ด้านการแปรรูป มะขาม ยังเป็นที่ต้องการกิ่งมะขามที่ลูกค้าซื้อ

ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ต้นจะมีความสูงประมาณ 2 เมตร ก็สามารถเริ่มให้ผลผลิตได้แล้ว ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำไปแปรรูปในกระบวนการที่แตกต่างกันไป

“มะขามปรี้ยวพวกนี้ที่เขาเอาไปปลูก พอได้ผลผลิต ส่วนใหญ่ก็จะเอาไปแช่อิ่ม ส่วนฝักอ่อนก็จะเข้าโรงงานน้ำพริก แต่การแช่อิ่มบางทีจะเอาไปแช่ทุกฝักมันไม่ได้ ต้องคัดไซซ์ขนาด ฝักที่ใช้ไม่ได้ก็จะปล่อยให้แก่ แล้วก็เอาไปทำมะขามเปียกเพื่อประกอบอาหาร”

“ในอนาคต จากที่ผมได้คุยกับอาจารย์หลายๆ ท่าน มองกันว่า มะขาม อาจจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะทุกส่วนของต้นมะขามใช้งานได้หมดแทบทุกส่วน ใบยอด ดอก ฝักดิบ ฝักสุก ซึ่งปัจจุบันนี้ไทยเราเองก็ทำการแช่อิ่ม และก็มีมะขามเปียกที่ส่งออกต่างประเทศ” คุณมณี เล่าถึงความต้องการของตลาด ความจริงใจ เป็นสิ่งสำคัญ
ในการประกอบธุรกิจ
เมื่อเอ่ยถามคุณมณี ว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การขยายพันธุ์กิ่งไม้ผลต่างๆ ประสบผลสำเร็จมามากกว่า 10 ปี ถือได้ว่ากิ่งพันธุ์ที่ผลิตยังเป็นที่ต้องการของตลาดมาจนทุกวันนี้

“ผมจะเน้นเรื่องคุณภาพการทำกิ่งพันธุ์ เป็นสิ่งที่ผมเน้นมากเลย ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เห็นว่าเป็นไม้ที่มาจากสวนผม เขาก็จะมั่นใจ ว่ากิ่งพันธุ์ที่ผมจำหน่าย บอกเขาว่า 2 ปี ได้ผลผลิต ก็ต้อง 2 ปีจริงๆ มันต้องเป็นพันธุ์แท้ๆ ที่เหมือนต้นแม่ ไม่มีการหลอกลวงกัน พร้อมทั้งแนะนำลูกค้าเสมอ ในเรื่องการปลูกการดูแล”

“ส่วนคนที่กำลังหาไม้ผล หรืออยากทำการเกษตร ผมก็อยากแนะนำว่า มะขาม เป็นไม้ผลที่สามารถปลูกในสภาพดินที่เสื่อมโทรมได้ อาจเรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมไหนมันก็โตได้ดี ใช้น้ำน้อย อย่างเราปลูกใหม่ๆ รดน้ำไม่บ่อยก็ได้ วันเว้นวันก็ยังไม่ตาย โดยเฉพาะคนที่พอมีที่เหลืออยู่ ไม่ควรที่จะทิ้งเรื่องมะขาม เพราะอนาคตจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีเรื่องของตลาดรองรับอยู่ อาจไม่ต้องส่งจำหน่ายถึงต่างประเทศ ในประเทศไทยเราเองก็ยังใช้มะขามอยู่ดี” คุณมณี กล่าว

ผักต่างถิ่นที่มาเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยเนื่องจากรสชาติถูกปากคนไทยมีหลายชนิด เช่น มะละกอ สับปะรด แครอต และที่ไม่น่าเชื่อคือ พริกขี้หนู ต่างก็เป็นพืชที่เข้ามาในไทยเป็นร้อยปีแล้ว จนเรานึกว่าเป็นพืชประจำถิ่นบ้านเรา เพราะเรานำมาประกอบอาหารตั้งแต่อ้อนแต่ออก ลืมตาก็เห็นพืชผักเหล่านี้แล้ว จะไม่ใช่ของบ้านเราได้อย่างไร

ผักไชยา คะน้าเม็กซิกัน ผักโขมต้น หรือ ชายา (ภาษาสเปน Chaya) ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Cnidoscolus chayamansa ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม อายุหลายสิบปี อยู่ในวงศ์เดียวกับยางพาราและสบู่ดำ เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในคาบสมุทรยูกาตันของประเทศเม็กซิโก มีลำต้นอวบน้ำ มียางขาวออกมาเมื่อถูกหัก ทรงพุ่มตั้งตรง มีขนาดใหญ่ โตเร็ว สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร ใบกว้าง มีแฉกคล้ายใบมะละกอ ผักไชยาเป็นผักกินใบ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง

ไชยา น่าจะเป็นผักที่เข้ามาในไทยไม่เกินสิบปีที่ผ่านมา ผมรู้จักไชยาเมื่อสามปีก่อน ในงานมหัศจรรย์พันธุ์พืชของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ทีแรกนึกว่าเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่พอได้ยินอีกชื่อ เรียกว่า คะน้าเม็กซิกัน ก็รู้ว่าเป็นพืชต่างถิ่น เห็นรูปที่ถ่ายไว้สามารถนำไปแทนคะน้าโดยผัดราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดน้ำมันหอยได้ด้วย จึงสนใจไปดู สนนราคาตอนนั้น ขายต้นละ 100 บาท เป็นกระถางเล็กๆ ถ้าเอากิ่งเปล่าๆ ที่ตัดออกมา ยาวประมาณ 1 เมตร ก็ขาย 100 บาท เช่นกัน คนขายบอกว่าไปหั่นเป็นท่อนๆ ยาวสักคืบใหญ่ ก็ปลูกได้หลายกระถาง

จึงซื้อมา 1 กิ่ง เอามาตัดได้ 5 ท่อน ปลูกไป 5 กระถาง แอบเอาไว้ในที่ร่มรำไร หมั่นรดน้ำทุกวัน ไม่ถึงสองสัปดาห์ ไชยาก็แตกกิ่งออกมาทุกกระถาง นับเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายเอามากๆ ตอนนั้นยังไม่กิน เพราะยังมีน้อยอยู่ เมื่อต้นมีขนาดใหญ่แล้วก็นำมาลงดินข้างโรงเรือน จนพุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น โคนต้นขนาดข้อมือผู้ใหญ่ก็ยังไม่กล้ากิน เพราะหักใบดูเป็นยางสีขาวเหมือนต้นมะละกอ ลังเลอยู่ ไม่กล้ากิน

จนมาถึงคราวคับขันไม่มีผักกิน เอ้า! กินก็กิน ต้องลองดู แต่เขาบอกว่าให้นำยอดไชยามาลวกก่อน ก็เด็ดยอดไชยามา ความยาวประมาณ 1 ฟุต เด็ดทั้งใบทั้งก้าน แล้วก็ปอกเอาผิวของยอดออกเหมือนลอกต้นคะน้า ให้ความเขียวหมด จะเหลือเนื้อใสๆ หั่นเฉียงเป็นท่อนๆ ตั้งน้ำจนเดือด พอน้ำเดือดใส่ผักลงไปคนให้โดนน้ำร้อนจนทั่ว ประมาณ 1-2 นาที เอาผักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ คราวนี้จะทำอะไรกินก็ทำ ลองชิมผักดูเมื่อลวกแล้ว รสชาติอร่อย มีติดหวานเล็กน้อย ผมเริ่มเมนูแรกที่คะน้าหมูสับใส่พริกขี้หนูลงไปนิดหน่อย รสชาติค่อนข้างดี เหมือนคะน้าทั่วไป แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวหน่อยๆ เหมือนคะน้า แต่ปรากฏว่ามีบางส่วนคือ ก้านล่างแข็งเกินไป คราวต่อไปจึงต้องเลือกก้านเอาเฉพาะจากยอดแรกลงมาแค่สองก้านเป็นพอ ก้านล่างลงจากนั้นให้ตัดทิ้ง เหลือใช้ได้เฉพาะใบ

ตั้งแต่นั้นการปลูกคะน้าปกติเป็นเรื่องยากสำหรับผมเสียแล้ว เพราะศัตรูพืชค่อนข้างมาก โรยเมล็ดไปได้สองสามวันช่วงนี้จะต้องรดน้ำส้มควันไม้ไล่แมลงอยู่เสมอ เผลอเป็นโดนกินเรียบทั้งแปลง พอรู้รสชาติของคะน้าเม็กซิกัน คะน้าจีนเลยเลิกปลูก แต่สำหรับทำการค้าโดยติดยอดไชยาขายค่อนข้างยาก เพราะยอดไชยาเหี่ยวเร็วมาก มาทำเป็นกำแล้วเก้งก้าง โอกาสที่จะปลูกไชยาขายน่าจะยาก แต่เหมาะสำหรับปลูกไว้กินที่บ้านมาก เนื่องจากปลูกครั้งเดียว กินได้ยี่สิบสามสิบปี

นอกจากเมนูคะน้าหมูสับ คะน้าน้ำมันหอย คะน้าเต้าเจี้ยว แล้ว ยังเอามาลวกกินกับน้ำพริก ชุบแป้งทอด ทำราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดไข่ หรือสามารถใส่แทนผักได้แทบทุกอย่าง

การปลูก และการขยายพันธุ์
ไชยา ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ จนแพร่หลายมากแล้ว โดยการตัดกิ่งที่เริ่มเป็นสีเขียวเข้มออกขาวมาปักชำ ตัดความยาวขนาด 1 คืบ ก็เพียงพอแล้ว นำมาปักในกระถาง ขนาดประมาณ 5-6 นิ้ว ใส่ดินพร้อมปลูก วางไว้ในที่แดดรำไร ไม่นานไชยาก็แตกกิ่ง เมื่อไชยาเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ค่อยนำลงปลูกในดิน ปัจจุบัน ราคากระถางละ 20-30 บาท เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้เร็ว และเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว การดูแลรักษาง่ายมาก ไม่มีแมลงรบกวน ชอบดินโปร่งที่ระบายน้ำได้ดี ขออย่าให้มีน้ำท่วมขังนานเกินไป แสงแดดที่ชอบจะเป็นแสงตั้งแต่รำไรจนถึงแสงแดดจัด ผักไชยาปลูกครั้งเดียวกินได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องพึ่งปุ๋ย ยา ใส่แค่มูลสัตว์ ให้นานๆ ครั้งก็เพียงพอ เพียงแต่หมั่นตัดไม่ให้กิ่งสูงเกินสองเมตร เพื่อสะดวกในการเก็บมากิน สำหรับคนที่ชอบเกษตรไร้สารพิษเป็นเรื่องดีมาก และเป็นที่น่ายินดีที่ไชยาสามารถปลูกได้ทั่วประเทศไทยโดยไม่มีข้อรังเกียจภาค

คะน้าเม็กซิกัน เป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน วิตามิน แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก แล้วยังเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ใบคะน้าเม็กซิกันยังมีระดับสารอาหารสูงกว่าผักใบเขียวชนิดใดๆ ที่ปลูกบนดิน 2-3 เท่าอีกด้วย แต่ใบคะน้าเม็กซิกันดิบมีพิษ เนื่องจากมีสารกลูโคไซด์ซึ่งจะปลดปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์ออกมา จึงจำเป็นต้องทำให้สุกก่อนกิน โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที ในการทำให้สุก เพื่อลดฤทธิ์ของสารที่เป็นพิษให้อยู่ในระดับปลอดภัย

สถาบันโภชนาการแห่งชาติเม็กซิกัน กล่าวถึงประโยชน์ของ “ผักไชยา” ว่า ช่วยในการหมุนเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการมองเห็น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันอาการไอ เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก ป้องกันโลหิตจาง โดยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด เพิ่มประสิทธิภาพความจำ และการทำงานของสมอง ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบและโรคเบาหวาน

จริงๆ แล้ว ผักไชยา เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนเมือง เพราะเจริญเติบโตง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก สามารถปลูกในกระถางก็ได้ ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด หมั่นเด็ดยอดเรื่อยๆ ไชยาก็จะแตกยอดให้เรากินได้ตลอดไม่เกี่ยงฤดู หนำซ้ำไม่ค่อยมีศัตรูพืชและโรคพืชรบกวน อาจถือได้ว่าเป็นผักปลอดภัยที่ปลูกได้ดีข้างบ้าน ที่สำคัญอย่าลืมลวกน้ำเดือดเสียก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร

ผลไม้แปลก ที่ได้รับการขนานนามว่า ผลไม้จากพระเจ้า หรือความเชื่อว่าเป็นผลไม้ชั้นสูง นั่นคือ เปปิโน เมล่อน ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ อเมริกาใต้ ป่าอเมซอน อยู่ในตระกูลพืชกึ่งล้มลุก มีอายุ 2-4 ปี มีหลายสายพันธุ์ ทั้งสีม่วง สีขาว สีเหลือง ชื่นชอบอากาศเย็นและแสงแดด รสชาติคล้ายเมล่อน หวานน้อยๆ ฉ่ำน้ำๆ มีกลิ่นหอมเมื่อสุกจัด ระดับความหวาน 7-15 บริกซ์ สามารถปลูกในที่โล่งหรือที่ปิดก็ได้

เปปิโน เมล่อน ถือเป็นผลไม้เมืองหนาว สามารถปลูกและเติบโตได้ดีในพื้นที่โซนภาคเหนือของประเทศไทย เป็นไม้ที่ชื่นชอบแสงแดด แต่ก็ต้องเป็นแดดที่ไม่แรงจนเกินไป

ผลคล้ายแตงเมล่อน เนื้อสุกจะมีสีเหลืองทอง ไม่นิยมกินเปลือกเพราะค่อนข้างเหนียว รสชาติเนื้อด้านในมีความคล้ายเมล่อนที่มีความหวานกลางๆ ไม่หวานมากจนเกินไป ประโยชน์ของ เปปิโน เมล่อน ถูกระบุไว้ว่าสามารถช่วยในการต่อต้านริ้วรอย ต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต แก้เบาหวาน บำรุงหัวใจ ช่วยลดน้ำหนัก ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ประโยชน์มากขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ถูกขนานนามว่าเป็นผลไม้จากพระเจ้า ถือเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับการรักษาสุขภาพ ผู้คนส่วนมากนิยมทานผลสด เพราะ เปปิโน เมล่อน เมื่อทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น มีระดับความหวานน้อยๆ แต่มีความฉ่ำน้ำมากๆ บ้างก็นำผลสุกมาทำเป็นสลัด หรือทำน้ำผลไม้สกัดเย็น

คุณธีรวัฒน์ ยั่งสันติวงศ์ หรือ คุณธี อายุ 28 ปี อาศัยอยู่ที่ 15/1 บ้านปางหินฝน หมู่ที่ 10 ตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตรกร

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันทำอาชีพเกษตรกรปลูกพืชผักผลไม้หลากหลายอย่างมาก แต่ 1 ใน ผลไม้แปลกที่ปลูกก็คือ เปปิโน เมล่อน ที่ถูกทั่วโลกขนานนามว่า เป็นผลไม้จากพระเจ้า ถือเป็นผลไม้แปลก ที่สามารถสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกรอย่างมาก

คุณธีรวัฒน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นความเป็นมาของสวนเปปิโน เมล่อน จักรวาล ว่า เริ่มแรกที่ทำให้รู้จักกับเปปิโน เมล่อน เนื่องจากโครงการหลวง ได้นำเข้ามาจากต่างประเทศและมอบให้แก่เกษตรกรบนดอยสูงได้ทดลองปลูกเพื่อเป็นผลไม้ชนิดใหม่ ที่หวังจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่ต้องบอกเลยว่าเนื่องจากเป็นผลไม้ที่ไม่มีคนรู้จักมากนักและไม่นิยมปลูกในไทย ทำให้การเพาะปลูกต้องเริ่มจากการทดลอง คอยสังเกต และหาประสบการณ์เอง

คุณธีรวัฒน์ ใช้เวลาในการลองผิดลองถูกจากการปลูกเปปิโน เมล่อน มากว่า 4 ปี เพื่อศึกษาเรียนรู้และเข้าใจ ต้นเปปิโน เมล่อน อย่างแท้จริง จึงได้เริ่มมีการปลูกอย่างจริงจังเพื่อการค้า ปัจจุบัน สวนเปปิโน เมล่อน จักรวาล ปลูกมาได้ 3 ปีแล้ว คุณธีรวัฒน์ถือเป็นเกษตรกรหนุ่มยุคใหม่อีกท่านหนึ่ง ที่กลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรของครอบครัว และมุ่งเน้นตีตลาดออนไลน์ได้อย่างประสบความสำเร็จ

เคล็ดไม่ลับ เผยวิธีปลูกเปปิโน เมล่อน ฉบับสวนเปปิโน เมล่อน จักรวาล ต้องใช้ต้นกล้าที่ไม่เเก่ เริ่มต้นจากขั้นตอนแรก วิธีการขึ้นแปลง ความห่างระหว่างแปลง 1×1 เมตร จากนั้นขุดหลุมเพาะปลูก ความห่างระหว่างต้น 30×30 เมตร รองพื้นก้นหลุมก่อนปลูก ใช้ปุ๋ย สูตร 16-20-0 (ปริมาณ 1 กำมือ ต่อ 5 หลุม) กลบปุ๋ยก่อนนำต้นกล้าลงปลูก หลังจากปลูกรอต้นแข็งแรงและรากเดิน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21, 15-15-15 (ปริมาณ 1 กำมือ ต่อ 2-4 ต้น) เพื่อเร่งต้น ดอก และผล

การรดน้ำ ควรรดน้ำสม่ำเสมอ ทุกๆ 3-4 วัน หรืองดน้ำก่อนเก็บผลผลิตต่อครั้ง อย่างน้อย 3 วัน

เมื่อลงแปลงปลูกประมาณ 2 เดือนครึ่ง ก็จะออกผลผลิตแล้ว ในส่วนของการฉีดพ่น ทางสวนจะฉีดพ่นเพียงเพื่อป้องกันเเมลง เช่น เพลี้ยไฟ ไรเเดง หนอนเจาะผล เมื่อต้นเปปิโน เมล่อน ออกผลแล้วจำเป็นต้องรีบห่อผลเพื่อป้องกันเเมลงเจาะผล แต่หากปลูกระบบปิด ไม่จำเป็นต้องห่อผล

เปปิโน เมล่อน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน ด้วยสภาพอากาศที่อาจไม่เหมาะกับต้นเปปิโน เมล่อน อาจะให้ผลผลิตที่ได้น้อยกว่าปกติ ทางสวนจะทำการหยุดจำหน่ายในช่วงเวลานี้ และจะกลับมาดูแลให้ออกผลในช่วงปลายเดือนกันยายน

“หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องปลูก เปปิโน เมล่อน ด้วยความแปลกใหม่ของผลเปปิโน เมล่อน ทำให้สามารถตีตลาดได้ดี และมีตลาดรองรับที่หลากหลาย ทั้งตลาดทั่วไป ตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ และตลาดผลไม้แปลกที่หาทานยาก เปปิโน เมล่อน นอกจากจะมีประโยชน์ที่หลากหลายแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อย หวานน้อยๆ เนื้อนุ่ม ฉ่ำน้ำ กลิ่นหอม ทำให้ปัจจุบันมีราคา ถึง 100 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม (เป็นราคาที่สวนสามารถกำหนดเองได้) ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจ อีกชนิดหนึ่งที่มีราคาดี”

สำหรับท่านใดที่สนใจผลสุก เปปิโน เมล่อน, ต้นพันธุ์เปปิโน เมล่อน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธีรวัฒน์ ยั่งสันติวงศ์ หรือ คุณธี อายุ 28 ปี อาศัยอยู่ที่ 15/1 บ้านปางหินฝน หมู่ที่ 10 ตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 50270 โทรศัพท์ 080-134-2176 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก Pepino Melon-เปปิโน เมล่อน จักรวาล

เมืองไทย เป็นแผ่นดินทองของการเพาะปลูกพืช เพราะดินดี น้ำดี มีโอกาสรับลมฝนตลอดทั้งปี เริ่มจากพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ได้ฝนจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พอเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็ได้ฝนจากลมมรสุมในช่วงปลายฤดูหนาวต้นฤดูร้อน เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ได้น้ำฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ได้น้ำฝนจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จนถึงช่วงปลายปี ประมาณเดือนตุลาคม ก็ได้น้ำฝนในช่วงปลายฝนต้นหนาวอีกครั้ง

แม้เมืองไทยจะไม่เคยขาดฝน แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการจัดการพื้นที่เพื่อควบคุมน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ชลประทานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังมีจำนวนจำกัดไม่ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกพืชโดยพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงสูง แม้จะได้รับน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนจากอิทธิพลลมมรสุมมหาสมุทรอินเดีย แต่เมืองไทยก็ได้ปริมาณน้ำฝนไม่เต็มที่ เพราะน้ำฝนจะมาเรี่ยๆ ดิน แถมมีภูเขาขวางกั้นมาเป็นระยะๆ เช่น

ภูเขาผานาง เป็นกำแพงกั้นลมฝน ทำให้อำเภอกบินทร์บุรีได้รับน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนน้อยมาก ส่วนภาคอีสานมักเจอปัญหาฝนแล้ง เพราะมีภูเขาผานาง เทือกเขาสันกำแพงกับเทือกเขาพนมดงรัก เป็นกำแพงขวางกั้นลมฝน ที่ผ่านมา พื้นที่การเกษตรในพื้นที่ภาคอีสานจะมีโอกาสได้รับลมฝนจากทะเลจีนอย่างเต็มที่เฉพาะช่วงเดือนกันยายน แต่ระยะดังกล่าวเสี่ยงเจอฝนตกหนักจนกลายเป็นน้ำท่วม ทำให้ยากต่อการนำน้ำฝนมาใช้ในการเกษตร

ทุกวันนี้ ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ เป็นเทคโนโลยีการจัดน้ำเพื่อการเกษตร ที่เกษตรกรนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หากเปรียบเทียบการมีประสิทธิภาพแล้ว “เทคนิคการให้น้ำแบบจุลภาค คือ ระบบน้ำหยดและฉีดฝอยใต้ต้น กลับช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่า เพราะควบคุมจังหวะการให้น้ำได้ แถมให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าในด้านปริมาณและคุณภาพ แต่ต้องใช้เงินลงทุนครั้งแรกสูง และค่าบำรุงรักษาระบบก็สูงตามไปด้วย ในบางท้องที่อาจให้น้ำด้วยแบบต่างๆ ผสมได้หลายแบบ เพื่อให้การใช้น้ำนั้นมีประสิทธิภาพดีที่สุด

ชำแหละข้อดีของ “ระบบน้ำหยด-ฉีดฝอยใต้ต้น” อ้างอิงจากผลการศึกษาวิจัยของ รองศาสตราจารย์ มนตรี ค้ำชู ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทานด้านระบบการให้น้ำแบบต่างๆ พบว่า การให้น้ำระบบน้ำหยดและฉีดฝอยใต้ต้น มีข้อดีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

1. ช่วยเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี เพราะช่วยรักษาระดับความชื้นในดินอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะตลอดเวลา ทำให้พืชงอกงามและได้ผลผลิตดีที่สุด ผลการศึกษาพบว่า ระบบนี้ให้ผลผลิตสูงกว่าการให้น้ำแบบอื่นๆ ประมาณ 10-20% โดยเฉพาะในดินทราย ดินที่มีความเค็มหรือคุณภาพของน้ำไม่ดี การให้น้ำแบบหยดจะให้ผลผลิตมากกว่าถึงสองเท่า

ช่วยประหยัดน้ำได้มาก เพราะเป็นการให้น้ำแก่รากพืชโดยตรง แถมใช้แรงงานน้อย ทั้งนี้ การให้น้ำแบบจุลภาคจะติดตั้งเป็นการค่อนข้างถาวร พร้อมให้น้ำได้ทุกเมื่อ เพียงเปิดหรือปิดวาล์วเป็นแปลงๆเท่านั้น นอกจากนี้ ยังไม่เป็นอุปสรรคกีดขวางการดำเนินงานด้านอื่นภายในพื้นที่เพาะปลูก เช่น การตัดแต่งกิ่ง การพ่นยาปราบศัตรูพืช ตลอดจนการเก็บผลผลิต การทำงานเหล่านี้สามารถกระทำได้ในขณะให้น้ำ

วิธีนี้เป็นการให้น้ำครั้งละน้อยๆ kodiakcamera.com สามารถควบคุมเวลาการให้น้ำและปริมาณน้ำได้ใกล้เคียงกับความต้องการได้มากกว่าวิธีการให้น้ำแบบอื่นๆ สามารถให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ควบคุมวัชพืชได้ดี เนื่องจากการให้น้ำเป็นจุดเฉพาะบริเวณโคนต้น ทำให้พื้นที่เปียกน้ำเป็นเพียงส่วนน้อยของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่บริเวณอื่นจึงไม่มีน้ำ ทำให้การเจริญเติบโตของวัชพืชเป็นไปได้ยาก ทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตเต็มที่ เพราะได้รับปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงกัน

ระบบน้ำ หยดและฉีดฝอยใต้ต้น มีอุปกรณ์สำคัญประกอบด้วย หัวปล่อยน้ำ ท่อแขนง ท่อประธาน เครื่องกรอง เครื่องสูบน้ำ เครื่องควบคุมความดันของน้ำ อาจจะมีเครื่องผสมปุ๋ยด้วย หากใครสนใจอยากติดตั้งอุปกรณ์ให้น้ำพืชระบบนี้ รองศาสตราจารย์ มนตรี แนะนำว่า ควรเรียนรู้ และเข้าใจอุปกรณ์ต่างๆ ของระบบให้น้ำแก่พืชแบบจุลภาค ดังนี้

1) หัวปล่อยน้ำ หัวปล่อยน้ำเป็นสิ่งสำคัญมากของระบบจุลภาค เพราะทำหน้าที่ควบคุมการไหลของปริมาณน้ำจากท่อแขนงไปสู่ดิน หัวปล่อยน้ำ มีชื่อเรียกได้หลายอย่าง แล้วแต่ความนิยมของแต่ละประเทศหรือแต่ละบุคคล โดยทั่วไป หัวปล่อยน้ำ แบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ

หัวน้ำหยด ลักษณะน้ำจะไหลเป็นหยดๆ ต่อเนื่องกัน
หัวไมโครสเปรย์ ฉีดเป็นฝอยแต่หัวไม่มีส่วนหมุน
หัวไมโครสปริงเกลอร์ ฉีดเป็นฝอยซึ่งหัวมีส่วนหมุน
หัวฉีดน้ำเป็นจังหวะๆ เป็นหัวฉีดที่นำเอาหัวน้ำหยดรวมกับไมโครสเปรย์ หรือไมโครสปริงเกลอร์ น้ำจะออกน้อยเหมือนน้ำหยด แต่ฉีดได้กว้างไกลเหมือนสปริงเกลอร์
2) ท่อแขนง ท่อแขนงทั่วๆ ไปจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16-20 มม. ทำด้วยวัสดุได้หลายประเภท แต่ที่นิยมใช้กัน เป็นวัสดุโพลีอีทีลีน ความหนาแน่นต่ำ (LDPE) สีดำเข้ม ที่ผสมสารป้องกันแสงอาทิตย์ (black carbon) นิยมวางบนผิวดิน

3) ท่อแยกประธาน ท่อนี้จะมีท่อแขนงมาต่อแยกออกด้านหนึ่งหรือสองด้านก็ได้ ส่วนมากจะเป็นวัสดุจำพวก พีอี หรือ พีวีซี นิยมฝังใต้พื้นดิน

4) ท่อประธาน ท่อประธานเป็นท่อที่เชื่อมโยงท่อแยกประธาน ให้ต่อกับแหล่งน้ำท่อประธานจะทำจากวัสดุต่อไปนี้ พีอี และ พีวีซี ซึ่งจะใช้วัสดุแบบใดก็ตาม ไม่ควรเป็นวัสดุที่เป็นสนิม และลอกเป็นสะเก็ดได้ง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการอุดตัน

5) เครื่องกรอง เครื่องกรองเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการให้น้ำแบบจุลภาค ควรใช้น้ำที่สะอาดจริงๆ เพื่อป้องกันปัญหาการอุดตัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลามาก เครื่องกรองที่นิยมใช้ส่วนมากเป็นแบบพื้นผิวคือแบบตะแกรง กับแบบชั้นความลึก ได้แก่ พวกชั้นทราย กรวด และแบบแผ่นจานเซาะร่อง วางซ้อนกัน ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับลักษณะของตะกอนหรือสิ่งที่ต้องการจะกรองออกจากน้ำก่อนที่จะส่งเข้าสู่ระบบการให้น้ำ