ด้านหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้

ดร.สัญชัย คูบูรณ์ นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราส่วนผู้สูงอายุขึ้นมาก โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้สามารถดูแลกลุ่มผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องการเดินทาง การสื่อสาร สุขภาพ การแพทย์ และการส่งเสริมให้ใช้ความรู้ความสามารถของผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณค่า เช่น เทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องการเดินทางได้สะดวกไม่ต้องพึ่งคนรอบข้าง อุปกรณ์หุ่นยนต์ที่คุยเป็นเพื่อนได้ ช่วยสื่อสาร ลดความเครียด

ตอนบุตรหลานไปทำงาน และการพัฒนาเซ็นเซอร์ ที่ทำให้ทราบว่าผู้สูงอายุนอนติดเตียงหรือเสี่ยงต่อการตกเตียงหรือไหม เป็นต้น ประเทศไทยยังต้องมีการเตรียมตัวเพื่อรองรับเข้าสู่สังคมสูงอายุพอสมควร สิ่งที่ทำให้มีความพร้อมมากขึ้น คือ การสร้างความตระหนักในเรื่องสังคมผู้สูงอายุว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน เมื่อทุกคนตระหนักแล้วทุกภาคส่วนจะให้ความสนใจในการดูแลและเอาใจใส่กลุ่มคนส่วนนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงจะเกิดโอกาสทางการตลาดให้แก่ภาคธุรกิจได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน”

ในการประชุมนานาชาติครั้งนี้ ไฮไลท์สำคัญคือ ศ.ดร.ฮาราล์ ซู เฮาเซ่น นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยา หรือการแพทย์ ในปี พ.ศ. 2551 กล่าวปาฐกถาในหัวข้อมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อและวิธีป้องกัน และการเสวนาในเรื่องการรองรับสังคมผู้สูงอายุใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเสวนาเรื่อง “สูงวัยอย่างมีสุขภาพที่ดี มีความสำคัญอย่างไร” ซึ่ง ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. ร่วมนำเสนอและกล่าวถึงปัจจัยที่ส่งผลให้บุคคลมีอายุยืนยาว 3 ปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรมและการแสดงออกของสารพันธุกรรม

สิ่งแวดล้อม และแนวทางการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพ โดยมีผลการศึกษาจากบลูโซน (Blue zones) ซึ่งเป็นแหล่งที่มีคนอายุยืนของ โลก เช่น เมือง Loma Linda ประเทศสหรัฐอเมริกา เมือง Sardinia ประเทศอิตาลี เมือง Okinawa ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ Dr. Suraj Bhattarai ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine พูดถึงความสำคัญของการสูงวัย เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอัตราส่วนของประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในปี ค.ศ. 2050 เมื่อเทียบกับปัจจุบัน และได้กล่าวว่าการมีสุขภาพดีประกอบไปด้วย 3 หลัก ได้แก่ สุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม

ในหัวข้อเสวนาเรื่อง “ชุมชนของการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดีสำหรับทุกช่วงวัย” ศาสตราจารย์ ดร.ลุย ดีเพ ประธาน The Interacademy Partnership และ Chinese Academy of Medical Sciences, Peking Union Medical College บรรยายถึงการสูงวัยซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในมนุษย์ การสูงวัยเกิดขึ้นใน 4 ระดับ ไล่ตั้งแต่ระดับที่เล็กที่สุดคือ โมเลกุล ไปจนถึงระดับใหญ่ที่ปรากฏออกมาให้เห็นอาการเจ็บป่วย วิธีการรักษาโรค นอกจากจะทำการรักษาตามอาการแล้ว

ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคหรือชะลอความสูงวัยได้โดยเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่บ่อนทำลายสุขภาพ ขณะที่ รศ.ดร.เอกชัย สุมาลี จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บรรยายว่าในปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลแล้ว ควรส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวในพื้นที่ห่างไกล จากกรณีศึกษาล่าสุดที่ อ.บางแสน จ.ชลบุรี ได้มีการศึกษาการใช้อุปกรณ์พกพาติดตัวที่สามารถติดตามกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุได้ ทำให้ผู้ดูแลสามารถเฝ้าติดตามสุขภาวะของผู้สูงอายุได้แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้น อีกทั้งยังสามารถแจ้งเตือนในกรณีฉุกเฉินได้ด้วย

และในหัวข้อเสวนาสุดท้าย เรื่อง “มนุษย์กับธรรมชาติเพื่อการมีสุขภาพดีและอายุยืนในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม” ศาสตราจารย์ ดร. ภาวิณี ชินะโชติ อดีตนายกสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย หัวข้อ มุมมองด้านอาหารของเอเชียในปี พ.ศ. 2593 ถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารซึ่งเกิดจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ภาวะโลกร้อน อาหารที่มีราคาสูงขึ้น และความแตกต่างของมาตรฐานอาหารในแต่ละภูมิภาค

ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น กระบวนการแปรรูปอาหารและการทำเกษตรอัจฉริยะโดยใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์ และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารได้ ขณะที่ Prof. Dr. Kevin Marsh จาก University of Oxford บรรยายเรื่อง “สุขภาพและสิ่งแวดล้อมในแอฟริกา” การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในแอฟริกาในอนาคตที่แตกต่างจากทวีปอื่นๆ ได้แก่ การลดลงอย่างชัดเจนของอัตราการเสียชีวิตในวัยเด็ก จำนวนประชากรในแอฟริกาที่จะเพิ่มขึ้น พีรามิดของประชากรที่มีแนวโน้มจะเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการขยายตัวของชุมชนเมือง สภาพอากาศจะแห้งแล้งมากขึ้น ส่งผลต่อการขยายตัวของทะเลทราย อย่างไรก็ตาม ทวีปแอฟริกายังมีโอกาสที่จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกมากเมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่นำร่อง ต.โป่งแดง จ.ตาก ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบกสิกรรม ด้วยศาสตร์พระราชา เหตุชาวบ้านประสบภัยแล้งหนัก เร่งสร้างความเข็มแข็งในระดับชุมชน –ส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คาด1ปี เห็นผลชัดเจน

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบกสิกรรม ด้วยศาสตร์พระราชา (โคก หนอง นา โมเดล) นำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำปิง จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา เพื่อขับเคลื่อนขยายผลการดำเนินงาน สร้างความเข็มแข็งในระดับชุมชน โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเน้นกระบวนการที่สอดคล้องกับการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา ส่งเสริมด้านการประกอบอาชีพ กิจกรรมการผลิตและการตลาด รวมถึงให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปผลผลิต การจัดหาช่องทางตลาดเพื่อจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกร อีกทั้งส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความเป็นอยู่ที่ดี

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ กรมฯจึงได้เชิญผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ของพระราชา พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวบ้านที่จะนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถนำไปส่งเสริมต่อยอดให้กับเกษตรกร ในจังหวัดตากได้ โดยได้น้อมนำศาสตร์พระราชา 3 ด้าน คือ การพัฒนามนุษย์ การพัฒนาและบริหาร การอนุรักษ์และฟื้นฟู เพื่อนับไปปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร เริ่มจากพื้นที่แห้งแล้งเป็นพื้นที่นำร่อง โดยเฉพาะตำบลโป่งแดง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นตำบลนำร่องในลุ่มน้ำปิง

มีประชากรในพื้นที่ทั้งหมด 6,000 คน เบื้องต้นได้มีการประชุมพิจารณากำหนดแนวทางและกรอบการดำเนินงาน คัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ พร้อมประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สร้างเครือข่ายและขยายผลการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่องด้วยการนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติ โดยจะแนะนำชาวบ้านแบ่งพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน ขุดบ่อทำสระและคลอง การทำนาปลูกข้าว การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง รวมถึงจะแจกไก่ ปลาและพันธุ์พืชเพื่อส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วม โดยเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องมีที่ดินเป็นของตัวเอง 10 ไร่ขึ้นไป

ทั้งนี้ เหตุที่เลือกตำบลโป่งแดงเป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง อยู่ด้านท้ายน้ำ ของเขื่อนภูมิพล แต่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา อาชีพเลี้ยงวัวและปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อนำมาผลิตอาหารสัตว์ทั้งในรูปของหญ้าสดและหญ้าแห้ง แต่ก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการเลี้ยงวัว เนื่องจากขาดแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ส่งผลทำให้ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร ดังนั้น จึงต้องร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาเข้ามาเป็นแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันศึกษาวิธีการผันน้ำจากเขื่อนแม่ปิงตอนล่าง เพื่อมาช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ได้มีน้ำในการบริโภค แต่คาดว่าน่าจะผันน้ำเข้ามาพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ หากมีงบประมาณเพียงพอ ซึ่งคาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้และชาวบ้านก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะเปิดรับสมัครเกษตรกรที่จะสนใจจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว

ขณะนี้มีเกษตรกรส่วนหนึ่งได้เดินทางไปอบรมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้การทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว และจะกลับมาทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และร่วมขับเคลื่อนในพื้นที่นำร่องต่อไป สำหรับบทบาทของสหกรณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง จะเข้ามาแนะนำอาชีพต่าง ๆ และสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ จะร่วมบูรณาการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีสหกรณ์จังหวัดตาก ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกหน่วยงานเพื่อให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 1 ปี เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมประชาสัมพันธ์ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติในอนาคต

วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี นำโดย พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการ ฝนหลวง ณ ห้องประชุมชั้น 2 หอบังคับการบิน สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ สร้างการรับรู้ด้านการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอื่นๆ ตลอดจนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน

และเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ โดยขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมมือด้านสารสนเทศ โดยการจัดหาข่าวสาร ข้อมูลสารคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างยั่งยืน นำเสนอผ่านเครือข่าย ของกรมประชาสัมพันธ์ ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร โดยการสนับสนุน แลกเปลี่ยน และเสริมสร้าง องค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านการประชาสัมพันธ์ของทั้ง 2 หน่วยงาน รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เช่น วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ สำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ ในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2564

โอกาสนี้ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ เยี่ยมชมการทำงานของหอบังคับการบิน และโรงซ่อมเครื่องบิน ภายในสนามบินนครสวรรค์ และรับฟังการบรรยายการสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ประชาชนและผู้สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทางเพจเฟซบุ๊กกรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์ www.royalrain.go.th รวมถึงรับฟัง ผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในช่วงข่าวภาค 7.00 น.

จากกรณีที่เพจดังในพื้นที่พัทยาได้โพสต์ภาพการขายทุเรียนในรูปแบบใหม่ขายแต่เนื้อ ไม่ขายเปลือก โดยผู้ที่โพสต์ตามเพจ “สุทธิดา สุวรรณนาใจ” โพสต์ข้อความว่า 3,000 บาทไม่ขาย ขายเพียง ก.ก.ละ 350 บาท หมอนทองเนื้อดี ไม่มีเปลือก เนื้อสวย รสชาติอร่อย ขีดละ 35 บาทเท่านั้น พิกัดหน้าวัดหนองเกตุใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยพบว่าโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมากจนมีคนมากดไลค์เป็นจำนวนมาก พร้อมสอบถามเส้นทางกันไปยังร้านดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

มีรายงานว่า วันที่ 11 พ.ค. จากการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ที่ร้านของผู้สื่อข่าว พบว่ามีประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก พากันเดินทางมาที่ร้ายขายทุเรียนจนทำให้บรรยากาศการซื้อขายทุเรียนคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

ด้าน นางไพรินทร์ จันทร์มี แม่ค้าขายทุเรียนรายนี้ เปิดเผยว่า สำหรับไอเดียที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องจากว่า ปัจจุบันทุเรียนขายยาก ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เลือกเนื้อไม่เหมือนกัน บางคนต้องการเนื้อแข็ง บางคนกรอบนอกนุ่มใน บางคนชอบทานเนื้อนิ่ม เวลาขายให้ลูกค้าแต่ละคนก็ต้องเจาะทุกเรียนมากกว่า 3 – 4 ลูกกว่าจะได้เนื้อที่ถูกใจลูกค้า และที่ผ่านมาฝนตกอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าจึงไม่ค่อยออกมาซื้อทุกเรียนกินกัน ทำให้ทุเรียนที่เอามาขายใช้เวลามากกว่า 2-3 วันจึงจะหมด บางทีหากขายไม่ทันเนื้อทุเรียนก็จะเละไม่เหมาะกับการรับประทาน

จึงมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรที่จะขายสินค้าได้และขายให้เนื้อทุเรียนเป็นที่ถูกใจลูกค้า จึงลองแกะทุเรียนเพื่อขายแต่เนื้อโดยไม่รวมเปลือกชั่งกิโลขายเหมือนร้านทั่วไป กรณีนี้จะทำให้ลูกค้ามีสิทธิ์ได้เลือกเนื้อทุเรียนที่ชอบได้ตามความพอใจ

จากนั้นจึงมาคิดว่าจะขายที่ราคาเท่าไหร่ โดยไม่ได้เน้นกำไรมากนัก แต่เน้นการขายเร็ว ขายไวก็เลยกำหนดไว้ที่ราคากิโลกรัมละ 350 บาท ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ขายมาเป็นวันที่ 3 แล้ว และหลังจากที่บุตรสาวได้โพสต์เรื่องลงในโลกโซเชียลก็ทำให้มีลูกค้าสนใจจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเลือกซื้อทุเรียนกันอย่างต่อเนื่องจนทุเรียนแทบจะสุกไม่ทันกันเลยทีเดียว

ด้าน คุณภัทราพร ศรีรารัตน์ ลูกค้าซื้อทุเรียน เผยว่าเปิดเพจมาเห็นก็เลยตามมาซื้อกิน ซึ่งวันนี้ซื้อไปมากถึง 3 กิโล ซึ่งธรรมดาก็เป็นคนที่ชอบทานทุเรียนอยู่แล้ว และก็พบว่าทุเรียนที่ซื้อไปมีเนื้อดีมาก ได้กินตามที่ต้องการได้ทุกเม็ด ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเจอทุเรียนที่เละบ้าง แข็งบ้าง ในลูกเดียวกัน บางลูกมีไม่กี่พู กินได้จริงๆไม่กี่เม็ด ถึงแม้ว่าราคาขายทั้งลูกจะอยู่ที่กิโลกรัมละ120 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับซื้อแบบแต่เนื้ออาจจะดูแพงกว่า แต่สำหรับส่วนตัวเองก็ถือว่าคุ้มค่าได้กินเนื้อทุเรียนที่ตัวเองชอบ

ขณะที่ คุณเบญจรัตน์ ศรีเรือง ลูกค้าทุเรียนอีกรายเดินทางมาจากต่างพื้นที่ ด้วยเปิดเพจพบจึงอยากจะลองมาเลือกซื้อทุเรียนแบบไม่มีเปลือกดู และได้ไปกว่า 2 กิโล โดยต้องบอกว่าชอบมากที่สามารถเลือกเนื้อทุเรียนได้เอง เนื้อสวยหวาน และที่สำคัญคือสามารถเลือกได้ตามใจ ส่วนราคาที่ทางร้านขายที่กิโลกรัมละ 350 และ 450 บาท นั้นถือว่าไม่แพง ถ้าเทียบกับเนื้อทุเรียนที่ได้ทาน เพราะคุณภาพสามารถเลือกได้มากกว่าซื้อเป็นลูก และก็อยากให้ร้านทุเรียนร้านอื่นๆทำแบบนี้บ้างคือขายทุเรียนแต่เนื้อ เหมือนการแสดงความจริงใจกับลูกค้า

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวผ่านรายการ ‘ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ตอนหนึ่งว่า วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะมีพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเมืองไทยของเราที่เป็น ชาติเกษตรกรรม สะท้อนถึงความผูกพันอันใกล้ชิด ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทย โดยกำหนดให้เป็นพระราชพิธี ประจำปี ที่สืบทอดมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย จวบจนปัจจุบันนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกรให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยนับว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูทำนา อันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้วันพืชมงคล ถือเป็นวันเกษตรกร ประจำปีอีกด้วย ทั้งนี้นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ได้ทราบข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่า ครึ่งปีแรก ประเทศไทยครองแชมป์ส่งออกข้าวได้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยส่งออกข้าวได้กว่า 4.99 ล้านตัน และกรมการค้าต่างประเทศรายงานว่า ได้ปรับเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ “เพิ่มขึ้น จาก 9.5 ล้านตัน เป็น 10 ล้านตัน เป็นผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง และข้าวหอมมะลิราคายังคงอยู่ในระดับสูง

ที่ผ่านมา เราชนะการประมูลขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ของฟิลิปปินส์ ปริมาณ 120,000 ตัน และยังสามารถชนะการประมูลของอินโดนีเซียได้อีกกว่า 200,000 ตัน รวมทั้ง เรายังจะมีการส่งมอบข้าวให้กับจีนแบบรัฐต่อรัฐ งวดที่ 5 อีกกว่า 100,000 ตัน คาดว่าจะส่งมอบเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เชื่อว่าการส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้น และราคาจะดีต่อเนื่อง

“ขอให้พี่น้องเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ได้ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการผลิตและการขายอย่างเหมาะสมด้วย ต้องระมัดระวัง ถ้าปริมาณมากเกินไป ราคาก็ตกลง ถึงจะขายข้าวได้มาก ราคาก็ยังคงได้น้อยอยู่เพราะเราไปแข่งขันใครไม่ได้ รวมไปถึงในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ในขณะเดียวกันก็นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในทุกวงการ รวมทั้งวงการเกษตรกรรมของไทย เพื่อให้สามารถพยากรณ์ และประมวลผลข้อมูล ที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งในเรื่องทรัพยากรน้ำ สภาพลมฟ้าอากาศ รวมไปถึงตลาดสินค้าเกษตรต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการในภาพรวมได้ ขอความเข้าใจ และร่วมมือกัน ไม่ใช่ต่างคนทำ ต่างเอาตัวรอด เพราะรัฐบาลต้องการบริหารให้ ทุกคนรอด ทุกคนมีความสุข โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”นายกฯ กล่าว

เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ หลายๆคนคงเปรี้ยวปากกับผลไม้หวานๆ เนื้อฉ่ำ
วันนี้เราเลยจะพาทุกท่านไปชิมลิ้มรสความสดชื่นหวานฉ่ำของเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น
ที่หากินได้ในประเทศไทย คุณภาพไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก การันตีได้จากยอดขาย 1 แสนลูกต่อเดือน กับ โคโค่ เมล่อนฟาร์ม ณ จังหวัด สุพรรณบุรีค่ะ

เบื้องหลังความสำเร็จของโคโค่เมล่อนฟาร์มนี้ เกิดจาก คุณณัฐ มั่นคง เจ้าของฟาร์ม
ที่ได้นำความรู้ด้านการบริหารการตลาดจากมหาวิทยาลัยแม้โจ้ พร้อมประสบการณ์ด้านเกษตรกรรมกว่า 10 ปี แม้เมล่อนจะสามารถออกผลได้เร็วภายใน 2 เดือนกว่า แต่การดูแลให้ผลออกมารสชาติหอมหวานเนื้อฉ่ำได้มาตรฐาน จนเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ด้วยพื้นที่ 3 ไร่ และอีก 20 โรงเรือน เพื่อให้เข้าถึงการดูแลผลผลิตต้นต่อต้น คุณณัฐจึงเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

เทคโนโลยีที่ว่านี้ มีชื่อว่า IOT ทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ที่คอยสังเกตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพปัจจัยในการเพาะปลูก โดยตัวเครื่องจะสามารถส่งข้อมูลสู่แอพพลิเคชั่นให้เกษตรกรสามารถดูข้อมูลระหว่างการเพาะปลูก เช่น การให้ปริมาณน้ำ อุณหภูมิ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการเพาะปลูกครั้งต่อไปได้ โดยเทคโนโลยีนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ ฟาร์มอัจฉริยะ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และ Dtac

ทั้งนี้ คุณณัฐก็ได้มองถึงแผนอนาคต ว่าจะให้สวนโคโค่เมล่อนนี้ พัฒนาเป็นฟาร์มท่องเที่ยว
ให้ผู้คนที่แวะผ่านมา นอกจากจะได้ชิมเมล่อนหวานฉ่ำแล้ว ยังได้ชมและเก็บภาพสวยๆ ที่ประทับใจ
เทคโนโลยีมาช่วยให้ผลผลิตออกมาปังได้อย่างงี้นี่เอง และสำหรับใครที่อยากไปชิมผลเมล่อนหวานฉ่ำสดๆ
ถึงสวน ก็สามารถเดินทางไปชิมได้ที่ โคโค่ เมล่อนฟาร์ม อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

หรืออยากฟังแนวคิดการทำเกษตรของคุณณัฐเพิ่มเติม แต่ไม่สะดวกที่จะเดินทาง เป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะมาเจอกันในงาน เกษตรมหัศจรรย์ 2561 ภายใต้คอนเซ็ปต์ เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล ซึ่งภายในงานยังมีวิทยากรมากหน้าหลายตาพร้อมให้ความรู้และไอเดียการสรรสร้างสิ่งใหม่ๆ พร้อมเวิร์กช็อปอีกมากมาย ไม่ใช่เกษตรกร ก็สามารถมาร่วมสนุกได้ภายในวันที่ 24-27 พ.ค. 2561 นี้ ณ สกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว แล้วเจอกันนะคะ

สทนช. เปิดสำนักงานต้อนรับ แกนนำชุมชนตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เข้าพบเลขาธิการ สทนช. เสนอแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำยมตามแบบสะเอียบโมเดล เพื่อจัดการน้ำตามแบบฉบับของชุมชน พร้อมมอบโล่เกียรติยศและเกียรติบัตรนวัตกรรมประชาธิปไตย ให้กับเลขาธิการ สทนช.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดโอกาสให้ นายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน 4 หมู่บ้าน ตำบลสะเอียบ จ.แพร่ และผู้นำชุมชนตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เข้าพบแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ซึ่งเป็นการพัฒนาใช้หลักภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของชุมชน

ด้านนายสมมิ่ง กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการศึกษาหาทางออกแบบมีส่วนร่วม : กรณีศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ซึ่งเป็นการศึกษาเมื่อปี 2558 โดยกรมชลประทานประสานความร่วมมือในลักษณะภาคีเครือข่ายเพื่อหาทางออกร่วมกัน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราษฎรในพื้นที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสถาบันการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร

จากความร่วมมือในการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้เกิดแนวทางการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ที่ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมจัดการน้ำ ดูแล ปรับปรุง และพัฒนาระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ลุ่มน้ำยม เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่น ประเภทชุมชน/องค์กรโดยได้รับโล่เกียรติยศและเกียรติบัตรจากทางรัฐสภา ในการประกวดนวัตกรรมประชาธิปไตย ประจำปี พ.ศ. 2560 ด้วยเป็นนวัตกรรมที่ทำให้เสียงส่วนใหญ่รับฟังความคิดเห็นและความเดือดร้อนของเสียงส่วนน้อยและร่วมหาทางออกร่วมกัน หรือเรียกว่า สะเอียบโมเดล

โดยประชาชนตำบลสะเอียบได้มีความซาบซึ้งใจที่รัฐบาลมองเห็นถึงความสำคัญในการรับฟังความต้องการ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ จึงได้เดินทางมาเข้าพบ และมอบโล่เกียรติยศ และเกียรติบัตรนวัตกรรมประชาธิปไตย ให้แก่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผู้มีส่วนในการดำเนินโครงการจนนำไปสู่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาในที่สุด