ด้านการส่งออกเมล็ดโกโก้ของไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 809.67

ในปี 2562 ไทยส่งออก ปริมาณ 925.57 ตัน ประเทศส่งออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ อินเดีย ลาว และญี่ปุ่น แต่การส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้ลดลง ร้อยละ 11 ในปี 2562 ส่งออก ปริมาณ 19,063 ตัน ประเทศส่งออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เมียนมา และมาเลเซีย ผลิตภัณฑ์โกโก้ที่มีการส่งออกมากที่สุดคือ ช็อกโกแลต และอาหารปรุงแต่งอื่นๆ ที่มีโกโก้ รองลงมาคือ ผงโกโก้ที่ไม่เติมน้ำตาล หรือสารที่ทำให้หวานอื่นๆ โกโก้เพสต์และโกโก้บัตเตอร์

อย่างไรก็ตาม ตลาดโกโก้ ในประเทศไทยยังมีความต้องการโกโก้จำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าตลาดโกโก้ในประเทศมีโอกาสขยายตัวมาก หากจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกโกโก้ช่วงเริ่มต้น ควรทำในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา และภาครัฐควรให้การสนับสนุน ในการพัฒนาสายพันธุ์โกโก้ที่มีคุณภาพที่สามารถนำไปสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโกโก้ต่อไป

เส้นทางเดินของ โกโก้ สู่ประเทศไทย

โกโก้ เข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2446 และเมื่อปี พ.ศ. 2495 กรมกสิกรรมในสมัยนั้นได้ทดลองนำมาปลูกทดสอบในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ สถานีกสิกรรมบางกอกน้อย กรุงเทพฯ สถานีกสิกรรมพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี สถานียางคอหงส์ จังหวัดสงขลา และสวนยางนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 กรมกสิกรรมได้นำโกโก้พันธุ์ลูกผสม Upper Amazon จากประเทศมาเลเซียมาปลูกที่สถานียางในช่อง จังหวัดกระบี่ รวมทั้งได้มีการรวบรวมพันธุ์โกโก้จากแหล่งปลูกต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ มาปลูกที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 34 พันธุ์

คุณศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการสถาบันพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์โกโก้ของกรมวิชาการเกษตร ที่ได้ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรว่า บุคคลที่มีส่วนสำคัญในงานวิจัยโกโก้ คือ คุณผานิต งานกรณาธิการ อดีตนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ได้ปรับปรุงพันธุ์โกโก้ จนได้พันธุ์รับรองจากกรมวิชาการเกษตร คือ พันธุ์โกโก้ลูกผสมชุมพร 1 ซึ่งเป็นคู่ผสมระหว่างพันธุ์ Pa7 กับ Na32 ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เมล็ดโกโก้แห้งตรงตามมาตรฐานสากล คือจำนวนเมล็ดโกโก้ไม่เกิน 110 เมล็ด ต่อน้ำหนัก 100 กรัม มีไขมันสูง 57.27% ผลผลิตเมล็ดโกโก้แห้ง 127.2 กิโลกรัม ต่อไร่

พร้อมทั้งได้เทคโนโลยีในการจัดการเพื่อให้ได้ปริมาณและผลผลิตที่มีคุณภาพ ที่มิได้มีการเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2537 ได้แก่ การตัดแต่งกิ่ง การป้องกันกำจัดศัตรูพืช วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเมล็ดแห้ง

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ได้ผลิตและจำหน่ายต้นพันธุ์โกโก้ลูกผสมชุมพร 1 ให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก ในเขตภาคใต้และพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น โดยในปี 2549 ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้นำพันธุ์โกโก้ไปส่งเสริมในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ในลักษณะการปลูกร่วมกับไม้ผล ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากผลผลิตโกโก้

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กล่าวว่า งานวิจัยโกโก้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์โกโก้สำหรับทำช็อกโกแลตของโกโก้สายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มพันธุ์ Trinitario (ทรินิทราริโอ) พบว่า สายพันธุ์ ICS6 และ ICS40 มีรสชาติเป็นที่ยอมรับในการผลิตเป็นช็อกโกแลต และมีปริมาณผลผลิตสูงใกล้เคียงกับพันธุ์โกโก้ลูกผสมชุมพร 1 ซึ่งได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เป็นแหล่งผลิตต้นกล้าพันธุ์โกโก้ในสายพันธุ์ ICS6 และ ICS40 เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรต่อไป

โกโก้ เป็นพืชอายุยืนให้ผลผลิตตลอดปี
แต่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง

คุณวิไลวรรณ ทวิชศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มพืชอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เล่าว่าการปลูกโกโก้ในสวนมะพร้าวแบบผสมผสานในประเทศหมู่เกาะโซโลมอน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึงอายุประมาณ 50 ปี แต่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง และการจัดทรงต้น เพื่อให้ต้นโกโก้ได้รับแสงแดดเพียงพอ ในการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร

หากทรงต้นทึบเกินไป จะทำให้ต้นโกโก้มีการเจริญเติบโตช้าและทำให้มีการแพร่พันธุ์ของมวนโกโก้ มวนโกโก้จะเจาะผลตั้งแต่ผลยังเล็ก ผิวของผลเป็นแผลจะทำให้เชื้อราเข้าไปในผลของโกโก้ ทำให้ไส้ดำเมล็ดโกโก้ดำและแข็ง ไม่สามารถนำไปผลิตเป็นเมล็ดโกโก้แห้งและช็อกโกแลตได้ จากการเข้าร่วมประชุม

“กลุ่มประเทศผู้ปลูกโกโก้ในอาเซียน” ASEAN COCOA CLUB เมื่อปี 2562 ที่ประเทศมาเลเซีย ทราบว่าประเทศฟิลิปปินส์ตื่นตัวเรื่องนี้มาก ได้ทำการศึกษาการป้องกันกำจัดโรคและแมลงโดยใช้ชีววิถี และมีการอบรมให้เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ให้ความสำคัญกับการจัดการสวน และการป้องกันมวนโกโก้เจาะผล โดยการใช้ถุงพลาสติกห่อผล

คุณวิไลวรรณ กล่าวว่า สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำสวนโกโก้ เป็นดินร่วนปนทราย การระบายน้ำค่อนข้างดี และมีฝนตกกระจายสม่ำเสมอ มีปริมาณน้ำฝน 1,500-2,000 มิลลิเมตร ต่อปี พื้นที่ปลูกโกโก้ควรมีไม้ให้ร่มเงา พื้นที่ที่แนะนำให้ปลูกโกโก้คือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก

กรณีที่ปลูกโกโก้ในพื้นที่ที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรต้องมีแหล่งน้ำสำรองและติดตั้งระบบให้น้ำ เพื่อให้ต้นโกโก้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ไม่กระทบต่อผลผลิตในกรณีฝนทิ้งช่วง ร่วมกับการรักษาความชื้นให้ดินบริเวณโคนต้น โดยการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรคลุมรอบโคนในฤดูแล้ง

ข้อที่ควรระวังในกรณีการปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดี่ยว ที่ไม่มีพืชให้ร่มเงาในระยะเริ่มปลูก ต้นโกโก้อาจแสดงอาการใบไหม้จากการได้รับแสงแดดมากเกินไป หรือการตัดแต่งกิ่งมากเกินไป จะทำให้แสงแดดส่องลงมาที่กิ่ง ทำให้กิ่งแห้ง มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของดอกและผลที่กิ่ง จะทำให้ได้ผลผลิตน้อย

จึงแนะนำให้ปลูกร่วมกับมะพร้าวหรือไม้ผล โดยทั่วไปต้นโกโก้ 1 ต้น ให้ผลผลิตเฉลี่ย 30 ผล ต่อต้น ต่อปี หรือคิดเป็นเมล็ดโกโก้แห้ง ประมาณ 130 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ต้นโกโก้จะเจริญเติบโตและสมบูรณ์เต็มที่เมื่อมีอายุต้นตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป จะให้ผลผลิตมากกว่า 100 ผล ต่อต้น ต่อปี

“อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า โกโก้ จะเป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพร่มเงา แต่ไม่ควรปลูกร่วมกับยางพารา เพราะจะเกิดการแก่งแย่งแสงและธาตุอาหารซึ่งกันและกัน ทำให้เกษตรกรต้องลงทุนในการจัดการแปลงมากขึ้น”

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน ได้กล่าวเสริมว่า ทางสถาบันวิจัยพืชสวน ได้ตระหนักถึงการผลิตโกโก้เพื่อให้ทันต่อความต้องการของตลาดและมีความยั่งยืน เกษตรกรต้องเริ่มต้นด้วยการใช้ต้นพันธุ์ดี ปลูกในพื้นที่เหมาะสม และมีแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจน

ในปีงบประมาณ 2564 สถาบันวิจัยพืชสวน จึงมอบให้ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ดำเนินการเพิ่มการผลิตต้นกล้า 3 แนวทาง ดังนี้

1. สร้างแปลงพ่อแม่พันธุ์ในการผลิตโกโก้ลูกผสมชุมพร 1 ในศูนย์วิจัยเครือข่ายสถาบันวิจัยพืชสวน 5 แห่ง ที่ครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทย ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย ศูนย์วิจัยการเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ และศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา พื้นที่จำนวน 1 ไร่ ต่อแห่ง เพื่อกระจายต้นพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกรในอนาคต

2. การผลิตต้นกล้าโกโก้ ในศูนย์วิจัย 5 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี จำนวน 30,000 ต้น ต่อปี โดยศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรจะส่งฝักโกโก้ให้ศูนย์ดังกล่าว ไปเพาะตั้งแต่พฤศจิกายน 2564

3. ผลิตต้นพันธุ์โกโก้ลูกผสมชุมพร 1 เพิ่มขึ้น โดยมีแผนการผลิตต้นพันธุ์ ในปี 2564 จำนวน 100,000 ต้น ซึ่งคาดว่าเมื่อสิ้นสุดปี 2566 จะผลิตต้นกล้าพันธุ์โกโก้ลูกผสมชุมพร 1 ได้ 570,000 ต้น หรือคิดเป็นพื้นที่ปลูก 3,197 ไร่

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 02-579-0583, 02-940-5484-5 และศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 86130 โทรศัพท์ 07-755-6073

ทุกวันนี้น้อยคนนักที่จะรู้จักพันธุ์ของไผ่ ส่วนมากเมื่อได้พบเห็นก็มักรู้เพียงว่า มันคือ ต้นไผ่ เท่านั้น วันนี้จะมานำเสนอไผ่ชนิดใหม่ ที่มีการปลูกขยายพันธุ์เมื่อไม่นาน เรียกว่าเป็นสายพันธุ์ไผ่น้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2559 ในงานสัมมนา “สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย” ซึ่งจัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ศูนย์ฝึกอาชีพ Matichon Academy และหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้ลองกินกัน

คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง

แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะนาวด้วย จนเมื่ออายุได้ 50 ปี ได้หันมาปลูกไผ่รวกหวานเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ

คุณสุรูป เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการปลูกไผ่รวกหวานว่า “ได้ไปกินไผ่รวกจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักกัน คุณยายท่านนี้ปลูกไผ่รวกชนิดนี้ไว้ในบ้าน 1 กอ โดยไปเอามาจากบนป่าภูกระดึง ตนเกิดความประทับใจในรสชาติที่หวาน กรอบ ของไผ่ชนิดนี้ ที่มีรสหวานกว่าหน่อไผ่สายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยได้กินมา จึงได้ขอซื้อไผ่กอนั้นทั้งกอมาปลูกไว้ที่บ้าน ด้วยการเพาะชำลำไผ่ แต่ปลูกได้ประมาณ 1 ปี ไผ่ก็ออกดอก และตายไปในที่สุด ด้วยความรู้ที่มีอยู่บ้างเกี่ยวกับด้านเกษตร จึงได้นำเมล็ดของไผ่รวกมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ จนได้เป็นไผ่รวกพันธุ์ใหม่ และให้ชื่อว่า ไผ่รวกหวาน ภูกระดึง 58”

คุณสุรูป ให้รายละเอียดว่า ไผ่รวก ที่ได้นำมาขยายพันธุ์นั้นเป็นไผ่รวกชนิดใหม่ ไม่เคยพบและไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสายพันธุ์ไผ่อีกด้วย เพราะไผ่รวกส่วนใหญ่ที่รู้จักเป็นไผ่รวกที่มีรสขมเท่านั้น

หลังจากที่ได้เพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่แล้ว คุณสุรูปได้นำกล้าพันธุ์ที่ได้ไปปลูกในแปลงบนพื้นที่ 45 ไร่ ซึ่งปัญหาแรกที่พบคือการกลายพันธุ์ของไผ่ พบว่า กล้าพันธุ์จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่รวก 100 เมล็ด จะพบเมล็ดที่เป็นไผ่ขมอยู่ 10 เมล็ด เมื่อหน่อแรกเริ่มออก จึงคัดพันธุ์จากการชิมหน่อสดที่แทงออกมา หากพบว่าหน่อมีรสขม ก็จะขุดออกและนำไปปลูกไว้ในพื้นที่อื่น แต่ถึงแม้ว่าจะมีรสขม แต่ก็สามารถนำไปประกอบอาหารกินได้เช่นกันกับไผ่รวกหวาน ซึ่งจะมีความขมน้อยกว่าไผ่ป่าเล็กน้อย ส่วนไผ่รวกที่มีรสหวานก็จะปลูกและจำหน่ายต่อไป

1.ปลูกง่าย ดูแลง่าย สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ทุกสภาพอากาศ ทนแล้งได้ดี

2.เป็นไผ่ชนิดที่ตาหน่อดก ออกหน่อเมื่อได้รับน้ำ สามารถตัดหน่อขายได้เกือบทั้งปี เหมาะสำหรับจำหน่ายเป็นหน่อไม้นอกฤดูกาล

3.หน่อมีรสชาติหวาน อร่อย กินสดได้ มีความกรอบ รสชาติคล้ายคลึงกับยอดมะพร้าว

4.เป็นไผ่เปลือกบาง ลำตัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรได้ เช่น เป็นไม้ค้ำยัน หรือสามารถนำมาทำเป็นค้างสำหรับไม้เลื้อยได้ ไม่มีคาย เวลาจับจะไม่คัน

หลังจากที่คุณสุรูปได้ปลูกไผ่รวกหวาน และได้มีการขยายพันธุ์รวมถึงจำหน่ายต้นพันธุ์ เมื่อ ปี 2558 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีผู้สนใจโทร.มาสอบถามติดต่อขอซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดีมาก ลูกค้ามีความพอใจในตัวของไผ่รวกหวาน และคุณสุรูปก็ได้ให้รายละเอียด ข้อมูลในการปลูกไผ่รวกหวานอย่างเต็มที่

วิธีการปลูก

ไผ่รวกหวานภูกระดึง 58 สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทุกสภาพดิน และทุกสภาพอากาศ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ทนแล้งได้ดีมาก ให้หน่อได้ตลอดทั้งปีเมื่อได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งปุ๋ยที่ไผ่รวกหวานชอบนั้น คุณสุรูปแนะนำว่าควรเป็นปุ๋ยขี้ไก่ แต่ปุ๋ยคอกชนิดอื่นก็ใช้ได้เช่นกัน

เมื่อได้กล้าพันธุ์มาแล้ว ก็เตรียมพื้นที่ในการปลูกไผ่รวกหวาน ต้องไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำ แฉะน้ำ ขุดหลุมปลูกในระยะห่าง 2.5×2.5 เมตร เป็นระยะที่ได้ทดลองแล้วว่าเป็นระยะที่เหมาะสม ห่างเกินไปจะทำให้ความชุ่มชื้นน้อย

แต่หากปลูกชิดเกินไปจะทำให้ลำมีขนาดเล็ก ผ่านไป 1 เดือน จะเริ่มมีหน่อแรกให้เห็น สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-8 เดือน แต่ยังเป็นหน่อที่ไม่โตเต็มที่ หน่อที่โตเต็มที่จะเริ่มเก็บได้เมื่อกอมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งหน่อที่โตเต็มที่ 2 หน่อ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมครึ่ง เมื่อหน่อเริ่มออกมากต้องมีการบริหารจัดการกอไม่ให้เบียดกันเกินไป ด้วยการหักหน่อนำไปกินหรือจำหน่าย ทิ้งลำไว้ประมาณ 6-8 ลำ ต่อกอ

วิธีการใส่ปุ๋ย มี 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1 ปลูกก่อน บำรุงหลัง คือไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ให้ปุ๋ยเป็นระยะหลังจากลงแปลงปลูกแล้ว

วิธีที่ 2 ปุ๋ยรองก้นหลุม คือการใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมปลูกเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะให้เป็นระยะในปริมาณที่เหมาะสม

เมื่อสังเกตและพบว่า ไผ่สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว ต้องดูแลโคนต้น สิ่งที่สำคัญคือไม่เปลือยโคนต้น ต้องหาวัสดุมาคลุมโคนต้น โดยวัสดุที่คุณสุรูปนิยมนำมาใช้คือ ฟาง เปลือกข้าวโพด แกนข้าวโพด ซึ่งคุณสุรูปยังบอกด้วยว่า วัสดุคลุมดินสามารถนำใบไม้หรือเศษวัสดุอื่นได้ เช่น มีเกษตรกรบางรายปลูกไผ่รวกหวานแซมในสวนมะละกอ ก็สามารถนำใบมะละกอมาคลุมดินโคนต้นได้เช่นกัน

การรดน้ำ จะให้ก็ต่อเมื่อแล้งมาก เนื่องจากเป็นไผ่ที่ไม่ชอบน้ำมาก ดูตามความชุ่มชื้นของดิน

การจำหน่ายสำหรับหน่อไผ่รวกหวาน ราคานอกฤดู ขายที่กิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนในฤดูนั้นคุณสุรูปจะไม่ขายหน่อ แต่จะปล่อยให้เป็นลำ เพื่อนำมาจำหน่ายเป็นต้นพันธุ์ และนำไปใช้ประโยชน์ในสวนของตนเองเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำเป็นค้างถั่ว เป็นไม้ค้ำยันหรือไม้หลักให้กับมะนาว เป็นต้น

ต้นพันธุ์ คุณสุรูป ขายปลีก ต้นละ 300 บาท หากลูกค้าซื้อจำนวนมาก นำไปปลูกเป็นไร่ 1 ไร่ 160 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 200 บาท หรือซื้อ 500 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 150 บาท สั่งซื้อเยอะ 300 ต้น ขึ้นไป จะบริการส่งถึงที่ สั่งน้อยจะจัดส่งทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ

เมนูอาหารที่สามารถนำไผ่รวกหวานไปประกอบเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ส้มตำ หรือกินสดเป็นเครื่องเคียงของน้ำพริกได้ สามารถนำไปผัดกุ้งน้ำมันหอยเช่นเดียวกับเมนูหน่อไม้ฝรั่ง โดยที่ไม่ต้องนึ่งหรือลวกก่อน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกินหน่อไม้ เพราะมีความสะดวกและรวดเร็วในการนำไปประกอบอาหาร

ส้มโอขาวแตงกวา เป็นไม้ผลท้องถิ่นที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดชัยนาท ขนาดผลกลมโตปานกลาง เนื้อกุ้งใหญ่สีขาวแห้ง หวานฉ่ำ รสอร่อย เป็นไม้ผลที่ปลูกสืบต่อกันมานานกว่า 100 ปี ถึงปัจจุบัน ในด้านการปลูกและผลิตมีการพัฒนาคุณภาพมาต่อเนื่อง กระทั่งได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ผู้บริโภคต้องการ ทำให้เกษตรกรมีรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และการปลูกส้มโอขาวแตงกวาในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท มาบอกเล่าสู่กัน

จังหวัดชัยนาทเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่าน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชได้คุณภาพ โดยเฉพาะส้มโอขาวแตงกวาที่มีการปลูกมานานกว่า 100 ปี มีต้นแม่พันธุ์ต้นแรกอยู่ที่อำเภอมโนรมย์ มีการปลูกและพัฒนาคุณภาพมาต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพ มีเนื้อกุ้งใหญ่ขาว หวานฉ่ำ รสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร เป็นหนึ่งไม้ผลที่สร้างชื่อให้กับจังหวัดชัยนาท

ที่นี่ปลูกไม้ผลเป็นหลัก ได้แก่ มะม่วง กล้วยน้ำว้า ส้มเขียวหวาน มะนาว ส้มโอขาวแตงกวา มะละกอ พุทรา กระท้อน มะกรูด และมะปรางหวาน จำนวน 10 ชนิด รวมพื้นที่ 12,891 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 3,615 ไร่

สำหรับพื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวามี 1,191 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว 358 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 950,200 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 1,327 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาซื้อขายส่ง 35-40 บาท ต่อกิโลกรัม ในช่วงที่ผ่านมา ผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพมีราคาซื้อขาย 60-80 บาท ต่อกิโลกรัม

การปลูกให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพได้ส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการปลูกและผลิต ให้จัดการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีหรือเหลือใช้แบบผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ตลาดต้องการ แล้วเกษตรกรจะสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

ลุงทวาย มั่นอ่วม เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วเปลี่ยนมาทำนา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในปี 2538 สำนักงานเกษตรอำเภอวัดสิงห์ ได้เสนอโครงการปรับระบบเพื่อพัฒนาระบบการผลิต (คปร.) เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลที่ต้องการ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ ใช้พื้นที่ดำเนินการ 5 ไร่ และได้รับการสนับสนุนกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวามาปลูก 120 กิ่ง

การเตรียมดินแปลงปลูก UFABET ได้ยกร่องแปลงปลูก กว้าง 8 เมตร 8 ร่อง ขุดร่องน้ำระหว่างแปลงปลูก กว้าง 2 เมตร ได้ยกคันดินสูงรอบพื้นที่แปลงปลูก เพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำท่วม ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก ตากแดด 7 วัน เพื่อกำจัดเชื้อราหรือศัตรูพืช จากนั้นใส่ปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินบนรองก้นหลุม วางกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวาลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม จัดหลุมปลูกระหว่างต้นและแถวห่างกัน 6×8 เมตร หลังการปลูกต้องให้ได้รับน้ำพอเพียงไปกระทั่งต้นส้มโอเจริญเติบโตสมบูรณ์ จึงเปลี่ยนให้น้ำเป็นครั้งคราวหรือตามความเหมาะสม

หลังจากปลูก การปฏิบัติดูแลต้นส้มโอในช่วงอายุ 3 ปีแรก ได้บำรุงต้นด้วยการหว่านปุ๋ยหมัก แล้วใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ในอัตรา 300-500 กรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ต่อปี และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วได้ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง กำจัดแหล่งที่อยู่และลดการระบาดของศัตรูพืช ใบได้รับแสงแดดทั่วถึง ทำให้ปรุงอาหารได้มากขึ้นและพอเพียงต่อการเจริญเติบโต ได้ผลส้มโอขาวแตงกวามีขนาดโตสม่ำเสมอกันและได้คุณภาพ

การปฏิบัติให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ ได้ใส่ปุ๋ย 4 ครั้ง ต่อปี ครั้งแรกเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และใส่ปุ๋ย สูตร 13-0-46 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ครั้งที่สองเดือนมกราคม ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ครั้งที่สามเดือนมีนาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่

และครั้งที่สี่เดือนกรกฎาคมใส่ปุ๋ย สูตร 13-21-21 ในอัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังการใส่ปุ๋ยได้จัดการให้น้ำทุกครั้งแต่พอชุ่ม จะทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพที่มีเนื้อกุ้งใหญ่ สีขาวแห้ง หวานฉ่ำ รสอร่อย ที่ทำให้ผู้กินชื่นชอบ

ลุงทวาย เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ช่วงการตัดเก็บผลส้มโอคุณภาพ ได้เน้นตัดเก็บผลส้มโอที่แก่สุกตามระยะเวลาที่เหมาะสมคือ นับตั้งแต่ระยะติดดอกไปกระทั่งติดผลแก่ ใช้เวลา 8 เดือน แต่ละปีได้ตัดเก็บผลส้มโอ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน

และช่วงที่สองเดือนมกราคม-เมษายน โดยเฉลี่ยจะได้ผลผลิตส้มโอ 20-25 ตัน ต่อครั้ง วิธีการตัดเก็บผลส้มโอที่อยู่สูงได้ใช้กรรไกรต่อด้ามมีเชือกกระตุกตัดและหนีบที่ขั้วผลนำลงมาวางใส่ในภาชนะ รวบรวม ทำความสะอาด คัดขนาดของผลคุณภาพเตรียมนำไปขาย สำหรับราคาขายส่งที่หน้าสวนในช่วงนี้ อยู่ที่ 45-60 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาซื้อขายถูกหรือแพงจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและตลาดด้วย