิโลกรัม ต่อ 8,000 ต้น หรือประมาณ 0.6 กรัม ต่อต้น นำมาผสมน้ำ 50 ลิตร แล้วปล่อยไปพร้อมกับระบบน้ำหยด ให้ปุ๋ยสูตรนี้ไปจนกระทั่งแขวนลูกหรือประมาณ 50 วัน นับจากวันเพาะเมล็ด หรือประมาณ 40 วัน นับจากวันปลูกลงแปลง เปลี่ยนมาใช้สูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 อัตราเท่าเดิม จนกระทั่งก่อนตัด ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงงดน้ำ งดปุ๋ย ซึ่งสูตรปุ๋ยของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาพดิน สภาพต้น ต้องปรับกันไปค่ะ นอกจากนี้ ก็จะเสริมด้วยธาตุอาหารเสริมทางใบ กลุ่มแคลเซียม-โบรอน โดยจะเน้นให้ช่วงหลังติดลูกไปแล้ว พ่นอย่างต่อเนื่องจะทำให้เมล่อนเนื้อแน่น น้ำหนักดี อายุการวางตลาดนาน

นอกจากการดูแลเรื่องน้ำ ปุ๋ย แล้ว งานที่ชาวสวนเมล่อนจะต้องทำและเป็นช่วงที่ต้องใช้แรงงานมากกว่าปกติก็คือ การลิดแขนงที่แตกออกมาระหว่างซอกใบออก ซึ่งจะเริ่มลิดแขนงครั้งแรก ตอนอายุ 13 วัน หลังจากนั้น อีก 5-6 วัน ลิดอีกครั้ง แขนงจะลิดไปเรื่อยๆ อายุ 1 เดือนกว่าๆ (35-40 วัน) แต่งลูกโดยเลือกไว้ลูกที่แขนงที่ 9-12 หลังจากนั้น อีก 3-4 วัน คัดลูกที่ดีที่สุดไว้เพียงลูกเดียว พร้อมกับแขวนลูกด้วยเชือกเพื่อช่วยรับน้ำหนักของลูก และเมื่อยอดขึ้นไปสุดค้าง หรือเลย 24-25 ใบ ให้ตัดยอดเพื่อหยุดการเจริญทางยอด ให้อาหารส่งมาเลี้ยงผลมากกว่าที่เปลืองอาหารไปเลี้ยงยอด สำหรับปัญหาโรคและแมลงนั้นชาวสวนเมล่อนต้องเจอและต้องฝ่าวิกฤติให้ได้ โดยโรคที่มีโอกาสสร้างความเสียหายก็คือ ไวรัส ที่มีโอกาสจะระบาดได้ตลอดทั้งปี คุณมิตร ใช้แบล็คโมซ่า+ไอซัคกิ้ง พ่น ซึ่งครั้งแรกที่นำมาใช้ต้นเมล่อนโตแล้ว ติดลูกแล้วและเจอปัญหาเพลี้ยไฟ ไวรัสระบาดจนยอดหงิกงอ จึงนำแบล็คโมซ่า+ไอซัคกิ้ง มาใช้ก็แก้ปัญหาได้ในระดับที่น่าพอใจทีเดียว มาแปลงใหม่นี้คุณมิตรจึงใช้แบล็คโมซ่า+ไอซัคกิ้ง พ่นตั้งแต่แรกๆ เลย

คุณมิตร บอกว่า ในแปลงเมล่อนนี่แทบหนีไม่พ้นพวกเพลี้ยไฟที่มักรุนแรงช่วงแล้ง ซึ่งเป็นช่วงระบาดของเพลี้ยไฟ แมลงพาหะนำเชื้อไวรัส สารเคมีที่ใช้ก็จะมี อิมิดาคลอพริด อะบาเม็กติน เอ็กซอล พ่นสลับกันไปทุก 4-5 วัน นอกจากนี้ ก็จะมีโรคที่สำคัญของแคนตาลูปคือ ราน้ำค้าง สารเคมีที่ใช้ควบคุมโรคที่ใช้ก็จะมี แมนโคเซ็บ เมทาแลกซิล คอปเปอร์ และโบคุ่ม เลือกใช้สลับกันไป

การจำหน่ายผลผลิต การตลาด

การจำหน่ายผลผลิตนั้น มีทั้งส่งซัพพลายเออร์เพื่อส่งห้างสรรพสินค้าและขายให้กับแม่ค้าทั่วไป คุณมิตรบอกว่า เมล่อน 12,000 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 18-20 ตัน ผลผลิตจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัทซัพพลายเออร์ที่นำไปส่งให้กับห้างสรรพสินค้าอีกที โดยคัดเลือกแต่เกรด เอ ราคารับซื้ออยู่ที่ 40 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนที่เป็นเกรดรอง หรือลูกที่เล็กหรือใหญ่กว่านี้รวมทั้งลูกเล็กมากก็จะขายแม่ค้าทั่วไป ราคาขายก็ยังจัดว่าสูง ลูกเล็กน้ำหนักกิโลนิดๆ ยังได้ราคา 20 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนเบอร์รองก็ขายแม่ค้า 35 บาท ต่อกิโลกรัม

คุณมิตร บอกว่า ราคานี้ถือเป็นราคาที่น่าพอใจทีเดียว เพราะต้นทุนเมล่อนอยู่ที่ประมาณ 10 บาท ต่อต้น เท่านั้นเอง แต่สามารถขายผลผลิตได้ ต้นละ 50-80 บาท ในแต่ละรอบของการผลิต จึงมีรายได้และผลตอบแทนที่ดีทีเดียว เมล่อน 10,000-12,000 ต้น สามารถทำรายได้กว่า 600,000-700,000 บาท เมล่อนจึงเป็นพืชที่ทำเงินเป็นก้อนใหญ่ได้ไม่ยาก หากสามารถดูแลจัดการให้เมล่อนฝ่าฟันจนถึงวันที่ได้เก็บผลผลิตได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้คุณมิตรยืนหยัดปลูกเมล่อนมานานกว่า 10 ปี พร้อมทั้งรับลูกไร่มาร่วมปลูกเพื่อส่งผลผลิตให้ด้วย ขณะเดียวกันก็ขยายตลาดให้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

คุณมิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา เมล่อนคือพืชที่สร้างฐานะและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและเป็นพืชแห่งความหวังและน่าลงทุนกว่าพืชหลายชนิด ด้วยจุดเด่นตรงที่ทำเงินเร็ว ผลตอบแทนสูง ขอเพียงเราสามารถจัดการให้เมล่อนมีผลผลิตให้เก็บได้เท่านั้นเอง ซึ่งก็ต้องใช้ทั้งความรู้และประสบการณ์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณมิตร รุ่งเรือง บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 4 บ้านใหม่เจริญพร ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 โทร. (089) 805-1397

มะละกอแขกนวล เป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากพันธุ์แขกดำ มีลักษณะเด่นคือ สีใบเขียวเข้ม ขนาดผลปานกลาง ผลมีลักษณะกลมยาวสีเขียวเข้ม น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อผล ผลสุกมีลักษณะเนื้อสีเหลืองเข้ม ให้รสหวานโดยมีความหวานประมาณ 13-14 องศาบริกซ์

ซึ่งมะละกอแขกนวล จัดว่าเป็นมะละกอที่เลื่องชื่อในวงการส้มตำมานาน เพราะเป็นมะละกอที่กรอบกว่าทุกสายพันธุ์ก็ว่าได้ โดยแม่ค้าส้มตำระดับมืออาชีพก็น่าจะรู้ในข้อดีในเรื่องนี้ไม่น้อย และที่สำคัญยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ตลาดมีความต้องการสูง เฉลี่ยต่อต้นแล้วผลผลิตที่ได้เท่ากับต้นละ 200-300 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี เลยทีเดียว

คุณทองดี กำลังงาม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เล็งเห็นลักษณะพิเศษของมะละกอสายพันธุ์นี้ จึงได้เลือกปลูกมะละกอแขกนวลในอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จำนวนมากถึง 38 ไร่ จึงนับว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขามากว่า 20 ปี กันเลยทีเดียว

คุณทองดี เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำอาชีพทางการเกษตร คือทำไร่ ทำนา ซึ่งการทำนาจะขายผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น จึงคิดว่าไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับเขาได้มากพอ จึงได้คิดมองหาพืชชนิดใหม่ที่น่าจะสร้างรายได้ให้ตลอดทั้งปี หรือ 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้มากกว่า 1 ครั้ง

“ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน พอคิดว่าไม่อยากทำไร่ทำนาแล้ว ผมก็เลยมองหาพืชสนิทอื่นมาปลูก ก็เลยเลือกเป็นมะละกอ เพราะมะละกอถ้าพูดกันตามตรง ถือว่ายังเป็นที่นิยมบริโภค โดยเฉพาะทางภาคอีสานจะนิยมส้มตำ ผมก็เลยเน้นปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล เป็นมะละกอที่มีรสชาติอร่อย เวลาที่นำมาทำส้มตำ และที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างติดลูกได้เร็ว และผลดกอีกด้วย” คุณทองดี เล่าถึงที่มา

ซึ่งการทำสวนมะละกอทั้งหมดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณทองดี บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากการคัดสายพันธุ์ภายในสวนเอง โดยดูจากต้นที่มีฟอร์มดีให้ผลผลิตมาก จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้นำมาปลูกสำหรับเป็นต้นพันธุ์ทดแทนต่อไป

การปลูกมะละกอไม่เหมาะที่จะหยอดเมล็ดลงแปลงโดยตรง เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในขั้นแรกค่อนข้างมาก ก็จะทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เนื่องจากคุณทองดีมีเนื้อที่ปลูกมะละกอทั้งหมด 38 ไร่ จะเน้นแรงงานที่ทำกันเองภายในครอบครัว ถ้าจะให้การทำสวนมะละกอมีผลกำไรมากที่สุด จึงจำเป็นต้องจัดการให้มีรายจ่ายต่ำที่สุด หากมีการทำเรื่องระบบน้ำก็จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงเน้นการปลูกแบบอิงธรรมชาติ โดยจะเริ่มลงต้นกล้าในช่วงต้นฤดูฝนในเดือนมิถุนายน จึงจะมีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของมะละกอ

ในขั้นตอนแรกจะนำเมล็ดมะละกอมาเพาะลงในถุงพลาสติกขนาด 5×8 นิ้ว โดยใช้ดินที่มีส่วนผสมของมูลไก่ หยอดเมล็ดลงในถุงเพาะประมาณ 4-5 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่มทุกเช้าและเย็น จากนั้นดูแลต้นกล้าให้มีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยจะเพาะให้ต้นมะละกอเจริญเติบโตทันกับฝนแรกที่จะตกลงมาในพื้นที่ปลูก

“พอฝนเริ่มตกเราก็จะเตรียมปลูกต้นกล้าที่เพาะไว้ได้เลย ช่วงนั้นดินก็จะนิ่มง่ายต่อการปลูก ขุดหลุมเสร็จก่อนจะปลูกก็จะใส่ปุ๋ยก้นหลุมบ้าง เป็นปุ๋ยเคมีสูตร 27-12-6 ซึ่งระยะห่างปลูกประมาณ 2×2 เมตร หรือประมาณ 400 ต้น ต่อไร่ พอมะละกอที่ปลูกลงดินเริ่มได้อายุประมาณ 2 เดือน จะเริ่มออกดอก ซึ่งภายในหลุมจะมี 4-5 ต้น ถ้ารู้สึกว่าต้นไหนไม่สมบูรณ์ตัดทิ้งได้เลย โดยเหลือไว้เพียง 1 ต้นที่คิดว่าสมบูรณ์ที่สุด และดูแลต้นที่เลือกไว้อีกประมาณ 2-3 เดือน มะละกอก็จะมีลูกที่ใหญ่ขึ้น สามารถเก็บผลผลิตได้” คุณทองดี บอกถึงวิธีการปลูก

การใส่ปุ๋ยให้กับมะละกอที่ออกผลแล้ว คุณทองดี บอกว่า จะใส่ปุ๋ยเคมีให้ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง เป็นสูตร 13-3-21 และทุกครั้งที่เก็บผลผลิตออกจากสวนจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 เข้ามาช่วยเสริมด้วย

ซึ่งมะละกอที่ปลูกลงดินทั้งหมดจะมีอายุให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ปี ต้นทั้งหมดก็จะโทรมลง โดยสามารถเก็บผลผลิตได้เดือนละ 1 ครั้ง

เรื่องของโรคและแมลงที่เจอในช่วงที่ปลูกมะละกอ คุณทองดี บอกว่า จะเป็นเพลี้ยแป้ง ป้องกันด้วยการฉีดพ่นยาปราบศัตรูพืช ส่วนโรคไวรัสวงแหวน หากพบเจอการระบาดของไวรัสจะตัดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งทันที

มีพ่อค้าแม่ค้า มารับซื้อผลผลิตถึงสวน

จากประสบการณ์ของชีวิตที่ทำการเกษตรมาตลอด จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการขายผลผลิต เพราะได้รู้จักกับพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นลูกค้าประจำกันอยู่แล้วก็จะมารับซื้อถึงสวนเลย และผลผลิตบางส่วนก็จะส่งขายให้กับลูกค้ารายย่อยที่อยู่ในชุมชน

“ราคาของมะละกอต้องบอกก่อนว่า มันสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด โดยราคาที่ขายได้สูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาท และบางช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 1-3 บาทก็มี ซึ่งช่วงไหนที่มะละกอขาดมากก็จะได้ราคาดี นอกจากนี้ ผมยังทำเมล็ดพันธุ์ขายเองด้วย ให้กับคนที่สนใจอยากปลูกได้ซื้อไปปลูก อยู่ที่กิโลกรัมละ 10,000 บาท ราคาก็สามารถขึ้นลงได้เช่นกัน” คุณทองดี กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล แต่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของวิธีการมากนัก คุณทองดี บอกว่า ยินดีให้ข้อมูลในการปลูกมะละกอเบื้องต้น หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลทางวิชาการได้กับสำนักงานเกษตรอำเภอสิรินธร เพื่อให้มะละกอที่ปลูกมีผลผลิตที่ดีตรงตามความต้องการของตลาด

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณทองดี กำลังงาม หมายเลขโทรศัพท์ (098) 346-7499

ขอขอบพระคุณ คุณสมพร วงศ์ประเสริฐ เกษตรอำเภอสิรินธร พาลงพื้นที่ เมื่อผลผลิตทางการเกษตรเริ่มตกต่ำ การหันมองพืชชนิดใหม่ที่เหมาะกับพื้นที่และสภาพอากาศ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยเสริมรายได้อันน้อยนิดให้ได้เป็นกอบเป็นกำขึ้นมา

พื้นที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ที่ไม่จัดว่าแล้ง แต่ในบางพื้นที่อำเภอต้องประสบภาวะน้ำเค็มจากน้ำที่พื้นที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นความโชคดีของชาวบ้านบ้านดงสวาท ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ที่อาศัยแหล่งน้ำจากน้ำบาดาล ซึ่งเป็นน้ำใต้ดินที่มากเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และปราศจากภาวะน้ำเค็มอย่างบางพื้นที่ประสบ

คุณยุพา พันธุ เกษตรกรสาว วัย 25 ปี ครอบครองที่ดินของตนเองเพียง 9 ไร่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผักตามฤดูกาล ซึ่งราคาทั้งหมดถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง กว่าจะเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายได้ในแต่ละรอบ เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตกับรายได้ที่ได้มาแล้วหลายครั้งที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงมีแนวคิดเปลี่ยนพืชชนิดอื่นแทน

“ในละแวกใกล้เคียงมีชาวบ้านหลายราย ปลูกมะละกอดิบสำหรับทำส้มตำขาย ได้ยินว่ามีรายได้ดี เลยอยากปลูกบ้าง พ่อค้าที่รับซื้อผักแนะนำให้นำเมล็ดมะละกอพันธุ์ส้มตำของศรแดงมาปลูก ราคา 1,000 บาท ได้เมล็ด จำนวน 500 เมล็ด”

คุณยุพา บอกว่า แม้จะมีเกษตรกรที่ปลูกมะละกอดิบมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างให้ทำตาม เพราะส่วนใหญ่ปลูกมะละกอดิบด้วยเมล็ดที่เก็บจากผล ทำให้เปอร์เซ็นต์ที่ได้ผลมะละกอตามที่ตลาดต้องการและให้ราคาดีมีน้อย แต่กลับได้มะละกอที่มีความแปรปรวนของสายพันธุ์มากกว่า ด้วยคำแนะนำของพ่อค้าที่คุ้นเคยกัน จึงมั่นใจว่า เมล็ดมะละกอพันธุ์ส้มตำของศรแดง จะได้ผลผลิตตามที่ตลาดต้องการในเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่า

เตรียมแปลงแบบยกร่อง ระยะห่างระหว่างต้น 1.20 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 1 เมตร เพาะต้นกล้ามะละกอพันธุ์ส้มตำ หลุมละ 2 เมล็ด เปอร์เซ็นต์งอกทุกเมล็ด ดูแลกล้าให้สมบูรณ์ตลอดระยะเวลา 1 เดือน จากนั้นขุดหลุม นำกล้ามะละกออายุ 1 เดือน ลงปลูก วันแรกของการปลูกไม่รดน้ำ หลังจากปลูกวันแรกเริ่มให้น้ำ จากนั้นให้น้ำทุกๆ 2-3 วัน ยกเว้นฤดูฝน

การให้น้ำ ทำโดยนำสายยางปล่อยน้ำตามร่องให้เต็มทุกร่อง

คุณยุพา บอกว่า มะละกอพันธุ์ส้มตำ หลังลงปลูกเพียง 3 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตครั้งแรกได้ ผลมะละกอที่เก็บขายมีขนาดตามที่ตลาดต้องการ ผลใหญ่ ผิวเนียน น้ำหนักเฉลี่ยผลละ 1.8 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการมาก โดยหลังจากเก็บมะละกอในครั้งแรกขาย ครั้งต่อไปเก็บขายเดือนละครั้ง แต่ละครั้งปริมาณมะละกอจะเพิ่มขึ้น ยิ่งเมื่อต้นสมบูรณ์ ผลมะละกอที่ได้จะสมบูรณ์ตามไปด้วย ที่ผ่านมาเคยได้ผลผลิตสูงสุดเก็บขาย 1.5 ตัน ต่อพื้นที่ 2 งาน

การให้ปุ๋ย แม้มะละกอพันธุ์ส้มตำ จะได้ชื่อว่าเป็นมะละกอที่มีสายพันธุ์ทนต่อโรคและแมลง ทั้งยังเจริญเติบโตดีในสภาพอากาศร้อนชื้น แต่การให้ปุ๋ยก็ถือว่าสำคัญ หลังลงปลูกคุณยุพาไม่ได้ให้ปุ๋ยเลย กระทั่งเก็บผลผลิตจึงจะใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 2 กำ ต่อต้น เดือนละครั้งหลังเก็บผลผลิตแล้ว ราคาปุ๋ยกิโลกรัมละ 15 บาท ใช้เพียง 10 กิโลกรัม ก็ได้ครบทุกต้น

คุณยุพา บอกว่า ข้อดีของการปลูกมะละกอพันธุ์ส้มตำ คือ สามารถปลูกปล่อยตามธรรมชาติได้ โดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ทนต่อโรคและแมลง เมื่อไม่ต้องให้ยาในแปลง แต่ให้น้ำเต็มที่ตามที่ควรได้ และให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง มะละกอที่ได้ก็ถือเป็นมะละกอปลอดภัย ทั้งยังได้ขนาดผลที่ตลาดต้องการมากเกือบทั้งหมด ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อการเก็บขายแต่ละครั้ง มีเพียงปุ๋ยและน้ำเท่านั้น

“ตั้งแต่ลงปลูกมา 10 เดือน ยังไม่เคยฉีดยาหรือให้สารอะไรกับมะละกอ แต่ผลผลิตก็ดกขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เก็บ ต้นก็ไม่สูง ถ้าดูแลดีๆ น่าจะเก็บผลได้ถึง 2 ปี จากนั้นถึงจะรื้อแปลงลงปลูกใหม่ ส่วนการปลูกซ่อมต้นที่ปกติต้องมีทุกแปลง ที่ผ่านมาในแปลงของดิฉันไม่ต้องปลูกซ่อมเลยสักต้น”

สำหรับราคาขาย พ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าสวน คุณยุพาทำหน้าที่เก็บและแพ็กใส่ถุงเท่านั้น หากเป็นขนาดที่ตลาดต้องการเรียงได้ 2 แถว ได้ราคากิโลกรัมละ 3 บาท ขนาดเรียงได้ 2 แถว ได้ราคากิโลกรัมละ 2 บาท และมะละกอผลกลม ได้ราคากิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ปรับลดลงมา แต่แนวโน้มราคาจะดีกว่านี้ เนื่องจากเข้าฤดูแล้ง

คุณยุพา กล่าวทิ้งท้ายว่า รายได้จากการปลูกมะละกอ แม้จะบนพื้นที่เพียง 2 งาน แต่ก็เป็นรายได้ที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเป็นการปลูกมะละกอที่ไม่ต้องดูแลมาก จึงวางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะละกอพันธุ์ส้มตำเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน

จากการสอบถาม คุณธนากานต์ อรัญพูล พนักงานขายและปฏิบัติการภาคสนาม บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตราศรแดง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ปลูกมะละกอพันธุ์ส้มตำในจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก และกำแพงเพชร ซึ่งตนดูแลอยู่ ยังมีเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอพันธุ์ส้มตำน้อย แม้ว่าจะเป็นที่ต้องการของเกษตรกรมาก แต่เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ออกมายังค่อนข้างน้อย แต่ในอนาคตจะสามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด

จุดเด่นของมะละกอพันธุ์ส้มตำ คือ เป็นมะละกอลูกผสม ทนต่อโรคไวรัสใบจุดวงแหวน และโรครากเน่า ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในมะละกอ และทำลายแปลงมะละกออย่างรวดเร็ว เกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้ยาป้องกันหรือกำจัด ทำให้เกิดเป็นต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง เมื่อมะละกอพันธุ์ส้มตำปราศจากโรค เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในแปลง ลดต้นทุนได้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ เมื่อต้นมะละกอมีความสมบูรณ์ แข็งแรง การจัดการภายในแปลงก็ทำได้ง่ายขึ้น

“มะละกอพันธุ์ส้มตำ สมัครแทงบอลออนไลน์ เมื่อปลูกจะได้ดอกกะเทยในเปอร์เซ็นต์สูง ส่วนดอกตัวเมีย ซึ่งจะทำให้ได้ผลกลม ตลาดไม่ต้องการ ราคาขายถูก จะพบค่อนข้างน้อย หรือหากเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เก็บเองหรือที่เรียกว่าเมล็ดเปลือย ก็จะพบการแปรปรวนของเมล็ดพันธุ์ อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ และโรคที่อาจติดมากับเมล็ดพันธุ์ ส่งผลให้เกิดโรคในแปลงตามมามีสูง เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกษตรกรควรเลี่ยง”

สนใจชมแปลง ติดต่อได้ที่ คุณยุพา พันธุ บ้านดงสวาท ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (092) 043-5076

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ คุณเฉลิมพร ปานสอาด เจ้าหน้าที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด (ศรแดง) โทรศัพท์ (087) 568-3146 และ คุณธนากานต์ อรัญพูล พนักงานขายและปฏิบัติการภาคสนาม บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด (ศรแดง) โทรศัพท์ (085) 918-4466 หรือ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เลขที่ 50/1 หมู่ที่ 2 ถนนไทรน้อย-บางบัวทอง ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (02) 831-7777

“ฮิวมัสล้านปี” ที่แม่เมาะ สร้างรายได้สู่ชุมชน

ผลิตผลใต้พื้นดินในท้องถิ่น เกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งบริหารและดำเนินงานโดยชุมชนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชนชาวแม่เมาะกว่า 1,000 คน

ผลงานวิจัยของนักวิชาการหลายสถาบันยืนยันแล้วว่า “ฮิวมัส” ที่เป็นวัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองลิกไนต์ ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีคุณประโยชน์ต่อพืชผลทางการเกษตรนานัปการ โดยถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อยู่ในเหมืองลิกไนต์ซึ่งอยู่ลึกในชั้นดิน และก่อนที่จะขุดถึงชั้นถ่านหินลิกไนต์ จะเป็นชั้นของแร่ลีโอนาร์ไดต์ ที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ตามธรรมชาติ เป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งแร่ลีโอนาร์ไดต์นี้ สามารถใช้เป็นส่วนผสมหลักในการผลิตสารปรับปรุงดินฮิวมัสที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช