ดูแลตะไคร้อย่างไรให้งามตะไคร้ มีนิสัยชอบน้ำสำหรับปัจจัย

สำคัญที่ทำให้ตะไคร้หัวใหญ่ได้น้ำหนักนั้น ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างต้นและระบบน้ำเป็นสำคัญ เพราะตะไคร้เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้น พื้นที่ปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน ตะไคร้หากขาดน้ำหลายๆ วัน ใบตะไคร้ก็จะแสดงอาการเหี่ยวสลดอย่างเห็นได้ชัด การให้น้ำในพื้นที่นี้ ในฤดูแล้งนิยมสูบน้ำ ปล่อยน้ำเข้าแปลงปลูกตะไคร้ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม และสังเกตสภาพต้นตะไคร้ประกอบ แต่ในบางพื้นที่ก็จะวางระบบน้ำเพื่อให้เกิดความสะดวกและยังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตด้วย หากปลูกตะไคร้ใหม่แนะนำควรจะต้องปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อไม่ต้องมีภาระในการให้น้ำและต้นตะไคร้จะแตกกอเร็ว ตะไคร้จะงามมากในช่วงฤดูฝน

การใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช
จะเน้นการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15, 16-16-16 ใส่ยืนพื้น โดยใส่ครั้งแรกหลังจากปลูกตะไคร้ลงดินแล้ว 1 เดือน และจะให้ทุกๆ 3 เดือน โดยดูจากความสมบูรณ์ของกอตะไคร้เป็นหลัก แต่เท่าที่สังเกตหากใส่ปุ๋ยบ่อยมากเท่าไหร่ ต้นตะไคร้ก็จะโตเร็ว วิธีดังกล่าวมักจะใช้เร่งต้นตะไคร้ให้เจริญเติบโต ขายในช่วงที่มีราคาแพง หรือช่วงฤดูแล้งของทุกปี หรือหากจะเร่งการเจริญเติบโตในบางระยะ ก็อาจจะเสริมด้วย ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ใส่ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ การใส่ปุ๋ย ตะไคร้จะให้โดยวิธีการหว่านเหมือนกับหว่านปุ๋ยในนาข้าว อัตราการใช้ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 25 กิโลกรัม ต่อการให้ 1 ครั้ง การใส่ปุ๋ยทุกครั้งจะต้องให้น้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลายให้หมด

ส่วนการกำจัดวัชพืช มักจะทำในช่วงแรกๆ ของการปลูก ก็สามารถกำจัดวัชพืชได้ ทั้งใช้แรงงานคนหรือใช้ยาฆ่าหญ้า ตามแนวทางของแต่ละสวน เพราะตะไคร้ช่วงแรกถ้ามีหญ้าหรือวัชพืชขึ้นคลุม มักจะไม่ค่อยเจริญเติบโตหรือตาย แต่เมื่อต้นตะไคร้โตมีใบคลุมดิน ปัญหาวัชพืชก็จะน้อยหรือหมดไป เนื่องจากใบตะไคร้จะคลุมดิน ทำให้วัชพืชไม่ค่อยขึ้น

ขุดตะไคร้ขายได้ ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี
ในช่วงเวลานี้เกษตรกรก็จะต้องขุดตะไคร้ทยอยขายเรื่อยๆ หากอายุของกอตะไคร้เกินกว่านี้ ลำต้นก็จะเริ่มฝ่อเสียไป การขุดเพื่อจำหน่ายก็ทำเช่นเดียวกับการเตรียมต้นพันธุ์คือ ขุดตะไคร้ทั้งกอ โดยน้ำหนักที่ได้ตะไคร้ต่อกอ จะประมาณ 6-10 กิโลกรัม ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการดูแล จากนั้นนำมาตัดแต่งรากและใบออก ล้างต้นให้สะอาด ใช้มีดตัดให้ต้นตะไคร้มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มัดเป็นกำๆ ใส่กระสอบหรือใส่ถุงพลาสติก บรรจุน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะนำส่งขายแบบไหน เช่น ตลาดทั่วไป ก็ใส่ถุงขนาดบรรจุ 10 กิโลกรัม แต่หากเป็นโรงงานน้ำพริก พริกแกง ก็จะชั่งขึ้นรถเป็นกำๆ เลย

เวลาไปส่งก็ชั่งให้ตามที่สั่ง สำหรับปริมาณผลผลิตนั้น หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกให้ดี ตะไคร้ 1 ไร่ สามารถให้ผลผลิตได้สูง 4,000 กิโลกรัม โดยมีราคารับซื้อหน้าสวน อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท (ตะไคร้ในฤดู) และหากเป็นตะไคร้นอกฤดู ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน จะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 20 บาท เป็นอย่างต่ำ ทั้งนี้หากต้องการให้ตะไคร้ที่ปลูกได้ราคาสูง ควรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ก่อนฤดูฝนตกชุก ซึ่งจะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ตะไคร้มีราคาแพงได้พอดิบพอดี

ปลูกเอง ขายเอง และรับซื้อ
คุณกุหลาบ นอกจากปลูกเองแล้ว ก็ยังส่งขายลูกค้าเองด้วย โดยจะนำตะไคร้ไปขายทุกๆ 5 วัน ในเขตจังหวัดตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ฯลฯ ดังนั้น ทุกๆ สัปดาห์จะต้องมีตะไคร้ส่งครั้งละไม่ต่ำกว่า 300-500 กิโลกรัม ต่อเที่ยว แต่หากช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และฤดูแล้ง ความต้องการใช้ตะไคร้มากขึ้น ต่อเที่ยวจะส่งตะไคร้ถึง 600 กิโลกรัม ทีเดียว ราคาตะไคร้จะยืนพื้นเฉลี่ยที่ 5-8 บาท ต่อกิโลกรัม ในช่วงฤดูฝน เพราะตะไคร้ในฤดูฝนจะมีมาก แต่ในฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน และช่วงเทศกาล ราคาจะอยู่ที่ 8-10 บาท ต่อกิโลกรัม เหตุเพราะตะไคร้เป็นพืชอาศัยน้ำในแหล่งที่น้ำไม่สมบูรณ์ ก็จะปลูกตะไคร้ได้ไม่ดี หรือจะไม่มีตะไคร้ออกขาย หรือปีไหนน้ำท่วมราคาอาจจะสูงขึ้น 12-20 บาท การส่งตะไคร้แก่ลูกค้า คุณกุหลาบก็จะวนส่งลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ ตามออเดอร์ที่สั่งไว้ พร้อมกับผักอื่นๆ เช่น ข่า กระชาย ฯลฯ ก็จะมีทั้งโรงงานพริกแกง พ่อค้าขายตะไคร้สด เมื่อมีการใช้ตะไคร้ทุกสัปดาห์

“ตะไคร้” อาจจะไม่มีราคาซื้อขายที่สูงมาก เมื่อเทียบกับไม้ผลหรือพืชผักชนิดอื่น แต่ตะไคร้มีการจัดการที่ง่าย ไม่ค่อยมีโรคและแมลงศัตรูทำลาย มีการลงทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับพืชบางชนิด จึงทำให้เกษตรกรมีผลกำไรที่ดีหลายหมื่นบาทต่อไร่ทีเดียว เป็นพืชที่มีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำพริก ทำให้มีการใช้ทั้งปีและใช้ในปริมาณที่มาก ตอนนี้คุณกุหลาบและครอบครัวได้เปลี่ยนพื้นที่สวนฝรั่ง มาปลูกตะไคร้หยวกแบบเต็มพื้นที่ และได้โควต้าจากโรงงานเพื่อส่งตะไคร้เข้าโรงงานน้ำพริก ตอนนี้ก็ได้รวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกตะไคร้ด้วยกันวางแผนผลิตเพื่อป้อนตะไคร้เข้าโรงงาน ซึ่งรับซื้อในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้

เมนูอาหาร ชะอมชุบไข่ทอด แก้งส้มชะอมชุบไข่ทอด แกงป่าไก่ เนื้อ ใส่ชะอม แกงคั่วหอยขมใส่ชะอม ชะอมลวกจิ้มน้ำพริกกะปิ ล้วนเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นสิ่งบ่งบอกได้ว่า ชะอมเป็นพืชผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ชะอม เป็นผักพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิดที่คนไทยรู้จักและนิยมรับประทานกัน ทุกๆ บ้านจะใช้พื้นที่ว่างตามรั้วบ้านปลูกชะอมเพียงไม่กี่ต้น เพื่อเก็บไว้รับประทานกันเองในครอบครัวจนถึงปัจจุบันนี้

ความต้องการบริโภคชะอมที่มีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ปัจจุบันชะอมกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่เกษตรกรหันมาปลูกในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครนายก ทำให้มีเงินสะพัดปีละหลายล้านบาทจากการปลูกชะอมตัดยอดจำหน่ายและตอนกิ่งขายในชุมชน รองจากข้าวและไม้ผลอย่างมะยงชิด

คุณบุญเรือง ปิ่นเกตุ หนึ่งในเกษตรกรที่หันมาให้ความสนใจปลูกชะอมตัดยอดจำหน่ายอยู่ในพื้นที่ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ปลูกชะอม

“ในชุมชนส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนาปี ซึ่งจะมีเวลาเหลือค่อนข้างมาก ชาวบ้านจึงมองหาพืชอื่นๆ มาปลูกเสริมเพื่อหารายได้เสริมเข้ามาช่วย ซึ่งในช่วงนั้นมีการนำไม้ผลอย่างขนุนและมะยงชิดมาปลูกแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ บางปีไม่ติดผล จึงเริ่มหาพืชอื่นๆ เข้ามาปลูก ซึ่งในช่วงปี 48 เข้า ปี 49 มีพ่อค้าตลาดสะพานใหม่มาแนะนำให้ปลูกชะอม และจะรับชื้อผลผลิตทั้งหมด ซึ่งในขณะนั้นมีคนให้ความสนใจไม่มากนัก”

พื้นที่ว่างตามริมรั้วหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถูกปรับปรุงเพื่อใช้ปลูกชะอม ปลูกผสมผสานในสวนผลไม้ ซึ่งผลผลิตที่ใด้ส่งจำหน่ายออกไปในรูปแบบมัดกำ ราคากำละ 2-6 บาท สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่รอเก็บเกี่ยวข้าวที่เป็นอาชีพหลัก

“ชะอม เราปลูกประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ยอดจะแตกออกมาให้เก็บผลผลิต ยิ่งมีการดูแลที่ถูกวิธีและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอสามารถเก็บยอดได้วันเว้นวัน ซึ่งแต่ละครั้งจะได้ประมาณ 50 กิโลกรัม ในฤดูจะสูงถึง 100 กิโลกรัม”

รายได้จากการปลูกชะอม กลายเป็นแรงจูงใจให้คนในตำบลปากพลีทุกหมู่บ้าน หันมาปลูกชะอมเป็นอาชีพเสริมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่บริเวณรั้วบ้านและพื้นที่ว่างเปล่าของทุกครัวเรือนถูกเนรมิตทำเป็นสวนชะอม พูดได้ว่าบ้านไหนที่ไม่มีต้นชะอมบ้านนั้นถือว่าเชย

ปัจจุบัน คุณบุญเรือง มีพื้นที่ปลูกชะอม ทั้งหมด 1 ไร่ โดยพันธุ์ชะอมที่คุณบุญเรืองและชาวบ้านเลือกมาปลูกจะเป็นพันธุ์ที่มียอดขนาดใหญ่และปริมาณยอดมากในหนึ่งต้น

คุณบุญเรือง ได้เล่าถึงขั้นตอนการปลูกชะอมให้ได้ปริมาณและยอดอย่างต่อเนื่องให้ฟังว่า หัวใจสำคัญคือ ระยะของการปลูกระหว่างต้นและแถวต้องมีระยะปลูกที่เหมาะสม

“ระยะปลูกเราใช้ความห่างระหว่างต้น 1 เมตร แถว 1 เมตร หากปลูกชิดกันมากกว่านี้เมื่อต้นชะอมโตขึ้นยอดจะชนกันทำให้ยอดแตกออกมาน้อย แต่ถ้าปลูกให้ในระยที่เหมาะสมคือ 1 เมตร (ระหว่างต้นและแถว) จะทำให้ได้ต้นชะอมที่ใหญ่และยอดจำนวนมาก

ชะอม เป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย ขั้นตอนการปลูกลงดินจึงทำไม่ยาก หลังจากปรับพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ให้ขุดหลุมที่มีขนาดเท่ากับตุ้มของกิ่งที่ตอน จากนั้นนำกิ่งตอนลงหลุมปลูกและกลบดิน รดน้ำ โดยการวางระบบท่อน้ำสปริงเกลอร์ตามแนวของแถวชะอม”

หลังจากปลูกใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ชะอมจะเริ่มออกยอดให้เก็บ แต่ก็ยังไม่มาก ซึ่งหลังจากเก็บยอดชะอมในช่วงเช้าเป็นที่เรียบร้อย จะเริ่มเปิดน้ำและใส่ปุ๋ยเคมี 46-0-0 ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) บำรุงต้นเพื่อช่วยกระตุ้นให้ต้นแตกกิ่งใหม่

แต่สิ่งอื่นใดการทำให้ชะอมออกยอดตลอดนั้น คุณบุญเรือง บอกว่า จะต้องฉีดฮอร์โมนทางใบ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาส่งเสริมและสอนวิธีการทำ ซึ่งหลังจากมีหน่วยงานราชการเข้ามาคอยเป็นพี่เลี้ยง ทำให้เราสามารถเกิดการร่วมกลุ่มของสมาชิกผู้ปลูกชะอมทำให้เกิดความเข็มแข็งและมีพลังการต่อรองราคาจากพ่อค้าคนกลางทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องของการตลาดได้ทางหนึ่ง

นอกจากนี้ การรวมกลุ่มยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ใหม่นำมาพัฒนากลุ่มให้มีศักยภาพในการผลิตและการต่อรองจากพ่อค้าแม่ค้า

ในแต่ละปี ต้นชะอมที่ปลูกจะทำการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งจะมีคนเข้ามารับเหมาตอน กิ่งละ 2 บาท 1 ปี จะตอนประมาณ 2 รอบ สำหรับต้นแม่ที่สมบูรณ์

สำหรับตลาดรับชื้อตอนนี้ ส่งทั้งตลาดไท ตลาดสะพานใหม่ ราคากำละ 20 บาท ซึ่งแต่ละคนจะตัดและส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าตามระบบของกลุ่มจะไม่แย่งและตัดราคากันเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บ้านเลขที่ 303 หมู่ที่ 3 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน กับคำถามเดิมว่า เป็นอย่างไรกันบ้างหนอ กับชีวิตในแบบนิวนอมัล new normal เราต้องช่วยกันดูแลสุขภาพตัวเองทั้งเพื่อตัวเองและส่วนรวม การสวมหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่าง กระทั่งเข้าใช้บริการที่ไหนก็ต้องสแกนแอพไทยชนะ สิ่งเหล่านี้อาจดูหยุมหยิมยุ่งยาก แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้ประเทศไทยของเรา ก้าวหน้าในเรื่องสาธารณสุขอย่างมากมายจนติดอันดับ 2 ของโลก

และในช่วงโควิดนี่เอง ทำให้ผมได้รับรู้ในหลายๆ เรื่อง ส่วนหนึ่งคือการปราชัยของระบบเศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงระดับโลก แต่สิ่งที่ยังตอบสนองผู้คนโดยทั่วไปก็คืออาหาร ในช่วงแรกผมยังอดวิตกไม่ได้ว่า ทุเรียนของบ้านเราจะเป็นอย่างไรหนอ แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ชาวสวนทุเรียนกลับมายิ้มได้เต็มหน้า ตลาดจีนยังเป็นจุดขายที่สำคัญของผลไม้ไทยอยู่เสมอ

ปีนี้ผมได้คุยกับกรรมกรชาวสวนท่านหนึ่ง อดใจไม่ไหวที่จะต้องเอามาเล่าให้ฟัง (อ่าน) กัน เพราะผมเชื่อว่าคงไม่ธรรมดานักกับการเริ่มต้นอีกหนึ่งอาชีพในสาขาที่แตกต่างกัน จากกรรมกร เอ๊ย! กรรมการผู้จัดการ บริษัท สีมาโลหะภัณฑ์ จำกัด ผู้ผลิตแผ่นตะแกรงโลหะทุกชนิด แต่อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญก็คือเป็นกรรมกรอย่างแท้จริง กับการทำอาชีพเกษตรผสมผสาน ทั้งทำนาข้าว ปลูกหญ้า เลี้ยงสัตว์ และทำสวนอินทผลัม ในนามของ “ฟาร์มบ้านนาบ้านเรา” นี่คือ คุณสำเรือง พินงรัมย์ โทรศัพท์ (089) 810-5165

“ทำไมเล่นซะหลายอย่างเลยพี่”

“มาจากพื้นฐานของเราครับ เราก็คือลูกหลานเกษตรกร มีที่นา ก็ต้องทำนา แล้วก็ต้องเลี้ยงวัวควบคู่กันไป” “แรงงานมาจากไหนบ้างพี่”
“ลูกหลาน ญาติๆ กันทั้งนั้น แบ่งงานกันไปตามถนัดครับ ทุกคนก็มีงานทำ อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่เหมือนสมัยก่อน”

ดูการบริหารงานแบบครอบครัวก็น่าสนใจไม่น้อยครับ พี่สำเรือง ดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสานในรูปแบบพอเพียง ปลูกหญ้าเนเปียร์ให้วัว ได้ขี้วัวมาทำปุ๋ย ใช้ปุ๋ยในแปลงนาและแปลงปลูกไม้ของตัวเอง ทุกอย่างวนเวียนใช้งานได้ ที่สำคัญ สมาชิกในฟาร์มที่เป็นลูกหลานญาติมิตรก็มีความสุข ได้ทำงานอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล รายได้ก็พึงพอใจกันทุกฝ่าย แต่นอกจากเลี้ยงวัวและทำนาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พี่สำเรืองสนใจและเริ่มลงมือปลูกก็คือ อินทผลัม

“อะไรดึงให้พี่มาสนใจอินทผลัมครับ”
“อินทผลัมเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีมูลค่ามหาศาล ขนาดบ้านเรายังนำเข้ามาขายกันทั้งผลสดผลแห้ง”
“ศึกษาจากที่ไหนครับพี่”
“เริ่มจากอินเตอร์เน็ตครับ ค่อยๆ ศึกษาไปเพื่อปรับหาแนวทางที่เหมาะกับเรา”
“ตั้งเป้าไหมว่าต้องปลูกแบบไหน สายพันธุ์อะไร”
“ผมมองว่าเมืองไทยเหมาะสำหรับการปลูกอินทผลัมกินผลสด จำพวกบาฮี, โคไนซี่ แต่ผมเน้นบาฮีเป็นหลัก โดยเฉพาะต้นกล้าเพาะเนื้อเยื่อจากแล็บ”
“ลงเยอะไหมพี่”
“ตอนแรกก็ยังลองผิดลองถูกอยู่ครับ ไม่กล้าเต็มตัวเท่าไหร่ จนมาเจอ คุณอนุรักษ์ บุญลือ จากกลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก WDP Western Date Palm ที่อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี จึงเดินหน้าอย่างเต็มตัว”

เมื่อมีที่ปรึกษาดีๆ ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก พี่สำเรืองลงมือปลูกอินทผลัมอย่างจริงจัง โดยมีคุณอนุรักษ์ บุญลือ ที่เป็นทั้งผู้ให้ความรู้และคอยช่วยแก้ปัญหามาให้โดยตลอด เมื่อมีความผูกพันและมองเห็นอนาคตในการเดินหน้าไปด้วยกัน พี่สำเรืองจึงสมัครเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มในที่สุด ด้วยว่ากลุ่ม WDP ได้ขยายเครือข่ายสมาชิกกลุ่มออกไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้นกระจายไปทั่วประเทศ มีโรงงานในภูมิภาคเพื่อเป็นตัวแทนในการรับซื้อผลผลิตของสมาชิก และฟาร์มบ้านนาบ้านเราก็เปรียบเสมือนศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกทั่วประเทศ มีห้องเย็นที่เก็บผลผลิต เพื่อขนจากบุรีรัมย์ ไปที่จังหวัดกาญจนบุรีต่อไป ซึ่งเป็นแผนที่วางเอาไว้เผื่ออนาคต

“พี่ว่าอินทผลัมจะไปได้ดีไหมครับ”
“ผมว่าไปได้ครับ เพราะอินทผลัมได้รับความสนใจและนิยมปลูกกันมากขึ้น จนผลผลิตสามารถส่งออกไปจำหน่ายที่ต่างประเทศได้ ซึ่งประเทศตะวันออกกลางและประเทศมุสลิมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก อินโดนีเซียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ซื้อจากเรา ผมจึงมั่นใจว่าเมื่อคุณภาพและผลผลิตของเรามีมาตรฐาน ก็ต้องมีตลาดรองรับแน่นอน”

“นอกจากขายในประเทศ ต่างประเทศแล้ว ผมยังเห็นว่าในกลุ่มมีการแปรรูปผลผลิตอีกด้วยใช่ไหมพี่”
“การแปรรูปคือหัวใจหลักของเกษตรกรครับ ผลผลิตส่วนหนึ่งนำไปอบแห้ง และอีกส่วนหนึ่งนำไปแปรรูป ตอนนี้เราก็มีน้ำอินทผลัมในแบรนด์ INONE ซึ่งมีจำหน่ายให้ลูกค้าต่อไป”

เมื่อถามถึงพื้นที่แปลงเกษตรของพี่สำเรืองและชาวคณะแล้วก็ต้องอึ้ง นี่กรรมกรระดับกรรมการผู้จัดการเลยนี่นา ทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ 150 ไร่ ปลูกหญ้า 70 ไร่ ฟาร์มเลี้ยงวัวอีก 30 ไร่ และยังมีอินทผลัมในแปลงที่บุรีรัมย์กว่า 500 ต้น

“ที่พี่ว่าจากกรรมกรสู่กรรมกร ผมว่าต้องเปลี่ยนเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แล้วพี่ อลังการมาก”
“ก็เป็นกรรมกรนี่แหละครับ เราต้องดูแลสมาชิกเยอะ จึงต้องบริหารจัดการในแปลงอย่างมีระบบ ทุกคนจะมีหน้าที่ดูแลในส่วนของตัวเอง”
“แล้วแบบนี้คนนอกจะมาขอศึกษาจะได้ไหมพี่”
“ได้เลยครับ ที่นี่ผมเชื่อว่ามีให้ศึกษาได้หลายอย่าง คุณอยากเรียนรู้เรื่องอะไรก็มุ่งไปเรื่องนั้น มาดูว่าเราจะทำเกษตรแบบผสมผสานให้มีรายจ่ายน้อยที่สุดและไปเพิ่มรายได้จากอะไร”

“เห็นว่าใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็มี”
“เป็นพื้นที่รอบโรงงานที่บางบ่อครับ ที่นั่นเราก็ทำแปลงปลูกอินทผลัมเช่นกัน”
“ได้ผลผลิตหรือยังพี่”
“ได้แล้ว กำลังเริ่มเข้าสีเลย เอาสิ เดี๋ยวนัดกันที่แปลงบางบ่อก็ได้ จะได้เดินทางไม่ไกล” “อีกนิดนะพี่ อินทผลัมสวนพี่ เปิดให้เข้าชมและซื้อในสวนไหม”
“มาเลย ผมเริ่มเปิดสวนตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนแล้วครับ มาชม มาชิม มาช็อป มาหาความรู้กันได้เลย ยินดีต้อนรับทุกท่าน โทร.หาผมได้ที่เบอร์ (089) 810-5165 ครับ”
“ปิดท้ายอีกคำถามครับพี่ ที่บอกว่าจากกรรมกรมาเป็นกรรมกรกว่า มันใช่เหรอพี่”
“ใช่สิ ทุกวันนี้ผมยังต้องลุยเอง มีทีมงานก็จริงแต่เราก็ต้องลงมือเองด้วย ทั้งบริหารจัดการ ทั้งลงมือทำเอง นี่แหละ กรรมกรกว่า”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับพี่”

ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่า ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด

อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดได้โดยง่าย ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา อาการที่ราก เริ่มแรกมีอาการใบสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างจะนิ่มกว่าปกติ และแห้งตายลามเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อย และเน่า หากดึงจะหลุดออกมาจากดินได้โดยง่าย อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลจะเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม เมื่อผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน จำนวน 2 ครั้ง หรือให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทันที หากเกษตรกรจะปลูกสับปะรดในฤดูถัดไป ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง กรณีเกิดน้ำท่วมขังควรรีบระบายน้ำออกจากแปลงโดยเร็ว และให้เลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูก เกษตรกรควรแช่จุกหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, มติชนสุดสัปดาห์ และศิลปวัฒนธรรม ลดราคาทันที 30% ตั้งแต่วันนี้-15 ก.ย. 63 เท่านั้น! ในช่วงประมาณสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกมะพร้าวของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว จำนวน 1.13 ล้านไร่ ผลผลิตรวมจำนวน 8.58 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 755 กิโลกรัม จากการรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2560 ผลผลิตโดยรวมลดลง เนื่องจากมีการปลูกพืชเศรษฐกิจขึ้นมาทดแทน เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลงจากปี 2550 ร้อยละ 28.01,50.23 และ 31.00 นอกจากนั้น แหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญประสบกับแมลงศัตรูมะพร้าวระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตมะพร้าวลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จนต้องมีการนำมะพร้าวเข้ามาจากต่างประเทศในปี 2559 ได้มีการนำเข้ามะพร้าวผลแห้ง จำนวน 171,848 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,843 ล้านบาท โดยนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมกะทิกระป๋องสำเร็จรูปเพื่อส่งออก

ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าภาครัฐโดยกรมวิชาการเกษตร SBOBET กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวเหล่านั้นได้ในบางพื้นที่ ด้วยความร่วมมือของเกษตรกรบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตมะพร้าวในแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญของประเทศให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเหมือนเดิมได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตมะพร้าวลดลง

นอกเหนือจากการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวที่ทำให้ผลผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง เช่น ดิน น้ำ อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำฝน ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฝนทิ้งช่วงมาเป็นเวลานาน และปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่สวนมะพร้าว หากมะพร้าวขาดความสมบูรณ์ไม่แข็งแรงแล้ว โอกาสที่มะพร้าวจะให้ผลผลิตย่อมไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่อดอก (จั่น) ของมะพร้าวพันธุ์ไทยจะพัฒนาให้เห็นผลต้องใช้เวลาประมาณ 40 เดือน ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวในประเทศ กรมวิชาการเกษตร โดยสถาบันวิจัยพืชสวนได้จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน โดยจัดทำแปลงทดลองสำหรับให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวด้วยความร่วมมือจากเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในพื้นที่ที่มีปัญหา ประกอบด้วยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากอันดับต้นของประเทศ

คุณวิไลวรรณ ทวิชศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าชุดโครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมะพร้าวให้เพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรทำสวนมะพร้าวที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนใหญ่จะปลูกมะพร้าวเป็นพืชเชิงเดี่ยว มีการเลี้ยงวัวในสวนมะพร้าวบ้าง เพียงหวังจะอาศัยมูลวัวเป็นปุ๋ยในสวนมะพร้าวอย่างไม่จริงจังเท่าไรนัก แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งก็ใส่ปุ๋ยมูลไก่ เพราะหาซื้อได้ง่าย อายุมะพร้าวที่ปลูกไว้ มีอายุประมาณ 50-60 ปี ปลูกตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย ตกทอดมาจนถึงลูก หลาน สวนมะพร้าวจะมีลักษณะโล่งโปร่ง ผลผลิตก็น้อยลง จึงมีแนวคิดอยู่ 2 ทาง

แนวทางแรก…ถ้าจะเพิ่มผลผลิต จะต้องรณรงค์ให้ชาวสวนมะพร้าวปลูกมะพร้าวทดแทนในพื้นที่ระหว่างต้น หรือปลูกแซมระหว่างแถว ต้นมะพร้าวที่มีอยู่เดิม ถ้าเรามีประชากรมะพร้าวรุ่นใหม่เกิดขึ้น ประมาณ 6-7 ปีข้างหน้า ก็จะมีผลผลิตมะพร้าวเพิ่มขึ้นมา ซึ่งศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ผลิตมะพร้าวพันธุ์ดีให้เกษตรกร ได้แก่ พันธุ์ลูกผสมสวี 1 ลูกผสมชุมพร 2 ลูกผสมพันธุ์สามทางชุมพร 1 ลูกผสมพันธุ์สามทางชุมพร 2 พันธุ์มะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวพันธุ์ไทย