ด้านราคาขายหอยแครงมักจะกำหนดราคาตามขนาดถ้าเป็นหอย

ขนาด 80 กว่าตัวต่อกิโลกรัมขายอยู่ที่ 45 บาท ถ้าเป็นจำนวน 100 กว่าตัวต่อกิโลกรัม 38-40 บาท แต่ถ้าเป็นขนาดเล็กมากสัก 120-130 ตัวต่อกิโลกรัมราคา 30 บาท

คุณประกิต บอกว่า การเลี้ยงหอยแครงถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี และอาจดีกว่าอาชีพอื่นที่เคยทำมาถึงแม้จะมีการลงทุนบ้าง แต่ก็เป็นการลงทุนใหญ่เพียงครั้งเดียว แล้วถึงแม้จะมีรายได้จากการเลี้ยงหอยแครงเพียงปีละครั้ง แต่ระหว่างรอการเก็บหอยแครงยังคงมีรายได้จากการกรีดยางที่มีอยู่กว่า 30 ไร่

หญ้าแฝก เป็นวัชพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศมักมีปัญหาเรื่องของ “ดิน” กับ “น้ำ” ถ้าแหล่งน้ำ อุดมสมบูรณ์ก็สามารถพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้ดีง่ายขึ้น แต่หากขาดน้ำการพัฒนาปรับปรุงดินให้ดีก็ยาก จึงมีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยนำหญ้าแฝกเข้ามาช่วยกักเก็บน้ำ หรือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ในพื้นที่ที่ดินไม่กักเก็บน้ำ ปัจจุบันมีการนำหญ้าแฝกเข้าไปปลูกกันมากขึ้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า “หญ้าแฝก” มีความสำคัญต่อการพัฒนาดิน และเกษตรกรก็มองเห็นประโยชน์จากหญ้าแฝกทำให้พื้นที่ไร่นาสวนผสมที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ สามารถทำการเกษตรเอาตัวรอดได้มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย

“หญ้าแฝกกับไร่นาสวนผสม” ในพื้นที่ทำกินของ คุณสุเทพ เพ็งแจ้ง ก็เป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่าหญ้าแฝกมีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง

คุณสุเทพ บอกว่า ในที่ดินทำกินของตนมีอยู่ทั้งหมด 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ปีหนึ่งทำนาได้ข้าวไร่ละไม่ถึง 10 ถัง สาเหตุเพราะน้ำท่วม พอถึงหน้าแล้งดินก็ไม่ดีไม่กักเก็บน้ำ

ต่อมาได้ฟังโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ก็สนใจพยายามศึกษาว่า “โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่” คืออะไร ในที่สุดก็ได้เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของหน่วยงานเกษตร ปรับโครงสร้างการทำเกษตรในพื้นที่ใหม่ เริ่มงานตั้งแต่ปี 2539 ลงทุนเอง แต่ขอการสนับสนุนพันธุ์ไม้ผลจากเกษตร

“เริ่มจากการขุดสระเพื่อยกร่องป้องกันน้ำท่วมก่อน โดยขุดสระทั้งหมด 4 สระ เป็นการขุดแบบไม่มีภูมิรู้ เอาดินก้นสระขึ้นมาโปะข้างบน ผลปรากฎว่าดินที่กองขึ้นมาโปะข้างบนไม่มีธาตุอาหารอะไรเลย ส่วนน้ำที่ซึมออกมาก็ใช้ไม่ได้ อาบก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้รดชาติฝาด พื้นที่ที่เคยปลูกข้าวได้พอเอาดินพลิกกลับมากลับปลูกข้าวไม่ได้ เพราะดินไม่มีธาตุอาหาร จึงนำความไปปรึกษาหมอดินของกรมพัฒนาที่ดิน ต้องใช้เวลาหมักดินอยู่ 2 ปี”

คุณสุเทพ กล่าวอีกว่า ได้ไปสมัครเป็นหมอดินอาสา เพื่อศึกษาเรื่องดินแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีก คือ สระน้ำที่ขุดนอกจากปลูกต้นไม้ไม่ได้เพราะดินไม่ดีแล้ว และสระยังพังทุกปี เวลาน้ำลดดินรอบสระจะไหลลงไปอยู่ก้นสระหมด พอดีได้ฟังองค์ในหลวงพระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้เกษตรกรปลูกหญ้าแฝก โดยไม่ต้องหวังผลแต่ วันข้างหน้าจะดีเอง จึงไปขอแฝกจากกรมพัฒนาที่ดินครั้งแรกได้มา 5,000 กล้า เริ่มนำมาปลูกรอบๆ สระ และขยายพันธุ์จนเต็มพื้นที่

การปลูกหญ้าแฝกให้รอบพื้นที่สระน้ำ 4 สระ ต้องใช้กล้าพันธุ์แฝกหลายแสนกล้า จึงใช้วิธีการขยายพันธุ์หญ้าแฝกไปทีละน้อย หลังจากที่หญ้าแฝกโตระดับหนึ่งปัญหาเรื่องดินไหลลงก้นสระก็ไม่เกิดแล้ว ขอบบ่อก็ไม่แตกเป็นเพราะรากของหญ้าแฝกช่วยพยุงไว้ จึงหันมาพัฒนาที่ดินในส่วนอื่นๆ ต่อไป โดยการปลูกหญ้าแฝก

“ผมยืนยันได้เลยครับว่า รากหญ้าแฝกสามารถกักเก็บน้ำได้จริง”

คุณสุเทพ บอกด้วยว่า พอถึงฤดูแล้งหญ้าแฝกจะดึงน้ำที่สะสมไว้ด้านล่างมาเลี้ยงไม้ผลได้ ไม่ต้องกลัวว่ารากหญ้าแฝกจะไปแย่งอาหารจากต้นไม้อื่นๆ เพราะรากหญ้าแฝกจะอยู่ในแนวดิ่ง ไม่มีการแพร่กระจาย รากจะดิ่งตรงลงล่างอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นวัชพืชทั้งหลายระบบรากจะแผ่ ถือว่าเป็นข้อดีของหญ้าแฝก พอช่วงฤดูน้ำไหลหลากรากหญ้าแฝกจะช่วยเก็บน้ำใต้ดินได้ ระบบรากหญ้าแฝกยาวลงไปเกือบ 12 เมตร หรือมากกว่า 12 เมตร ก็มี

ในพื้นที่ทำกินทั้งหมด 20 ไร่ มีบ่อน้ำ 4 บ่อ แบ่งพื้นที่ทำนา 10 ไร่ ปลูกพืชผักและไม้ผลผสมผสานกันไป รอบๆ คันนาปลูกหญ้าแฝก ปีแรกเอาหญ้าแฝกปลูกในแปลงนา คือ เริ่มปลูกราวเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคมก็เกี่ยวแฝกเอาใบหญ้าแฝกไปทำปุ๋ย ในนาก็หว่านปอเทือง พอปอเทืองโตได้อายุการออกดอกก็ไถกลบ จากนั้นจึงหว่านข้าวทำนาเป็นการทำนาปี

หลังจากเกี่ยวข้าวจะใช้น้ำหมักชีวภาพ และสารพด. จากกรมพัฒนาที่ดินฉีดฟางข้าวแล้วไถกลบ เพื่อให้ฟางย่อยสลาย เมื่อฟางย่อยสลายและน้ำในนาแห้งดีแล้วทดลองเอาจอบขุดดินดู ถ้าดินไม่ติดจอบก็ทำการไถทำเทือกได้ จากนั้นจึงหว่านถั่วเขียวลงไปก็จะมีรายได้จากถั่วเขียวอีกทางหนึ่ง

คุณสุเทพ เล่าว่า ช่วงที่ไม้ผลยังไม่ได้ผลผลิตก็มีตัวสำรองในการสร้างรายได้นั่นก็คือ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ จะได้ไข่จากเป็ดและไก่ทุกเดือน ในบ่อน้ำเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักไว้ทานเองที่เหลือเก็บขาย จะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงบ้าน พอผลไม้ออกก็จะได้ผลไม้อีกทางหนึ่ง ผลไม้ที่ปลูกไว้ก็มีมะม่วง ขนุน กระท้อน ฝรั่ง มะขามเทศ มะขามเปรี้ยว ฝรั่ง แก้วมังกร หลากหลายชนิดตามหลักทฤษฎีใหม่

“จากนั้นก็หันมาพัฒนากระต่ายขาย การเลี้ยงใช้วิธีเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง ให้สุนัขช่วยเลี้ยงกระต่ายอีกแรง วิธีการก็คือ เอาลูกสุนัขตัวเล็กๆ กับกระต่ายตัวเล็กๆ ให้อยู่ด้วยกัน เลี้ยงในกรงเดียวกันเลย พอโตขึ้นก็ปล่อยตามธรรมชาติสุนัขกับกระต่ายก็จะเป็นเพื่อนกัน สุนัขมีกำลังมากกว่าจะช่วยดูแลป้องกันภัยให้กระต่ายไม่ทำร้ายกัน”

“ผมขายกระต่ายเนื้อตัวใหญ่ๆ ชาวบ้านที่นี่เขาก็ชอบกินเนื้อกระต่าย เพราะกระต่ายป่าหาไม่ได้ เขาก็เลยหันมากินกระต่ายพันธุ์กัน รายได้ดีทีเดียว เรื่องอาหารกระต่ายก็ปล่อยให้กินหญ้าตามธรรมชาติ ส่วนขี้กระต่ายเอามาทำปุ๋ยรวมกับขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้ปลาเก็บเอามาทำปุ๋ยหมด”

คุณสุเทพ เล่าต่อว่า ในพื้นที่ยังเลี้ยงกบ ปัจจุบันเลี้ยงได้ประมาณ 2 ปีแล้ว ทำโรงเรือนเลี้ยงด้วยหัวอาหาร แรกๆ ตั้งใจเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ แต่กังวลว่าจะสู้งูไม่ได้ จึงต้องช่วยกบ โดยการเลี้ยงในโรงเรือน การเลี้ยงกบมีวิธีการเลี้ยงหลากหลายรูปแบบ จะเลี้ยงในกระชังก็ได้ เลี้ยงบนบก ทำโรงเรือนก็ได้ หรือจะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก็ได้แต่ต้นทุนค่อนข้างสูง ราคากบไม่แน่นอน ถ้าคนเลี้ยงกันน้อยราคากบก็จะสูง แต่ถ้าคนนิยมเลี้ยงกันมากราคาก็ตกต่ำ วิธีการเลี้ยงสุดแล้วแต่เกษตรกรตามอัธยาศัยถนัดอย่างไหนเลี้ยงได้ทุกวิธี

ในเรื่องของปุ๋ย คุณสุเทพ บอกว่า ทำใช้เองสบายๆ ปลูกหญ้าแฝกในนาพอเกี่ยวเอาใบขึ้นมาทำปุ๋ย ในนาใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นหลัก หลังเกี่ยวข้าวจะใช้น้ำหมักชีวภาพเข้าไปสลายตอซังข้าว จะไม่ใช้วิธีเผาตอซังเด็ดขาด

“ผมตั้งกลุ่มไม่เผาตอซังขึ้นมาเลย เพราะเผาตอซังจะทำให้จุลินทรีย์ที่หน้าดินถูกทำลาย และก็ไปทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้โลกร้อนด้วย”

มีการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงขึ้นมาใช้ คือ ต้องใช้ฟอสเฟต กากถั่วเหลือง รำอ่อน มูลสัตว์นำมาหมัก คุณภาพเทียบเท่าปุ๋ยเคมี หรือดีกว่าตรงที่ดินจะร่วนซุยดีกว่าใช้ปุ๋ยเคมี แต่ราคากากถั่วเหลืองค่อนข้างสูง การหมักปุ๋ยก็ใช้ พด. 1 – 2 – 3 และพด. 9 ทำกองสี่เหลี่ยมสูง 30 ซม. ให้ความชื้นประมาณ 30% หมักไว้ 20 วัน ถ้าจะเอาไปใส่ต้นไม้เลยก็ไม่ต้องตีป่น แต่หากจะเข้ากระบวนการอัดเม็ดแบบปั้นจานก็ต้องตีป่นก่อนแล้วใส่จานปั้นเม็ดปุ๋ย โดยใช้น้ำหมักพด. 2 เป็นตัวปั้นเม็ดปุ๋ย

คุณสุเทพ อธิบายว่า หลายคนก็มักบอกว่าการปลดปล่อยธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์จะช้ากว่าปุ๋ยเคมี ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ช้านานสักเท่าไร ใส่ลงไปเพียงแค่ 2 วันพืชก็เขียว เป็นการเขียวทน เขียวนาน เขียวและสมบูรณ์เป็นปี ต่างกับปุ๋ยเคมี เมื่อใส่ลงไปใบเขียวเพียง 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็แดงต้องใส่กันใหม่ เมื่อใส่มากๆ ดินจะเกิดกรดกำมะถัน ทำให้ต้นพืชไม่กินปุ๋ยแล้วจะยุ่งกันไปใหญ่

“การปลูกพืชทำสวนใช้วิธีหลากหลายจะดีกว่า อย่าเน้นการปลูกเชิงเดี่ยวเพราะไม่รู้ว่า อนาคตในวันข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร”

คุณสุเทพ สู้งานการเกษตรตามวิธีทฤษฎีใหม่ปลูกหญ้าแฝกกับไร่นาสวนผสมมา 10 กว่าปี จนได้รับรางวับเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จในชีวิต ทุกวันนี้ คุณสุเทพ บอกว่า

“การทำเกษตรของผมทำแบบบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก เหลือจากการบริโภคแจกก็ได้ ขายก็ดี ผมมีอาชีพติดตัวอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นช่างตัดผม ตรงนี้ได้เงินทุกวัน ภรรยามีอาชีพเย็บผ้านี่ก็มีรายได้เข้ามาอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากไร่นาสวนผสมที่หลากหลาย ก็พออยู่ได้ครับ”

สนใจจะพูดคุยกับเกษตรกรคนเก่ง โดยเฉพาะเรื่องของหญ้าแฝกโทรคุยกันได้ที่ 082-394-6892 เชิญครับโดยปกติแล้วมะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมากๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้

มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” เป็นมะละกอ ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร 2/395 ถ.ศรีมาลา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร. 056-613021, 081-8867398 ได้เมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 10 ปี ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะดังนี้

“ทรงผลคล้ายกับมะละกอเรดมาลาดอล์ (หรือบ้านเราเรียกมะละกอฮอลแลนด์ หรือ ปักไม้ลาย) แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามากขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว น้ำหนักผลเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เนื้อหนามาก มีสีแดงส้มและรสชาติหวานเหมือนมะละกอแขกดำศรีสะเกษ จากการปลูกทดสอบในแปลงพบว่าต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่ามะละกอสายพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกเปรียบเทียบกันในแปลง ลำต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” มีความแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด ลำต้นจะมีขนาดใหญ่ แข็งแรงสอดคล้องกับการรับน้ำหนักผลบนต้นที่มีจำนวนมากและผลมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ มีการติดผลดกมากและผลมีขนาดใหญ่ เปลือกมีความหนา 0.3-0.5 เซนติเมตร ซึ่งเป็นผลดีในการขนส่งระยะไกล เป็นมะละกอที่สามารถบริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ โดยเฉพาะผลสุก มะละกอมีรสชาติหวาน หอม เนื้อหนา 3-5 เซนติเมตร ทานอร่อยมาก ส่วนผลดิบใช้ตำส้มตำได้”

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรนำเมล็ดมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ไปปลูกเพื่อส่งผลผลิตโรงงานแปรรูปผลไม้กระป๋อง เนื่องจากเป็นมะละกอที่มีสีสวย เนื้อหนามากและเนื้อละเอียดเนียน

ได้คัดเลือกพันธุ์มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” อย่างต่อเนื่องจนสายพันธุ์มีความนิ่งในระดับที่น่าพอใจ และจากการปลูกมะละกอยักษ์เรด แคลิเบียน พบว่าไม่เคยเจอต้นตัวผู้ (หรือเรียก “มะละกอสาย”) เลย จะพบเพียงต้นตัวเมียที่มีลักษณะผลกลมรีบ้างสัก 10-20 เปอร์เซ็นต์ในแปลงปลูกซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยหากเทียบกับมะละกอสายพันธุ์อื่น เช่น มะละกอพันธุ์แขกดำ และเรื่องการทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนนั้น เป็นประเด็นที่เราให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะบางต้นที่ปลูกในแปลงที่เป็นโรคจุดวงแหวน เมื่อมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ได้รับปุ๋ยและน้ำอุดมสมบูรณ์ ต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” เจริญเติบโตได้ดีและยังให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่อไปได้อีก

ส่วนในกรณีที่ต้นอายุเกิน 2 ปีไปแล้ว ต้นมะละกอมีความสูงที่ยากในการเก็บเกี่ยวผลลงจากต้นแล้วนั้น ก็จะใช้วิธีการตัดต้นทำสาวมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ให้ต้นเตี้ยเหมือนต้นที่ปลูกใหม่ และส่งผลต่อการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น การจัดการง่ายขึ้น เก็บผลผลิตง่าย และยังได้ต้นแม่พันธุ์เดิม ไม่ต้องปลูกใหม่ทุกปี และช่วยเก็บรักษาต้นแม่เอาไว้ได้นานอีกหลายปี ยกตัวอย่างต้นแม่พันธุ์มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ที่ปลูกและตัดต้นทำสาวมีอายุยืน มีผลผลิตให้เก็บต่อเนื่องนานถึง 4 ปีทีเดียว หลังจากตัดต้นทำสาวเพียง 3-4 เดือน ยอดใหม่มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” จะเริ่มออกดอกติดผลต่อไป

การเตรียมดินและปลูก มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ถ้าสภาพดินปลูกมีค่า pH ต่ำกว่า 6.0 ให้หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ในอัตรา 200-300 กก./ไร่ คลุกดินโดยการไถพรวน แล้วตากทิ้งไว้ 10-15 วันเพื่อเป็นการทำลายเชื้อโรค-แมลงศัตรู และกำจัดวัชพืชไปพร้อมๆ กัน หลังจากนั้นไถยกร่องเป็นลอนลูกฟูก สูง 30-50 เซนติเมตร กว้าง 2.5-3 เมตร

การยกร่องดังกล่าวเพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณแปลงให้แปลงปลูกระบายน้ำดี ในการเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมกลางร่องปลูกขนาด 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ควรจะพรวนดินเป็นหลังเต่า ตอนพรวนก็ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 3-5 กิโลกรัม ผสมดินในหลุมปลูก รดน้ำให้ชื้นและยุบตัวดี ระหว่างหลุม 2.5-3 เมตร คลุมบริเวณหลุมปลูกด้วยฟางข้าว ทิ้งไว้ 7-10 วันจึงปลูกได้ หรือจะปลูกก่อนแล้วคลุมฟางทีหลังก็ได้ แต่ในปัจจุบันบางสวนก็ใช้พลาสติกคลุมแปลง เพราะลดค่าแรงและเวลาการทำหญ้ากำจัดวัชพืช ที่สำคัญแปลงปลูกจะมีความชื้นอย่างสม่ำเสมอ

วิธีการเพาะต้นกล้ามะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” สำหรับเคล็ดลับเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร.กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้นให้นำมะละกอแช่น้ำ 1–2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้นทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลยก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อยเมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิดการหมักจนเน่าได้ ในวันที่ 3 ให้นำเมล็ดมะละกอนั้นห่อด้วยผ้าเปียกน้ำหมาดๆ นำผ้าใส่ไว้ในกล่องพลาสติกหรือกระติกน้ำเก่า และมีการพรมน้ำอยู่เรื่อยๆ ก็ได้ หากแช่เมล็ดมะละกอในน้ำดังกล่าวแล้วจะทำให้ได้ต้นกล้ามะละกอที่งอกได้ดีและโตสม่ำเสมอกัน”

หรือหากจะลดความยุ่งยากและยังไม่มีความชำนาญในการเพาะกล้า บางท่านก็อาจจะเลือกใช้วิธีของศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงจ.สุพรรณบุรีแนะนำว่า ให้แช่เมล็ดพันธุ์มะละกอในน้ำอุ่น (น้ำธรรมดา 1 ส่วนผสมกับน้ำร้อน 1 ส่วน = น้ำอุ่น) ทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมานำเมล็ดมะละกอ หยอดปลูกลงถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมไว้ โดยอาจจะใช้วัสดุ เช่นขี้เถ้าแกลบดำ 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก หรือ ดิน 1 ส่วน หยอดเมล็ดมะละกอ ถุงละ 3 เมล็ด จากนั้นรดน้ำที่ผสมยาป้องกัน กำจัดเชื้อรา เช่น เมทาแลคซิล รดให้เพื่อช่วยป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า และผสมยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันมดคาบเมล็ดมะละกอที่เพาะไว้ เช่น เซฟวิน-85 วางถุงดำไว้ใต้แสลนพรางแสง 60 % รดน้ำทุกเช้าวันละ 1 ครั้ง

จากนั้นอีก 7 – 10 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก เมื่อมีใบจริงได้ 2 ใบให้เอาแสลนออก ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดเต็มที่เพื่อเป็นการปรับตัว ในช่วงที่ต้นกล้าเริ่มงอกควรฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อรา พวกแมนโคเซบผสมกับยาแมลง เช่น เซฟวิน-85 และสารจับใบพรีมาตรอน จากนั้นฉีดพ่นให้ทุกๆ 7 วัน เป็นการป้องกันโรคและแมลงทำลาย จากนั้นประมาณ 2-3 อาทิตย์ ต้นกล้ามะละกอก็สามารถย้ายปลูกลงแปลงไว้ได้ หรือเมื่อต้นกล้าอายุ 45 วัน จึงย้ายลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ไม่ควรปลูกต้นกล้ามะละกอลึกจะทำให้รากเน่า

ในการใส่ปุ๋ยระยะก่อนติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม/หลุม และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 เดือนละครั้งๆ ละ 100-150 กรัม/หลุม หลังติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม/หลุม และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 150 กรัม/หลุม เดือนละครั้ง วิธีการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทางดิน ให้หว่านลงดินบริเวณรัศมีทรงพุ่มของมะละกอแล้วรดน้ำตาม อย่าใส่ปุ๋ยชิดโคนต้นมะละกอ เพราะจะทำให้มะละกอเสียหายได้

หลังจากปลูกต้นกล้ามะละกอไปได้ประมาณ 2-3 เดือน ต้นมะละกอจะเริ่มออกดอก ให้เกษตรกรสังเกตดูการออกดอกของต้นมะละกอภายในหลุมทั้ง 3 ต้น ว่าต้นใดเป็นต้นสมบรูณ์เพศหรือต้นกะเทย (ผลยาว) ให้คัดต้นสมบรูณ์เพศหรือต้นกะเทยไว้เพียงต้นเดียว สำหรับต้นตัวเมีย (ผลป้อม) ถ้าไม่ต้องการก็ตัดทิ้ง เพราะผลผลิตที่ออกมาจะเป็นลูกป้อมและถ้าเป็นตัวผู้ให้ตัดทิ้งเลย โดยปกติแล้วต้นดอกสมบรูณ์เพศหรือดอกกะเทยนั้น ตลาดจะต้องการมากที่สุด โดยจากการสังเกตการณ์ออกดอกของมะละกอยักษ์ เรด แคลิเบียน พบว่ามีเปอร์เซ็นต์การออกดอก เป็นต้น กระเทย(ผลยาว)ค่อนข้างสูงประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ มีการพบต้นที่ให้ดอกตัว(ผลกลม)เมียเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนต้นตัวผู้ยังไม่พบในแปลงปลูก

การบำรุงรักษา ยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ในฤดูแล้งต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดอย่าให้ดินแห้งในฤดูฝน ถ้าฝนทิ้งช่วงต้องให้น้ำ แต่ถ้าฝนตกหนักจะต้องดูแลการระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้น โดยเสริมร่องปลูกให้สูงอยู่เสมอ ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูกมักพบโรครากเน่าและโคนเน่าจึงควรราดโคนต้นมะละกอด้วยสารอาลีเอท ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จำเป็นต้องราดโคนด้วย สารอาลีเอท ทุกๆ 15 วัน

เป็นที่สังเกตว่าการหว่านเชื้อไตรโคเดอร์มาก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้สารเคมีลงกว่าครึ่ง การกำจัดวัชพืชไม่ควรใช้จอบถางบริเวณโคนต้น เพราะรากจะถูกตัดขาด ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตหรือทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ แต่ต้องกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีวัชพืชขึ้น นอกทรงพุ่มต้องใช้เครื่องตัดหญ้าหรือมีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้นมะละกอ ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นมะละกอให้หนาและหมั่นเติมฟางอยู่เสมอจะช่วยลดวัชพืช เพราะการคลุมฟางจะทำให้เมล็ดหญ้าไม่งอกและรักษาความชื้นในดิน หรือหากเป็นสวนมะละกอขนาดใหญ่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาป้องกันกำจัดวัชพืชในการใช้ต้องมีความระมัดระวัง มะละกออ่อนแอต่อยาฆ่าหญ้า

ในการปลูกมะละกอไม่ควรใช้ยาฆ่าหญ้าเลยเป็นดีที่สุด ซึ่งในทางปฏิบัติจริงการใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกมะละกอมีข้อจำกัดและเกษตรกรผู้ปลูกจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะปัญหาเรื่องการใช้ยาฆ่าหญ้าในแปลงปลูกมะละกอ ไม่ว่าจะเป็นสารฆ่าหญ้าในกลุ่มไกลโฟเสท และสาร 2,4-ดี ละอองยาสามารถฟุ้งกระจายไปได้นับร้อยเมตร เมื่อต้นมะละกอได้สัมผัสสารฆ่าหญ้าจะทำให้ใบหงิก และมีลักษณะอาการเหมือนกับโรคไวรัสจุดวงแหวน

ที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรหลายรายเข้าใจผิด ว่ามะละกอที่ปลูกเป็นโรคจุดวงแหวน แต่ความจริงแล้วเกิดจากละอองของยาฆ่าหญ้า ดังนั้นเกษตรกรที่ปลูกมะละกอจะต้องตระหนักเป็นพิเศษ ไม่ควรฉีดพ่นสารฆ่าหญ้าในแปลงปลูกมะละกอ โดยเฉพาะช่วงต้นมะละกอยังต้นเล็ก ไม่แนะนำให้ใช้ยาป้องกันกำจัดวัชพืชใดๆ เพราะจะทำให้ต้นมะละกอเสียหายได้ง่าย แต่ถ้าต้นมะละกอโตแล้ว ก็สามารถเลือกใช้ยาป้องกันกำจัดวัชพืชได้ แต่ต้องระวังละอองยาอย่าให้โดนใบและผลโดยสวนมะละกอหลายๆ สวน ขณะนี้นิยมเลือกใช้ “บาสต้า-เอ๊กซ์” ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้าที่ค่อนข้างมีความปลอดภัยกับมะละกอโดยเฉพาะระบบราก เพราะไม่ถูกดูดซับ และสะสมในดิน จึงปลอดพิษตกค้าง สามารถกำจัดวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้าง มะละกอเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุได้ 8-10 เดือน จะเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีสีผิวเปลี่ยนจากเขียวเป็นเขียวอ่อน หรือ ปรากฏแต้มสีเหลืองบริเวณปลายผล

เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้รับเชิญอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จาก ฟอร์ด ประเทศไทย ให้ร่วมกิจกรรม “ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ แกร่งทุกงานเกษตร” พาตระเวนดูงานเกษตรในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

ครั้งนี้มีไฮไลต์ของการพาชมสวนเกษตรของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่หลายแห่ง พร้อมกับการนำรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ไปทดสอบสมรรถนะในการขับขี่และการใช้งานในมุมของภาคเกษตร

การเดินทางมุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จุดหมายแรกคือ สวนใจรักออร์คิด อำเภอโพธาราม หนึ่งในสวนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ถึง 95 ไร่ มีพื้นที่ในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ส่งออกต่างประเทศถึง 50 ไร่ ของสวนทั้งหมด โดยเป็นสวนที่ปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ต้นตำรับของสวนใจรักเอง ทำให้สื่อมวลชนได้ชมกล้วยไม้นานาพันธุ์ รวมทั้งหมดกว่า 60 ชนิด อาทิ กล้วยไม้สกุลแวนด้า โทลูมเนีย ออนซิเดียม แคทลียา สกุลหวาย อแรนด้า รีแนนเทอร่า และกล้วยไม้ผสมข้ามสกุล

จากนั้น มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านหนองตาดั้ง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งเป็นไฮไลต์ของการเดินทางครั้งนี้ บ้านหนองตาดั้ง เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีการสาธิตที่ธนาคารควายและโรงเรียนควาย ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้การทำนาบนพื้นที่ราบในหุบเขา โดยใช้ควายพระราชทาน ซึ่งรวบรวมมาจากการไถ่ชีวิตในวาระถวายเป็นพระราชกุศล โดยได้นำมาดูแลและฝึกคนให้รู้จักใช้ควาย ขณะเดียวกันก็ฝึกควายให้รู้จักทำงาน ไถนาได้ ลากเกวียนเป็น

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ควายช่วยปรับพื้นที่สำหรับปลูกข้าวและพืชไร่เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต

หลังจากนั้น เป็นช่วงของการทดสอบสมรรถนะการใช้งานเกษตรกรรมของ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นเอ็กซ์แอล และ เอ็กซ์แอลเอส (XL และ XLS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นสุดยอดรถกระบะพันธุ์แกร่งทั้งด้านความแข็งแกร่ง ความสมบุกสมบันในการใช้งานเกษตร และสมรรถนะอันเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง 2.2 ลิตร เทอร์โบแปรผัน 160 แรงม้า และการบรรทุกได้สูงสุดถึง 1.3 ตัน แม้กระทั่งเส้นทางออฟโรดที่ต้องผ่านทั้งการลุยน้ำลึกและดินลูกรังไปตลอดทาง ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยม ในการฝ่าฟันเส้นทางดังกล่าว ด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร พร้อมด้วยเหล็กแชสซีส์แข็งแกร่งพิเศษเสริมระบบกันสะเทือนใหม่ เพื่อยกระดับการควบคุมและการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้นและลดเสียงรบกวนจากพื้นถนน อีกทั้งยังขับขี่ง่าย ปลอดภัย ด้วยระบบพวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้า (EPAS) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (ABS)

อีกวันของการเดินทาง ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้พาไปเยี่ยมชมสวนผลไม้ทิมเบอร์แลนด์ ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยบึงขนาดใหญ่ มีสวนผลไม้ที่สามารถเข้าไปลิ้มรสผลไม้สดๆ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อในสวนนี้ ได้แก่ ฝรั่งกิมจู หวาน กรอบ อร่อย รวมทั้ง มะม่วง องุ่น และแก้วมังกร

เนื่องจากจังหวัดราชบุรีนั้นขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องดอกกล้วยไม้ ฟอร์ดจึงพาคณะสื่อมวลชนเข้าชมสวนดอกกล้วยไม้อีกแห่งคือ สวนผึ้งออร์คิด สวนที่ติด 1 ใน 10 ของที่เที่ยวราชบุรี มีเนื้อที่ปลูกกล้วยไม้ 6 ไร่ สวนแห่งนี้ทำสวนกล้วยไม้มา 9 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 และมีกล้วยไม้กว่า 20 สายพันธุ์ ผู้เข้าชมสามารถเข้าชมดอกกล้วยไม้ในโรงปลูกอย่างใกล้ชิดและสามารถเลือกดอกกล้วยไม้เป็นของฝากจากสวนได้ด้วยตัวเอง

โปรแกรมท้ายสุดของทริป เป็นการเดินทางไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ตำบลถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง เพื่อบริจาคอุปกรณ์กีฬาให้แก่นักเรียน ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

จัดได้ว่าเป็นทริปที่ฝากความประทับใจในความแกร่งงานเกษตรของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้ยอดเยี่ยมจริงๆแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศสวยงาม ห้อมล้อมด้วยภูเขาเล็ก-ใหญ่มากมาย ส่งผลให้เกิดเป็นเส้นทางสัญจรที่คดเคี้ยวชนิดเซียนขับรถหลายรายชื่นชอบ มีทัศนียภาพจากป่าเขาที่มองเห็นเป็นผืนสีเขียวในหน้าฝน ช่วยให้มีความสุขต่อการพบเห็น ขณะที่ความหนาวเหน็บของอุณหภูมิที่ลดต่ำในหน้าหนาวสร้างบรรยากาศให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสยังสถานที่เที่ยวตามธรรมชาติหลายแห่งกันอย่างคึกคัก

“อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์” นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รวบรวมสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกแม่สุรินทร์ ดอยปุยหลวง และอีกแห่งไฮไลต์สำคัญในช่วงหน้าหนาวสำหรับผู้มาเยือนคือทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ที่มีลักษณะเป็นทิวเขาเขียวสูงสลับด้วยทิวทุ่งดอกบัวตอง จำนวนกว่า 500 ไร่ เหลืองอร่ามทั่วแนวเขา แล้วมีเพียงปีละครั้ง