ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการเพิ่มและส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลาก

ทางชีวกายภาพ เพิ่มพื้นที่ป่าและการกักเก็บคาร์บอน ลดสภาวะโลกร้อน วัตถุประสงค์ของวนเกษตร

เพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและภูมิคุ้มกัน
เพื่อเกื้อกูลการผลิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เพื่อการป้องกันและควบคุมสภาพแวดล้อม
เพื่อใช้ที่ดินเสื่อมโทรมและพื้นที่ขนาดเล็กให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น
เพื่อความรื่นรมย์
ทีนี้มาฟังทรรศนะแง่มุมต่างๆ ของคนในพื้นที่ที่ส่งเสริมและพัฒนาวนเกษตรบ้านด่านนาขามนะครับ ผู้เขียนได้พบและสนทนากับตัวแทนหน่วยงานส่งเสริม ซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงาน แต่อย่างน้อย 2 หน่วยงาน ที่มุ่งมั่นการส่งเสริมให้วนเกษตรบ้านด่านนาขามมีความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนถึงกาลปัจจุบันนี้

คุณสมยศ อินบัว รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลด่านนาขาม ได้ชี้แจงถึงบทบาท หน้าที่ ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ได้ส่งเสริมสวนวนเกษตรว่า คณะผู้บริหารได้เห็นความสำคัญที่จะต้องฟื้นฟู พัฒนา รักษาสภาพป่าให้เป็นคุณแก่ครัวเรือนเกษตรกร และส่งเสริมวิถีชีวิตที่ผูกพันกันมาของคนในชุมชน ให้อยู่คู่กับธรรมชาติ คือ สวนวนเกษตร คนจะได้ไม่ไปบุกรุกป่า ไม่ถากถางป่าจนโล่งเตียน แต่ให้ใช้วิธีสร้างป่าทดแทน และปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือน ให้คนกับป่าได้อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน และรักษาป่าไว้ให้เป็นธรรมชาติสมบัติของชุมชนไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน หน้าที่ของ อบต. เพียงเข้าไปส่งเสริม ให้แนวคิดของคนในชุมชนเกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจัง ซึ่งทุกวันนี้คนในบ้านด่านนาขาม ก็ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักคิดวิเคราะห์ปัญหา หาทางแก้ไขกันเองได้อยู่แล้ว

คุณสมยศ ยังกล่าวอีกว่า คนในชุมชนบ้านด่านนาขามมีการรวมกลุ่มคนเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งมาก จนเกิดกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายตามความสมัครใจ และช่วยกันขับเคลื่อนกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในการดำรงชีวิตด้วยการช่วยตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้แก่ กลุ่มทำสวนผลไม้ กลุ่มสมุนไพร กลุ่มปุ๋ยหมัก กลุ่มรักษ์ทุเรียนพื้นเมือง ฯลฯ นั่นเป็นผลทางด้านสังคมของคนในชุมชน ส่วนทางด้านเศรษฐกิจของสวนวนเกษตรนั้น คุณสมยศกล่าวว่า สวนวนเกษตรให้ความมั่นคงทางด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมก็มีความยั่งยืน คนในชุนชนมีการซื้อขายผลผลิตจากสวนวนเกษตรค่อนข้างจะคึกคัก ส่วนการตลาด…คนในชุมชนจะจัดการหาตลาดกันเอง ทั้งตลาดในชุมชนและตลาดนอกชุมชน

“กรณีนี้ พวกเขาไม่ได้พึ่งพาทาง อบต. มากนัก แต่โดยปัจจุบันก็ยังไม่ค่อยมีปัญหา โดยผลผลิตมีตลาดในชุมชนรองรับอยู่แล้ว และชุมชนอยู่ติดถนนสายอุตรดิตถ์-เด่นชัย จึงเป็นจุดขายผลผลิตสดและแปรรูปให้แก่ผู้คนที่เดินทางขึ้น-ล่อง”

คุณสมยศ ยังได้ให้ข้อมูลว่า พืชพรรณที่ปลูกกันแบบผสมผสานและเป็นผลผลิตอยู่ในสวนวนเกษตรบ้านด่านนาขาม มีทั้งการจัดแปลงปลูกและที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จัดได้เป็นระดับเรือนชั้น ดังนี้

1.ไม้ป่า เป็นไม้ยืนต้นและเป็นไม้เรือนยอด ชั้นที่ 1 มีทั้งไม้เนื้อแข็งและไม้เนื้ออ่อนที่มีลำต้นสูง ได้แก่ ไม้มะค่า ไม้ยางนา ไม้แดง ยมหิน ฯลฯ เป็นไม้พี่เลี้ยงและเป็นไม้ร่มเงาให้กับต้นไม้ในระบบวนเกษตร ช่วยลดการระเหยของน้ำ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นในอากาศ ทั้งยังรักษาอินทรียวัตถุในดินอีกด้วย

ไม้ผล เป็นไม้เรือนยอด ชั้นที่ 2 เป็นพืชเศรษฐกิจ ต้องยกให้ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน (เป็นพันธุ์ที่ปลูกครั้งเริ่มต้นปรับพื้นที่เพื่อการเกษตร อายุต้นเฉลี่ย 50-80 ปี) นอกนั้นก็มี ลางสาด ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ ซึ่งผลไม้เหล่านี้สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับชุมชนบ้านด่านนาขาม
พืชอาหาร เป็นพืชชั้นล่าง ชั้นที่ 3 ได้แก่ กล้วย ไผ่ สะแล กาแฟ ผักพื้นบ้าน ฯลฯ
ไม้ชั้นใต้ดิน เป็นชั้นที่ 4 เป็นพืชปกคลุมดิน เช่น ข่า กระชาย ขมิ้น ไพล เผือก กลอย และพืชสมุนไพร เป็นต้น

“หากกล่าวถึงทุเรียน ตอนนี้กระแสทุเรียนเป็นที่โด่งดังของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะทุเรียนหลงลับแล หลินลับแล และหมอนทอง กลายเป็นผลไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีคนในชุมชนบ้านด่านนาขามรวมกลุ่มกันอนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์โบราณ หรือพันธุ์พื้นเมือง แม้ไม่ใช่ไม้ผลเชิงเศรษฐกิจ แต่มีมูลค่าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของภูมิประเทศและระบบนิเวศของระบบวนเกษตรที่พวกเราอยู่ร่วมกัน ทาง อบต. จึงได้จัดกิจกรรมแรลลี่จักรยานขึ้นทุกๆ ปี เป็นการประชาสัมพันธ์ เปิดสวนทุเรียนให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้ลิ้มรสทุเรียนพื้นเมือง และจัดให้มีการประกวดทุเรียนพื้นเมืองและสวนวนเกษตร เช่นในวันนี้” คุณสมยศ กล่าว

อีกท่านหนึ่ง คือ คุณสำเริง เกตุนิล เลขาธิการสถาบันนิเวศน์เพื่อการพัฒนาจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO (Non-Governmental Organization) ได้เล่าถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบันฯ ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบบวนเกษตรของชุมชนบ้านด่านนาขาม ว่าสถาบันได้เข้าไปส่งเสริมชุมชนในหลายเรื่อง หลายกิจกรรม ไม่เฉพาะเรื่องวนเกษตรเท่านั้น แต่ได้เข้าไปสนับสนุนให้ชุมชน หน่วยงานรัฐในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายพันธุกรรมเพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบแนวทางการจัดการระบบเกษตรกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และมีความเหมาะสมกับนิเวศท้องถิ่น

โดยลักษณะของกิจกรรมที่สถาบันฯ ดำเนินการอยู่ด้วยการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนในรูปแบบของเครือข่ายและเยาวชนให้มีศักยภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติ ทั้งอนุรักษ์ภูมิปัญญาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เน้นองค์ความรู้ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ส่งเสริมให้เกิดการจัดการระบบเกษตรที่เหมาะสม รวมทั้งการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรดั้งเดิม

เบื้องหลังจากอุบัติภัย สู่ความเชื่อมั่นในระบบวนเกษตร

คุณสำเริง เล่าย้อนอดีตของช่วงเวลาที่ชาวบ้านบ้านด่านนาขามได้รับบทเรียนจากภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อปี พ.ศ.2537 และอุบัติภัย ดินโคลนถล่มอย่างรุนแรง เมื่อปี พ.ศ. 2549 ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร อาทิ สวนทุเรียน สวนลางสาด สวนลองกอง พังทลายจากดินโคลนที่ลาดชัน ทำให้คนในชุมชนตื่นตัวในการอนุรักษ์ไม้ใหญ่ที่เป็นไม้ยืนต้น ที่สามารถดูดซับน้ำในฤดูฝน และคายน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้ดินในฤดูร้อน และโดยที่พื้นที่วนเกษตรไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด จึงเกิดความเชื่อมั่นในระบบวนเกษตร ได้มีการฟื้นฟู พัฒนา วนเกษตรให้เป็นรูปแบบหรือโมเดล (model) ที่น่าสนใจของการจัดการป่าไม้ ที่พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนกับป่า อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล พร้อมกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของทุเรียนพื้นเมือง

เมื่อกล่าวถึงการอนุรักษ์ทุเรียนพื้นเมือง คุณสำเริง ฟันธงเลยว่า “การจัดการกับทุเรียนพื้นเมืองที่อยู่ในสวนวนเกษตรนั้น จัดการง่าย เรื่องโรค ไม่ว่าจะเป็นโรครากเน่าโคนเน่า ไม่มี และแมลงก็มีน้อย ใช้พื้นที่ก็น้อย ค่าจ้างแรงงานแทบจะไม่ต้องจ่าย จึงมีต้นทุนการจัดการต่ำ และรายได้ของเกษตรกรค่อนข้างดี”

“ไม้ผลทุเรียนพื้นเมืองนี้ นะครับพี่ เกษตรกรได้มีการพัฒนามูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือพื้นที่การปลูกทุเรียนในสวนวนเกษตร มีถึงร้อยละประมาณ 50 ของพื้นที่ทั้งหมด นะครับ…และอีกร้อยละ 50 เป็นลางสาด ลองกอง และพืชชั้นล่าง ครับ”

การจัดการทุเรียนในสวนวนเกษตรใช้วิธีดั้งเดิม เรียบง่าย

คุณสำเริง ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปลูก การดูแล บำรุงรักษา การเก็บผลทุเรียน ไว้ว่า

การปลูก ในสวนวนเกษตรเป็นวิธีการแบบดั้งเดิม ไม่เน้นการปลูกที่เป็นระยะแถว หรือระยะห่างระหว่างต้น ตามหลักวิชาการเกษตร มักจะปลูกกันในพื้นที่บริเวณที่แสงแดดเข้าถึงบ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงต้นไม้ใหญ่ ซึ่งระยะห่างส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพพื้นที่เป็นหลัก และยังคงพึ่งพาการรักษาระดับความชื้นที่การบดบังแสงในช่วงหลังฤดูฝน

การดูแลบำรุงรักษา กล่าวได้ว่า การผลิตทุเรียนแบบวนเกษตรดั้งเดิม เขาเน้นระบบธรรมชาติเป็นหลัก เพราะทุเรียนเป็นไม้ผลยืนต้น สูงประมาณ 10-15 เมตร เมื่อออกดอก คนไม่สามารถปีนป่ายขึ้นไปผสมเกสรได้ครับ ต้องอาศัยแรงลมและแมลงเป็นตัวช่วย กระตุ้นให้เกิดการผสมเกสร แล้วก็ไม่มีระบบการจัดการน้ำภายในสวน และการให้ปุ๋ยจะได้จากการทับถมของใบไม้ใบหญ้าที่ตัดให้สลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ

การเก็บผลทุเรียน เกษตรกรเขาจะมีวิธีการเก็บผล เนื่องจากความสูงของลำต้น จึงนิยมใช้การเก็บจากใต้ต้นแทนการขึ้นตัดบนต้น และที่สำคัญไม่ใช้แรงงานจำนวนมาก ใช้แรงงานในครอบครัวก็พอ อายุการเก็บผลทุเรียนมีระยะเวลาประมาณ 30-45 วัน ซึ่งผลจะทยอยร่วงหล่นตามอายุความแก่ของผล จะมีออกวางขายในตลาดช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคมเท่านั้น

ถามถึงเรื่องการตลาดของทุเรียนพื้นเมืองที่นี่ จัดการกันอย่างไร คุณสำเริง ให้คำตอบว่า ปัจจุบัน ราคาทุเรียนหลง-หลินลับแล หมอนทอง ในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นมากครับพี่ จึงทำให้กลุ่มผู้บริโภคหันมานิยมซื้อทุเรียนพื้นเมือง ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 50-60 บาท จากอดีตแค่ 10-20 บาท แต่ ข้อจำกัด คือ ทุเรียนพื้นเมืองมีจำนวนไม่มาก และก็เป็นทุเรียนสุก ไม่สามารถเปิดตลาดในวงกว้างได้ แต่จะมีผู้บริโภคที่ติดใจในรสชาติ ซื้อกินแล้วสืบหาสวนของเกษตรกรกันเอง

ทราบว่า ทุเรียนพื้นเมือง เมื่อสุกจัดกลิ่นจะแรงมาก เมล็ดก็ใหญ่ ผู้เขียนปรารภขึ้นมา

คุณสำเริง รีบบอกทันทีว่า เขาจะนำไปใช้แปรรูปเป็นทุเรียนกวน เก็บไว้ได้นาน มีเนื้อกวนที่ละเอียด กวนแล้วเนื้อจะเหนียวแน่น และมีกลิ่นหอม ที่สำคัญเป็นการเพิ่มมูลค่าครับ ราคาก็ได้สูงเช่นกันครับ ส่วนเมล็ดนั้น เขาจะนำไปเพาะเพื่อเป็นต้นตอแม่พันธุ์ก่อนนำไปเปลี่ยนยอด ถ้าขายเป็นต้นตอ ราคาต่อต้นจะสูงขึ้นมาก

ท้ายสุดของการสนทนา คุณสำเริง ได้เปิดเผยถึงรางวัลที่มีผู้ส่งเข้าประกวดทุเรียนพื้นเมืองในงานมหกรรมของดีตำบลบ้านด่านนาขาม กิจกรรมการจัดงานทุเรียนและความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำปี 2561 ดังนี้

รางวัลการประกวดสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์ดี (เนื้อเหลือง)

รางวัลชนะเลิศ นางสังเวียน ใจคำ หมู่ที่ 7 ได้รับรางวัลเงินสด 2,000 บาท

รางวัลการประกวดสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์ดี (เนื้อขาว)

รางวัลชนะเลิศ นางนวนันท์ จินดา หมู่ที่ 10 ได้รับรางวัลเงินสด 2,000 บาท

รางวัลการประกวดสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์ดี (เมล็ด)

รางวัลชนะเลิศ นายธีระ สุทธิเจริญ หมู่ที่ 10 ได้รับรางวัลเงินสด 2,000 บาท

รางวัลการประกวดสายพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง (หมอนใหญ่)

รางวัลชนะเลิศ นางกรรณิการ์ คำรู้ หมู่ที่ 7 ได้รับรางวัลเงินสด 2,000 บาท

รางวัลการประกวดสวนวนเกษตร

รางวัลชนะเลิศ เป็นสวนวนเกษตรของ นายหลา ก้อนจินดา หมู่ที่ 8 ได้รับรางวัลเงินสด 2,000 บาท

ท่านใดได้อ่านบทความนี้แล้ว ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ คุณสำเริง เกตุนิล โทร. (087) 844-6856 และ องค์การบริหารส่วนตำบลด่านนาขาม โทร. (055) 479-956, (055) 479-957

พื้นที่ลาดเชิงเขา และมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นตัวชี้ว่า ไม่ใช่พืชทุกชนิดจะเจริญเติบโตได้ดีในถิ่นนี้ ถ้าจะให้ดีต้องปลูกพืชที่มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ผลผลิตที่ได้จากการปลูกพืชจึงจะงอกเงยเห็นผลที่ชัดเจน

ไม้ผลอย่าง อะโวกาโด ยังคงเป็นพืชที่หลายคนมองว่า ปลูกง่าย หากพื้นที่มีความเหมาะสมมากพอ ทั้งยังเก็บผลผลิตได้ยาวนาน ไม่ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่ เป็นไม้ผลที่ยืนต้นเช่นเดียวกับไม้ผลชนิดอื่น

คุณวิทุน ขยันใหญ่ยิ่ง ที่อดีตเป็นเด็กในพื้นถิ่นตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ปัจจุบัน มีความยิ่งใหญ่ตามนามสกุล เพราะเขาเป็นหนุ่มที่มีความขยันใหญ่ยิ่งจริงๆ ทำให้ทุกวันนี้ คุณวิทุน เปรียบได้กับผู้นำด้านเกษตรและสุขภาพของชุมชนในถิ่นนั้น

นับตั้งแต่วัยเยาว์ คุณวิทุนมีความโดดเด่นในหลายเรื่อง ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนเข้ารับการอบรมเรื่องการรักษาสุขอนามัยเบื้องต้น ตามโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งให้คัดเลือกเยาวชนเข้ารับการอบรม เพื่อนำกลับมาดูแลสุขภาพและถ่ายทอดให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของคุณวิทุน ในการเป็นผู้นำและการก้าวออกสู่โลกภายนอก แสวงหาประสบการณ์ นำกลับมาใช้ในท้องถิ่นของตนเอง

นอกจากโครงการด้านสุขภาพที่ได้รับคัดเลือกเข้ารับการอบรมแล้ว คุณวิทุนได้เริ่มสมัครเข้ารับการอบรมโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอีกหลายโครงการ ด้วยความสนใจเป็นส่วนตัว ทำให้มีความรู้และประสบการณ์ติดตัวนำกลับมาใช้มากมาย

พื้นที่อำเภอแม่ลาน้อยในอดีต เป็นพื้นที่ที่ชาวไทยภูเขาหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ และอาชีพที่มีคือ การทำไร่เลื่อนลอย ครอบครัวของคุณวิทุนเองก็เช่นกัน การทำไร่เลื่อนลอยก็เป็นอาชีพที่พอจะสร้างรายได้ได้ แต่เมื่อความเจริญเข้าถึงในพื้นที่ คุณวิทุนออกไปหาประสบการณ์และนำกลับมาใช้ ทำให้มีการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในชุมชนได้ เช่น ครอบครัวของคุณวิทุนเอง ก็เปลี่ยนจากการทำไร่เลื่อนลอย มาตั้งหลักแหล่ง และหันมาปลูกพืชที่โครงการหลวงเข้ามาส่งเสริม เช่น กะหล่ำปลี นาขั้นบันได ข้าว กาแฟ รวมถึงไม้ผลบางชนิด ที่เหมาะกับพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมาก

“หลังจากโครงการหลวงเข้ามาส่งเสริมเรื่องอาชีพในทางเกษตรกรรม ผมก็เปลี่ยนมาปลูกกาแฟ ปลูกนานถึง 4 ปี เพราะได้รับการส่งเสริมและให้คำปรึกษาที่ดีจากโครงการหลวง แต่เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยว ได้ผลผลิตดีมาก แต่ประสบปัญหาไม่มีแรงงานเก็บเกี่ยว เมล็ดกาแฟที่ได้เมื่อเก็บไม่ทันก็แห้งคาต้น ประสบการณ์สอนผมว่า ผมปลูกเยอะเกินไป แรงงานไม่พอ ดังนั้น การปลูกกาแฟจึงไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมในอาชีพ”

คุณวิทุนยกเลิกแปลงกาแฟทั้งหมด แล้วเปลี่ยนเป็นปลูกอะโวกาโดแทน จากการศึกษาก่อนลงปลูกอะโวกาโด พบว่า ดินมีความเสื่อมโทรมสูงมาก แต่สภาพพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอะโวกาโด จึงตัดสินใจว่า การปรับปรุงดินไปพร้อมๆ กับลงปลูกอะโวกาโดก็ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำไปพร้อมกันได้ เมื่อศึกษาลึกไปกว่านั้น ก็พบว่า พันธุ์อะโวกาโดที่เหมาะสมคือ พันธุ์แฮส และพันธุ์บัคคาเนีย

“อะโวกาโดเป็นพืชที่ผลผลิตราคาดี มีทรงพุ่มใหญ่ แต่ภูมิต้านทานต่ำ โดยเฉพาะระบบรากมีความอ่อนแอมาก เมื่อเทียบกับไม้ผลชนิดอื่นๆ” คุณวิทุนลงปลูกอะโวกาโดไว้ 320 ต้น ในพื้นที่ 2 แปลง ทั้ง 2 แปลง มีความลาดชันไม่เท่ากัน แต่ทั้ง 2 แปลง ติดตั้งสปริงเกลอร์และระบบการให้ปุ๋ยน้ำหมักผ่านการรดน้ำด้วยสปริงเกลอร์ไปพร้อมกัน ทำให้ประหยัดเวลาในการให้ปุ๋ย โดยการรดน้ำ เริ่มขึ้นเมื่ออะโวกาโดเริ่มติดดอก ประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ด้วยการให้น้ำ 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง

ข้อควรระวังในการปลูกอะโวกาโดคือ ไม่ควรมีวัชพืชปกคลุมบริเวณโคนต้นหรือภายในแปลง เพราะระบบรากของต้นอะโวกาโดอ่อนแอ หากเกิดโรคแล้วจะไม่สามารถจัดการหรือควบคุมได้ ต้องปล่อยให้ต้นตายไปในที่สุด ไม่ว่าต้นจะมีอายุกี่ปีก็ต้องปล่อยให้ตาย นอกจากนี้ ยังพบโรคชนิดหนึ่งที่พบในอะโวกาโด และยังไม่พบวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาคือ เกิดอาการใบแห้งจากยอดลงมาที่ต้น และต้นอะโวกาโดจะแห้งตายในที่สุด

การปลูกอะโวกาโดในแปลง ควรมีระยะห่าง 8×8 เมตร เพื่อรักษาทรงพุ่ม พื้นที่ 1 ไร่ จึงปลูกอะโวกาโดได้จำนวน 22 ต้น

อะโวกาโดเมื่อติดผลจะให้ผลผลิตเต็มต้น ควรปลิดออก ให้ผลไม่ติดกัน ป้องกันผิวเสีย จะทำให้ตกเกรดเมื่อซื้อขาย

ตัวอย่างเช่น ทรงพุ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ความสูงต้น 4 เมตร ควรปลิดทิ้งให้เหลือผลอะโวกาโด 400-500 ผลเท่านั้น เพื่อให้ผลมีขนาดใหญ่และผลไม่ติดกันจนผิวเสีย ผลผลิตอะโวกาโดมีหลายเกรด เกรดที่ดีที่สุดเรียกว่า เกรด 1 เอ็กซ์ตร้า เป็นขนาดที่มีน้ำหนักผลมากกว่า 250 กรัม และผิวสวยไม่มีรอยดำ จะส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวงทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะไปส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเชียงใหม่ ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้ารับประจำอยู่แล้ว ผลผลิตจึงไม่เหลือตกค้างทุกปี

การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม และหลงเหลือเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

ที่ต้องกล่าวถึงอะโวกาโดอย่างละเอียด เพราะเป็นไม้ผลที่ทำรายได้เป็นหลักให้กับครอบครัวของคุณวิทุน โดยแปลงที่มีพื้นที่ 12 ไร่ ปลูกต้นอะโวกาโดและต้นมะม่วงไว้อีก 200 ต้น มะม่วงให้ผลผลิตแล้วประมาณ 25 ต้น ส่วนพื้นที่อีกแปลงมีขนาด 9 ไร่ เป็นแปลงที่ปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ขนุน มะไฟ ชมพู่ พลับ ซึ่งผลผลิตที่ได้ทั้งหมดส่วนใหญ่รับประทานเองและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน เหลือก็นำไปขาย มีรายได้รวมแล้วไม่น้อยไปกว่าอะโวกาโด

นอกเหนือจากแปลงอะโวกาโด มะม่วง และสวนผสม ที่คุณวิทุนเรียกว่า สวนวนเกษตร แล้วคุณวิทุนยังทำนาขั้นบันได โดยการปลูกข้าวพื้นถิ่น และเปลี่ยนสายพันธุ์ทุกๆ 2 ปี ไว้รับประทานในครัวเรือน ซึ่งการทำนาขั้นบันไดเป็นเพราะสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชัน หากไม่ทำเป็นลักษณะของขั้นบันได จะปลูกข้าวไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำในช่วงที่ข้าวต้องการน้ำได้ จึงต้องสร้างคันขึ้นความสูง 20-30 เซนติเมตร ขึ้นกับสภาพพื้นที่

เมื่อข้าวไม่ใช่รายได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นต้นทุน เพราะไม่ต้องซื้อข้าวรับประทาน ที่เหลือเป็นการเลี้ยงสัตว์ คุณวิทุน เลี้ยงไก่ไข่ไว้จำนวนหนึ่ง เป็นการเลี้ยงปล่อย แต่ให้นอนในโรงเรือน เพื่อเก็บไข่ง่าย ทั้งยังเลี้ยงปลา โดยการขุดบ่อขนาดความลึก 1 เมตร ความกว้าง 10 เมตร ความยาว 14 เมตร เพราะดินเป็นดินทราย ทำให้ไม่สามารถเก็บน้ำได้ จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเดิมคือ การนำขี้วัวขี้ควายมาทำให้เหลวแบบโคลน แล้วเทปาดลงไปที่บ่อเป็นการอุดช่องว่างของดินทราย สามารถกักเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี สามารถเลี้ยงปลาได้ โดยคุณวิทุนเลี้ยงปลานิล จับขายและไว้รับประทานในครัวเรือน

ใต้ถุนบ้านสร้างเป็นคอกไม้ เลี้ยงหมูไว้ 2 ชนิด คือ พันธุ์เหมยซาน และพันธุ์ดูร็อกเจอซี่ (หมูขาว) ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์มีจำนวนรวม 9 ตัว ให้ลูกปีละ 15-18 คอก คุณวิทุนขายลูกหมูยกคอก ซึ่งรายได้จากการขายลูกหมูมีไม่น้อยกว่า 40,000 บาท ต่อปี

รอบบ้าน ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่าง ลงแปลงผักสวนครัวไว้

พืชทุกชนิดของครอบครัวขยันใหญ่ยิ่ง เว็บแทงฟุตบอล ไม่ถึงกับปลอดสารเคมี แต่ใช้ให้น้อยที่สุด อาจเรียกได้ว่า “ปลอดสาร” ในแต่ละปี คุณวิทุน ภรรยา และลูก มีรายได้จากการทำการเกษตร 1.6-2 แสนบาท ต่อปี สนใจสอบถามเทคนิคการทำสวนผสมปลอดสารได้ที่ คุณวิทุน ขยันใหญ่ยิ่ง หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือโทรศัพท์สอบถาม

ในช่วงสภาพอากาศหนาวเย็น กลางวันร้อน กลางคืนหนาว กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟอาราบิกาเฝ้าระวังการระบาดของโรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในระยะที่ต้นกาแฟเริ่มติดผลจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต

สำหรับโรคแอนแทรคโนส แสดงอาการที่ใบ พบได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางแผลตาย ถ้ารุนแรงแผลจะขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ใบแห้งไหม้ทั้งใบ แสดงอาการที่กิ่ง พบกิ่งเขียวไหม้ ทำให้ใบเหลืองและร่วงหล่น กิ่งเหี่ยวและแห้งทั้งกิ่ง แสดงอาการที่ผล พบได้ทั้งผลอ่อนและผลแก่ เริ่มแรกผลเป็นจุดสีน้ำตาลเข้ม เมื่ออาการรุนแรงขึ้น จุดจะขยายรวมกันเป็นแผลรูปร่างไม่แน่นอน และเนื้อเยื่อแผลยุบตัว หากพบที่ผลอ่อนจะทำให้ผลไม่พัฒนาเป็นเมล็ด หยุดการเจริญเติบโต และเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่ผลยังคงติดอยู่บนกิ่งกาแฟ

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม ใบ และเก็บผลที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อให้โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก และแสงแดดลอดผ่านได้ อีกทั้งควรรักษาระดับร่มเงาให้เหมาะสม เพื่อรักษาระดับความชื้นและช่วยป้องกันการเกิดโรค จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น เพื่อให้ต้นกาแฟมีความแข็งแรง

ส่วนในระยะที่ต้นกาแฟเริ่มติดผล เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคเริ่มระบาด ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรป้องกันกำจัดมอดเจาะผลกาแฟอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมอดเจาะผลกาแฟจะเข้าทำลายผลทำให้เกิดบาดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายผลกาแฟได้มากยิ่งขึ้น