ดูแลเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค)

เปิดเผยว่า สวทช. โดยงานส่งเสริมเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์พาร์ค จัดกิจกรรม Demo Day เพื่อเปิดโอกาสให้ 12 ทีมกับ 12 ผลงานต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ใน “โครงการพัฒนาทักษะการสร้างนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Innovation JumpStart” นำ เสนอไอเดียแผนธุรกิจบนเวทีในรูปแบบพิชชิ่งให้กับนักลงทุน รวมถึงลูกค้าที่มีศักยภาพในการจัดซื้อหรือใช้เทคโนโลยี AI ด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวได้เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2561 ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก มีทีมสมัครมากถึง 36 ทีม 123 คน

จากนั้นคัดเลือกทีมที่มีความพร้อมและสามารถพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมให้เหลือเพียง 12 ทีม เพื่อรับทุนสนับสนุนสร้างต้นแบบนวัตกรรม AI จำนวน 100,000 บาท พร้อมกับนำต้นแบบดังกล่าวไปให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งาน ซึ่งโครงการใช้เวลาเพียง 5 – 6 เดือนเท่านั้นในการพัฒนาความรู้และทักษะในการสร้างต้นแบบฯ จนได้นวัตกรรม AI ที่สามารถนำไปทดลองใช้งานได้จริงกับลูกค้า นับเป็นการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในการสร้างต้นแบบนวัตกรรม AI ที่สามารถใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์และเติบโตเป็นธุรกิจได้ในอนาคต เกิดเป็นนวัตกรรมต้นแบบเทคโนโลยี AI ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด เกิดเป็น Tech Startup เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย Thailand 4.0

“ประเทศของเรากำลังก้าวกระโดดในการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบอัตโนมัติ หรือ Automation ระบบหุ่นยนต์ หรือ Robotics และหัวใจสำคัญคือ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligent (AI) ฉะนั้น 12 ต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ได้นำมาเสนอครั้งนี้ พร้อมแล้วที่จะออกสู่สาธารณชน เข้าสู่เชิงพาณิชย์ รวมถึงพร้อมที่จะพัฒนาสินค้าและบริการ และนำเสนอต่อนักลงทุนและลูกค้าที่มีศักยภาพในการจัดซื้อหรือใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย โดยเชื่อว่าทุกทีมจะใช้เทคโนโลยี AI นี้ นำพาประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติต่อไป อีกทั้งจะได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรของซอฟต์แวร์ พาร์ค ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี หรือโปรแกรม ITAP ของ สวทช. เป็นต้น” ดร. ชยกฤต กล่าว

ด้าน 1 ในทีมที่ได้รับทุนพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม AI ทีม OZT Robotics กับผลงาน AI โดรนนําทางอัตโนมัติในอาคาร นายภาณิน เพียรโรจน์ Co-founder บริษัท โอแซดที โรโบติกส์ จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการพัฒนานวัตกรรม AI นี้ว่า เกิดจากเล็งเห็นถึงปัญหาที่ว่าโดรนตอนนี้ทำงานได้แค่ในสถานที่ที่มี GPS เท่านั้น พอในสถานที่ที่ไม่มี GPS แทบจะใช้โดรนไม่ได้ เพราะโดรนยังไม่ฉลาดพอ ไม่รู้ว่าสถานที่รอบตัวมีอะไรบ้าง จึงต้องใส่ความฉลาดเข้าไปโดยใช้ AI เพื่อให้โดรนรับรู้ว่ารอบตัวมีอะไรบ้าง

และสามารถสั่งการได้ทั้งในที่ที่มีและไม่มี GPS ซึ่งหลักการทำงานของโดรน AI ตัวนี้ จะคล้ายๆ กับเวลามนุษย์เดินไปเดินมาในที่ต่างๆ เราจะสร้างแผนที่ 3 มิติ และระลึกว่าตัวเองอยู่ตรงไหนตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว เพื่อที่จะได้เดินไปไหนมาไหนได้อย่างไม่หลงทาง AI ของเราก็เช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนการใส่สมองให้โดรน ทำให้โดรนรับรู้ว่าสถานที่ที่อยู่ มีโครงสร้างอย่างไร โดยการสร้างแผนที่ 3 มิติ (3D mapping) ของสิ่งแวดล้อม และอัพ เดทตำแหน่งตัวเองลงไป (Localization) ตลอดเวลา

เพื่อให้โดรนสามารถนำทางตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัย GPS ซึ่งประโยชน์หลักๆ ที่ได้คือ การพลิกโฉมหรือปฏิวัติการใช้งานโดรน เพราะปกติโดรนใช้ได้แต่งานนอกอาคาร ที่แจ้ง แต่พอในอาคาร โรงงาน คลังสินค้า ที่ไม่มี GPS ใช้ทำอะไรไม่ได้ เทคโนโลยีของเราจะทำให้สามารถใช้งานได้ทุกที่ เปิดประตูสู่อุตสาหกรรมต่างๆ มากมายที่ต้องการใช้โดรน ซึ่งการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งมาจากโอกาสในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีของซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. ทำให้ได้รับความรู้ในการทำธุรกิจ ความเข้าใจในการทำงานร่วมกับคนอื่น การนำเสนองานหรือพรีเซนต์ที่แตกต่างไปเพราะเป็นการพรีเซนต์งานเชิงธุรกิจ และที่สำคัญสุดคือ community (สมาชิกชุมชน) และ connection (ความสัมพันธ์)

ทั้งนี้ 12 ผลงานต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์จากทั้ง 12 ทีม ในโครงการ AI Innovation JumpStart ประกอบด้วย 1) AI AVENGERS : AI คุมคุณภาพผลิตเบาะรถยนต์ 2) Arcadia Software : AI Predictive Maintenance 3) Bluesharp : AI เครือข่ายการสื่อสาร 4) Bua Soft Development : AI ยก/วางตู้คอนเทนเนอร์

5) Database Commerce : AI จับการล้มของผู้สูงอายุ 6) Grow Up innovation : AI หุ่นยนต์ห่อผลฝรั่ง 7) HOSPITAL-AI : AI คลังยา 8) OZT Robotics : AI โดรนนำทางอัตโนมัติ 9) SME-CI : AI Competitiveness SME 10) THAI Workforce : AI คุมคุณภาพ PBCA 11) The Brother Team : AI คัดกรองมะเร็งปากมดลูก และ 12) เจ๊าะแจ๊ะเอไอ : AI Chatbot ร้านค้าออนไลน์ ซึ่งรายสุดท้ายนี้ยังได้รับรางวัล Popular Vote ในงานพร้อมเงินรางวัลอีก 10,000 บาทด้วย

สยามคูโบต้า เปิดตัวแคมเปญการตลาดล่าสุด “ช้างศึก” (CHANGSUEK EDITION) เอาใจแฟนบอลไทย เปิดขายจนถึงสิ้นปีนี้ สินค้ามีจำนวนจำกัด แค่ 1,000 คัน เท่านั้น

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้สยามคูโบต้าเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังเชียร์นักกีฬาไทย โดยร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้กับทัพช้างศึก ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษ

ภายใต้ชื่อ CHANGSUEK EDITION ประกอบด้วย แทรกเตอร์ รถเกี่ยวนวดข้าว และรถขุดขนาดเล็ก ชูเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งในทุกแมตช์ฤดูกาลทำเกษตรของประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว ตกแต่งลวดลายภายใต้ธีม “ทีมช้างศึก” พร้อมเพิ่มจุดเด่นด้วยการมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น อาทิ ไฟส่องสว่าง LED บังโคลนล้อหลัง ท่อไอเสียแนวตั้ง มือจับ ที่วางแก้ว เป็นต้น

สำหรับแคมเปญการตลาดล่าสุด “ช้างศึก” เปิดการขายตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึงสิ้นปี 2562 นี้ โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรยุคใหม่ (Smart Farmer) ซึ่งเป็นหนุ่มสาววัยทำงาน อายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไปที่สนใจนวัตกรรมเครื่องจักรกลรุ่นใหม่ที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย ราคาขายที่แตะต้องได้ ทำงานหนักได้ดี คุ้มค่าคุ้มราคาโดยสยามคูโบต้าตั้งเป้ายอดขายสินค้าพิเศษ รุ่น CHANGSUEK EDITION ไว้ที่ 1,000 คัน

นายพิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า สยามคูโบต้าร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้า CHANGSUEK EDITION สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้ารุ่นพิเศษนี้ จะได้รับของ Premium Set ได้แก่ เสื้อฟุตบอลช้างศึก กระเป๋าใส่รองเท้า และหมวก ซึ่งเป็นสินค้า Limited โดยมีกำหนดวางจำหน่ายถึงธันวาคม 2562 เท่านั้น

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิดพะเยา และ นายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม เกี่ยวกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณมหาวิทยาลัยพะเยา ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนดขอบเขตชุมชนเพื่อการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน

สำหรับกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรการกรรม ตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2562

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิดพะเยา และ นายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม เกี่ยวกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณมหาวิทยาลัยพะเยา ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนดขอบเขตชุมชนเพื่อการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน

สำหรับกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรการกรรม ตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2562

สยามคูโบต้า เปิดตัวเลขยอดขายครึ่งปีแรก 27,000 ล้านบาท มั่นใจสามารถปิดปีได้ตามเป้าที่ 60,000 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ นำนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจรเป็นโซลูชั่นสำคัญในการตอบโจทย์ Smart Farmer ยุคดิจิทัล ควบคู่กับการรุกจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง ตั้งเป้าแตะ 100,000 ล้านบาท ใน 5 ปี

นายฮิโรโตะ คิมุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2562 สยามคูโบต้า มียอดขายอยู่ที่ 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 17,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60:40 เติบโตขึ้นประมาณ 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561

เนื่องจากเกษตรกรมีกำลังซื้อเพิ่ม ราคาพืชหลักอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงานคนในภาคการเกษตร อีกทั้งบริษัทได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ แทรกเตอร์ ขนาด 57 แรงม้า รุ่น MU5702 ซึ่งเจาะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ผสม ติดตั้งระบบคูโบต้า นวัตกรรมอัจฉริยะ KIS (KUBOTA Intelligence Solutions) และเครื่องหยอดข้าว รุ่น DS10 เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ในส่วนของตลาดต่างประเทศ สัดส่วนการส่งออกตลาดหลักยังคงเป็นประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา

ในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 60,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 12% ซึ่งคาดว่าในปี 2562 บริษัทจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าเกษตรกรไทยมีรายได้สูงขึ้นจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ด้วยปัจจัยสภาพอากาศ ระบบการจัดการน้ำ นโยบายด้านการเกษตรที่วางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตลอดจนนวัตกรรมการเกษตร

ขณะที่สถานการณ์ในตลาดต่างประเทศ สยามคูโบต้ายังคงเป็น อันดับ 1 ที่ส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร พร้อมตั้งเป้านำกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในไทยไปปรับใช้ในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะงานขายและบริการ พร้อมชูประเด็นสินค้าครบวงจร และอุปกรณ์ที่เหมาะกับการใช้งานในกลุ่มพืชหลัก ทั้งนี้ สยามคูโบต้า ตั้งเป้าหมายอีก 5 ปีข้างหน้า จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละประมาณ 10% โดยในปี 2567 จะมีมูลค่ายอดขายรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท และเน้นการทำตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นโดยตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศและต่างประเทศ อยู่ที่ 50 : 50

“ปัจจุบัน รูปแบบการทำเกษตรของญี่ปุ่นมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย อีกทั้งเกษตรกรมืออาชีพ (Smart Farmer) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น คูโบต้า ญี่ปุ่นจึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำเกษตรมากขึ้น อาทิ ระบบจัดการฟาร์ม (KSAS: Kubota Smart Agri System) เทคโนโลยีไร้คนขับ (Autonomous Agricultural Machinery) โดรนฉีดพ่นเพื่อการเกษตร (Spraying Drone) ซึ่งสยามคูโบต้าจะร่วมพัฒนาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย และประเทศในแถบอาเซียนต่อไป” นายคิมุระ กล่าวเพิ่มเติม

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส เปิดเผยถึง ภาพรวมของตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรของไทยช่วงครึ่งปีแรกว่า มีการเติบโตขึ้น 4-5% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชหลักของประเทศ ส่งผลทำให้ความต้องการเครื่องจักรกลการเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของสยามคูโบต้านั้นก็มียอดขายแทรกเตอร์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับปี 2561

นอกจากนี้ เรายังได้มีพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น เน้นกระบวนการทำงานและการแก้ปัญหาด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนมีขั้นตอนการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร จึงทำให้ผลการดำเนินงานของเราเติบโตไปตามเป้าที่วางไว้

สยามคูโบต้าดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายเกษตร 4.0 ของรัฐบาล โดยมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำนวัตกรรมการเกษตรเพื่ออนาคต ด้วยสินค้าและบริการแบบครบวงจร พร้อมทั้งคิดค้นนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาในด้านสินค้า อะไหล่ บริการหลังการขาย และเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย รวมถึงนำ IoT (Internet of Things) มาใช้ในระบบบริหารจัดการเครื่องจักรเพื่อสอดรับยุคดิจิทัล อาทิ ระบบ Kubota Intelligence Solutions (KIS)

พร้อมทั้งดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรไทย ได้แก่ โครงการเกษตรปลอดการเผา หรือ ZERO Burn โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เผยแพร่การทำเกษตรปลอดการเผา โดยตั้งเป้าให้พื้นที่ภาคการเกษตรของไทยกว่า 140 ล้านไร่ ปลอดการเผา 100% ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร การลงพื้นที่รณรงค์กลุ่มเกษตรกร และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการจัดงานสัมมนา Agri Forum 2019 เกษตรปลอดการเผา ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่าพันคน

สำหรับความคืบหน้าการก่อตั้งคูโบต้าฟาร์ม เพื่อเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของภูมิภาคอาเซียน บนเนื้อที่มากกว่า 220 ไร่ โดยใช้นวัตกรรมเกษตรครบวงจร เพื่อยกระดับให้เป็นเกษตรแม่นยำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทุกตารางเมตร รวมถึงบริหารจัดการรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อนำพาภูมิภาคอาเซียนไปสู่เกษตรยุคใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

คูโบต้าฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ จ.ชลบุรี โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ขณะนี้แล้วเสร็จกว่า 40% ใช้งบลงทุนไป 30 ล้านบาท ในการก่อสร้างเฟสแรก ซึ่งได้รับการตอบรับทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมศึกษาดูงานแล้วกว่า 4,000 ราย ทางสยามคูโบต้าคาดว่าจะสามารถเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบได้ ในปี 2563 โดยมีแผนพัฒนาเฟส 2 และ 3 ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2568

นายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) กล่าวว่า ในการเดินทางเยี่ยมชมผลงานวิจัยและพัฒนาการแปรรูปกล้วยฉาบน้ำตาลโตนดรำแดง ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ของ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี เมื่อเร็วๆ นี้ ได้กล่าวชื่นชมกรมวิชาการเกษตรในการขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสำเร็จในเชิงรูปธรรม ในการส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ในครอบครัว พร้อมให้นโยบาย ให้ สวพ.8 เข้าไปแนะนำส่งเสริมตลาดสินค้าให้ชุมชนมากขึ้น เพื่อยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ซึ่ง สวพ.8 พร้อมเดินหน้าในการเร่งดำเนินการนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ด้าน นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กล้วยฉาบน้ำตาลโตนด เกิดจาก สวพ.8 ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรวิจัยการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์พื้นถิ่นนำเอากล้วยที่ปลูกบนดินยุคโฮโลซีน เมื่อทะเลยกตัวราว 5,000 ปีมาแล้ว นำมาผสมผสานกับน้ำตาลโตนดที่เป็นพืชประจำถิ่นคาบสมุทรสทิงพระ มาหลาย 100 ปี ทำให้ได้สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่มีคุณค่าดัชนีน้ำตาลน้อยกว่าการใช้น้ำตาลทราย มีแคลเซียมและธาตุเหล็กสูงกว่าผลไม้ทั่วไป ประมาณ 5 เท่า

ซึ่งการพัฒนาผลงานดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนต่อยอดจากหลายภาคส่วน อาทิ อบต. รำแดง สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาและสำนักงานพัฒนาชุมชน เป็นต้น ในการร่วมกันส่งเสริมการผลิตพืช การแปรรูปสินค้าและการตลาด ของเกษตรกรให้พัฒนาครบวงจรและมีความยั่งยืนใน ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา

ทั้งนี้ สวพ.8 ได้เข้ามาดำเนินงานวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบการโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ตำบลรำแดงเมื่อปี 2559 โดยเริ่มทดลองให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าว มาเป็นการปลูกไม้ผลและพืชผัก โดยการปรับสภาพพื้นที่นา ประมาณ 2 ไร่ ขุดยกร่องเป็นร่องสวน และปลูกกล้วย มะม่วง ส้มโอ และพืชผักต่างๆ สำหรับการพัฒนาการปลูกกล้วย ได้แนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้ได้กล้วยคุณภาพดีเ กรดพรีเมี่ยม เพราะมีการรับรองมาตรฐานคุณภาพ GAP

นอกจากการขายเป็นผลผลิตกล้วยสดแล้ว ได้มีการศึกษาการแปรรูป เป็นกล้วยฉาบและเพื่อเป็นการสร้างอัตลักษณ์สินค้า จึงได้นำเอาจุดเด่นของพื้นที่เข้ามาผนวกกับสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าพื้นถิ่นซึ่งปัจจุบันพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระถือเป็นแหล่งปลูกต้นตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทยและเป็นพื้นที่ที่มีการผลิตน้ำผึ้งตาลโตนดคุณภาพดี การนำผลิตภัณฑ์ทั้งสองอย่างมารวมกันจึงทำให้ได้กล้วยฉาบน้ำตาลโตนด ที่มีเอกลักษณ์จนสามารถพัฒนาสูตรเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และล่าสุดได้รวมกลุ่มเกษตรกรจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนขึ้นในปีนี้

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดโชว์ระบบการขึ้นทะเบียนข้อมูลเกษตรกร มั่นใจฐานข้อมูลการเกษตร มีระบบรับรองและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังสามารถวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล ได้ประมาณ 100 ล้านไร่

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยหลังจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับสมุดทะเบียนเกษตรกร เพื่อเป็นเอกสารใช้แสดงสถานภาพการเป็นเกษตรกร ยืนยันความเป็นเกษตรกร โดยเกษตรกรแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง

หากเกษตรกร และที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช โดยปกติปรับปรุงหลังจากการปลูก ไม่น้อยกว่า 15-60 วัน ตามแต่ละชนืดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี (นับถัดจาก วันที่ 23 มิ.ย 60 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 896,871 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที และทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล

ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร มีการตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งการตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งการตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน ส.ป.ก. และภาพถ่ายดาวเทียม โดยมีการวาดผังแปลงแล้ว จำนวน 13,824,739 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 100 ล้านไร่ (คิดเป็น 72% ของพื้นที่การเกษตร ประมาณ 139 ล้าน)

ซึ่งข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลที่ได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนภาครัฐทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ตอบสนองกับการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายมากขึ้น เช่น การตรวจสอบข้อมูลเกษตรกร ที่มีพื้นที่ที่ถูกต้อง สามารถเข้ารับสมัครฝึกอบรม เพื่อรับสิทธิ์ซื้อสารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ได้ โดยการตรวจสอบที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ การตรวจสอบแปลงเพาะปลูกเพื่อยืนยัน การเพาะปลูกหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีการตรวจสอบทางสังคม โดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเอง การนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศในหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นเวลา 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยี มาปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล เพื่อลดภาระในการเดินทาง ซึ่ง แอปฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ และให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ