ตนเดินทางมากับรถที่ทางเทศบาลจัดไว้บริการประชาชน

ที่จะมาสักการะพระบรมศพ โดยมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อคืน ก่อนเดินทางมารอเข้าคิวตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันนี้ดีใจมากที่มีโอกาสมาสักการะพระบรมศพ ตนได้อธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

ด้านนางฉลวย พันทวี อายุ 78 ปี ชาว จ.นนทบุรี กล่าวว่า ตนเดินทางออกจากบ้านมาคนเดียว โดยนั่งรถโดยสารจากบางใหญ่มาถึงสนามหลวงเวลาประมาณ 12.00 น. ตนรักทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชน จึงตั้งใจมาสักการะพระบรมศพและอธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

พระสงฆ์สวดมนต์ถวายราชกุศล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่ เพื่อรองรับกิจกรรมจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์ครั้งใหญ่ ในเวลา 17.00 น. วันที่ 5 พ.ย. ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม ซึ่งมหาเถรสมาคมร่วมกับสำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธานในพิธี สำหรับการจัดพิธีสวดมนต์ครั้งนี้มีความพิเศษจากที่เคยจัด เนื่องจากปกติจะใช้ชื่อพิธีว่า “เจริญพระพุทธมนต์เจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคล และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินีนาถ” ซึ่งจัดทำในวันที่ 5 ของทุกเดือน แต่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะสมกับงานพระราชพิธีที่ดำเนินอยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จึงใช้ชื่องานว่า “พิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” และเปลี่ยนมาใช้บทสวดสำหรับงานพิธีอวมงคล จำนวน 16 บท นอกจากนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เตรียมหนังสือบทสวดมนต์ไว้แจกจ่ายประชาชนเพิ่มจากเดิม 1,000 เล่ม เป็น 5,000 เล่ม เนื่องจากคาดว่าจะมีพสกนิกรมาร่วมจำนวนมาก

เปิดให้พสกนิกรร่วมสวดด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า สำนักพระราชวังได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับพระสงฆ์และประชา ชนที่จะมาร่วมในพิธีสวดพระพุทธมนต์ ประ กอบด้วย ภายในพระอุโบสถวัดพระแก้วจะเป็นสถานที่นั่งสวดมนต์ของพระเถรานุ เถระชั้นผู้ใหญ่จนถึงเจ้าคณะปกครอง และพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ซึ่งรองรับได้ราว 500 รูป ส่วนด้านหลังพระอุโบสถเป็นพื้นที่สำรองไว้ให้สำหรับพระสงฆ์ที่ร่วมในพิธีสวดมนต์ แต่ไม่สามารถเข้ามาในพระอุโบสถได้ ซึ่งรองรับได้ประมาณ 100 รูป

สำหรับประชาชนทั่วไปจัดไว้ให้ 5 จุด ได้แก่ 1.เก้าอี้นั่งบริเวณหน้าพระอุโบสถวัดพระแก้วจะเป็นของกลุ่มแขกวีไอพี 2.บริเวณรอบกำแพงแก้วของพระอุโบสถ 3.บนศาลาราย 12 จุดที่อยู่รอบวัด 4.บริเวณพระระเบียงคดชั้นที่ 1 ที่ทอดยาวรอบพระอุโบสถ ซึ่งมีการเตรียมเสื่อมาปูไว้ให้ประชาชนนั่ง เพื่อไม่ให้ปะปนกับประชาชนที่ต่อแถวเข้าสักการะพระบรมศพบนพระระเบียงคดชั้นที่ 2 และ 5.หากปริมาณประชาชนล้นจากพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ ยังสามารถปูเสื่อให้นั่งได้บนพื้นรอบพระอุโบสถ

ผบ.ตร.ล่องเรือตรวจท่าน้ำกรุง

ที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจน้ำ ท่าน้ำภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รรท.รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต. อิทธิพล พิริยะพิญโญ รรท.ผบ.ประจำสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รรท.รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ภานุรัตน์ หลักบุญ รรท.รอง ผบช.น. พล.ต.ต.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบก.รน. ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยที่เต็นท์ ศปก.กองบังคับการตำรวจน้ำ จากนั้นพล.ต.อ.จักรทิพย์ พร้อมคณะได้ลงเรือออกตรวจท่าน้ำต่างๆ ที่ประชาชนใช้บริการเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ

พล.ต.อ.จักรทิพย์เปิดเผยว่า มาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยของเรานั้นเข้มงวดอยู่แล้ว การวางกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำขึ้นอยู่กับยุทธของกองอำนวยการร่วมอยู่แล้วว่าจะมีการจัดสรรอย่างไร ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วไว้เพื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น สำหรับกรณีที่มีกระแสว่ามีพ่อค้าแม่ค้ายัดเยียดสิ่งของให้ประชาชนซื้อนั้นเป็นเรื่องของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ที่จะต้องเข้ามาดูแล

วันหยุดจัดรับส่งจำนวน 20 รอบ

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า ในส่วนการดูแลการจราจร และประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์นี้ จัดเพิ่มกำลังพลตามปกติ เช่น ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้กำลังตำรวจดูแลในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน 2,000-3,000 นาย เน้นย้ำให้ประชาชนเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อแก้ไขการจราจรติดขัดหนาแน่น

ด้านพล.ต.ต.กฤตธาพลเปิดเผยว่า ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.รน. จัดกำลังนำเรือออกตรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยทางน้ำ อีกทั้งจัดเรือคอยบริการรับส่งประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพโดยจะจัดเรือรับส่งจำนวนวันละ 7-10 รอบ และในวันเสาร์-อาทิตย์ จะจัดเรือรับส่งประมาณ 20 รอบ เนื่องจากมีประ ชาชนเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมาก โดยจะเริ่มรับส่งตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ทุกวัน ซึ่งมีจุดรับส่งประชาชนคือ ท่าเรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ท่าพระปิ่นเกล้า ท่ามหาราช ท่าช้าง ท่าเตียน ท่าราชวงศ์ ท่าสี่พระยา ท่าสาทร ท่าวังหลัง ท่าพรานนก ท่าเรือราชนาวีสโมสร

นายธนิตย์ อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมแนวทางการสำรวจพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตข้าวหอมมะลิ 2559/60 ว่า ในวันที่ 5-9 พฤศจิกายน 2559 นี้ กระทรวงฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นสำรวจปลูกข้าวหอมมะลิใน 18 จังหวัด แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด และภาคเหนือตอนล่าง 3 จังหวัด เพื่อต้องการทราบถึงผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งประเทศออกมาเท่าไหร่ และผลผลิตต่อไร่เป็นเท่าไหร่ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิตตามแผนข้าวครบวงจรปีการผลิต 2560/61 และข้าวนาปรัง และใช้ข้อมูลประกอบในการคำนวณต้นทุนเกษตรกรและกำไรที่จะเกิดขึ้นด้วย เมื่อได้รับตัวเลขที่แท้จริงก็จะใช้ในการวางแผนได้ อีกทั้งใช้ข้อมูลประกอบทำมาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเหนียว (จำนำยุ้งฉาง) ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) รับจำนำในราคาตันละ 9,500 บาท เพื่อดูดซับข้าว 2 ล้านตัน คาดว่าจะสรุปข้อมูลจากการลงพื้นที่จริงได้ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 นี้ และเสนอต่อพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเปิดเผยต่อสาธารณชนต่อไป

“ตอนนี้ต้องการให้ได้ตัวเลขผลผลิตที่ทุกคนยอมรับ ตัวเลขของกระทรวงเกษตรฯมีตัวหนึ่ง ตัวเลขของเอกชนมีอีกตัวหนึ่ง ตอนนี้ต้องการตัวเลขที่แท้จริง จึงใช้ข้อมูลและลงพื้นที่จังหวัดที่ปลูกข้าวหอมมะลิเยอะ ซึ่งอาจจะมีตัวเลขที่ยังไม่ตรงกัน เมื่อลงพื้นที่ไปแล้วก็ต้องการดูผลผลิตต่อไร่ด้วย ปลูกจริงเท่าไหร่ กำไรต่อไร่เท่าไหร่ นอกจากนี้ในการลงพื้นที่จะดูการจำนำยุ้งฉางด้วย และดูการรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์ตามนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ในการให้สหกรณ์รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนามาสีแปรรูปมาขายโดยตรงถึงมือผู้บริโภค” นายธนิตย์กล่าว และว่า ตอนนี้เราใช้หลักวิชาการและระดมคนลงไปในพื้นที่จริง 18 จังหวัด เมื่อได้ข้อมูลสำรวจจากพื้นที่จริงแล้วนี้ ก็จะรู้ว่าข้าวหอมมะลิที่รัฐบาลมีมาตรการจำนำยุ้งฉางมีผลผลิตออกมาเท่าไหร่ มีการดูดซับจากมาตรการจำนำยุ้งฉางเท่าไหร่ การแปรรูปของสหกรณ์ดูดซับไปเท่าไหร่ จะมีตัวเลขข้าวที่เหลือจริงๆ เท่าไหร่และยืนยันเอกชนได้ว่าข้าวล้นตลาดหรือไม่อย่างไร

รถเกี่ยวข้าวลดราคาเห็นใจชาวนาข้าวราคาถูก

ผู้ประกอบการรถรับจ้างเกี่ยวข้าวที่จังหวัดหนอคาย เห็นใจชาวนาที่ข้าวราคาตกต่ำ ปรับลดราคาค่าเกี่ยวข้าวต่อไร่ลงตามปริมาณข้าวที่เกี่ยว เริ่มจากต่ำสุด 350 บาท เผยรับจ้างเกี่ยวข้าวมากว่า 5 ปี ไม่เคยเห็นราคาข้าวตกต่ำขนาดนี้ ในขณะที่คิวเกี่ยวข้าวยาวไปจนถึงปีใหม่

นายด่วน โคตะนนท์ อายุ 66 ปี ผู้ประกอบการรถรับจ้างเกี่ยวข้าว บ้านวังยาง ตำบลวัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย กล่าวว่า ตนประกอบอาชีพรถรับจ้างเกี่ยวข้าวมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ยังไม่เคยเห็นข้าวราคาถูกขนาดนี้ ราคาเพียงกิโลกรัมละ 5 – 6 บาทเท่านั้น ซึ่งปกติทั่วไปที่ผ่านมาจะคิดค่าเกี่ยวไร่ละ 600 – 700 บาทแล้วแต่ความยากง่ายและลักษณะข้าวที่เกี่ยว แต่ปีนี้ตนคิดค่าเกี่ยวข้าวถูกลง เนื่องจากเห็นใจชาวนาที่ราคาข้าวตกต่ำ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 350 – 600 บาทราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งตนจะดูจากปริมาณข้าวต่อไร่ที่เกี่ยวได้ หากเห็นว่าปริมาณข้าวที่เกี่ยวได้น้อย ก็เกิดความเห็นใจลดราคาลงจากราคาที่ตกลงกันไว้อีก เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนคิวในการเกี่ยวข้าวของตนนั้น ยาวไปถึงปีใหม่

วันที่ 5 พ.ย. เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศประชาชนเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยพสกนิกรจำนวนมากเดินทางมาต่อแถวตั้งแต่เช้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีอากาศร้อน อุณหภูมิประมาณ 33 องศาเซลเซียส แต่ประชาชนไม่ย่อท้อยังยืนรอต่อ โดยเฉพาะบรรดาผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็น โดยเหล่าลูกเสือช่วยกางร่มบังแดดให้กับผู้สูงอายุด้วย

ช้างอยุธยา 10 เชือก ซ้อมใหญ่เต็มยศเตรียมเข้าถวายสักการะ พระบรมศพ ขณะที่ควาญช้างฝึกหัดชาวต่างจะไปร่วมในขบวนแถวด้วย

วันที่ 5 พฤศจิกายน 59 นายลายทองเหรียญ มีพันธ์ ประธานมูลนิธิพระคชบาล พร้อมด้วยวังช้างอยุธยาแลเพนียด ได้นำช้างมงคลงางาม จำนวน 10 เชือก มาซ้อมใหญ่ ตรงเพนียดหลวงคล้องช้าง ตำบลสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา หลักจากช้าง 10 เชือก และควาญช้างรวม 200 คน กำหนดเดินไปถวายสักการะ พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช ในวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่พระบรมมหาราชวัง

โดยช้างทุกเชือก ได้ฝึกซ้อมด้วยการ แต่งกายชุดคชอาภรณ์สีดำ ลักษณะช้างศึก ร่วมกับควาญช้าง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แต่งกายเป็นทหารโบราณชุดสีดำ มีพลายวัง นำหน้าขบวน เพื่ออัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระองค์ท่าน กับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ซึ่งเป็นพระยาช้างเผือกประจำรัชกาล

ส่วนช้างอีก 9 เชือก ตามกำหนดการจะเดินแถว จากหน้าหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ในเวลา 09.09 น.ของวันที่ 8 พฤศจิกายน ไปยังพระบรมมหาราชวัง ด้วยท่าเดินยกขาหน้าสูง พร้อมชูงวง อันเป็นท่วงท่าเดินที่สง่า จากนั้นจะไปยืนแสดงความอาลัย และหมอบกราบ

อย่างไรก็ตามถือว่า การซ้อมใหญ่มีความสมบูรณ์แบบ และพบว่านอกจากควาญช้างชาวไทยแล้ว ยังจะมีชาวต่างชาติ ทั้งชาวยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ที่เดินทางมาเรียนรู้นานหลายปี เพื่อฝึกฝนเป็นควาญช้างตามแบบฉบับโบราณของไทย ซึ่งไปร่วมในขบวนด้วย

ศรีสะเกษ ชาวนาเปิดท้ายขายข้าวสารราคาถูกไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง ขณะที่ชาวนาหมู่บ้านเดียวกันเตรียมขนข้าวสารขึ้นรถปิคอัพออกมาขายตามข้างถนนและปั้มน้ำมัน

เมื่อเวลา 13.55 น. วันที่ 5 พ.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณข้างถนนด้านหน้า ร.ร.อนุบาลดำรงราชานุสรณ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้มี นายดำรง ยอมฉิมมา อายุ 53 ปี อยู่ชาว หมู่ 2 บ้านหนองหว้าน้อย ต.หนองหว้า อ.เบญจลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ มีอาชีพเป็นทำนา ได้นำเอาข้าวสารบรรจุในกระสอบปุ๋ยซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิใหม่ บรรทุกบนรถปิคอัพมาจอดเปิดกระบะท้ายรถเพื่อที่จะขายข้าวสารให้กับประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมา โดยมีการเขียนป้ายแบบง่ายๆติดข้างรถว่า ข้าวใหม่หอมมะลิ และข้าวสารหอมมะลิ เพื่อเป็นการประกาศให้ประชาชนที่ผ่านไปมาทราบว่า มีการขายข้าวสารหอมมะลิบนรถปิคอัพคนนี้ และปรากฏว่า มีประชาชนพากันมาซื้อข้าวสารหอมมะลิไปหุงรับประทานภายในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากว่าราคาข้าวหอมมะลิจะมีราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก โดยมีราคาเพียง กก.ละ 30 บาทเท่านั้น

นายดำรง ยอมฉิมมา อายุ 53 ปี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนมีอาชีพขายต้นไม้ และต่อมาได้หันกลับมาทำนาที่บ้านเกิดที่ อ.เบญจลักษ์ ซึ่งปีนี้ปรากฏว่า ได้มีข้าวดีมากเนื่องจากว่ามีน้ำมาก แต่แทนที่จะเป็นการโชคดี กลับปรากฏว่า ราคาข้าวเปลือกตกต่ำมาก เหลือเพียง กก.ละ 6 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มกับการลงทุนทำนา ตนจึงได้เกิดแนวคิดว่า ควรที่จะนำเอาข้าวสารมาขายตรงให้กับประชาชนทั่วไปแทนที่จะนำเอาข้าวเปลือกไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ดังนั้น ตนจึงได้นำเอาข้าวเปลือกหอมมะลิไปสีที่โรงสีชุมชนภายในหมู่บ้าน จากนั้น นำเอาข้าวสารขึ้นรถปิคอัพมาจอดเร่ขายตามแหล่งชุมชนในเขต อ.กันทรลักษ์ ซึ่งตนเพิ่งนำเอาข้าวมาขายเป็นวันแรก แต่ก็ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกันทรลักษ์พากันมาซื้อข้าวหอมมะลิไปรับประทานอย่างต่อเนื่อง

นายดำรง กล่าวต่อไปว่า ตนจะขายข้าวหอมมะลิในราคาขายส่งยกกระสอบปุ๋ยไปเลย เพียง กก.ละ 25 บาทเท่านั้น แต่หากว่า ขายปลีกตนจะขายในราคา กก.ละ 30 บาท ซึ่งการที่นำเอาข้าวมาขายเช่นนี้ จะดีกว่าการนำเอาข้าวเปลือกไปขายให้กับโรงสีเพราะว่า ราคาที่รับซื้อถูกมาก นำเอาข้าวไปสีแล้วมาทำตัวเป็นพ่อค้าขายเอง ยังมีเงินรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกบ้างแม้ว่าจะไม่มากนัก แต่ว่าก็ยังดีกว่าขาดทุนจากการทำนาในปีนี้ที่ราคาข้าวตกต่ำมากที่สุดในรอบ 50 ปีทีเดียว และขณะนี้เพื่อนบ้านในหมู่บ้านของตนกำลังพากันสีข้าวเพื่อจะนำเอามาเร่ขายตามข้างถนนและตามปั้มที่เป็นแหล่งชุมชนเหมือนกับที่ตนทำอยู่ในขณะนี้ด้วย

จากกรณีเกิดโรคระบาดในกระบือที่บ้านรัตนะ ต.ทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ในตอนเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน มีควายตายไปแล้ว 22 ตัวนั้น

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 เจ้าของควายพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้นำซากควายไปฝังกลบเพื่อทำลายเชื้อโรคไม่ให้เกิดการระบาดอีก ส่วนที่บ้านทับทิมสยาม ชาวบ้านได้ย้ายวัวควายออกไปไว้ที่อื่นจนหมด เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว

นายไทยวิวัฒน์ วรรณสุข สัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว และนายเดชา ศรีโสภา ปศุสัตว์อำเภอตาพระยา ได้ลงพื้นที่บ้านรัตนะ ต.ทัพไทย อ.ตาพระยา เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการตายของควาย หลังเข้าตรวจสอบแล้วได้สั่งห้ามชาวบ้านนำเนื้อซากควายไปชำแหละบริโภคโดยเด็ดขาด ให้ทำการฝังกลบทั้งหมด

เบื้องต้นสัตวแพทย์ได้เก็บตัวอย่างน้ำลายและเลือดของควายไปตรวจสอบหาเชื้อโรค ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าควายที่ตายเกิดจากโรคคอบวม

ด้านนายอารยันต์ ท่าใหญ่ นายอำเภอตาพระยา ได้สั่งให้สาธารณสุขตาพระยาเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณใกล้เคียงไปตรวจสอบด้วย ส่วนควายที่เจ็บป่วยให้แยกออกมาแล้วฉีดวัคซีน ฆ่าเชื้อโรค ส่วนที่ยังไม่เจ็บป่วยก็นำมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่อไป นอกจากนั้นได้ให้สาธารณสุขฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณคอกควายทั้งหมู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว

ด้านนางสาวสันทนา ค้าประโคน อายุ 32 ปี กล่าวว่า รู้สึกเสียดายมาก ได้เลี้ยงไว้เกือบ 30 ปีแล้ว จู่ๆ มาล้มตายจนเกือบหมดคอก ถ้ายังมีรอดอยู่ก็จะเลี้ยงต่อไป แต่ถ้าที่เหลือตายอีกก็คงไม่เลี้ยงแล้ว เนื่องจากไม่มีเงินไปหาซื้อมาเลี้ยงได้อีก

ส่วนนายพิมล อยู่ตรง อายุ 50 ปี ผู้บรรทุกวัวที่ตายเมื่อเช้านี้ มาฝังร่วมกับชาวบ้านรัตนะ 1 ตัว กล่าวว่า ตนเองเลี้ยงวัวไว้ 9 ตัว ตอนนี้ป่วย 2 ตัว และตายไปแล้ว 1 ตัว ตอนนี้ชาวบ้านต่างหวาดผวากลัวโรคระบาด และได้ไล่ต้อนวัวควายไปไว้ที่อื่นหมดแล้ว

ด้านนายอำพันธ์ เวฬุตันติ ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้วได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการควบคุมโรคที่บ้านรัตนะ ต.ทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ไม่ให้แพร่ระบาดไปติดวัวควายของผู้อื่น โดย ทำการพ่นยาเพื่อฆ่าเชื้อโรคไม่ให้ระบาดต่อไปในรัศมี 5 กิโลเมตร ฝากถึงเกษตรผู้เลี้ยงวัวควายและให้เฝ้าระวังสัตว์เลี้ยงของตนเองถ้าพบว่าผิดปกติให้แจ้งปศุสัตว์อำเภอและจังหวัดเพื่อทำการักษาให้ทันเหตุการณ์

นายอำพันธ์ เวฬุตันติ ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า กระบือตายที่สระแก้วประมาณ 50 ตัวภายใน1สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 31ตุลาคม-5พฤศจิกายน 2559 สาเหตุเกิดจากโรคเฮโมรายิกเซฟติซีเมียหรือโรคคอบวมซึ่งเกิดได้ในโค กระบือ แพะ แกะ แต่กระบือจะมีความไวต่อโรคนี้ สามารถป้องกันโรคได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน สำหรับ กระบือฝูงที่เลี้ยงมีการไล่ต้อนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจมีความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน ขั้นตอนดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคจะทำปีละ1ครั้งในเดือนธันวาคมของทุกปี ในรอบปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการเมื่อเดือนธันวาคม 2558 มีกระบือบางส่วนไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเนื่องจากการเลี้ยงไล่ต้อน สัตว์ไม่คุ้นเคยเจ้าหน้าที่และมีความดุร้าย ทำให้ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ครบทุกตัว

“ในช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายสัตว์อ่อนแอ มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำลง เมื่อได้รับเชื้ออาจเกิดการป่วยและตายได้ ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ร่วมกับฝ่ายปกครองเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคในโค-กระบือรอบจุดเกิดโรครัศมี 5 กิโลเมตร โดยจะเร่งดำเนินการให้เเล้วเสร็จภายใน 3 วัน” ด้านนายอารยันต์ ท่าใหญ่ นายอำเภอตาพระยา ได้สั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าสำรวจในหมู่บ้านที่รับผิดชอบและประสานบริเวณใกล้เคียงตรวจสอบว่าโค กระบือที่เจ็บป่วยมีหรือไม่ถ้ามีให้คัดแยกแล้วแจ้งปศุสัตว์มาฉีดวัคซีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ส่วนที่ยังไม่เจ็บป่วยก็นำมาฉีดวัคซีด เพื่อป้องกันโรค นอกจากนั้นยังให้ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณคอกโคและกระบือ ทั้งหมู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดของเชื้อโรคดังกล่าวและการเข้าออกบริเวณที่เกิดโรคเจ้าหน้าที่เอารางน้ำที่แซ่น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อเอาเท้าลงฆ่าเชื้อแล้วจึงจะผ่านไปได้สำหรับการเคลื่อนย้ายโค กระบือในขณะนี้ต้องห้ามเพราะอาจจะแพร่กระจายเชื้อโรคได้

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” ครั้งที่ 2 โดยมูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ณ ควอเทียร์ แกลเลอรี่ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ โดยมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นางลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการผู้บริหารอาวุโส เดอะมอลล์ กรุ๊ป เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเรื่องเล่า “น้ำมันเมล็ดชา” แก่ผู้ร่วมงานว่า “น้ำมันเมล็ดชามีประโยชน์หลายอย่าง ใช้ประกอบอาหารได้ ให้ประโยชน์กับร่างกายคล้ายน้ำมันโอลีฟของตะวันตก เราจึงเรียกกันว่าน้ำมันโอลีฟตะวันออก นอกจากนี้ยังนำมาทำเครื่องสำอางปกป้องผิวตั้งแต่หัวจรดเท้า และมีประโยชน์ทางเภสัชกรรม ขณะนี้มีปลูกมากที่สุดที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลาย แต่ในจีนมีความต้องการสูงมาก”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งอีกว่า abrahamstent.org “การดำเนินโครงการน้ำมันเมล็ดชาไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงธุรกิจอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาชุมชน ชาวบ้านมีรายได้ ไม่อดอยาก ดูแลรักษาผืนแผ่นดินไทยอย่างดี สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ เมื่อก่อนมีหน่วยป้องกันไฟป่า แต่ไฟก็ยังไหม้ป่าไม่เว้นแต่ละวัน แต่พอทำโครงการนี้ ชาวบ้านช่วยกันดูแลอย่างดี แทบจะไม่มีไฟป่าเลย และล่าสุดไม่มีเลย ทุกคนสามัคคีช่วยเหลือกัน รักผืนแผ่นดิน ประเทศชาติไว้ ก็อยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันช่วยให้สังคมอยู่กันอย่างเป็นสุข มีปัญหาอะไร ทุกคนก็มาช่วยกัน แก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี”

จากนั้น ทรงกดปุ่มเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” ครั้งที่ 2 พร้อมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการ “น้ำมันเมล็ดชา” ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชดำริ ที่พระราชทานให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นำเมล็ดพันธุ์ต้นชาน้ำมันจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาศึกษาและทดลองปลูกในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นให้คนไทยใส่ใจในสุขภาพ เหนือสิ่งอื่นใดยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าและรักษาระบบนิเวศป่าไม้ในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

จากนั้น ทรงปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันเมล็ดชาเป็นส่วนประกอบ ประกอบด้วยเมนูพระราชทาน 2 รายการ คือ “ไก่นาบกระทะ” และ “ไข่พระอาทิตย์” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า “เมนูไข่พระอาทิตย์ เป็นตำราที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนตั้งแต่เล็กๆ ที่บ้านทำเป็นกันทุกคนทั้งครอบครัว เป็นเหมือนไข่เจียวทั่วไป แต่ใส่ข้าวสุก ซึ่งข้าวไม่ควรใช้ข้าวแฉะ ใช้ข้าวค่อนข้างแข็งถึงจะดี ปรุงรสตามใจชอบ และทอดเหมือนไข่เจียวธรรมดา”

ขณะที่เมนูไก่นาบกระทะ รับสั่งว่า “เป็นตำราที่ทานตั้งแต่เล็กๆ เป็นการนำอกไก่ไปหมักทิ้งไว้หนึ่งคืน แค่มีน้ำมันเมล็ดชา ซีอิ๊ว ใส่บรั่นดี กระเทียม พริกไทย รากผักชี แล้วนำมานาบกระทะทั้ง 2 ข้าง”

ภายหลังจากทรงปรุงทั้งสองเมนูเสร็จแล้ว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้นำทั้งสองเมนูมาตัดแบ่งและแจกให้ผู้มาร่วมงานรับประทาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 10 พฤศจิกายน ณ ควอเทียร์ แกลเลอรี่ ชั้น M ตึก B ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

น.ศ.สารพัดช่างพิษณุโลกคิดค้นเครื่องสีข้าวในครัวเรือน

นักศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก คิดค้นเครื่องสีข้าวในครัวเรือน ช่วยให้ประชาชนสีข้าวกินเองได้ โดยไม่เสียคุณค่าทางวิตามิน อีกทั้งยังได้จมูกข้าวและแกลบไปใช้ประโยชน์ ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และในอนาคตสามารถต่อยอดเป็นเครื่องสีข้าวขนาดย่อมช่วยชาวนาสีขาวเอง

วันที่ 5 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วิทยาลัยเทคนิคสองแคว จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 8 แห่งจัดงานประชารัฐร่วมพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวดสิ่งประดิษฐ์ คนรุ่นใหม่ ประจำปีการศึกษา 2559 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนานักเรียน นักศึกษา ให้เป็นนักประดิษฐ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ชุมชน และก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐ ซึ่งงานนี้มีผลงานเข้าร่วมกว่า 92 ผลงานและจะคัดเลือกให้เหลือ 39 ผลงานเพื่อนำไปประกวดแข่งขันในระดับภาคต่อไป

ซึ่ง ดร.จีระพงษ์ หอมสุวรรณ ประธานอาชีวศึกษา จ.พิษณุโลก กล่าวว่า การพัฒนาตรงนี้จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และจะทำให้เกิดความร่วมมือที่ทางภาคอุตสาหกรรมนำสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ไปต่อยอดสร้างเป็นเครื่องจักรในภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้นักเรียน นักศึกษา หมั่นคิดค้นสร้างนวัตกรรมออกมาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา