ตนเริ่มเรียนรู้งานแกะสลักมาจากเพื่อนบ้านในหมู่บ้านตั้งแต่ปี

จากนั้นก็เริ่มยึดเป็นอาชีพเสริมเรื่อยมาจนปัจจุบันไม่ต้องดูแบบก็สามารถแกะกลักได้แต่ต้องเป็นแบบที่ทำประจำ จำพวกพระพุทธรูป สัตว์ โดยงานหนึ่งก็ใช้เวลา เดือนครึ่งถึง 3 เดือน แล้วแต่ความยากง่าย ซึ่งขั้นตอนการทำก็จะไปหาหินมาจากนั้นทำการผ่าหินให้ได้ขนาดแล้วเริ่มลงมือแกะสลักตามแบบจนสำเร็จ ซึ่งราคานั้นก็ขึ้นกับขนาดและความยากง่าย ส่วนใหญ่ลูกค้าที่สั่ง จะสั่งทำเพื่อนำไปตกแต่งวัดต่างๆ หรือ นำไปประดับบ้านเรือนทั่วไป

นายเกตุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเองถือว่าเป็นการสร้างงานศิลปะชาวบ้าน ที่คาดว่าเหลือน้อยมาก เนื่องจากการแกะสลักแต่ละชิ้น ได้ใช้สิ่วและค้อน เป็นส่วนใหญ่ การสืบทอดอาชีพนี้ นับวันเริ่มหายากเพราะเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ทำให้มีคนสนใจน้อย โดยเฉพาะเยาวชน ที่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นความสำคัญของประติมากรรมลอยตัว เช่นนี้มากนัก ดังนั้นหากเยาวชนหรือประชาชนสนใจสามารถที่จะมาปรึกษาซึ่งก็พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ ซึ่งผู้ที่สนใจงานหรือสนใจอยากเรียนรู้สามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 055-312269 ติดต่อนายเกตุโดยตรง

ร้อนระอุขึ้นอีกครั้งสำหรับรัฐบาล คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อสมาคมผู้ผลิตอ้อยและน้ำตาลของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการส่งออกน้ำตาลไปขายในตลาดโลก ได้เรียกร้องให้รัฐบาลบราซิลยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการอุดหนุนการส่งออก และอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลภายในประเทศไทย จนส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลของประเทศบราซิล และกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศบราซิล จนมีการปิดโรงงานน้ำตาลไปกว่า 50 โรงงาน

เพราะหาก “แพ้คดี” ขึ้นมา นั่นหมายถึงความเสียหายไม่ใช่เพียงระดับหลายหมื่นล้านบาท จากการที่จะต้องจ่ายค่าเสียหาย แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติอย่างประเมินค่ามิได้ หากถูกประเทศที่จ้องเล่นงานไทยอย่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป หาเรื่องกระทบชิ่งไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มิใช่เฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย

สอน.ลุยแก้ พ.ร.บ.ตาม “ใบสั่ง”

เรื่อง นี้พลเอกประยุทธ์ถึงกับสั่งการให้ นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปดำเนินการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย โดยระบุว่า ไม่ต้องการให้มีปัญหาข้อขัดแย้งกับต่างประเทศ เพราะนายกฯทราบดีว่ามีหลายประเทศที่พร้อมทิ่มแทงไทย

การทำงานให้ บรรลุเป้าหมายในการแก้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่รัฐบาลบราซิลแสดงความกังวล จึงเป็นหน้าที่หลักของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมี นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการ เป็นผู้กุมบังเหียน ได้เร่งเครื่องเต็มสูบในการเดินตาม “ใบสั่ง” เพราะตามขั้นตอนแรกของการยื่นฟ้อง WTO มีกำหนดระยะเวลาในการหารือระหว่างคู่กรณีภายใน 60 วัน นับจากวันที่ยื่นคำร้อง

ด้วยการเปิดฉากลุยทำแผนปรับโครงสร้าง อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ. 2527 ที่ใช้มานานเกือบ 32 ปี เพื่อปลดล็อกปมต่าง ๆ ที่บราซิลกล่าวหาไทยให้ทันเวลาที่ไล่หลังมา ได้แก่

1) ไทยอุดหนุนส่งออกน้ำตาลสูงมาก หากเทียบกับที่ผูกพันไว้กับ WTO คือปีละ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐในสินค้าเกษตรทั้งหมด 2) การจัดระบบการจำหน่ายน้ำตาลทรายออกเป็น โควตา ก. เพื่อบริโภคในประเทศ, โควตา ข. ส่งออกโดยบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) และโควตา ค.

น้ำตาล ที่ส่งออกไปต่างประเทศที่หักจากโควตา ก. และโควตา ข. อาจเป็นระบบที่เรียกว่า Cross Subsidy หรือการอุดหนุนที่ให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งซื้อน้ำตาลแพง/ถูกกว่าผู้บริโภค อีกกลุ่มหนึ่ง

3) กรณีที่ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล กำหนดให้จ่าย “เงินชดเชย” ให้กับชาวไร่อ้อยในอัตรา 160 บาท/ตันนั้น แม้ว่าจะเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่ให้กู้ตามคณะรัฐมนตรีอนุมัติถือเป็นนโยบายรัฐบาล

นอกจากนี้ การที่ครม.ประกาศราคาอ้อยขั้นต้น และขั้นสุดท้าย บราซิลมองว่า รัฐบาลมีการประกันราคา “กากอ้อย-ตะกอน” ขัดแย้งหนัก

ปกติ การแก้ปัญหาในระบบอ้อยและน้ำตาลทราย ต้องมีการเปิดฉากเจรจาระหว่างแกนนำชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลให้ได้ข้อยุติ ในหลักการก่อน จึงจะนำไปสู่การแก้ไขกฎกติกา ซึ่งที่ผ่านมามีการตั้งคณะทำงานปรับโครงสร้างมาหลายชุดในหลายรัฐบาล แต่ยังตกลงกันไม่ได้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแบ่งปันผลประโยชน์ และการเปิดเสรีอ้อยและน้ำตาล ซึ่งยืดเยื้อมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว

ดังนั้นเมื่อมีบราซิลเอาดาบมาจี้ข้างหลังเช่นนี้ ทำให้ สอน.ลุยโดยไม่รั้งรอผลการตกลงของคณะทำงานปรับโครงสร้างอีกต่อไป

เริ่มด้วยการเสนอให้ยกเลิกระบบโควตา ก. ข. ค. โดยให้มีการสต๊อกน้ำตาลภายในไว้ในปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค ถ้าเพียงพอแล้วจึงอนุญาตให้ส่งออก แต่การส่งออกให้ถือตามข้อตกลงโดยผ่าน อนท.

นอกจากนี้ ให้ยกเลิกการกำหนดราคาน้ำตาลภายในประเทศของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) โดยให้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้วเป็นผู้กำหนดราคาหน้าโรงงาน ขายปลีก ขายส่ง ในลักษณะที่ TDRI เคยศึกษาไว้ เป็นราคากึ่งลอยตัว ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ถ้ามีการนำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาขายภายในประเทศต้องราคาสูงกว่า จะมีส่วนต่าง จะทำลักษณะคู่ขนานกึ่งลอยตัว

ส่วนเรื่องเงินชดเชย 160 บาทจะต้องยกเลิกไป และการประกันราคาที่บราซิลกล่าวหาไทยได้มีการปรับแก้มาตรา 56 ให้สอดคล้องไม่ผิดหลักการของ WTO อย่างไรก็ตาม การแก้ไขข้อกล่าวหาแต่ละปมได้สร้างความไม่พอใจให้ 3 สมาคม

โรงงานน้ำตาลทราย มีข้อคัดค้านไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น โดยเฉพาะการปรับคำนิยาม “ผลพลอยได้” ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่และโรงงาน ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่คงไม่ยอมกันง่าย ๆ

ถึงกับที่ นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) กล่าวในเวทีการเปิดประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.อ้อยฯ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า

“ในอดีตกว่าที่จะตกลงเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่และโรงงานได้ มีการคุยกันค่อนข้างหนัก ′มีการยิงระดับผู้นำตายไปหลายคน′ เป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมนี้เลยทีเดียว ฉะนั้นจุดของการเริ่มต้นของอุตสาหกรรมนี้ได้เริ่มจากการเสียเลือดเนื้อของคน ไปหลายคน ถึงได้สงบและเดินมาเรื่อยๆ”

ทั้งนี้ ทางสมาคมได้ยื่นหนังสือข้อคิดเห็นและคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และประเพณีปฏิบัติที่ยึดโยงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน น้ำตาล ซึ่งยึดหลักการแบ่งปันรายได้จากระบบมายาวนานกว่า 30 ปี

โดยเฉพาะมาตรา 3 ได้กำหนดให้กากอ้อยและกากตะกอนกรอง เข้าไปรวมในคำนิยามของ “ผลพลอยได้” โดยกำหนดให้นำไปคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนจากการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ด้วย จากเดิมที่กากอ้อยและกากตะกอนกรองได้ถูกรวมอยู่ในน้ำหนักอ้อยเข้าหีบที่โรง งานซื้อไปแล้ว และยังเป็นของเสียจากกระบวนการผลิต ทำให้โรงงานน้ำตาลมีค่าใช้จ่ายในการกำจัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นโรงงานน้ำตาลทุกแห่ง จึงนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายและมีเพียงบางโรงที่มี เพียงพอนำไปจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยลงทุนเองทั้งหมด ที่สำคัญมาตราดังกล่าวยังไม่ได้รับการเห็นพ้องร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย คือชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลก่อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและไม่สามารถปฏิบัติได้ในอนาคต

การกำหนดนิยามตามร่างแก้ไข พ.ร.บ. ในมาตรา 3 ขัดกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดปริมาณการผลิตน้ำตาลและเงื่อนไข และราคาการรับซื้ออ้อยที่กำหนดให้แบ่งรายได้สุทธิจากการขายน้ำตาลภายใน ประเทศและต่างประเทศ ในสัดส่วน 70/30 โดยผลพลอยได้ทุกชนิดจากการผลิตอ้อยให้ตกเป็นของโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นไปตามสัญญาซื้อขายอ้อยระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล

นอกจากนี้ ในการแก้ไขมาตรา 17 อาจจะขัดแย้งกับข้อตกลง WTO ในหลายประเด็น เช่น คงให้ กอน.กำหนดหรือจัดสรรปริมาณน้ำตาลให้แก่โรงงานน้ำตาลผลิต หรือประเด็นการยังคงให้รัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวในบางมาตรา แทน ครม. ยังถือว่า รัฐบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากมีการกำหนดให้ลงราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับในทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ทุกเรื่องจะลุกลามบานปลายใหญ่โต อยากให้ทุกฝ่ายนึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ พบกับอาชีพหนึ่งซึ่งเป็นอาชีพธรรมดาๆ ทั่วไป แต่สามารถสร้างจุดเด่นและจุดขายให้กับตนเอง จนมีความแปลกแตกต่างและสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้เป็นอย่างดี คือร้านขายลูกชิ้นทอดแบบพ่วงกับรถจักรยานยนต์ตระเวนขายตามหมู่บ้านต่างๆ ก่อนจะมาจอดขายที่บริเวณอ่างเก็บน้ำอำปึล ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ด้วยการที่เจ้าของร้านทราบชื่อภายหลังคือ นายอุเทน อุไร อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 บ.จลง ม.14 ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพ่อค้าเจ้าของร้านดังกล่าว ซึ่งได้มีการแต่งตัวที่แปลกแตกต่างจากพ่อค้าทั่วไป

ด้วยการแต่งตัวคล้ายชุดของกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ พระเอกในตัวละครของหนังเรื่อง “ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลก” มีการสวมชุดเสื้อและกางเกงที่มีสีสัน ตั้งแต่รองเท้าจรดทรงผมที่คล้ายกัน มีการไว้หนวดไว้เครา โดยเฉพาะทรงผม ซึ่งเป็นทรงผมแท้ๆของนายอุเทนเอง ไม่ได้มีการสวมวิกแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังสวมหมวกหนังที่เหมือนกัน และยังเขียนขอบตาดำได้เหมือนอีกด้วย โดยรวมแล้วถือว่าแทบจะไม่มีที่ติ ไม่พอยังเหน็บปืนของเล่นพลาสติกที่คล้ายของพระเอกในหนังไม่ผิดเพี้ยน นอกจากนี้ ยังติดป้ายกับร้านพ่วงรถจักรยานยนต์ว่า “ลูกชิ้น..กัปตันทอด” เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับร้านอีกด้วย

-ขณะที่ลูกค้าก็ให้ความสนใจเข้ามาเลือกซื้อลูกชิ้นทอดซึ่งมีหลายแบบหลายรสชาติให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นปลา หมู-เนื้อ และฮอตดอก เป็นต้น และต่างพากันขอบันทึกภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

-นายอุเทน อุไร กัปตัน แจ็คสแปร์โรว์ ขายลูกชิ้น เล่าที่มาที่ไปว่า เดิมทีตนเองเป็นโฟร์แมน ทำงานอยู่ที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นพ่อล้มป่วยบ่อยจึงต้องกลับมาดูแลท่าน และไม่มีอาชีพอะไรให้เราทำ โชคดีที่มีเพื่อนเป็นโฟร์แมนด้วยกันและลาออกมาขายลูกชิ้นก่อนแล้ว ตนจึงไปขอเรียนรู้สูตรน้ำจิ้มกับเพื่อนเพื่อมาทำขาย ผลตอบรับก็ดี เหมือนร้านขายลูกชิ้นทั่วไป พอขายมาได้สักระยะประมาณ 2 -3 เดือน ก็เริ่มมีไอเดียขึ้น เพราะตนเองก็ไว้ทรงผมนี้อยู่แล้ว ก็เลยคิดแต่งตัวให้เหมือนกัปตัน แจ็ค สแปร์โรว์ แต่ไม่อยากแต่งตัวใส่อุปกรณ์มากกว่านี้ กลัวว่าจะเยอะเกินไป จึงเอาแบบพอดีๆ

โดยตนเริ่มแต่งตัวแบบนี้มาประมาณ 7-8 เดือนได้แล้วและก็สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 30% อีกด้วย จากเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้แต่งตัว ขายได้วันละประมาณ 2 พันบาท หลังจากแต่งตัวแล้วขายได้วันละประมาณ 3 พันบาท ส่วนกำไรประมาณครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งก็พอเลี้ยงดูครอบได้ ไม่ต้องไปทำงานไกลเหมือนเดิม ที่ผ่านมาก็มีลูกค้าและคนทั่วไปมาขอถ่ายรูป บางคนก็นำไปโพสต์ในโลกโซเชียลก็มี ตนจะจอดขายที่อ่างอำปึลทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และที่ขายประจำวันจันทร์- ศุกร์ ก็จะอยู่ใกล้ร้านชำในหมู่บ้าน

ผลจากสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง สร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการประกอบเกษตรกรรมในยุคก่อนที่ชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ พอเกิดปัญหาความแปรปรวนทางธรรมชาติจึงสร้างความเสียหายโดยตรงกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวทันที ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกับรายได้ในการทำมาหากิน

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนผสมผสานบนเงื่อนไขของความพอเพียง พึ่งพาตนเอง และลดรายจ่าย เมื่อชาวบ้านได้น้อมนำไปปฏิบัติต่างประสบผลสำเร็จกันถ้วนหน้า อีกทั้งบางรายสามารถผลักดันไปสู่แนวทางเกษตรอินทรีย์แล้วจับมือกับกลุ่มธุรกิจเปิดตลาดเป็นสินค้าออร์แกนิก

คุณสมัย แก้วภูศรี หรือ ลุงสมัย อายุ 64 ปี เจ้าของสวนสองพิมพ์ เลขที่ 45/1 หมู่ที่ 12 ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่ได้มาตรฐาน จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าออร์แกนิกป้อนเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้

เจ้าของสวนสองพิมพ์เผยถึงความสำเร็จเช่นนี้เพราะว่าได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำรงชีวิต โดยยึดหลักการพึ่งตนเอง ลดรายจ่ายในครัวเรือนที่ไม่จำเป็น และลดต้นทุนในการทำการเกษตร ด้วยการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ดังนั้น ในสวนลำไยพื้นที่ 40 ไร่ ได้มีการจัดวางแบบแผนการปลูกพืช ไม้ผล ไม้สวนครัว สมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งนี้ ทุกอย่างในสวนแห่งนี้จะยึดหลักไม่มีการใช้สารเคมี สามารถนำผลผลิตจำหน่าย มีรายได้ทุกเดือน จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ ประจำปี 2558 นับเป็นเกษตรกรดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีอีกคนหนึ่งของจังหวัดลำพูน

ลุงสมัยบอกถึงที่มาของแนวคิดทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานว่า เพราะราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาขายผลผลิตกลับลดลงหรือทรงตัวยาวนาน นอกจากนั้น ยังมองว่าผืนดินรองรับการใช้สารเคมีในปริมาณมากเป็นเวลายาวนานส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ จะเพาะปลูกพืชชนิดใดก็ไม่ประสบความสำเร็จ

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมดินในป่าจึงมีคุณภาพมากกว่าดินที่ทำนาหรือทำเกษตร ด้วยเหตุผลนี้จึงคิดว่าต้องการจะทำให้ดินกลับมาสู่สภาพเดิมให้ได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในวงจรทางธรรมชาติด้วย เพื่อทำให้ดิน น้ำ ป่า มีความยั่งยืน

แล้วยังแสดงความเป็นห่วงว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ พอ AEC เข้ามามีต้นทุนการผลิตทางการเกษตรถูกกว่าไทย จึงต้องระวังว่าจะเป็นปัญหาต่อภาคเกษตรกรรมของไทย ดังนั้น แนวทางทำการเกษตรที่ถูกต้องจะต้องทำให้ต้นทุนต่ำเพื่อมีแรงขับเคลื่อนในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผลผลิตมีคุณภาพด้วย

กว่าสิบปีที่ผ่านมา ลำไยซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่นของภาคเหนือเกิดปัญหามากมาย มีความพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้คลี่คลาย ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจะต้องพึ่งพาตัวเองมากกว่าการขอความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น จึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีการรวมตัวกัน หารือกันเพื่อหาทางออกปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงนั้นเกิดกระแสเกษตรอินทรีย์ขึ้น แต่ชาวบ้านกลุ่มนี้ยังขาดความรู้ จึงเดินทางไปหาความรู้ หาข้อมูลที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) กระทั่งพบว่ามีงานวิจัยที่น่าสนใจ โดยตั้งเป็นโจทย์ไว้ว่า อาชีพเกษตรกรรมมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง, ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะทำได้ไหม แล้วควรทำอย่างไร และตลาดเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ไหน

จากนั้นทางสมาชิกกลุ่มจึงลงมือทำตามแนวทางประเด็นที่ตั้งไว้ โดยมีกระบวนการจัดระบบบัญชี มีการนำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ตลอดจนมีการเจาะเลือดกลุ่มที่ทำงานด้วยกันจำนวน 35 คน แล้วพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีสารเคมีตกค้างในเลือด นอกจากนั้น ยังพบว่ามีกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคความดัน เบาหวาน จำนวนมาก และเหตุผลทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะต้องริเริ่มทำเกษตรอินทรีย์กันได้แล้ว

จึงเดินทางไปดูงานยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง พบว่าสินค้าออร์แกนิกที่ถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐานแล้วได้รับการรับรองสามารถส่งขายตลาดต่างประเทศได้มีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่มีการรับรอง ดังจะพบได้ว่าถ้าเป็นพืชผักทั่วไปวางขายกิโลกรัมละ 8 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานจะขายได้ถึงกิโลกรัมละกว่า 30 บาท อีกทั้งยังพบว่าชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ล้วนมีสุขภาพแข็งแรงดีด้วย

เหตุผลทั้งหมดจึงนำมาสู่การสรุปว่า ถ้าสวนของชาวบ้านในอำเภอลี้นำแนวทางเกษตรอินทรีย์มาทำบ้างคงไม่ยาก เพราะในพื้นที่มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อในการทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขาดองค์ความรู้ กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบเท่านั้น จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงด้วยการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมัก อีกทั้งยังทำสมุนไพรมาเพื่อเป็นสารไล่แมลง

ลุงสมัย ชี้ว่า ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ เพราะจะพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ดังนั้น จึงควรปลูกพืชให้มีความหลากหลายชนิดและปลูกตามฤดูกาล เป็นการจำลองปลูกพืชแบบธรรมชาติให้เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสวนคุณลุงสมัยปลูกพืชผัก สมุนไพร รวมทั้งสิ้นร้อยกว่าชนิด จึงไม่เคยเจอโรคแมลงเลย ดังนั้น ถ้าคิดทำเกษตรอินทรีย์ต้องปลูกพืชผสมผสาน

ภายในสวนเกษตรอินทรีย์ของลุงสมัย แบ่งการปลูกพืช/เลี้ยงสัตว์ออกเป็นโซน อย่างกลุ่มไม้ผล ได้แก่ ลำไย มะละกอ ฝรั่ง มะม่วง น้อยหน่า ส้มโอ แก้วมังกร เสาวรส กล้วย สับปะรด และมะเฟือง แปลงปลูกพืช ได้ปลูกผักกว่า 40 ชนิด ได้แก่ ผักโขม คะน้า กะหล่ำปลี กวางตุ้ง สลัด ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ผักเชียงดา มะเขือ แตง ซาโยเต้ ขึ้นฉ่าย ผักบุ้ง กุยช่าย จิงจูฉ่าย ถั่ว และผักปวยเล้ง ฯลฯ เป็นต้น

แล้วยังปลูกสมุนไพรไว้อีกกว่า 10 ชนิด อาทิ ไพล ขมิ้นชัน ใบเตย คาวตอง ใบบัวบก ขิง ข่า ตะไคร้ ว่านหางจระเข้ ฟ้าทลายโจร และรางจืด เป็นต้น แล้วพื้นที่อีกส่วนได้เลี้ยงไก่อารมณ์ดีไว้จำนวน 80 ตัว เพื่อกินไข่ แล้วนำมูลมาใช้ทำปุ๋ย

“ปลูกลำไยไว้จำนวน 800 กว่าต้น ให้ผลผลิตและมีรายได้ปีละครั้ง ขณะเดียวกัน ใต้ต้นลำไยปลูกผักโขมในระยะเวลา 3-4 อาทิตย์ เก็บขายมีรายได้กิโลกรัมละ 40 บาท ซาโยเต้กิโลกรัมละ 70 บาท ดอกขจรกิโลกรัมละ 200 บาท แล้วยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่สามารถทยอยเก็บขายได้ตลอดเวลา จนทำให้มีรายได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง”

ในการเพาะปลูกพืชทุกชนิด รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ได้ยึดแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน จึงมุ่งทำเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดวัชพืช/แมลง และเชื้อรา โดยทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และวัชพืชใช้เอง มีการหว่านปอเทือง ถั่ว แล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสด ทั้งยังปลูกพืชโดยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ หรือสารเคมี ทั้งนี้ เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตและรักษาสภาพแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์

ปัจจุบันสวนลุงสมัยสามารถผลิตสินค้าออร์แกนิกได้สำเร็จและเป็นที่รับรองตามมาตรฐานด้วยกัน 2 อย่าง คือ ORGANIC THAILAND และ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ (มอน.) ทั้งนี้ แต่ละมาตรฐานจะนำไปส่งขายยังสถานที่ต่างกัน เพราะมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน

อีกทั้งยังไปเชื่อมกับทางมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้าที่มี QR CODE ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังแหล่งผลิตได้ พร้อมกับมีการออกแบบจัดทำหีบห่อที่สวยงาม ได้มาตรฐาน จึงทำให้มีหลายหน่วยงานสนใจติดต่อแล้วจัดหาตลาดรองรับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคราวเกิดวิกฤติภัยแล้งที่ผ่านมา ลุงสมัยยังแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แนวทางความพยายามลดต้นทุนการผลิตทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยงไว้ แก้ไขปัญหาด้วยการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำน้อย จึงทำให้รายจ่ายลดลง ที่เหลือนำไปขายเป็นรายได้ สามารถรักษาระดับรายได้อย่างเพียงพอ ชีวิตมีความสุขแบบพอเพียง โดยเฉลี่ยมีรายได้จากการปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา

ทางด้านการตลาด ลุงสมัย บอกว่า kodiakcamera.com ถ้าขายผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ที่เป็นกลุ่มธุรกิจมีลักษณะขายส่งเป็นกิโลกรัม โดยกลุ่มนี้จะส่งขายต่อในตลาด Modern Trade ในกรุงเทพฯ และบางส่วนส่งตลาดฮ่องกงเฉพาะช่วงผลผลิตออก เช่น มะละกอ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ลำไย เป็นต้น แต่ถ้าขายผู้บริโภคโดยตรงขายแบบบรรจุภัณฑ์ นอกจากนั้น ยังขายทางออนไลน์ด้วย ส่วนตลาดประจำในท้องถิ่นสัปดาห์ละ 3 วัน

ลุงสมัยไม่เพียงทำหน้าที่ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้ จังหวัดลำพูน เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในฐานะผู้รับผิดชอบศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเกษตรอินทรีย์, เป็นประธานธนาคารปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพชุมชนในการผลิตเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ กระทั่งได้รับการเสนอชื่อจากสภาเกษตรกรจังหวัดลำพูนเพื่อประเมินคัดเลือกรับรางวัลเกษตรต้นแบบพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2558

“1 ใน 4 ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตคือ อาหาร ดังนั้น ถ้าอาหารชนิดนั้นมีคุณภาพ ปราศจากสารพิษ ก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ ฉะนั้น ทางกลุ่มจึงให้ความสำคัญและมุ่งผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยเข้าสู่ตลาด จึงฝากผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าว่าควรจะสังเกตและเลือกซื้อเฉพาะอาหารที่มีเครื่องหมายรับรองออร์แกนิกจากหน่วยงานที่มีความเชื่อถือเท่านั้น” ลุงสมัย กล่าวฝาก

นับว่าเป็นเกษตรกรคนเก่งของไทยแห่งเมืองลำพูน ที่ได้รับการยกย่องเป็นเกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์

สอบถามรายละเอียดพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ตามมาตรฐาน ได้ที่ คุณสมัย แก้วภูศรี โทรศัพท์ (081) 034-6646 สุดยอดงานวิจัย ม.แม่โจ้ คว้ารางวัล ชนะเลิศ (Platinum Award)

ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับรางวัลชนะเลิศ (Platinum Award) ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559 Thailand Research Expo 2016 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา

งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559 หรือ Thailand Research Expo 2016 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับเครือข่ายร่วมด้านการวิจัยเพื่อส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของไทย โดยมี 9 ประเด็นกลุ่มงานวิจัย ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยจากหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศมากกว่า 100 หน่วยงาน พร้อมการนำเสนอผลงานวิจัยมากกว่า 500 ผลงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ส่งงานวิจัยนำเสนอในกลุ่มงานวิจัยเพื่อการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่