ด้าน นายพีรณัฐ รัตนโอภาส นายอำเภอโป่งน้ำร้อน กล่าวว่า

อำเภอโป่งน้ำร้อน และ อำเภอสอยดาว ปลูกลิ้นจี่มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยมีพื้นที่เพาะปลูกรวมกัน 1,541 ไร่ มีผลผลิตประมาณปีละ 1,082 ตัน โดยที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ตำบลทับไทร ปลูกมากที่สุด ส่วนในอำเภอสอยดาว มีเนื้อที่ปลูก 622 ไร่ ผลผลิตปีละ 350 ตัน โดยนิยมปลูกลิ้นจี่พันธุ์ “ค่อม” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพ สีสวย ผลใหญ่ ไม่มีรสฝาด ไม่ฉ่ำน้ำ เหมือนลิ้นจี่พันธุ์อื่นๆ ปัจจุบันส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศแต่ไม่มากนัก

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 เมษายน กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทุกกลุ่มกว่า 300 คน ทั่วภาคใต้ จะเดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่ศาลปกครอง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวจากกรณีปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ ถูกเอาเปรียบจากโรงงานให้ราคาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งที่ได้บันทึกข้อตกลงร่วมในการซื้อขายตามอัตราเปอร์เซ็นต์น้ำมัน

นายสมพร ศรีเพชร นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนปาล์มไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล และมีการแก้ปัญหาแบบขอไปที จึงถึงเวลาที่จะลุกขึ้นมาร่วมกันร้องศาลปกครอง ขอความคุ้มครองชั่วคราวในเรื่องราคาปาล์มน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม และไม่มีมาตรฐาน

ส่วนที่ จังหวัดกระบี่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมันจังหวัดกระบี่ เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครองเอาผิดคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ในความผิด มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เนื่องจาก กกร.ไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กรณีมีมติว่าถ้าชาวสวนทำเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มได้ 18% จะขายได้ กิโลกรัมละ 3.80 บาท แต่ขณะนี้ผ่านมากว่า 1 ปี ไม่มีความคืบหน้า ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันยังคงตกต่ำต่อเนื่อง

นายชโยดม เผยว่า จากการตั้งข้อสังเกตราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ลดลงในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งราคาผลปาล์มน้ำมันจะต้องอยู่ที่ 4.50-5.00 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ขณะนี้พบว่าราคาปรับลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 3 บาทต้นๆ เท่านั้น จากการตรวจสอบทราบว่ามีโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันบางโรงร่วมกันกดราคารับซื้อจากเกษตรกร ทั้งนี้ จะมีเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันยื่นเอกสารร่วมฟ้องกว่า 400 คน ทั่วประเทศ และคาดว่าจะมีเกษตรกรร่วมฟ้องหลังจากนี้อีกกว่า 1,000 คน

พื้นที่ ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เป็นพื้นที่เทือกเขาสลับที่ราบสูง มีแหล่งน้ำลำห้วยสำคัญหลายสาย จึงเหมาะแก่การเพาะปลูก ประชาชนในพื้นที่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ปัจจุบันเกษตรกรนิยมทำสวนผลไม้หลายชนิด มีทั้งเงาะ ทุเรียน กระท้อน ลำไย กล้วยหอม ลองกอง มังคุด และลิ้นจี่ โดยเฉพาะลิ้นจี่ยางหัก ออกผลดกแดงเต็มต้นใกล้จะเก็บเกี่ยว ซึ่งสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรบางรายมีผลดก ขนาดใหญ่ รสชาติดี ซึ่งมาจากเทคนิค ภูมิปัญหา และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ที่สวนลิ้นจี่ของ สุชาติ อิ่มวิญญาณ เกษตรกรวัย 51 ปี ตั้งอยู่พื้นที่บ้านไทยประจัน อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 5 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ เป็นอีกสวนที่มีผลผลิตดกแดงเต็มต้น หลังจากที่ผ่านมา สภาพอากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเกือบตลอดเวลาทำให้ลิ้นจี่ติดลูกยาก แต่ปีนี้กลับมีสภาพอากาศหนาวเย็นนาน อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศบ่อยทั้งหนาว ร้อน เย็น ฝนตกในเดือนเดียวกัน ส่งผลให้ลิ้นจี่ติดลูกดกจำนวนมากกว่าทุกปี ทำให้เกษตรกรเริ่มยิ้มได้และเตรียมเก็บลิ้นจี่ขายเป็นผลไม้ชนิดแรกในเร็วๆ นี้

สุชาติ กล่าวว่า มีพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ แบ่งส่วนหลายแปลง เพื่อปลูกผลไม้แบบผสมผสานกับผลไม้อีกหลายชนิด โดยใช้สมุนไพรไล่แมลงและศัตรูพืช โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ทำให้ลดต้นทุนในการปลูก อีกทั้งมีรายได้จากการขายผลไม้ในสวนเกือบตลอดปี จากการปลูกผลไม้แบบผสมผสาน ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาช่วย โดยเฉพาะพริกแกงใต้ ถือเป็นสูตรพิเศษที่ใช้ได้ผลเกินคาด

“ที่สวนปลูกลิ้นจี่สายพันธุ์บางขุนเทียนก้านยาว ซึ่งจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว คล้ายส้มบางมด นำมาปลูกนานกว่า 10 ปีแล้วประมาณ 30 ต้น ส่วนการดูแลรักษาจะไม่ค่อยเหมือนใคร เพราะใช้น้ำพริกแกงใต้ที่ซื้อมาจากท้องตลาดทั่วไป นำมาผสมกับน้ำ และน้ำหมักสมุนไพรต่างๆ เช่น ผลลิ้นจี่ที่เคยเสียหล่นจากปีที่แล้วลูกไม่ค่อยสวยนำมาหมักใส่ถังผสมกับพริกแกงใต้ที่ทำมาจากการใส่ขมิ้น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระเทียม เป็นส่วนผสมของเครื่องพริกแกงเผ็ดมีประโยชน์ คือความเผ็ด จากนั้นนำมาผสมน้ำแล้วฉีดพ่นประมาณ 7 วัน เพื่อไล่แมลงศัตรูพืชได้ดี ถ้าอยากบำรุงลูกให้ใส่ผงชูรสเข้าไปผสมกับน้ำด้วย จะทำให้ลิ้นจี่มีผลดกและขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จากวิธีดังกล่าวพบว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปีนี้ดีกว่า ทำให้ลิ้นจี่ติดลูกเยอะขึ้น สำหรับผลผลิตส่วนมากไม่ได้ส่งขายที่ไหน แต่ขายเพื่อน หรือคนที่มาชมและชิมในสวน ซึ่งจะมีเพื่อนจากต่างจังหวัดแวะมาเที่ยว และมาชิมลิ้นจี่ถึงสวน หลายคนจะชิมสวนลิ้นจี่ได้ทุกต้น ต้นไหน รสชาติดีชอบก็สามารถเก็บจากต้นด้วยตัวเองไปชั่งกิโลขายกันในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป

นอกจากนี้ยังสามารถเที่ยวชมต้นลิ้นจี่ เด็ดชิมสดๆ จากสวนและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก รวมทั้งสามารถแชร์บอกเพื่อนต่อๆ กันไปได้ว่าที่ตำบลยางหัก มีลิ้นจี่คุณภาพดี แถมราคาถูก สามารถชิมรสชาติลิ้นจี่สดๆ จากต้น”

สุชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับลื้นจี่ที่ให้ผลแล้ว เมื่อเริ่มมีลักษณะแดงระเรื่อแล้ว ต้องใช้เวลารอคอยประมาณ 27 วัน จึงจะสามารถเก็บผลผลิตรับประทานได้และมีรสชาติหวานกรอบ หากมาเที่ยวในช่วงนี้ ลิ้นจี่จะมีรสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวนิดหน่อย หรือหากจะชิมรสชาติหวานอร่อยกว่านี้ ขอให้มาชม ชิมกันได้ประมาณวันที่ 27 เมษายน เป็นต้นไป โดยมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 15 วันเท่านั้น ในการเก็บผลผลิตได้คุณภาพดีเต็มที่

ด้าน อนุสรณ์ ฤทธิ์ล้ำ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านไทยประจัน กล่าวว่า ทุกๆ ปี นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยว ชิม ช็อป แชะ ผลไม้หลากหลายในตำบลยางหัก ปีนี้มีอีกหนึ่งผลไม้ที่ออกผลผลิตได้ยอดเยี่ยมนั่นคือลิ้นจี่ เป็นผลมาจากปีนี้สภาพอากาศดี ทั้งเรื่องฝน อากาศหนาวที่มาเร็ว ทำให้ลิ้นจี่ติดลูกดกมากหลายๆ สวน รสชาติลิ้นจี่ที่ตำบลยางหัก จะเน้นผลล่อนและแห้ง แต่รสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นสภาพภูเขา ส่วนเรื่องความปลอดภัยจากสารเคมีนั้นการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตำบลยางหักจะเน้นหนักเรื่อง น้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยหมักคุณภาพสูงที่ทำขึ้นเองนำมาใช้ในครัวเรือน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่คิดค้น ขึ้นมาทำน้ำหมัก พริกแกงเผ็ด พริกแกงป่า พริกแกงใต้ มีความเชื่อว่าในพริกแกง หรือพริกแกงใต้นั้น มีสรรพคุณทั้ง ขมิ้น พริก ตะไคร้ ข่า ในส่วนนี้กรมวิชาการเกษตรเคยแนะนำเกษตรกรใช้หมักเพื่อนำไปไล่แมลงอยู่แล้ว จึงนำน้ำพริกแกงมาฉีดพ่นกลายเป็นผลดีของชาวสวนที่นี่

“ฝากนักท่องเที่ยว นอกจากนี้เดินทางมาพักผ่อนเที่ยวน้ำตก และเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามภายในอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจันแล้ว ยังสามารถเที่ยวชม ชิมลิ้นจี่จากสวนของชาวบ้านได้เกือบทุกต้น และยังถ่ายภาพกับต้นลิ้นจี่ที่มีลูกแดงเต็มต้น สามารถเพลิดเพลินกับวันหยุดพักผ่อน สังเกตได้ว่าลิ้นจี่ต้นไหนที่มีเปลือกค่อนข้างสีแดงเข้ม นั่นหมายถึงลักษณะใกล้แก่เต็มที่แล้ว จะมีรสชาติหวาน ล่อน หากถูกใจแล้วค่อยซื้อกลับไปรับประทานหรือเป็นของฝากให้แก่เพื่อนๆ ญาติสนิทในราคาถูกแถมปลอดภัยเพราะใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ”

หากสนใจมาเที่ยว สวนลิ้นจี่บ้านไทยประจัน ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ ใช้เส้นทางจากอำเภอปากท่อ มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน หรือสอบถามโทร. (084) 737-6615

วันที่ 18 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กลุ่มนักประดาน้ำและผู้ชื่นชอบสัตว์ทะเลที่หายากกำลังฮือฮากับคลิปวิดีโอและภาพนิ่ง ที่มีการแชร์ต่อกันในโลกโซเชียล ที่สามารถบันทึกได้ใต้ท้องทะเลในเกาะพีพี ซึ่งเป็นภาพของปลากระเบนขนาดใหญ่ กว้างกว่า 1.5 เมตร กำลังว่ายน้ำหากินอยู่ใต้ทะเลลึก โดยมีนักดำน้ำคอยบันทึกภาพ ซึ่งกระเบนดังกล่าวเป็นกระเบนนก หรือกระเบนเนื้อดำ หรือกระเบนค้างคาว ซึ่งเป็นปลากระเบนขนาดใหญ่ที่พบเจอได้ไม่บ่อยนัก และหายไปนานจากทะเลเกาะพีพี แต่โชคดีที่นักประดาน้ำได้เจอมันเวียนว่ายอวดโฉมที่ใต้ทะเลเกาะพีพี ทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดำน้ำลึกเป็นอย่างมาก

จากการสอบถามไปยังนักประดาน้ำ ที่เกาะพีพี ให้ข้อมูลว่า กระเบนดังกล่าวเป็นกระเบนนก ซึ่งมีขนาดใหญ่ และเพิ่งเจอในจุดดำน้ำรอบเกาะพีพี ที่อ่าวมาหลง เมื่อ 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมาก เนื่องจากกระเบนชนิดนี้จะหาดูพบเจอได้ยากมาก เหมือนกับที่นานๆ จะเจอฉลามวาฬเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากมีการพบเจอก็สร้างความน่าสนใจและต้องการเห็นให้กับนักดำน้ำอย่างมาก ถือเป็นสีสันของใต้ทะเลเกาะพีพี

ด้าน นายทัศพล กระจ่างดารา หัวหน้ากลุ่มงานสำรวจและวิเคราะห์สภาวะทรัพยากรและการประมง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต) กล่าวว่า กระเบนนก หรือ มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Aetobatus ocellatus ปัจจุบัน พบน้อยมากในทะเลไทย เนื่องจากที่ผ่านมามีการล่ากันมาก ซึ่งกระเบนชนิดนี้จะมีหางยาว ปากแหลมคล้ายปากนก กินสัตว์หน้าดินเป็นอาหาร เช่น หอย ปู ส่วนที่อันตรายคือเงี่ยงที่บริเวณโคนหาง ไม่ควรไปสัมผัส ควรจะอยู่ห่างๆ ไม่ไปรบกวนมัน เวลาตกใจจะบินขึ้นมาเหนือน้ำทะเลได้ แต่ลอยอยู่ไม่กี่วินาที

รัฐบาลจีนเข้มงวด ประกาศกำหนดให้ผู้ส่งออกข้าวฟ่างของสหรัฐ ต้องวางเงินมัดจำก้อนใหญ่ ถึงร้อยละ 178.6 หลังตรวจสอบพบว่า ข้าวฟ่าง เป็นสินค้าเกษตรที่รัฐบาลสหรัฐ “ทุ่มตลาดและอุดหนุนราคาอย่างไม่เป็นธรรม” เเละสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมข้าวฟ่างในจีน ซึ่งมาตรการใหม่คาดว่าจะทำให้ “สงครามการค้า” ของทั้งสองประเทศรุนเเรงขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร เรื่อง
บริษัทสหรัฐที่ส่งออกข้าวฟ่างมาจีนจะต้องวางเงินมัดจำ 178.6 % ของราคา เป็นมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดชั่วคราวตามการตัดสินเบื้องต้น โดยแหล่งข่าวเผยว่า เงินมัดจำดังกล่าวไม่ต่างจากการเรียกเก็บภาษี และสูงกว่าที่คาดหมายไว้มาก

อันเป็นผลจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ว่า ข้าวฟ่าง ที่ส่งออกมาจากสหรัฐตลอดระยะเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมา มีการทุ่มตลาดและอุดหนุนราคาอย่างไม่เป็นธรรม โดยทางการจีนจะดำเนินการสอบสวนและจะประกาศคำตัดสินชี้ขาดต่อไป

ทั้งนี้ จีนนำเข้าข้าวฟ่างปริมาณ 5 ล้านตัน เมื่อปีที่แล้ว โดยในจำนวนนั้น 4.76 ล้านตัน เป็นข้าวฟ่างจากสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าการค้าราว 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากการประกาศของกระทรวงพาณิชย์จีนดังกล่าว ส่งผลให้กากถั่วเหลืองและกากเรปซีดที่ใช้ในอาหารเลี้ยงสัตว์มีราคาพุ่งสูงขึ้นทันที เนื่องจากมีความกังวลว่าจีนจะใช้มาตรการเดียวกันกับผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่นำเข้าจากสหรัฐ ท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าครั้งนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสางปัญหาทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด หลังมีกระแสข่าวสมาชิกสหกรณ์ 15 แห่งที่เป็นเจ้าหนี้วิตกกังวลถึงผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว พร้อมยืนยันขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์สโมสรรถไฟและสหกรณ์เจ้าหนี้ยังมีเงินหมุนเวียนและสามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ วอนหยุดสร้างกระแสให้เกิดความตื่นตระหนก พร้อมเดินหน้าทำแผนฟื้นฟูกิจการฯ เพื่อหาทางชำระหนี้คืนได้โดยเร็ว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด หลังเกิดกระแสข่าวว่าสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้และผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด 15 แห่ง มีความวิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการผ่อนชำระหนี้คืนและทำให้สหกรณ์เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน 15 แห่ง ขาดสภาพคล่องทางการเงินด้วยนั้น ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ขอยืนยันว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังสามารถผ่อนชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ตามปกติทุกเดือน ฐานะทางการเงินของสหกรณ์สโมสรรถไฟปัจจุบัน มีสินทรัพย์ 4,300 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุน 700 ล้านบาท หนี้สิน 3,600 ล้านบาท หุ้น 705 ล้านบาท และทุนสำรองอีก 35 ล้านบาท ซึ่งแต่ละเดือนสหกรณ์จะมีเงินหมุนเวียน ซึ่งเป็นเงินที่สมาชิกผ่อนชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนให้สหกรณ์ประมาณ 53 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้ทางสหกรณ์ได้แบ่งไปจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ได้ตรงตามสัญญา

สำหรับฐานะทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน 15 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก เป็นสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์เกิน 5,000 ล้านบาท จำนวน 4 แห่ง สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ระหว่าง 2,000-5,000 ล้านบาท 7 แห่ง และมีสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทแต่ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท 4 แห่ง ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วน การปล่อยกู้และการนำเงินมาฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟกับสินทรัพย์ที่ทั้ง 15 สหกรณ์มีอยู่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15 % มีจำนวน 5 แห่ง และสัดส่วนระหว่าง 5-10 % มี 3 แห่ง ที่เหลือต่ำกว่า 5% จำนวน 7 แห่ง ซึ่งหากจะมองถึงผลกระทบด้านสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ยังไม่มีความน่ากังวลใด ๆ เนื่องจากสหกรณ์เหล่านี้ยังคงดูแลและปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกของตนเองได้ตามปกติ

“อยากฝากถึงสมาชิกสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากกับสหกรณ์สโมสรรถไฟทั้ง 15 แห่ง ที่มีความกังวลใจว่าสหกรณ์ของตนเองนั้นยังมีสภาพคล่องทางการเงินอยู่หรือไม่ ให้ไปสอบถามจากคณะกรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์ ของตนเอง ซึ่งจะได้ทราบข้อมูลที่แท้จริง ว่าฐานะทางการเงินของสหกรณ์ขณะนี้เป็นอย่างไร เพื่อให้คลายความวิตกกังวล ทั้งนี้ กรมฯขอเรียนว่าสหกรณ์ทั้ง 15 แห่ง เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงิน และในปัจจุบันยังมีสภาพคล่องและสามารถให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ได้ตามปกติ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์สโมสรรถไฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่งและสหกรณ์อื่น ๆ ด้วย” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่อาจจะต้องมีการปรับตัวในช่วงฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2 / 2561 วันที่ 2 เมษายน 2561 ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นการชั่วคราวจำนวน 15 ราย เข้าไปบริหารงานและกำหนดแนวทางฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ให้ดีขึ้น เบื้องต้นได้มีการเจรจากับเจ้าหนี้ของสหกรณ์เพื่อขอลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลง 1 % ทุกสัญญา เพื่อให้สหกรณ์มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และอาจขอ พักหนี้ไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้สหกรณ์มีเงินเหลือไว้สำหรับปล่อยกู้ให้แก่สมาชิก เพื่อจะได้มีรายได้กลับคืนมาและสามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ในที่สุด โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งทำงานให้เสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นจึงมีการประชุมวิสามัญเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายคืน โดยเฉพาะวงเงินที่ได้มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท เบื้องต้นได้ประสานกับปปง.ในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้ที่กู้เงินจากสหกรณ์ทั้ง 6 ราย ว่ามีการรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกอย่างไร และอาจต้องนำที่ดินที่ทางสมาชิกทั้ง 6 รายได้จำนองไว้ หรือนำทรัพย์สินของสมาชิกที่กู้เงินไปมาขายทอดตลาด เพื่อนำเงินกลับคืนมา ซึ่งเงินที่ได้มานั้นจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ระบบสหกรณ์ และสามารถรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินของสมาชิกได้คล่องตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับการชำระหนี้เงินกู้ต่าง ๆ ให้กับเจ้าหนี้ได้

สำหรับปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เกิดขึ้นระหว่างปี 2555 – 2559 คณะกรรมการสหกรณ์ฯได้อนุมัติและจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเงินกู้เกินกว่าระเบียบของสหกรณ์ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดที่ 7,8,9,10 และ11 ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งที่ (สสพ.1) 33/2560 สั่ง ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2560 ให้คณะกรรมการชุดที่ 12 แก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับคณะกรรมการชุดที่ 7,8,9,10 และ11 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มกราคม 2561 รวมเวลา 75 วัน แต่เมือครบกำหนดตามคำสั่งแล้ว

คณะกรรมการชุดที่ 12 ก็ยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ไม่ดำเนินการตามคำสั่ง ถือเป็นการกระทำการและงดเว้นการทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์และสมาชิก นายทะเบียนจึงได้มีคำสั่งปลดคณะกรรมการชุดที่ 12 ออกทั้งคณะตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 21 แห่งพรบ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ดำเนินการฟ้องคดีแทนสหกรณ์ โดยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7 – 11 จำนวน 26 คน ที่กระทำการให้เกิดความเสียหาย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวนของสน.บางรักและปทุมวัน สำหรับคดีแพ่ง นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ส่งเรื่องถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561 เพื่อยื่นฟ้องกลุ่มคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ที่บริหารงานทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าว ต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยประชาชื่น จัดการประชุมวิชาการระดับชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ครั้งที่ 3 และการประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายวิจัยประชาชื่น ครั้งที่ 4 “บูรณาการงานวิจัย ก้าวไกลสู่ Thailand 4.0” ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเสนอผลงานวิจัย นวัตกรรม ระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา รวมถึงผู้สนใจ สู่สังคมภายนอก รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการร่วมกันของเครือข่ายนักวิจัย ของสถาบันอุดมศึกษาในระดับประเทศและระดับชาติต่อไป

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ กล่าวว่า การจัดประชุมวิชาการเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญในการที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย และผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงวิชาการ ส่งผลต่อการพัฒนางานวิจัยที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคม ชุมชนอย่างยั่งยืน การประชุมวิชาการเป็นอีกหนึ่งภารกิจของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์และบุคลากรดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติให้เข้มแข็งมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยรูปแบบของกิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ การนำเสนอผลงานภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์ การจัดนิทรรศการผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม เช่น เครื่องปลูกผักควบคุมกึ่งอัตโนมัติทำงานโดยใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ และก๊าซเซ็นเซอร์ลูกผสม การวิจัยและพัฒนา “บ้านยั่งยืนสุวรรณภูมิ” และการพัฒนาวิดิทัศน์ อนิเมชั่น 3 มิติ วัดชัยวัฒนาราม ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

มหาวิทยาลัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ จะเป็นอีกเวทีหนึ่งให้นักวิจัยจากทั่วประเทศได้แสดงผลงานที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับสังคมต่อไป ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนนักวิจัยและ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานการประชุมวิชาการระดับชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ครั้งที่ 3 และการประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายวิจัยประชาชื่น ครั้งที่ 4 “บูรณาการงานวิจัย ก้าวไกลสู่ Thailand 4.0” ซึ่งจะจัดขึ้น ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนา โทร 035-709097

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซื้อหุ้น 40% มูลค่า 547 ล้านบาท ในบริษัท Camanor Produtos Marinhos Ltda. ซึ่งดำเนินธุรกิจฟาร์มและแปรรูปกุ้งชั้นนำของบราซิล เพื่อขยายธุรกิจกุ้งครบวงจร เป็นฐานการผลิตป้อนตลาดภายในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟกล่าวว่า ซีพีเอฟ ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนกับ Camanor Produtos Marinhos Ltda. เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 จำนวน 4,666,667 หุ้น คิดเป็น 40% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง มูลค่ารวม 17.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 547 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ารายการจะเสร็จสมบูณ์ภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ลงนามในสัญญา

Camanor เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจฟาร์มกุ้งและแปรรูปกุ้งชั้นนำในบราซิล มีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ กุ้งสดและกุ้งแปรรูปแช่แข็ง และมีช่องทางจำหน่ายสินค้าภายในประเทศบราซิลและส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส และเป็นบริษัทมีประสบการณ์ทางการตลาดสูงและเป็นเจ้าของนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งความหนาแน่นสูงในระบบปิด AquaScience ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงกุ้งที่ทันสมัยให้ผลผลิตต่อพื้นที่การเลี้ยงสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ เมื่อผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านพันธุ์กุ้งของซีพีเอฟ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตกุ้งและการตลาดกุ้งของทั้งสองบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคง

การซื้อหุ้นครั้งนี้ จะเป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจกุ้งให้กับซีพีเอฟ ทั้งด้านการผลิตอาหารกุ้ง การพัฒนาสายพันธุ์ การขยายการผลิต ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทสู่การเป็นครัวของโลก และการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายอดิเรก กล่าวต่อไปว่า การมีพันธมิตรในบราซิลจะทำให้ ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจกุ้งในประเทศใหม่ได้อย่างมั่นใจ และสามารถต่อยอดขยายธุรกิจผลิตอาหารสัตว์น้ำและโรงเพาะฟักลูกกุ้ง เพื่อรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของประเทศบราซิล ที่มีการผลิตภายในประเทศเพียง 100,000 ตันต่อปีซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค