ด้านนางจันทร์ทอน เสาร์แก้ว ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่

กล่าวว่า สหกรณ์ แห่งนี้มีการรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตร เริ่มแรกสมาชิกได้ทำการปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่รู้จักคำว่า “อินทรีย์” ส่วนหน้าที่หลักๆ ของสหกรณ์ก็จะมีการส่งเสริมสมาชิกในเรื่องของการผลิต การแปรรูป การตลาด การตรวจสารพิษตกค้าง การผลิตสินค้าตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ ที่สามารถส่งออกได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยทางสหกรณ์ฯ จะเข้าไปแนะนำสมาชิกให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ทางสหกรณ์ฯ ยังได้เซ็นสัญญากับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์มี 300 กว่าราย จะผ่านการอบรมเพิ่มความรู้ในการปลูกพืชด้วยเกษตรอินทรีย์ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงดิน การปลูกพืชผักแบบเกษตรอินทรีย์ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกร ตลอดจนการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แยมลูกหม่อน แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

“อยากจะบอกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกๆ จะมีต้นทุนการผลิตสูงหน่อย ส่วนปีต่อๆ ไปต้นทุนก็จะลดลง ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานภายในครัวเรือน เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว โดยจะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานเป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม สวนเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ ตลอดเวลา” ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด กล่าว

การตัดแต่งกิ่งมะม่วงนั้น เริ่มตั้งแต่งเมื่อมะม่วงยังเป็นต้นกล้าอยู่ โดยเฉพาะมะม่วงที่เพาะในถุงพลาสติก หรือเพาะลงในแปลงปลูก และเวลาที่ปลูกลงหลุมจำเป็นต้องตัดแต่งรากและใบเพื่อลดการคายน้ำลงด้วยประการหนึ่ง

ระบบการตั้งพุ่มต้นมะม่วงนั้น นิยมเปิดกลางของทรงพุ่มให้โปร่งโดยเฉพาะการปลูกในระบบปลูกชิด จำนวนต้นที่ปลูกหนาแน่น ถ้าทรงต้นหนาทึบอาจจะทำให้เป็นที่สะสมของโรคและแมลงศัตรูได้ โดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนส ฉะนั้นต้องตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ระบบกิ่งภายในทรงพุ่มโปร่ง เพื่อแก้ปัญหาโรคแมลงได้น้อยลง ระบบการเลี้ยงกิ่งข้างนี้จะทำให้การตั้งพุ่มของมะม่วงมีทรงพุ่มได้ดีคือ จากช่วงที่ 1 เลี้ยงกิ่งไว้ 1-2 กิ่ง พอช่วงที่ 2 เลี้ยงกิ่งที่แตกจากช่วงที่ 1 ไว้กิ่งละ 3 กิ่ง รวมกันเป็น 6 กิ่ง พอช่วงที่ 3 เลี้ยงไว้ 18 กิ่ง (1-2-6-18) การแตกกิ่งของมะม่วงแตกด้านข้างละ 3 ช่วง และรวมทั้งการเลี้ยงกิ่งจากลำต้นอีก 2 ช่วง รวมเป็น 5 ช่วง จะใช้เวลาเลี้ยงดูทั้งหมดประมาณ 7-8 เดือน การเลี้ยงระบบนี้กิ่งจะค่อยๆ โปร่งขึ้นและโคนกิ่งแข็งแรง กิ่งจะไม่หักหรือห้อยลงมาขณะที่มะม่วงติดผล

จุดประสงค์ของการตัดแต่งกิ่งมะม่วงระบบปลูกชิด

1.เพื่อเอาโครงสร้างให้ทรงพุ่มและลำต้นเตี้ย จะเริ่มตัดเมื่อยอดพันธุ์ดีเจริญได้สูงจากพื้นดิน 2 ฟุต หรือ 2 ชั้นใบ และเมื่อกิ่งที่แตกออกมาใหม่ซึ่งแตกจากตาข้างนั้น เราก็เริ่มตัดกิ่งหรือปลิดกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อให้ได้โครงสร้างตามที่เราต้องการให้เหลือไว้ 2 กิ่ง หรืออาจจะไว้ 3 กิ่งก็ได้(ในขั้นแรก)

2.เพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติงาน มะม่วงระบบปลูกชิดนั้น เมื่อเราตัดแต่งกิ่งแล้วจะได้ลักษณะรูปทรงพุ่มต้นเตี้ยสะดวกในการปฏิบัติงาน เช่น ฉีดสารเคมี การเก็บเกี่ยวผล การใส่ปุ๋ยซึ่งการปลูกมะม่วงระบบชิดต้นเตี้ย การเก็บเกี่ยวมะม่วงก็จะไม่เกิดความเสียหายหรือเกิดขึ้นน้อย

3.เพื่อให้ปริมาณกิ่งและผลสมดุลกับลำต้นและธาตุอาหาร คือตัดแต่งเพื่อให้มะม่วงมีจำนวนกิ่งที่ออกดอก และถือผลในปริมาณที่พอดีกับสัดส่วนของลำต้นและปริมาณธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้ได้ผลมะม่วงที่สมบูรณ์เป็นที่ต้องการของตลาด ถ้าหากไม่ได้ตัดแต่งกิ่งมะม่วงจะติดผลมาก กิ่งใบมาก จะทำให้ผลเล็กและอาจทำให้มะม่วงทรุดโทรมได้

4.เพื่อป้องกันโรคและแมลง การปลูกมะม่วงระบบชิด ถ้าไม่ทำการตัดแต่งกิ่งจะทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและแมลงได้ เพราะจำนวนต้นมะม่วงที่ปลูกต่อไร่นั้นมีความหนาแน่น และถ้าไม่ตัดจะทำให้ทรงพุ่มทึบ แสงแดดส่องเข้าไปไม่ถึงบริเวณโคนกิ่งจะทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้หรือเป็นที่หลบซ่อนหรือว่างไข่ของพวกแมลงศัตรูได้

การปลูกมะม่วงในระบบปลูกชิดนั้น ต้องการตัดทรงพุ่มเตี้ย แคระเป็นหลัก รูปแบบที่นิยมใช้และเหมาะสมกับการปลูกมะม่วงระบบปลูกชิดนั้น คือแบบทรงแจกันซึ่งทำได้โดยตัดยอดหรือวิธีดียวกันกับตั้งพุ่มต้น ซึ่งได้กล่าวมาแล้วคือ การตัดยอดหรือลำกระโดงให้สูงจากพื้นดินประมาณ 2 ฟุต หรือ 2 ชั้นไป และเมื่อมียอดใหม่แตกออกมาตามด้านข้างของลำต้น เลือกกิ่งบริเวณบนสุดไว้ประมาณ 2-3 กิ่ง และเลือกกิ่งที่มีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด และมีระยะห่างพอดีทำให้เกิดทรงพุ่มคล้ายแจกัน มีช่องว่างตรงกลางพุ่ม ถ้าหากตัดกิ่งกระโดงในขั้นแรกให้อยู่ในระดับที่เตี้ย ก็จะทำให้ทรงพุ่มต้นมะม่วงเตี้ย และถ้าตัดกิ่งที่แตกออกมาชุดแรกอีกแต่ละกิ่งจะแตกยอดอ่อนออกมาหลายยอด ในแต่ละกิ่งเลือกเอาไว้ 2 ยอด หรือ 3 ยอด การตัดยอดนั้นไม่ควรทำเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ทรงพุ่มมะม่วงทึบเกินไป ซึ่งการตัดแต่งกิ่งมะม่วงแบบแจกันนี้ จะทำให้มะม่วงมีการกระจายผลดีมากผลมะม่วงจะมีคุณภาพดี ทรงพุ่มโปร่ง แต่อาจทำให้กิ่งฉีกหักได้ง่าย

การตัดแต่งกิ่งมะม่วงระบบชิดในต้นที่ให้ผลแล้ว การตัดแต่งมะม่วงระยะนี้แบ่งทำ 2 ครั้ง คือ

การตัดแต่งครั้งแรก ควรทำการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วทุกปี ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ฝนเริ่มตกแต่มะม่วงยังไม่แตกยอดอ่อนเลือกกิ่งเริ่มจากโคนกิ่งใดกิ่งหนึ่งจนถึงปลายกิ่ง กิ่งที่ควรตัดทิ้งนั้น คือ กิ่งกระโดง หรือกิ่งน้ำค้าง กิ่งแห้ง กิ่งที่มีกาฝาก กิ่งที่ทับซับซ้อนกันหลายๆ กิ่ง กิ่งที่ทำมุมแคบเกินไป และกิ่งที่ไม่สามารถยื่นออกไปรับแสงแดดได้เป็นต้องตัดออกเพื่อให้ได้ทรงพุ่มโปร่งและรูปทรงที่เราต้องการ และหลังจากตัดกิ่งแล้วควรใช้สารเคมีฉีดเพื่อจำกัดโรคและแมลง

การตัดแต่งกิ่งครั้งที่ 2 เริ่มตัดเมื่อฝนหมดแล้วเพื่อเป็นการให้มะม่วงออกดอก โดยการตัดกิ่งที่เกิดจากการตัดในครั้งแรก เพื่อลดจำนวนกิ่งให้น้อยลงจะได้ไม่แย่งอาหารและน้ำจากลำต้น จะทำให้กิ่งที่เหลือนั้นสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะออกดอกที่ติดผลต่อไป

วิธีการตัดแต่งกิ่งในระยะชิด

1.จะเป็นการสร้างโครงสร้างให้กับต้นมะม่วงที่ปลูก ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงยอดหรือลำต้นที่เกิดจากการติดตา ต่อกิ่ง จนมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร หรือประมาณ 2 ฟุตขึ้นไป (ถ้ามะม่วงเป็นกิ่งทาบ ปกติจะมีความสูงพร้อมที่จะตัดแต่งได้เลย)

2.ใช้เล็บสะกิดยอดออก หรือใช้ปลายมีดปาดเป็นรูปสามเหลี่ยมตัดตายอดออกเพื่อให้ตาข้างที่อยู่ ใกล้ในระดับเดียวกันแตกออกเป็นกิ่งข้าง ปล่อยให้ตาข้างแตกเป็นอิสระ เมื่อกิ่งแตกออกมามีความยาว 3-4 นิ้ว เลือกกิ่งที่แข็งแรง มีขนาดใกล้เคียงกันไว้ 2-3 กิ่ง และควรมีทิศทางที่เป็นมุมพอดีได้ระยะกัน ไม่แคบหรือกว้างเกินไป (กิ่งที่ทำมุมแคบเกินไปคือกิ่งที่ทำมุมกับลำต้นน้อยกว่า 45 องศา แต่ต้องไม่กว้างเกิน 60 องศา)

3.เป็นยอดที่เลี้ยงไว้ 2-3 กิ่ง เป็นใบแก่ให้ทำลายยอดของกิ่งใหม่ อีกครั้งเพื่อให้แตกกิ่งแขนงพร้อมกัน และเลือกไว้ยอดละ 2 กิ่ง เลือกกิ่งที่สมบูรณ์สม่ำเสมอกัน พร้อมทั้งอยู่ตำแหน่งตรงข้าม มีง่ามกิ่งกว้าง มุมที่ง่ามกิ่งประมาณ 60 องศา ถึงขั้นนี้ยอดทั้งหมดจะได้ 6-9 ยอด

4.เมื่อยอดชั้นที่ 2 เลี้ยงไว้ 6 หรือ 9 กิ่ง ใบแก่อีกครั้งก็จะทำลายยอดเช่นกัน ขั้นตอนที่ 2 และ 3 และเลี้ยงไว้ยอดละ 3 กิ่ง มุมที่ง่ามกิ่งประมาณ 45 องศา ก็จะได้ยอกดรั้งสุดท้าย เท่ากับ 18 หรือ 21 กิ่ง

ถ้าเขียนเป็นสูตรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงขั้นสุดท้าย คือ

1-2-6-18 หรือ 1-3-9-21

หรืออาจจะตัดแต่งสูตร 1-3-6-18 ก็ได้

สูตร 1-2-6-18

สูตร 1-3-9-21

สูตร 1-3-6-1

การตัดแต่งกิ่งมะม่วงที่ให้ผลในระยะชิด

การปลูกมะม่วงในระบบระยะชิดเมื่อปลูกไปได้ 3 ปี ถึงปีที่ 4 เป็นช่วงที่จะเริ่มให้ต้นมะม่วงออกดอกและผลอย่างเต็มที่ และเมื่อเก็บผลผลิตเก็บเกี่ยวไปแล้วจะต้องทำการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มของต้นมะม่วงให้มีขนาดที่เท่าเดิม มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาทรงพุ่มใหญ่เกินไปมีผลต่อการออกดอกติดผลในครั้งต่อไป และไม่สะดวกในการปฏิบัติงานภายในสวน

ตัดแต่งกิ่งมะม่วงในระบบชิดที่ให้ผลแล้วควรทำดังนี้ คือ

มะม่วงที่ปลูกในระยะชิด เมื่ออายุประมาณ 3-6 ปี ทรงพุ่มก็เริ่มจะชนกัน การตัดแต่งกิ่งจะต้องตัดให้เหลือสั้น โดนตัดจากปลายกิ่งลึกเข้ามา 3 ช่วงใน ทุกกิ่ง ทุกต้น ซึ่งตัดแล้วทรงพุ่มของต้นมะม่วงจะเหลือประมาณ 2 ช่วงใบ (ช่วงการเจริญ) และการตัดในครั้งต่อๆ ไป ก็จะทำในลักษณะเดียวกันนี้ แต่จะเหลือโคนกิ่งของช่วงใบที่ 3 ติดอยู่ที่ปลายกิ่ง ช่วงใบที่ 2 กิ่งยาวประมาณ 10 เซนติเมตร โดยเลือกเอากิ่งที่แตกเข้าพุ่มไว้ เพื่อป้องกันมิให้ทรงพุ่มขนาดเกิน 1 เมตร จะทำให้มีพื้นที่ว่างระหว่างต้นได้กว้างขึ้น สะดวกต่อการปฏิบัติงานต่างๆ ภายในสวน

การแตกของกิ่งจะอาศัยตาที่โคนกิ่ง เมื่อกิ่งที่แตกออกมาโตพอสมควร ควรจะทำการปลิดกิ่งที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้แต่กิ่งที่เจริญเหมาะสม

การตัดแต่งกิ่งในลักษณะนี้ ควรจะต้องมีการวางแผนและเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ซึ่งจะทำให้ยอดที่แตกออกมาแก่และสมบูรณ์พอที่จะออกดอกได้ในปีนั้นเลย ถ้าไม่มีการเตรียมการไว้ก่อนตัดแต่งช้าเกินไป จะส่งผลต่อผลผลิตที่จะได้ในปีนั้นอาจจะลดลงไปได้มาก และควรจะตัดแต่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งยอดก็จะแก่ในเดือนพฤศจิกายน ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน นับตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งที่มีอายุขนาดนี้จะสามารถออกดอกติดผลได้ดี

ในยุคที่ประเทศต้องการก้าวเข้าสู่ “Thailand 4.0” ภาคการเกษตรไทยเองก็ต้องตื่นตัวรับกระแสที่จะสร้างโอกาสการพัฒนาให้สอดคล้องกับเกษตรระดับโลกตามยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้วางไว้ ถือเป็นการพลิกแนวคิดเกษตรโดยเน้นการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม ประเด็นหนึ่งที่ภาคการเกษตรต้องเร่งหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น คือ การกำจัดทำลายบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรใช้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องในการทำลายบรรจุภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งสารปนเปื้อนที่เหลือตกค้างอยู่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเกษตรกรและสัตว์เลี้ยงได้

ชาวไร่กว่า 40,000 คน ทำไร่ยาสูบรวมกันกว่า 132,000 ไร่ มีผลผลิตใบยาสูบ 40,900 ล้านกิโลกรัม โดยประมาณ 18,200 ล้านกิโลกรัม หรือ 44% ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ การใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อควบคุมแมลงและโรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดกับผลผลิตบางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จึงได้ร่วมกับบริษัทรับซื้อและส่งออกใบยาสูบ บริษัท Alliance One Thailand บริษัท อดัมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ADAMS) และ บริษัท ไซแอม โทแบคโค เอกซ์ปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด (STEC) ริเริ่ม โครงการกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรในไร่ยาสูบ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เพื่อเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วและส่งไปเผาทำลายอย่างถูกวิธี

นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวว่า “โครงการกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรฯ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมหลักปฏิบัติด้านการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices – GAP) ที่เราต้องการพัฒนาคุณภาพผลผลิตใบยาสูบให้ได้มาตรฐานการส่งออก ในขณะเดียวกันก็ดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานในไร่และสิ่งแวดล้อมในชุมชน ก่อนหน้าจะมีโครงการนี้ กว่า 80% ของบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรที่ใช้แล้วถูกกำจัดทำลายแบบไม่ถูกต้อง โครงการฯ ได้วางขั้นตอนการกำจัดบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี โดยบริษัทรับซื้อและส่งออกใบยาสูบเป็นผู้รับจัดเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรทั้งหมดที่ใช้ในไร่ยาสูบและพืชอื่นๆ เพื่อนำไปส่งบริษัทรับเผากำจัดขยะอันตรายให้ทำลายอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งฝึกอบรบและให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง”

จนถึงปัจจุบัน มีการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรที่ใช้แล้วกว่า 947,000 ชิ้น หรือมากกว่า 10 ตัน กลับคืนจากชาวไร่ โดยบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ถูกรวบรวมนำไปกำจัดด้วยวิธีการที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและถูกสุขลักษณะ และมีชาวไร่ยาสูบกว่า 13,400 ราย หรือร้อยละ 80 ของชาวไร่ยาสูบทั้งหมดเข้าร่วมโครงการ

นายเกษม เพ็งผลา ชาวไร่ยาสูบจาก ต.ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า “เมื่อก่อนชาวไร่เรานิยมเอาขวดพลาสติกและแก้วให้กับร้านขายของเก่า หรือไม่ก็เผาหรือฝังลงดิน แต่พอเข้าร่วมโครงการฯ บริษัทรับซื้อใบยาสูบก็มาให้ความรู้เรื่องการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง และแนะนำให้เก็บภาชนะบรรจุสารเคมีไว้ในตู้เก็บสารเคมี รอให้เจ้าหน้าที่จากทางบริษัทฯมารับ และนำไปส่งเพื่อกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป”

“นับเป็นครั้งแรกในภาคการเกษตรของประเทศที่มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราอยากเห็นชาวไร่และแรงงานยาสูบมีความปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม และเราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานที่ดีให้กับประเทศไทย เพื่อช่วยตอบโจทย์เกษตร 4.0 และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย” นายพงศธร กล่าวสรุป

การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเน้นให้คนภายในชุมชนเกิดการพัฒนาอาชีพขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่เป็นทุนเดิม เป็นภูมิปัญญาที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่การสร้างอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ถือเป็นยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เพื่อวิถีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบบูรณาการไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นั่นคือ “สร้างรายได้” ที่ต้องทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยการสร้างอาชีพจากวิถีท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของ “สัมมาชีพชุมชน” ซึ่งกำหนดแผนการสร้างสัมมาชีพชุมชนบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

โดยการดำเนินงานของกรมการพัฒนาชุมชน ได้นำไปสู่แผนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่เน้นการยกระดับความเป็นอยู่ให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการเสริมสร้างสัมมาชีพชุมชนอันเป็นการสนองต่อหลักการสัมมาชีพชุมชน ที่มุ่งเน้นไปที่ความสุจริตในการประกอบอาชีพ การไม่เบียดเบียนทั้งต่อตนเองและสังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยกระบวนการที่ซึ่งให้ชาวบ้านที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน สอนชาวบ้านในสิ่งที่ถนัดและที่สนใจในการฝึกอาชีพใหม่ๆ จากการต่อยอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด เป็นผู้ประสานงาน และมีทีมสนับสนุนการขับเคลื่อนสัมมาชีพระดับอำเภอ ซึ่งสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ เป็นพี่เลี้ยง ทำให้หมู่บ้านที่ได้รับการสนับสนุนมีอาชีพ มีผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถก้าวไปสู่สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อก่อให้เกิดรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งต่อไป โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ตั้งเป้าหมายการสร้างอาชีพครัวเรือน จำนวน 23,589 หมู่บ้าน 471,780 ครัวเรือน

‘บ้านหลักเขต’ หมู่ 18 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ปี 2555 ที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนฐานรากอาชีพให้เข้มแข็งจากกรมการพัฒนาชุมชน โดยนายสุธีร์ วงค์อุ่นใจ ปราชญ์ชาวบ้าน วัย 58 ปี เล่าถึงความแตกต่างของชุมชนที่มีการนำแนววิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาปรับใช้ว่า คือการสร้างให้ พึ่งพาตนเองได้ หนี้สินลดลงและมีรายได้เพิ่ม เมื่อมีการนำแนวคิดวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา ทำให้ทุกครัวเรือนมีความมั่นคงเกิดการรวมตัวด้านอาชีพโดยไม่ต้องรับจ้าง ชาวบ้านที่ไปทำงานต่างถิ่นก็กลับมามีอาชีพที่บ้านเกิดของตนเอง ในฐานะปราชญ์ชาวบ้านที่ได้เข้าร่วมโครงการอบรมส่งเสริมการสร้างสัมมาชีพ จึงนำความรู้จากการอบรมที่ได้เข้าไปถ่ายทอดสอนชาวบ้าน สร้างอาชีพจากครัวเรือน

‘หมู่บ้านหลักเขต’ เริ่มเรียนรู้การสร้างสัมมาชีพชุมชน โดยการมองวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนซึ่ง 230 ครัวเรือน ในหมู่ 18 มีจำนวนการปลูกกล้วยกันแทบทุกครัวเรือนเป็นทุนเดิม จึงได้หาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มของกล้วยที่มีอยู่ทุกครัวเรือน มาทำให้มีรายได้เพิ่ม โดยได้นำภูมิความรู้จากคนในหมู่บ้านมาช่วยถ่ายทอดการทำกล้วยแปรรูป ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นานขึ้น ราคาจากการขายกล้วยหวีตามน้ำหนักชั่งที่จากเดิมมีราคาต่อหวีจำนวนไม่มาก จากหนึ่งหวีสามารถแปรรูปได้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัวได้

จากการพลิกผืนป่ากล้วยในหมู่บ้านหลักเขตสู่การรวมตัวกันจัดตั้งหมู่บ้านสัมมาชีพขึ้น โดยการตั้งกลุ่มขึ้นกันเอง 11 กลุ่ม เพื่อให้มีการดูแลกันอย่างทั่วถึง ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะมีหัวหน้ากลุ่มดูแลรับผิดชอบ มีการจัดประชุมกันในหมู่บ้านทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน เพื่อมาปรึกษาหารือกันในสัมมาชีพชุมชน

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2555 กรมการพัฒนาชุมชน โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา ได้เล็งเห็นถึงความพร้อมของทรัพยากรในหมู่บ้านหลักเขต จึงมีการสนับสนุนงบประมาณสนับสนุนจนกระทั่งกลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบประจำปี 2555 ทำให้ชาวบ้านหันกลับมาสร้างรายได้จากสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวและมีการแลกเปลี่ยนภูมิความรู้สู่กัน และเมื่อกรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างรายได้ โดยเริ่มจากการคัดเลือกปราชญ์ให้เข้ารับการอบรมโครงการพัฒนาผู้นำสัมมาชีพ และคัดเลือกทีมที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนให้แก่หมู่บ้าน จนกระทั่งมีการคัดเลือกครัวเรือนสัมมาชีพชุมชน หมู่บ้านละ 20 ครัวเรือน จัดให้ใน 4 หมู่บ้าน มีทีมดูแลสัมมาชีพชุมชนต่อ 1 คน ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะสร้างรายได้แบบก้าวหน้า คือการแปรรูปวัตถุดิบในครัวเรือนออกขายเพิ่มรายได้

‘กัลยา สายประสาท’ ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการแปรรูปกล้วยออกสู่คนในชุมชน เล่าว่า เมื่อชาวบ้านเริ่มหันมาสร้างรายได้จากภูมิปัญญาในครัวเรือน ผลผลิตกล้วยซึ่งปลูกกันทุกครัวเรือนได้ถูกนำมารวมกลุ่มกันแปรรูป โดยปราชญ์ชาวบ้านจึงได้ชักชวนแกนนำวิทยากร 4 คน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย และชาวบ้าน มาช่วยกันก่อตั้งกลุ่มชาวบ้านหลักเขตขึ้นเพื่อพัฒนาอาชีพในพื้นที่ ซึ่งปราชญ์และวิทยากรชุมชน จะต้องมีการเข้าอบรมความรู้จาก พช. แล้วเราก็ได้นำความรู้ที่อบรมแปรรูปกล้วยมาปรับใช้กับความรู้เดิมถ่ายทอดสู่คนในชุมชน

กัลยา ยังเล่าต่อไปอีกว่า ชาวบ้านที่มีความสนใจงานแปรรูปก็จะมารวมตัวกันที่ลานหมู่บ้าน เราก็จะสอนตั้งแต่การปอก การหั่น การผสมรสชาติ เค็ม หวาน การทำให้กล้วยฉาบได้มาตรฐานการผลิต ตลอดจนถึงการบรรจุผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนการผลิตซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณกล้วย ประมาณจำนวน 50-100 ถุง เฉลี่ยราคาอยู่ที่ประมาณถุงละ 20 บาท เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วก็จะนำขึ้นทะเบียนโอทอป ซึ่งการรวมกลุ่มแปรรูปในชุมชน ช่วยลดปัญหาหนี้สิน และยังช่วยเพิ่มเทคนิคการทำสัมมาชีพให้คนในชุมชน จากการแปรรูปกล้วยฉาบไปสู่การแปรรูปฟักทอง มันฉาบ และผลผลิตอื่นๆ ในแต่ละครัวเรือนด้วย

‘วรรณวิภา ธุวะชาวสวน’ เกษตรผู้ส่งเสริมการปลูกกล้วย เล่าว่า ตนเองคือหนึ่งในผู้ทำงานรับจ้างในเมืองที่เป็นหนี้สะสม หารายได้ไม่พอกับรายจ่าย จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด และได้ไปเห็นการสร้างอาชีพของคนในชุมชน จึงเกิดการเรียนรู้มุมมองใหม่ขึ้น โดยมีปราชญ์ชาวบ้านให้คำแนะนำ ทำให้เข้าใจวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการพึ่งพาตนเอง จนกระทั่งได้เกิดความคิดในการเลี้ยงชีพจากวิถีชีวิตบ้านเกิด ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน

วรรณวิภา เริ่มต้นจากการพออยู่พอกิน ปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานภายในบ้าน เมื่อผลผลิตออกผลจำนวนมากจนเหลือจึงนำออกขายสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน ต่อมาจึงพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบบ้านให้เป็น ศูนย์เรียนรู้การปลูกกล้วยแบบผสมผสาน จำนวน 2 ไร่ ที่มีการปลูกพืชรายวันและรายเดือน เพื่อให้มีรายได้ตลอดทั้งเดือน รายได้หลักต่อเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท และรายได้ต่อเนื่องเป็นรายวันตามผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้

รายได้หลักเน้นที่การผลิตกล้วย ในหมู่บ้านมีการแปรรูปกล้วยกันเอง รวมทั้งรับซื้อกล้วยของคนในพื้นที่ โดยให้ราคาจริงในท้องตลาด เฉลี่ยหวีละประมาณ 20-35 บาท นอกจากนี้กล้วยเป็นพืชที่สามารถขายได้ทั้งหน่อ หัวปลี ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 15 บาท รวมทั้งพืชผักในสวน จะส่งขายตามตลาดนัด หรือมีบางช่วงจะมีพ่อค้าเข้ามาติดต่อขอซื้อทั้งสวนของตนเองและคนในหมู่บ้านเพื่อส่งขายตลาดไท

กล่าวได้ว่า วันนี้ หมู่บ้านหลักเขตคือต้นแบบวิถีชีวิตบนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง การเรียนรู้สัมมาชีพในท้องถิ่นสร้างรายได้แบบพึ่งพาตนเอง การแปลงต้นทุนวัตถุดิบในครัวเรือน เลี้ยงชีพครัวเรือน เลี้ยงชีพชุมชน เป็นการสร้างความเข้มแข็งในระบบต้นน้ำอย่างบูรณาการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความสำนึกรักบ้านเกิดจากภูมิปัญญา สัมมาชีพชุมชนอย่างแท้จริง สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน

ครอบครัวของ คุณมะโนทยาน พรมกอง อพยพจากอำเภอเดชอุดม มาตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านเลขที่ 165 หมู่ที่ 7 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

สมัยก่อน ถึงแม้น้ำยืนจะเข้าออกลำบาก แต่ก็ดินดำน้ำดีกว่าที่เดชอุดม…ดีไม่ดีอย่างไรให้สังเกตดูที่ชื่อหมู่บ้านคือเกษตรสมบูรณ์ เมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ครอบครัวของคุณมะโนทยานปลูกข้าวไว้กิน ขณะเดียวกัน ก็ปลูกพืชไร่ จำพวกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง

มีอยู่ช่วงหนึ่ง มะเขือพวงมีราคา จึงปลูกกันพอสมควร ทำให้ผลผลิตมีมาก หากนำไปขายในตัวเมืองอุบลฯ หรือที่ตลาดอำเภอวารินชำราบ ขายได้ราคาไม่ดี จึงต้องนำไปขายไกลถึงจังหวัดจันทบุรี คุณมะโนทยาน นำมะเขือพวงบรรทุกรถไปขายถึงเมืองจันท์ ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร

เมืองจันท์ในช่วงที่คุณมะโนทยานไปเห็นนั้นเป็นหน้าผลไม้ ตามข้างทางมีสวนเงาะสุกแดง ข้างทางบางแห่งมีทุเรียนวางขายอยู่เต็มไปหมด คณะที่ไปได้ซื้อชิมแล้วอร่อย

ขณะที่นั่งรถกลับบ้าน คุณมะโนทยานเริ่มคิดว่า น่าจะปลูกทุเรียน เพราะสภาพพื้นดินของอำเภอน้ำยืน สีเดียวกับเมืองจันท์ เพราะเป็นตะเข็บชายแดนติดต่อกับกัมพูชา ฝนฟ้าก็ตกดี แหล่งน้ำก็หาได้

ไปขายมะเขือพวงเที่ยวใหม่ ขากลับคุณมะโนทยานซื้อพันธุ์ทุเรียนหมอนทองมาปลูกที่บ้านจำนวน 150 ต้น

ครอบครัวนี้จำได้ชัดเจนว่า ตรงกับปี 2535 ปลูกไปได้ 5-6 ปี ทุเรียนเริ่มมีผลผลิต ถึงแม้ไม่มากนัก เจ้าของนำไปขายได้กิโลกรัมละ 20-30 บาท ทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นและดีใจมาก เพราะข้าวโพดและมันสำปะหลัง ก่อนหน้านี้กิโลกรัมหนึ่งขายได้ไม่ถึง 5 บาท

ถือว่า งานปลูกทุเรียนเริ่มตั้งแต่ปี 2535 จากนั้นมาน้องชายของคุณมะโนทยาน คือ คุณเรืองศักดิ์ เห็นตัวอย่างจึงปลูกบ้าง ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน ลูกชายสืบทอดเจตนารมณ์

วันที่ไปขอข้อมูลเพื่อนำมาเผยแพร่ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน คุณมะโนทยานติดภารกิจ การให้ข้อมูลจึงตกแก่ คุณธนะศักดิ์ พรมกอง ลูกชายของคุณมะโนทยาน ซึ่งถือว่าเป็นทายาทผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อได้อย่างดีเยี่ยม

คุณธนะศักดิ์ บอกว่า หลังจากที่คุณพ่อ นำต้นทุเรียนมาปลูกใหม่ๆ คนทั่วไปยังไม่เชื่อว่าจะมีผลผลิตให้เก็บกินเก็บขาย เนื่องจากมีความเข้าใจว่า ทุเรียนต้องที่ภาคตะวันออกและภาคใต้เท่านั้น ที่ศรีสะเกษก็ยังไม่มีข่าวว่าปลูกได้ เมื่อมีผลผลิต จึงเป็นอันสรุปได้ว่า ทุเรียนปลูกได้แน่แล้ว ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

รวมระยะที่ทุเรียนลงหลักปักฐาน ที่สวนของคุณมะโนทยานเป็นเวลากว่า 25 ปี

แล้วทำไมไม่ขยายพื้นที่ออกมากๆ

ถึงแม้ทุเรียนปลูกได้ที่ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน แต่ราคาทุเรียนเมื่อปี 2540 ไม่สูงอย่างปัจจุบัน คือกิโลกรัมละ 80-100 บาท การขยายจึงมีไม่มาก

ความรู้ความชำนาญ เมื่อเปรียบเทียบกับท้องถิ่นเดิม ชาวสวนที่น้ำยืนยังมือใหม่ การขยายจึงมีไม่มาก พืชเศรษฐกิจบางชนิดก็ท้าทายเจ้าของให้ทดลองปลูก อย่างปาล์มน้ำมัน ที่ผ่านมาคุณธนะศักดิ์บอกว่า คุณพ่อได้ปลูกปาล์มน้ำมันแซมในสวนทุเรียน เวลาผ่านไปจึงทะยอยตัดออก ซึ่งเป็นเรื่องหนักหนาพอสมควร เพราะกำจัดยากมาก

ยางพาราก็เป็นพืชหนึ่งที่เพื่อนบ้านไม่อยากปลูกทุเรียน เนื่องจากทุเรียนดูแลมากกว่ายางพาราหลายเท่า เทคโนโลยีการผลิตลงตัว

คุณธนะศักดิ์ บอกว่า ที่ผ่านมา ทางครอบครัวไม่ได้ปลูกทุเรียนอย่างเดียว แต่มีกล้วยไข่ และที่ลงทุนลงแรงไปพอสมควรคือปาล์มน้ำมัน

ล่าสุด ครอบครัวนี้โละปาล์มน้ำมันเกือบหมดแล้ว มีทุเรียนอยู่จำนวน 400 ต้น มังคุด 50 ต้น

ทุเรียนที่ให้ผลผลิตเต็มที่ปัจจุบันมีอยู่ 100 ต้น

ต้นที่เก่าแก่สุดอายุ 25 ปี คือปลูกในปี 2535

เรื่องของผลผลิต บางปีมาก บางปีน้อย อย่างเช่นปี 2559 เกิดภาวะแห้งแล้ง แหล่งทุเรียนที่จันทบุรีผลผลิตลด ที่น้ำยืนผลผลิตก็ลดเช่นกัน “ผลผลิตเคยได้มากหน่อย 9 ตัน แต่ปี 2559 ได้ผลผลิต 3 ตัน ขายกิโลกรัมละ 80 บาท ได้เงินกว่า 2 แสนบาท ปี 2560 ต้นทุเรียนรุ่นแรกๆ ได้รับการดูแลอย่างดี ต้นใหม่ก็ทะยอยให้ผลผลิต ผลผลิตคงได้มากกว่า 20 ตัน ราคาอาจจะสู้ปีก่อนๆ ไม่ได้ เรื่องความรู้เกี่ยวกับทุเรียน คิดว่าอยู่ตัวแล้ว ปลูกมานาน สำหรับมังคุดก็เป็นอีกพืชหนึ่ง ที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตอย่างดี พื้นที่ทั้งหมดมี 20 ไร่ อาจจะขยายออกบ้าง ปลูกทุเรียน มังคุด ไม่ทำอย่างอื่นอีกแล้ว” คุณธนะศักดิ์ บอก

ดูแลได้อย่างมืออาชีพ

ความรู้เรื่องการปลูกและดูแลทุเรียน คุณมะโนทยานได้ศึกษาจากตำรา เจ้าหน้าที่เกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำยืน และจากประสบการณ์ จากนั้นลูกชายคือคุณธนะศักดิ์ สืบทอดต่อ ถือว่าปัจจุบันผลผลิตของที่นี่สวยงามได้คุณภาพ

“ของเราเคร่งครัดมากเรื่องการตัดทุเรียน จึงไม่มีปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน คือนับจากหลังดอกบาน ของเราทุเรียนหมอนทอง หลังดอกบาน 120 วัน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิต” คุณธนะศักดิ์ บอก

จากนั้นทำอะไรต่อ เจ้าของบอกว่า BALLSTEP2 ที่นี่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จช่วงเดือนมิถุนายน จากนั้นจะตัดแต่งกิ่ง พร้อมกับใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 2 กิโลกรัม ต่อต้น สำหรับต้นที่ขนาดใหญ่ ต้นเล็กเพิ่งให้ผลผลิตก็ลดจำนวนลง เจ้าของจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอให้ถึงเดือนสิงหาคม (ใส่เดือนละครั้ง)

ปุ๋ยคอกใส่ขี้วัวแห้งให้ 1-2 กระสอบปุ๋ย ต่อต้น

หลังใส่ปุ๋ยมักมีฝนตก จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำแต่อย่างใด

ระหว่างนี้ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนออกมา ต้องหมั่นสำรวจว่า ถูกหนอนทำลายหรือเพลี้ยไปเล่นงานหรือไม่ หากมีควรป้องกันกำจัด หากใบไม่ดีมีผลต่อการออกดอกติดผลด้วย

เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน เจ้าของใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ให้เดือนละครั้ง (ครั้งละ 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น แล้วแต่อายุ) เพื่อเตรียมต้นสำหรับการออกดอก

ช่วงหนาวศัตรูอย่างหนึ่งที่ควรระวังคือไรแดง จะทำลายใบแก่ หากใบแก่มีน้อย มีผลต่อผลผลิตบนต้นเช่นกัน คือมีใบปรุงอาหารน้อย ทำให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ พลอยจะทำให้แตกใบอ่อนและผลขนาดเล็กอาจร่วงหล่นได้

ปลายฝนชนหนาว เจ้าของงดให้น้ำ จนกระทั่งเดือนธันวาคม ทุเรียนจะผลิดอกออกมา เป็นระยะไข่ปลา เจ้าของจึงให้น้ำเบาๆ 2-3 วันครั้ง นานครั้งละ 30 นาที ต่อมาเมื่อดอกพัฒนา จึงเพิ่มเวลาให้น้ำนานขึ้น

สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรประสบปัญหา คือทุเรียนแตกใบอ่อน ทำให้ผลขนาดเล็กร่วง คุณธนะศักดิ์บอกว่า ที่สวนไม่มีปัญหา ซึ่งแก้ไขโดยการให้น้ำสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ปุ๋ยจนต้นทุเรียนชิน