ด้านนายสุทธิพร กาฬสุวรรณ เจ้าของโรงสีพัฒนโสภณเจริญพาณิชย์

และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มชาวนาภาคใต้ เปิดเผยว่า ภาวะราคาข้าวในปี 2561 จะขึ้นอยู่กับผู้ส่งออกข้าวของไทย แต่ขณะนี้ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 7,500-7,600 บาท/ตัน ความชื้นที่ 15% แต่ในปี 2561 ข้าวในภาคใต้ 3 จังหวัด จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมประมาณ 30-40% จากผลผลิตข้าวทั้งหมดประมาณ 150,000 ตัน

“ตอนนี้ผลผลิตข้าวภาคใต้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงสี คือมีข้าวเพียง 100,000 ตัน แต่ในขณะที่ปี 2561 โรงสีข้าวมีกำลังการผลิตและสามารถรองรับข้าวได้ถึง 400,000-500,000 ตัน/ปี ดังนั้นในปี 2561 สถานการณ์โรงสีข้าวจึงไม่มีการลงทุน และขยายตัวเติบโต เนื่องจากในปี 2558 ถึง 2560 โรงสีได้มีการลงทุนปรับปรุงพัฒนาโรงสีกันอย่างขนานใหญ่ไปแล้ว”

อย่างไรก็ตามมองว่าโรงสีส่วนมากยังอยู่ในเกณฑ์ดี และบางโรงสีอาจมีปัญหาเรื่องการเงิน ขึ้นอยู่กับภาวะการลงทุน และขยายกิจการจนขาดสภาพคล่องกันเป็นจำนวนหลายโรง แต่ด้วยจำนวนโรงสีที่มากขึ้น ส่งผลดีต่อชาวนาที่ได้ราคาดีขึ้น เนื่องจากโรงสีจะมีการแข่งขันซื้อข้าวเปลือก ขณะที่ปัจจัยการส่งออกก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดราคาข้าว

เปิดอาณาจักรธุรกิจชาวเวียดนาม “Masan Group” ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ พาไปรู้จักผู้ก่อตั้งมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญสหรัฐ ที่เริ่มธุรกิจมาจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า “Masan Group” บริษัทธุรกิจในตลาดหุ้นเวียดนามที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งที่ทำธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภค เเละมีสินค้าที่เป็นที่นิยมอย่างน้ำปลาที่ใช้กันอย่างเเพร่หลายในอาหารเวียดนาม

ล่าสุดมีรายงานว่า หุ้นของ Masan Group เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเทียบได้กับ 37% ที่ได้รับจากดัชนีหุ้นของเวียดนาม ซึ่งมูลค่าสุทธิของราคาหุ้นที่นาย “Nguyen Dang Quang” ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัทถืออยู่นั้นมีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index

“David Anjoubault” ผู้จัดการทั่วไปของกันตาร์ เวิล์ดพาแนล เวียดนาม ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึก กล่าวว่า Masan เป็นบริษัทที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทุกครัวเรือนจำเป็นต้องใช้ อาทิ น้ำปลา ซึ่งเวียดนามนิยมใส่ในก๋วยเตี๋ยวหรือเเม้เเต่ของหวาน โดย 95% ของครัวเรือนในประเทศใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์

“Masan มีความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการเเละพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศ นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของบริษัท”
กันตาร์ เวิล์ดพาแนล เปิดเผยการวิจัยเเละจัดอันดับพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคพบว่า Masan ติด 1 ใน 3 ของกลุ่มเเบรนด์อาหารในเวียดนามที่มีกลุ่มผู้บริโภคตัดสินใจซื้อมากที่สุดเมื่อปีที่เเล้ว รวมทั้งยังมี Unilever NV และ Vietnam Dairy Products หรือ Vinamilk ร่วมด้วย

นาย Quan ควบคุมบริษัทในเมืองโฮจิมินห์ผ่านบริษัท Masan Corp. รวมถึงบริษัทในเครือ Sunflower Construction Co.,Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น ทั้งหมดตามเอกสารที่บริษัทยื่นต่อกระทรวงการวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม ซึ่งนาย Quang และภรรยามีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 49% ในบริษัท

ก่อนจะมาเป็นอาณาจักร Masan Group นาย Quang เริ่มต้นธุรกิจในปี 1990 โดยเขาจบปริญญาโทจาก Plekhanov Russian University of Economics มหาวิทยาลัยเศรษฐกิจในรัสเซีย นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ศาสตร์จาก National Academy of Sciences ของเบลารุสอีกด้วย

โดยเว็บไซต์ของ Masan เปิดเผยว่า ในสมัยนั้นที่เขายังอยู่ที่รัสเซีย ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนเเปลงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กับชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในเมือง เเละในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างโรงงานผลิตได้กว่าเดือนละ 30 ล้านห่อต่อเดือน และยังขยายกำลังการผลิตไปในกลุ่มซอสถั่วเหลือง ซอสพริก เเละน้ำปลา ภายหลังจากประสบความสำเร็จในรัสเซีย ก็ได้กลับมาที่เวียดนามในปี 2011 เเละมุ่งไปที่ธุรกิจในประเทศ

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของบริษัทที่เป็นที่รู้จัก คือน้ำปลายี่ห้อ “Chin-Su” เเละ “Nam Ngu” อีกทั้งยังมีอาหารเเปรรูปจากเนื้อสัตว์ รวมถึงบริษัทยังเป็นเจ้าของธนาคารเพื่อการพาณิชย์และเทคโนโลยีเวียดนาม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Techcombank ธนาคารชั้นนำที่ให้บริการโซลูชั่นทางการเงินระดับโลกแก่ลูกค้าระดับบน

ด้านนาย Ho Hung Anh รองประธานเเละผู้ร่วมก่อตั้ง Masan Group ถือหุ้นในบริษัทประมาณ 47.6% ตามรายงานเมื่อเดือนกันยายนปี 2015 ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมพัฒนาบริษัทมาตั้งเเต่เริ่มต้น มีส่วนช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์ของบริษัท ทั้งนี้ปัจจุบันหุ้นในบริษัทของเขายังไม่ถูกคำนวนเเต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่ทราบข้อมูลเเน่ชัด

จากการรายงานของบริษัท พบว่า บริษัทฟื้นตัวขึ้นจากความผันผวนในปีที่ผ่านมา จากปัญหาราคาหมูในประเทศลดลง เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติราคาหมูรุนเเรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลมาจากจีนยกเลิกการนำเข้าเนื้อหมูจากเวียดนามในปี 2016 ทำให้รายได้ของกลุ่มบริษัทลดลงกว่า 9% เหลิอเพียง 27.5 ล้านล้านดอง ในช่วง 9 เดือนเเรกของปีที่ผ่านมา

นายวู ซวน โท นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Korea Investment & Securities ในกรุงโซลกล่าวว่า ราคาหมูปรับตัวดีขึ้นเมื่อจีนกลับมานำเข้าหมูจากเวียดนามอีกครั้ง เเละเป็นที่คาดหวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผลการดำเนินงานของกลุ่ม Masan ดีขึ้นในปีนี้

Korea Investment & Securities เปิดเผยว่า Masan Group ได้รับเงินลงทุนราว 250 ล้านดอลลาร์ในปีที่เเล้วจากบริษัทกองทุน KKR & Co มีสำนักงานใหญ่ที่นครนิวยอร์ค โดยเงินจำนวน 150 ล้านดอลลาร์ถูกนำเข้าสู่ธุรกิจผลิตเนื้อสัตว์ “Masan Nutri-Science” นับเป็นรอบที่ 3 ที่มีการร่วมลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมลงทุนกันตั้งเเต่ปี 2011 ด้วยเงินลงทุนประมาณ 159 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นข้อตกลงซื้อขายครั้งใหญ่ที่สุดในเวียดนาม

“ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ” หัวหน้าคณะวิจัยโครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานแถลงข่าวผลสำรวจ Gap ในห้องเรียนไทย ว่าจากผลสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และตัวแทนชุมชน กลุ่มตัวอย่างประมาณ 24,000 คน โดยแบ่งเป็น นักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 จำนวน 10,000 คน กลุ่มครูจำนวน 4,000 คน กลุ่มผู้บริหาร 200 คน ผู้ปกครองจำนวน 9,000 คน จากโรงเรียนขนาดกลางจำนวน 110 แห่ง พบว่า 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองเด็กไทยที่มีผลต่อการเรียนคือ

1.เด็กๆ อยากได้ความใส่ใจเป็นรายบุคคลจากคุณครูอย่างจริงจังมากกว่านี้ อยากมีครูคนโปรดที่สนิทเป็นพิเศษ มีครูที่ให้เวลาเขามาพูดคุยได้เสมอ และอยากได้ความใส่ใจอย่างเท่าเทียมไม่ลำเอียงจากครู 2.นิสัยและพฤติกรรมการเรียนของเด็กยังต้องพัฒนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การอ่านการค้นคว้า การทำการบ้าน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

3.ครอบครัวให้เวลาใส่ใจกับการเรียนของเด็กน้อยไป 4.ความสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น ความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ การมีเพื่อนพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ไปจนถึงการที่เด็กๆ สามารถช่วยติวกันเองได้

ส่วน 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองของครูที่มีผลต่อการสอน ได้แก่ 1.ครูไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของตนบางเรื่อง เช่น การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การวัดผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน การปรับเทคนิคการสอนตามความต้องการผู้เรียน 2.ปัญหาช่องว่างระหว่างผู้บริหารที่ยังมีอยู่บ้าง เช่น การยอมรับในความสามารถ การเข้าถึง การรับฟัง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

3.ปัญหาความสัมพันธ์กับผู้ปกครองที่ครูไม่มั่นใจนัก ขาดความคุ้นเคยสนิทสนม 4.ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกันก็ยังมีเรื่องให้เติมเต็ม เช่น การช่วยเหลือระหว่างเพื่อนครูในแง่แลกเปลี่ยนวิธีการสอน การพูดคุยปัญหาในห้องเรียน เพื่อพัฒนาร่วมกัน

ส่วน 4 เรื่องใหญ่ในมุมของพ่อแม่ คือ 1.ไม่มีเวลาใส่ใจการเรียนลูก 2.รู้สึกห่างเหินจากโรงเรียน ไม่มีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ 3.ความมั่นใจต่อโรงเรียนในบางเรื่องก็ได้รับผลกระทบ 4.ความมั่นใจในการสอนของครูลดน้อยลง

ดร.อมรวิชช์กล่าวว่า การสำรวจยังพบช่องว่างระหว่างครูและนักเรียนที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ ได้แก่ 1.ครูปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม 2.การรู้จุดเด่นหรือความสามารถของนักเรียนรายคน 3. การให้เวลาพูดคุยหรือปรึกษาปัญหากับนักเรียน

ส่วนช่องว่างระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ได้แก่ 1.การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน 2.การพูดคุยเล่าปัญหาระหว่างผู้ปกครองและบุตร 3.การให้เวลาช่วยบุตรหลานทำการบ้าน

ขณะที่ช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหา ได้แก่ 1.การให้เวลาพูดคุยและปรึกษาปัญหา 2.การรู้จุดเด่นและความสามารถของผู้เรียนรายคน ส่วนช่องว่างระหว่างครูกับผู้บริหาร ได้แก่ 1.การยอมรับในความสามารถของครู 2.การให้โอกาสครูในการมีส่วนร่วมต่อการบริหาร

“การสำรวจยังสะท้อนถึงระดับความผูกพันต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งในมุมมองของเด็กนั้น การที่พ่อแม่/ผู้ปกครองมีเวลาช่วยทำการบ้านเสมอ เป็นข้อที่เด็กรู้สึกผูกพันน้อยที่สุด ซึ่งตรงอย่างยิ่งกับมุมมองของผู้ปกครองที่มีระดับความผูกพันต่อเรื่องการมีเวลาช่วยลูกทำการบ้านต่ำสุดเช่นกัน”

“เป็นการชี้ชัดว่า ในยุคนี้ เด็กๆ ต่างหวังพึ่งครูค่อนข้างมาก อยากที่จะสนิทสนม มีครูเป็นที่ปรึกษา ทั้งเรื่องการเรียนและจิตใจ เพราะครอบครัวไม่มีเวลาให้ โดยจากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไม่อยากให้มองว่าเป็นปัญหา แต่เป็นช่องว่างที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ โดยเป็นโอกาสให้โรงเรียนยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้ง นักเรียน ครู ผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงชุมชนด้วย”

จากแนวคิดของ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในการดำเนินโครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรกรรม สร้างที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจเกษตร เพื่อเป็นรายได้เสริม เพิ่มสวัสดิการ และความมั่นคงในชีวิตแก่ครอบครัวตำรวจ

โดยเมื่อปี 2549 เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธรเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี ทำการกู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำนวน 56.3 ล้านบาทในขณะนั้น เพื่อใช้ซื้อที่ดินเพื่อดำเนินโครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ บนพื้นที่ขนาด 230 ไร่ แบ่งพื้นที่โครงการป็น 2 ส่วนคือ

หนึ่ง ส่วนที่พักอาศัย มีเนื้อที่ 50 ไร่ โดยนำมาจัดสรรเป็นบ้านพัก 2 ชั้น ให้กับข้าราชการตำรวจ จากสถานีตำรวจภูธรเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี จำนวน 31 ครอบครัว ที่เข้าร่วมโครงการ ครอบครัวละ 600 ตารางวา พร้อมสร้างโรงเรือนไก่พื้นเมือง 1 หลัง

โดยที่ซีพีได้ให้พ่อ-แม่ไก่พื้นเมืองพันธุ์ดีกับครอบครัวตำรวจที่เข้าร่วมโครงการไปเพาะพันธุ์ และมีเจ้าหน้าที่นักวิชาการคอยให้คำแนะนำตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง จากนั้นจะรับซื้อลูกไก่คืนในราคาตัวละ 300 บาท โดยประกันรายได้ขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ

สอง พื้นที่สำหรับทำธุรกิจเกษตร 3 ธุรกิจ ได้แก่ การปลูกผัก, การเลี้ยงกบ และการเลี้ยงสุกร โดยดำเนินงานภายใต้ บริษัท เกษตรสันติราษฎร์ จำกัด ซึ่งถือหุ้นโดยครอบครัวตำรวจทั้ง 31 ครอบครัว

โครงการนี้ไม่เพียงทำให้ตำรวจมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่ยังมีธุรกิจเกษตรที่สามารถเป็นรายได้เสริมจากเงินเดือนประจำ จากการทำธุรกิจเกษตร 4 อาชีพ โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมบริหาร ซึ่งสามารถจัดสรรรายได้ต่อเดือน จาก 4 ธุรกิจ ให้กับ 31 ครอบครัว อย่างเท่า ๆ กัน โดยแบ่งเป็น จากธุรกิจเลี้ยงสุกร 4,700 บาท ธุรกิจปลูกใบกะเพรา 18,000 บาท ธุรกิจเลี้ยงกบ 4,000 บาท โดยนำรายได้ดังกล่าวไปผ่อนชำระหนี้ธนาคาร จนสามารถปลดหนี้ได้ในระยะเวลา 10 ปี

ล่าสุดจึงมีการจัดงาน “10 ปีหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์” และ “พิธีมอบกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินให้แก่ข้าราชการตำรวจ โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์” ที่สามารถปลดหนี้ได้ พร้อมกับได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของครอบครัวตำรวจ ด้วยการพัฒนาธุรกิจเกษตร เพื่อสร้างเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัวในอีกทางหนึ่ง

“ธนินท์” กล่าวว่าโครงการนี้เกิดจากการที่ซีพีเห็นถึงความสำคัญของอาชีพตำรวจ โดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ทั้งยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และหากถึงวัยเกษียณจะประสบปัญหา และมีความเดือดร้อนในชีวิตบั้นปลาย

“โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ที่ซีพีทำ เพราะอยากทำเป็นตัวอย่างให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เห็น ทั้งยังต้องการสะท้อนปัญหาของตำรวจชั้นผู้น้อยที่อยู่ตามโรงพัก เวลาเกษียณมักจะไม่มีบ้านอยู่อาศัย โดยในตอนนั้นซีพีซื้อที่ดินจำนวน 230 ไร่ ไร่ละ 70,000 บาท และจัดสรรพื้นที่ให้กับครอบครัวตำรวจที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ และปลูกบ้านให้ 1 หลัง”

“โครงการนี้ทำให้ตำรวจมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองบนพื้นที่ไร่ครึ่ง อีกทั้งยังมีธุรกิจเกษตรเป็นรายได้เพิ่มจากเงินเดือนประจำของข้าราชการตำรวจ จนในที่สุดสามารถปลดหนี้กว่า 56.3 ล้านจากธนาคารได้ จึงทำให้ซีพีจัดงานมอบกรรมสิทธิ์บ้าน และที่ดิน พร้อม 4 ธุรกิจ ภายใต้การบริหารของบริษัท เกษตรสันติราษฎร์ จำกัด ให้กับครอบครัวตำรวจทั้ง 31 ครอบครัว”

“โครงการนี้ทำให้เห็นถึงความยั่งยืน เพราะไม่ใช่เป็นโครงการที่เราให้เปล่า แต่ความยั่งยืนในมิตินี้คือการกู้เงินมา แล้วยังสามารถจ่ายดอกเบี้ย คืนเงินต้นได้ ที่สำคัญ ยังมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ต่างหากเรียกว่ายั่งยืน ถ้าหากทำโครงการในลักษณะให้เปล่า แล้ววันหนึ่งไม่ได้ให้เปล่า คืนเงินต้นไม่ได้ คืนดอกเบี้ยไม่ได้ แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร แต่ถ้าโครงการคืนดอกเบี้ยได้ คืนเงินต้นได้แล้วยังมีกำไร ยังมีรายได้ที่มาก มีเงินเหลือเก็บ ซึ่งถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้ เมื่อต้องการขยายกิจการ ธนาคารก็จะยินดีปล่อยกู้ให้ รับรองแบงก์แย่งกันปล่อยกู้ให้แน่นอน เพราะมีความสามารถในการชำระหนี้”

“ธนินท์” กล่าวเพิ่มเติมว่าโมเดลลักษณะนี้ ถ้าภาคเอกชน หรือหน่วยงานอื่นจะนำไปดำเนินการต่อ เรายินดี แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีเจ้าภาพ เหมือนคราวนี้ผมได้เรียนท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าท่านไปหาอีก 10 โรงพักมา ที่มีความเหมาะสม และทางซีพีจะไปเข้าไปทำให้เกิดความยั่งยืนเหมือนที่นี่

“เพราะเกษตรกรขาด 3 เรื่อง คือ 1.ขาดเงินทุน 2.ไม่มีความรู้ ไม่มีเทคโนโลยี และประการที่ 3 คือ ไม่มีตลาด ถ้าเรามีเงิน มีเทคโนโลยี แต่ไม่มีตลาดก็ล้มอีก ผลิตสินค้าแล้วจะไปขายให้ใคร หรือซื้อในราคาถูก แล้วมีความสามารถในการคืนเงินต้น คืนดอกเบี้ย และมีกำไรได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ซีพีต้องรับผิดชอบดูแล เมื่อทำสำเร็จแล้ว อย่าไปห่วงว่าจะไม่มีใครทำ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ให้คนมาเรียนรู้ ตามความสามารถเขา เราเก่งเรื่องเกษตรก็ว่าเรื่องเกษตรไป ถ้าเขาเก่งเรื่องการตลาดก็เอามารวมกัน แล้วมารับผิดชอบเกษตรกรร่วมกัน”

“ถ้าหากมองเรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจ ถือว่าซีพีได้รับประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน เกษตรกรต้องได้ก่อน เราต้องรับผิดชอบเกษตรกรให้มีกำไรเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมทั้งต้องคืนเงินต้นคืนดอกเบี้ยให้ธนาคารได้ พอคืนเงินเสร็จ มีโอกาสขยายการเพาะปลูก นี่ละถึงเรียกว่าความยั่งยืนที่แท้จริง”

โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการตามแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของซีพีที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมเติบโตไปพร้อมกัน

ที่ผ่านมาซีพีดำเนินโครงการพัฒนาสร้างงาน สร้างอาชีพ เสริมรายได้ในรูปแบบหมู่บ้านเกษตรกรรมในหลากหลายโครงการ ทั้งหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จ.ฉะเชิงเทรา, หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นการจัดสรรที่ดินพร้อมส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกร และยังมีโครงการไก่ไข่ 3 ล้านตัว ผิงกู่-เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เขตผิงกู่ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลาเปิดเผยว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนเพิ่มมากขึ้น ส่วนมากบริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส จากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ในวันที่ 20-23 ม.ค.นี้

น.ส.พะเยาว์กล่าวต่อว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนหนักบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค ลมตะวันออกเฉียงเหนือความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

เมื่อวันที่ 20 มกราคม นายปรีชา สุขเกษม ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง 6 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จ.สงขลา สตูล ตรัง ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า จากการเสวนาและรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ ที่ อ.หาดใหญ่ ที่ประชุมเครือข่ายฯได้ร่วมกันเสนอแนวทางการปรับลดพื้นที่ปลูกยางพารา โดยเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนปลูกพืชทดแทนพื้นที่ยางพารา โดยแต่ละจังหวัดจะนำเสนอพืชที่จะปลูกทดแทนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่แต่ละท้องถิ่น นำร่องในพื้นที่ 6 จังหวัด เครือข่ายฯจะรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการเสวนา ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.สงขลาเป็นผู้แทนรับหนังสือ และตัวแทนเครือข่ายฯจะเดินทางไปรับฟังคำตอบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 23 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น.

ด้านนายรุ่งโรจน์ และสุบ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.สงขลาเปิดเผยว่า ตนได้รับหนังสือจากตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางฯแล้ว จะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเกษตรกรชาวสวนยางกำลังเดือดร้อนจากราคายางตกต่ำ

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคมีความสนใจในอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรืออาหารฟังก์ชั่น (functional food)

ซึ่งอาหารฟังก์ชั่นหมายถึง อาหารที่เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้วจะสามารถทำหน้าที่อื่นให้แก่ร่างกาย นอกเหนือจากการให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็นและรสสัมผัสอาหาร เช่น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย การชะลอการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ การป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ และการลดอาการของโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย

เนื่องจากการอาหารฟังก์ชั่นมีพื้นฐานมาจาก “การใช้อาหารเป็นยา” จึงสามารถบริโภคเป็นอาหารได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเชิงปริมาณเหมือนยา ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผักและผลไม้ เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญที่นำมาใช้อาหารฟังก์ชั่นและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อการเพิ่มปริมาณสารเสริมสุขภาพต่างๆ ในผักและผลไม้ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในการนำไปพัฒนาเป็นอาหารฟังก์ชั่น

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ได้ศึกษาวิจัยด้านเกษตรฟังก์ชั่น (Functional Agriculture) เพื่อผลิตผักและผลไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารฟังก์ชั่น โดยศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการสร้างและสะสมสารสำคัญในผักและผลไม้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณสารสำคัญในผักและผลไม้

ตัวอย่างงานวิจัยด้านเกษตรฟังก์ชั่น ได้แก่ “การวิจัยและพัฒนาสารสื่อประสาทในผักและผลไม้เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้มีอาการนอนไม่หลับ” งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาและจำแนกชนิดและสายพันธุ์ผักและผลไม้ที่มีสารสื่อประสาทประเภทยับยั้งสูง โดยมุ่งเน้นศึกษาสารกาบาเป็นหลัก เนื่องจากการขาดสารกาบาในระบบประสาทส่วนกลางส่งผลต่ออาการนอนไม่หลับ

งานวิจัยได้ทำการศึกษาปัจจัยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารกาบาในผักและผลไม้ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณสารกาบา รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสารกาบาสูง โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงปริมาณสารกาบาในพืชที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการการเกี่ยว ซึ่งการใช้สารกาบาจากแหล่งธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

การวิจัยของ วว.จึงนับว่าเป็นการค้นพบวัตถุดิบใหม่ที่มีสารกาบาสูง เพื่อนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมกาบาประเภท plat based GABA นับว่าเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ หรือสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์อาหารประเภทพรีเมียม งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของผักและผลไม้ไทยหลายชนิดที่สามารถนำไปใช้ในการแปรรูปหรือส่งเสริมการบริโภคสด

งานวิจัยยังพบว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อปริมาณสารกาบาในผักและผลไม้หลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดพืชและสายพันธุ์ ชนิดผักและผลไม้ในวงศ์เดียวกันมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณสารกาบาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เช่น พืชผักที่อยู่ในวงศ์มะเขือมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณสารกาบาสูงกว่าพืชผักในวงศ์อื่นๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามพืชแต่ละชนิดและสายพันธุ์ต่างกันในวงศ์เดียวกันจะมีปริมาณสารกาบาที่แตกต่างกัน เช่น ตะคร้อ ซึ่งเป็นผลไม้พื้นบ้านในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีสารกาบาสูงกว่าพืชอื่นๆ ในวงศ์เดียวกัน เป็นต้น

ระยะการสุกแก่ ระหว่างการพัฒนาของผลพบว่าพืชแต่ละระยะมีการสร้างและสะสมปริมาณสารกาบาที่แตกต่างกัน ดังนั้น ดัชนีการเก็บเกี่ยวพืชเพื่อให้ได้ผักและผลไม้ในระยะที่มีการสะสมสารสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน เช่น มะละกอดิบจะมีสารกาบาสูงกว่ามะละกอสุก 30% มะเขือเทศสีเขียวมีสารกาบามากกว่าผลที่เปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วถึง 3 เท่า เป็นต้น

การจัดการระบบปลูกพืช ได้แก่ การจัดการธาตุอาหารพืช การฉีดพ่นสารบางชนิดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารสำคัญ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารกาบา นอกจากนี้ความเครียดระหว่างการปลูก เช่น ภาวะการขาดน้ำ (water stress) ภาวะดินเค็ม (salt stress) การได้รับอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิต่ำ (chilling stress) อุณหภูมิสูง (heat stress) ภาวะเครียดต่างๆ เหล่านี้ทำให้พืชสร้างและสะสมสารกาบาในพืช อย่างไรก็ตามการสร้างและสะสมจะมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดพืช เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีการตอบสนองไม่เหมือนกัน