ตลาดมีความต้องการ “ขึ้นฉ่าย”ทุกวัน เช่นเดียวกับผักชี ต้นหอม

ขึ้นฉ่ายมีราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ค่อนข้างดี และมีปริมาณการใช้ผักขึ้นฉ่ายมากในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ ฯลฯ คล้ายกับผักชนิดอื่นๆ ซึ่งในช่วงเทศกาลดังกล่าวจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท โดยเกษตรกรที่ปลูกผักขึ้นฉ่ายก็ต้องมีการคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูก มองหาช่องทางว่าจะให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงใด จึงจะมีผลกำไรมากที่สุด

คุณบัญชา อาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ ว่าช่วงเวลาใดที่ผักมีในตลาดน้อยหรือตลาดมีความต้องการมาก ซึ่งได้คำตอบจากคุณบัญชาว่า ถ้าจะผลิต “ผักขึ้นฉ่าย” จำหน่ายให้ได้ราคาสูง และตลาดมีความต้องการนั้น คุณบัญชาจะผลิตออกมาสู่ตลาดให้ตรงกับวัน “ออกพรรษา” โดยคุณบัญชาให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เพราะตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นเรื่องของช่วงจังหวะเวลาที่ในช่วงวันออกพรรษา ที่ส่วนใหญ่ทุกคนจะต้องหยุดงานแล้วไปทำบุญ นั่นก็รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกผักและแรงงานที่เก็บผักด้วยที่หยุดไปทำบุญด้วย ทำให้ผักป้อนเข้าสู่ตลาดน้อยมากในทุกปี ทั้งที่ปริมาณการใช้ผักยังคงเท่าเดิม หรือมีมากขึ้น แต่สินค้าไม่มี ทำให้ราคาผักหรือผักขึ้นฉ่ายที่เตรียมปลูกส่งตลาดมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง นี่ถือเป็นเคล็ดลับที่คุณบัญชายอมเปิดเผยว่า เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นอย่างนี้มานานนับสิบปีแล้ว จึงทำให้รู้ว่าสินค้าพืชผักจะแพงในช่วงใด

คุณบัญชา อธิบายว่า ส่วนหนึ่งคือ การคาดการณ์ในเรื่องของผลผลิตที่จะให้ออกสู่ตลาดช่วงใดให้ได้ราคาสูงสุด ซึ่งเกษตรกรต้องเลือกปลูกผักชนิดที่คิดว่าจะได้ราคาดีที่สุด ซึ่งปีที่ผ่านมาคุณบัญชาเลือกปลูกขึ้นฉ่าย เพราะเป็นผักชนิดหนึ่งที่ราคาค่อนข้างดี ราคาเฉลี่ย 100 บาทขึ้นไปในช่วงเทศกาล แต่ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3-5 ปี ไม่สามารถปลูกซ้ำพื้นที่เดิมได้ เนื่องจากจะประสบปัญหาเรื่องของโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราเป็นอย่างมาก หากปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมมักจะเกิดปัญหาโรคระบาดผลผลิตเสียหาย ทำให้การปลูกผักขึ้นฉ่ายของคุณบัญชานั้นเป็นเพียงการปลูกผักแบบเฉพาะกิจ เมื่อครบรอบเวลาที่คิดว่าจะปลูกขึ้นฉ่ายได้อีกครั้ง และตลาดมีแนวโน้มราคาน่าจะดีที่สุดก็จะกลับมาปลูกผักขึ้นฉ่ายอีกครั้งหนึ่งก็จะได้ราคาดีเหมือนถูก “แจ๊กพอต” นั่นเอง

ในปีที่ผ่านมา คุณบัญชาเลือกที่จะเพาะกล้าขึ้นฉ่ายช่วงเดือนสิงหาคมแล้วเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่ายขายราวเดือนตุลาคม ซึ่งในปีที่แล้ววันออกพรรษาตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ขึ้นฉ่ายของคุณบัญชาเก็บเกี่ยวได้พอดี โดยคุณบัญชาปลูกขึ้นฉ่ายไว้ ประมาณ 6 ร่องแปลงปลูก โดย 1 ร่องแปลงมีขนาดพื้นที่ประมาณ 180 ตารางวา หรือเกือบ 2 งาน ใน 1 ร่องแปลงปลูก หากคิดรวมกันประมาณ 3 ไร่ เท่านั้น การเก็บขึ้นฉ่ายขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นขั้นต่ำ ซึ่งเก็บขึ้นฉ่ายขายต่อเนื่องราว 10 วัน วันละประมาณ 900-1,000 กิโลกรัม พื้นที่แค่ 3 ไร่ ได้เงินเกือบล้านบาท นี้ไงคือ การทำ “เกษตรแจ๊กพอต”

การปลูก “ขึ้นฉ่าย” แบบคุณบัญชา

เริ่มต้นจากการเตรียมดินที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอย่างไร มีความต้องการปัจจัยในการเจริญเติมโตแบบไหน อย่างขึ้นฉ่ายนั้นเป็นพืชรากตื้น การเตรียมดินจึงไม่จำเป็นต้องขุดลึกมากนัก ใช้เพียงรถไถติดผาลตีดินตีให้ละเอียด ลึกเพียง 2-3 นิ้ว ก็ใช้ได้

เคล็ดลับอยู่ที่แปลงปลูกจะใส่ขี้ไก่ แกลบ ประมาณ 60 กระสอบ (อาหารสัตว์) ต่อร่องแปลงปลูก ตีกับดินให้ละเอียดจนดินฟู ขี้ไก่แกลบนอกจากจะเป็นปุ๋ยคอกที่ช่วยให้ขึ้นฉ่ายงาม ใบเขียวแล้ว ยังเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ดินอุ้มน้ำเก็บความชื้นได้อย่างเหมาะสม เพราะขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่ชอบน้ำ ต้องการดินที่ค่อนข้างฉ่ำน้ำสักนิด เปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ใส่ขี้ไก่หรือใส่น้อยก็ปลูกได้ไม่ดีเท่าไรนัก และวิธีดังกล่าวทำให้คุณบัญชา ไม่ต้องกลางซาแรนบังแดดให้แปลงขึ้นฉ่ายเหมือนเกษตรกรท่านอื่น ซึ่งถ้าต้องกางซาแรนบังแดดยาวตลอดทั้งแปลง นั่นหมายถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

เมล็ดพันธุ์ขึ้นฉ่ายคุณบัญชาเลือกใช้ขึ้นฉ่ายพันธุ์ “ซุปเปอร์โพธิ์ทอง” ของ บริษัท เจียไต๋ ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ ต้นใหญ่ ต้นขาว ใบใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด และมีการเจริญเติมโตที่เร็ว ทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี อายุการเก็บเกี่ยวหลังการหว่านราว 90 วัน แต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์นั้นก็ต้องเลือกดูสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ก่อนหว่านเมล็ดพันธุ์ควรรดน้ำให้กับแปลงปลูกพอหมาดก่อนล่วงหน้าสัก 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นหว่านเมล็ดขึ้นฉ่ายให้ทั่วๆ แปลงนั้น ก็ต้องอาศัยความชำนาญในการหว่านเมล็ดให้มีความสม่ำเสมอ จากนั้นคลุมด้วยฟาง รดน้ำตามให้ชุ่ม ดินก็จะละลายมากลบทับเมล็ดพอดี ให้น้ำแปลงปลูกทุกวันในช่วงเช้าหรือเย็น

ไม่ควรรดน้ำแปลงปลูกในช่วงอากาศร้อนจัด เช่น เวลาเที่ยง สวนผักของคุณบัญชาจะใช้เรือในการรดน้ำ ซึ่งสามารถให้น้ำได้ทั่วถึง หรือเกษตรกรท่านอื่นก็ใช้ระบบน้ำแบบสปิงเกลอร์ก็ได้เช่นกัน หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ไปได้ราว 10-14 วัน เมล็ดขึ้นฉ่ายจะเริ่มงอกโดยจะแทงรากออกมาก่อน แล้วจึงจะเห็นเป็นใบ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวสำคัญที่สุดของการดูแลรักษาขึ้นฉ่าย อย่าให้แปลงปลูกขาดน้ำเป็นอันขาด แปลงต้องมีความชุ่มชื้น เพื่อสามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ (เพราะแปลงปลูกไม่ได้กางซาแรนพรางแสงให้) ถ้าดินแห้งจะทำให้รากหรือใบของต้นขึ้นฉ่ายแห้งตายได้ง่าย และยังมีแมลงศัตรูพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ “จิ้งหรีด” ที่ชอบมากินใบ, กัดต้นอ่อน การป้องกันจำกัดจะต้องฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดแปลงกลุ่ม “โอเมทโทเอท” โดยอัตราที่แนะนำ คือ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ในช่วงแรก

ในช่วงแรกต้นขึ้นฉ่ายยังคงได้ปุ๋ยจากปุ๋ยคอกที่อยู่ในแปลง แต่เมื่อต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน จะมีใบจริง 2-5 ใบ เกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยเคมีช่วย โดยจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 หว่านบางๆ ให้ทั่วแปลงปลูก โดยจะหว่านให้ทุกๆ 10-15 วัน ตามความเหมาะสมโดยพิจารณาจากสภาพต้นและการเจริญเติบโตว่าดีมากน้อยเพียงใด ถ้าสังเกตว่าต้นขึ้นฉ่ายเจริญเติบโตไม่ดีหยุดชะงัก ก็อาจมีการกระตุ้นการเจริญเติบโต ด้วยการหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ช่วยให้บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งการให้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งต้องให้น้ำตามจนกว่าปุ๋ยจะละลายจนหมดทุกครั้ง

นอกจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้ทางดินแล้ว เกษตรกรสามารถเสริมด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมน สารป้องกันกำจัดโรคแมลง ตามความเหมาะสม โดยคุณบัญชาจะใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องโรค เช่น โรคใบด่างลาย โรคก้านใบแตก โรคใบไหม้ ใบจุด ฯลฯ ซึ่งสาเหตุมาจากเชื้อรา คุณบัญชาอธิบายว่าพื้นฐานของเชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพดินที่เป็นกรด ดังนั้น ต้องแก้ไขดินให้เป็นด่าง เมื่อพบอาการของโรค คุณบัญชาจะเลือกใช้วิธีการใส่ “ปูนขาว” เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดินให้เป็นด่าง ทำให้สภาพดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายพันธุ์ของเชื้อรา ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่ปูนขาวที่นำมาใช้นั้นคุณบัญชาแนะนำว่าต้องเป็นปูนขาวที่ได้จากเปลือกหอยเผาเท่านั้น นอกจากปรับสภาพดิน ลดความรุนแรงและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชแล้วยังมีธาตุอาหาร เช่น แคลเซียม ช่วยทำให้ต้นผักหรือต้นขึั้นฉ่ายมีความแข็งแรงขึ้น เมื่อต้นขึ้นฉ่ายมีอายุได้ 90 วัน ก็สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

การเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะเรียกกันว่า “ถอน” โดยวิธีการเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่ายหรือการถอนนั้นคือ การดึงต้นขึ้นฉ่ายออกมาจากดิน เกษตรกรต้องแกะใบขึ้นฉ่ายที่เหลืองออกและเขย่าเอาดินออก (ดินจะหลุดออกจากรากง่ายเพราะเป็นผลจากการเตรียมดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่แกลบนั้นเอง) จากนั้นจะเข้ากำ โดยใช้หนังยางรัด เวลาชั่งจะมีเคล็ดลับในการบรรจุที่เป็นวิธีที่ทำให้การบรรจุผักขึันฉ่ายลงถุงได้รวดเร็ว ใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดวางบนกิโล จากนั้นวางขึ้นฉ่ายที่เข้ากำแล้วประมาณ 5 กิโลกรัม นำถุงพลาสติกเหนียว ชนิดเจาะรูมาสวม จับปากถุงฟิวเจอร์บอร์ดให้ห่อเข้า เพื่อให้เข้าถุงพอดี หลังจากนั้นดึงแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดออกก็จะสามารถใส่ขี้นฉ่ายลงถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีม้วนปากถุงพลาสติกและใส่ขึ้นฉ่ายลงในถุงทีละกำจนเต็มถุง แล้วเอาไปชั่งเครื่องชั่งกิโล ถ้าหนักเกิน 5 กิโลกรัม ก็ดึงขึ้นฉ่ายออก ตอนที่ดึงกำขึ้นฉ่ายออก มักจะทำให้ผักช้ำ ต้นหักและเกิดการเน่าได้ง่าย ผักขึ้นฉ่ายมักจะถอนและเข้ากำบรรจุกันในแปลงปลูก ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน เกษตรกรจึงต้องมีร่มขนาดใหญ่ คอยบังแดดให้ เข่งหรือกองผักไม่ให้โดนแสงแดดโดยตรง

คุณบัญชา ฝากทิ้งท้ายว่า แม้ผักขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีราคาดี แต่ก็ยังไม่สามารถปลูกได้อย่างต่อเนื่อง ปลูกซ้ำที่ไม่ได้หรือได้ผลที่ไม่ดีเท่าไรนัก เคยให้นักวิชาการเกษตรเข้ามาศึกษาว่า พอจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ยังแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้ จนในบางพื้นที่ต้องมีการปลูกขึ้นฉ่ายในถุงดำเพื่อหนีปัญหาเรื่องโรค ซึ่งก็สามารถผลิตออกมาได้ดี เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังให้ผลผลิตได้ไม่สูงเท่าการปลูกลงดิน

ในบรรดาพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรของอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีหลายชนิด อาจเป็นเพราะความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ รวมไปถึงอากาศ ทำให้ผลผลิตหลายอย่างมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด จนสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรสมบูรณ์ทุกคน

บ้านร่องแสนคำ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ถือเป็นหมู่บ้านหนึ่งและอาจเป็นเพียงหมู่บ้านเดียวที่ประสบความสำเร็จในด้านการปลูกยาสูบ ที่น่าสนใจเพราะเป็นพืชอีกชนิดที่สร้างรายได้อย่างงดงามให้กับชาวบ้าน

จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรอำเภอเกษตรสมบูรณ์ระบุว่า มีเกษตรกรที่ปลูกยาสูบทั้งหมด จำนวน 341 ราย มีพื้นที่ปลูกยาสูบทั้งหมด จำนวน 1,175 ไร่

ตัวเลขดังกล่าวแม้จะดูน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดของอำเภอ แต่หากดูตัวเลขที่เป็นมูลค่ารายได้แล้วถือว่าไม่น้อยเลย ที่สำคัญยังสร้างรายได้อย่างมากให้กับเกษตรกรที่ปลูกยาสูบ และอาจจะมากกว่าพืชหลักเสียด้วยซ้ำ

คุณประกาย ดาวศรี เกษตรกรที่ปลูกยาสูบของบ้านร่องแสนคำ แล้วเธอยังมีบทบาทในการทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านดูแลทุกข์สุขและความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ขณะเดียวกันได้มีกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกยาสูบจำนวนเกือบ 20 คน ร่วมกันเดินทางมาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกยาสูบ

ผู้ใหญ่ประกายกล่าวว่า ชาวบ้านร่องแสนคำ ไม่ได้เน้นการปลูกยาสูบเป็นรายได้หลักนอกจากการปลูกข้าวเท่านั้น แต่มีการปลูกผักและพริกเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งคุณภาพพริกอาจสู้ที่อื่นไม่ได้ แต่เป็นพริกที่ทางหมู่บ้านเน้นให้เป็นพริกปลอดสารเคมี

เริ่มปลูกยาสูบ สร้างรายได้ดี

ด้านความเป็นอยู่ของชาวบ้านผู้ใหญ่บอกว่าเมื่อก่อนชาวบ้านมีฐานะความเป็นอยู่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ต่อมาภายหลังที่ได้เริ่มประกอบอาชีพปลูกยาสูบ ปรากฏว่าสามารถสร้างรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แถมยังมีการออมเกิดขึ้นอีก

“ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้มีการจัดตั้งกลุ่มถาวรแต่อย่างใดเลย เพียงแต่ในตอนแรกมีการรวมตัวกันของชาวบ้าน 56 หลังคาเรือน ได้เข้ายื่นของบประมาณจากทางองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 1 แสนบาท จากนั้นได้มีการจัดสรรแบ่งเป็นเงินต้นทุนและแจกจ่ายให้กับบรรดาลูกบ้านเพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นทำอาชีพ” คุณประกาย เผย

ชาวบ้านกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ปลูกยาสูบทันที หลังเก็บเกี่ยวข้าว

รุ่นนี้รอการเก็บคราวต่อไป
นับจากนั้นชาวบ้านจึงเริ่มทำอาชีพปลูกยาสูบและเป็นอีกอาชีพหนึ่งภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวที่ทำรายได้อย่างงดงาม ชาวบ้านร่องแสนคำ ถือเป็นหมู่บ้านแรกที่เริ่มปลูกยาสูบ ดังนั้นจึงถือเป็นต้นแบบของการผลิตยาสูบ และคุณภาพใบยาสูบจะดีกว่าที่อื่น

คุณประกาย ดาวศรี ในฐานะที่เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ปลูกยาสูบแบบครบวงจร คือทั้งการปลูกต้นยาสูบ การเก็บ บ่ม แปรรูปเป็นยาเส้น การบรรจุผลิตภัณฑ์ ไปจนกระทั่งการจัดจำหน่าย ได้กล่าวว่า ชาวบ้านร่องแสนคำทำยาสูบกันเกือบทุกครัวเรือน เรียกว่าประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จำนวนเนื้อที่ของแต่ละครัวเรือนที่ทำมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผืนนาที่มี แต่บางครอบครัวไม่มีผืนนาเป็นของตัวเองก็อาจไปเช่าทำ ส่วนรายได้จากการทำยาสูบถือเป็นทั้งรายได้หลักและรายได้เสริม ระยะเวลาปลูกเพียงปีละครั้ง และจะเริ่มลงมือปลูกหลังทำนาเสร็จ

“จำนวนต้นประมาณ 3,500 ต้น ต่อไร่ แต่อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับระยะห่างของต้นที่แต่ละแปลงปลูกเว้นไว้ไม่เท่ากัน แต่ข้อควรระวังคือ ไม่ควรปลูกใกล้กันมาก เพราะเวลาเจริญเติบโตใบจะเบียดกัน ทำให้ใบไม่ใหญ่และขาดความสมบูรณ์ทั้งเรื่องน้ำหนัก ความหนา แล้วจะส่งผลต่อราคาจำหน่ายด้วย

ความสูงของต้นขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรแต่ละแห่ง บางที่ต้องการ ต้นละ 8 ใบ บางที่ต้องการต้นละ 12 ใบ แต่ความสูงโดยเฉลี่ย ประมาณ 80 เซนติเมตร การใส่ปุ๋ยก็ควรใส่ให้พอเหมาะ เพราะถ้าใส่มากใบจะไม่เหลือง ถ้าน้อยไปสีจะซีด สำหรับพันธุ์ที่ใช้มี 2 ชนิด คือ อีดำ และเวอร์จีเนีย” คุณประกาย แจงในเบื้องต้น

เพื่อให้ใบสวย ต้องใส่ปุ๋ยให้เหมาะสม

และอย่าขาดน้ำเด็ดขาด

เกษตรกรรายหนึ่งอธิบายถึงวิธีการปลูกยาสูบว่าจะเริ่มด้วยการหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูกก่อน ซึ่งบางคนอาจเพาะให้แตกต้นอ่อนก่อน โดยใช้ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกผสมกับดิน และไม่ต้องปูฟาง แต่จะใช้แกลบคลุมแทน ควรรดน้ำให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอทุกวัน พอต้นโตขึ้นมาประมาณ 1-2 เดือน ที่ความสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ให้ย้ายไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ และในแปลงนั้นเกษตรกรจะต้องไถดินเตรียมไว้ก่อน บางคนอาจไม่ไถเพราะกลัวเสียค่าใช้จ่ายมากก็จะไปปลูกทันที

“เมื่อปลูกลงในแปลงจะต้องใช้ฟางคลุมให้มีความพอดี ไม่หนา หรือบางเกินไป ควรรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นขึงเชือกให้เป็นแถว แนว แล้วให้ปลูกตามแนวที่กำหนด ด้วยระยะห่างของต้นไม่ต่ำกว่า 75 เซนติเมตร และระยะแถวไม่ควรต่ำกว่า 80 เซนติเมตร เพราะต้องเว้นเป็นทางเดินเข้าไปเก็บใบ

ประมาณ 7 วัน ให้เริ่มใส่ปุ๋ยทีละน้อย เป็นปุ๋ย สูตร 15-15-15 ผสมน้ำหยอดลงไป และเพิ่มปริมาณเมื่อต้นโต เมื่อต้นมีความสูงที่ 40-50 เซนติเมตร ต้องเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยเพื่อบำรุงใบอย่างเดียว สูตร 21-0-0 และควรใช้ปุ๋ยในปริมาณ 1,000 ต้น ต่อปุ๋ย 1 กระสอบ หากทำเช่นนี้ยาสูบจะมีคุณภาพทั้งใบและสี

การปลูกต้นยาสูบที่ผ่านมามักพบปัญหาแมลงกินใบ นั่นคือ หนอนผีเสื้อ ดังนั้น การแก้ปัญหาของเกษตรกรส่วนมากใช้วิธีพลิกดูตามใบ เมื่อพบก็จะทำลาย แต่หากพบมากและบ่อยมักจะใช้สารฉีดพ่นและเกษตรรายหนึ่งกล่าวว่าเคยใช้สารอินทรีย์ฉีดพ่นตามคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว แต่ไม่ได้ผล

ปัญหาดังกล่าว ท่านเกษตรอำเภอซึ่งได้ติดตามไปในครั้งนี้ บอกเพิ่มเติมว่า การที่คนปลูกมักเข้าใจว่าการใช้สารอินทรีย์ในการปราบหนอนผีเสื้อไม่ค่อยได้ผลหรือไม่ค่อยทันใจ เพราะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน

“จริงๆ แล้วหนอนกลัวยาสูบ แต่ปรากฏว่าหนอนจะเข้ามาในตอนวัยอ่อน คือตอนที่ต้นยาสูบยังอ่อนอยู่ ยังไม่แก่ สารที่เป็นนิโคตินที่อยู่ในใบหนอนจะกลัวมาก ดังนั้น หากสังเกตจะพบว่าในช่วงใบแก่หนอนจะไม่กินใบ คราวนี้ถ้าหนอนจะกินใบหรือต้นจะเลือกกินในช่วงใบอ่อน

แนวทางการแก้ไขคือ ควรใช้ใบยาสูบที่แก่ของปีนี้บ่มไว้ใส่น้ำยาแล้วแช่ทิ้งไว้เช่นเดียวกับการทำน้ำหมัก จากนั้นให้นำมาฉีดพ่นตอนวัยอ่อนของปีถัดมาในรุ่นใหม่ และควรฉีดในวัยที่ 1 และ 2 ของหนอน ซึ่งถือเป็นวัยอ่อน หากทำเช่นนั้นแล้วหนอนก็จะตาย แต่ถ้าปล่อยหนอนไว้จนกระทั่งเป็นวัยที่ 3-4 ซึ่งเป็นวัยแก่แล้วคงลำบาก ใช้ยาดังกล่าวไม่ได้ผล” ท่านเกษตรอำเภออธิบาย

ส่วนปัญหาแมลงศัตรูพืชอีกชนิดที่มักพบในต้นยาสูบคือ เพลี้ยอ่อน ที่มักจะพบได้ในช่วงการปลูกระยะกลาง สิ่งที่สำคัญและจะช่วยบรรเทาปัญหาได้คือ อย่าให้ขาดน้ำ เพราะหากขาดน้ำ เพลี้ยจะลงต้นทันที และการป้องกันเพลี้ยคือ การใช้ยาฉีด

ทางด้านการจำหน่าย จะมีพ่อค้ามารับซื้อโดยตรง และราคาที่ซื้อขายกันจะถูกกำหนดโดยพ่อค้าเช่นกัน ที่ผ่านมาราคามักขึ้นลงตามปริมาณยาสูบในตลาด เช่นถ้ามีมากราคาจะตก แต่ถ้ามีน้อยราคาจะสูง อย่างไรก็ตาม ราคาที่เคยซื้อขายกันสูงสุด ที่ราคา 120 บาท ต่อกิโลกรัม และต่ำสุด ที่ราคา 40 บาท ต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ราคายาสูบ กิโลกรัมละ 100 บาท บรรจุถุงใหญ่ จำนวน 10 กิโลกรัม ถ้าเป็นยาแขนงหรือยาลูกขายกิโลกรัมละ 40 บาท

นอกจากนั้นแล้ว เพื่อเป็นการดูแลความปลอดภัยต่อสุขภาพของชาวบ้านร่องแสนคำ ที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีควบคู่ไปกับการทำเกษตรกรรม และอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพในระยะยาว ดังนั้น จึงมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของโรงพยาบาลส่งเสริมตำบลบ้านเป้าได้เดินทางเข้ามาตรวจสุขภาพของชาวบ้านในละแวกนี้ทุกคน

เมื่อพูดถึงการผลิตลิ้นจี่ของหลายประเทศทั่วโลก จะต้องยอมรับกันว่าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นต้นแบบของการผลิต และเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์ลิ้นจี่คุณภาพดี พันธุ์ลิ้นจี่ของไทยเกือบทุกพันธุ์ล้วนแต่มีรากเหง้าหรือนำสายพันธุ์มาจากจีนทั้งสิ้น ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า พันธุ์ลิ้นจี่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ อยู่ที่ ประเทศจีน ตัวผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการปลูกลิ้นจี่ในเขตพื้นที่ตอนใต้ของจีน

โดยเฉพาะที่มณฑลกวางตุ้งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาได้พบเห็นถึงสภาพพื้นที่ปลูกลิ้นจี่จำนวนมหาศาล บางพื้นที่ปลูกกันเต็มภูเขาและที่สำคัญก็คือ ผู้นำประเทศเขาให้ความสำคัญของการปลูกลิ้นจี่เพื่อพัฒนาเป็นไม้ผลส่งออกและดูเหมือนว่าจะเน้นในเรื่องของการผลิตลิ้นจี่แบบปลอดสารพิษด้วย, สภาพพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ได้เห็นทั้งสภาพปลูกแบบชาวบ้านจนถึงสภาพแปลงปลูกแบบวิชาการในสถานีทดลองและวิจัยซึ่งมีความก้าวหน้าไปมากทั้งทางด้านสายพันธุ์และระบบการปลูก เพียงแต่งานศึกษาและวิจัยยังเผยแพร่ไปถึงเกษตรกรจีนบางส่วนเท่านั้น แต่ในด้านสายพันธุ์แล้วใครได้รับประทานลิ้นจี่ของจีนแล้ว ต้องยอมรับในรสชาติและความอร่อย

ลิ้นจี่ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่เมื่อมองด้วยความเป็นกลางและภาพรวมแล้ว คุณภาพผลผลิตของไทยยังสู้ของจีนไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ลิ้นจี่พันธุ์สนมยิ้มจากจีน มีการส่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยในราคากิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 500 บาท ยังมีคนไทยส่วนหนึ่งซื้อมาบริโภคและซื้อเป็นของฝากเพราะมีรสชาติอร่อย และเมล็ดลีบ ในทางวิชาการได้กำหนดถึงพันธุ์ลิ้นจี่ที่มีคุณภาพดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วย “รสชาติหวาน (ลิ้นจี่บ้านเราส่วนใหญ่อมเปรี้ยว), เนื้อกรอบและเมล็ดลีบ” ซึ่งเมื่อมองเปรียบเทียบกับ

สายพันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ของไทยแล้ว ยังไม่มีคุณสมบัติทั้ง 3 ประการ ดังที่กล่าวมา จากการกลายพันธุ์ด้วยเมล็ดของลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ ที่ไร่ บี.เอ็น. ได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2” มากขึ้น และเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่า ลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2” เป็นลิ้นจี่ที่มีรสชาติหวานอร่อยมาก อร่อยไม่แพ้พันธุ์สนมยิ้มของจีน และไร่ บี.เอ็น.ได้ส่งลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด2” ที่มีเมล็ดลีบที่ห้างเดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ได้รับการตอบรับดีมาก และผู้บริโภคต่างก็ยอมรับว่าอร่อยไม่แพ้ลิ้นจี่พันธุ์สนมยิ้มจากจีน

ปัจจุบัน คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ผู้จัดการไร่ บี.เอ็น. ได้เร่งขยายพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์นี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก โดยเชื่อมั่นในเรื่องของการตลาด แต่ในเรื่องของระบบการปลูกได้มีการจัดระบบการปลูกเสียใหม่ พยายามทำให้ลิ้นจี่ต้นเตี้ย และจัดเรื่องระบบการระบายน้ำที่ดี

สำหรับสวนลิ้นจี่เก่าที่มีอายุต้นหลายสิบปี คุณจุลพงษ์ได้ประยุกต์วิธีการตัดแต่งกิ่งจากพ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ ซึ่งจัดเป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญลิ้นจี่คนหนึ่งของเมืองไทย โดยมีการตัดแต่งกิ่งอย่างหนักหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในแต่ละปี กิ่งที่ความสูงเกิน 3 เมตร จะตัดออกทั้งหมดเมื่อถึงฤดูกาลออกดอกและติดผล ปรากฏว่าต้นลิ้นจี่ให้ผลผลิตดีขึ้นและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายขึ้น

เทคโนโลยีในการปลูกลิ้นจี่ของไร่ บี.เอ็น.

คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ได้ให้รายละเอียดว่า ในส่วนของต้นลิ้นจี่ที่มีอยู่เดิมได้มีการจัดการสวนแบบใหม่โดยเน้นในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งเป็นสำคัญโดยยึดหลักว่าเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปีเสร็จสิ้นแล้วจะต้องรีบตัดแต่งกิ่งอย่างหนักทันที

วิธีการตัดแต่งกิ่งลิ้นจี่ของ ไร่ บี.เอ็น. จะยึดหลักการของ พ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ เจ้าของสวนลิ้นจี่ศรินทิพย์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งพ่อหลวงมนัสได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องการตัดแต่งกิ่งด้วยคติ ที่ว่า “เฮาฮักมัน มันบ่ฮักเฮา” ซึ่งอธิบายได้ว่า ถ้าเราไม่ตัดแต่งกิ่งหรือตัดแต่งกิ่งออกน้อย อาจทำให้ต้นลิ้นจี่ติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย

หลักการตัดแต่งกิ่งคือ ตัดแต่งให้โปร่งที่สุด ตัดออกทั้งกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่อยู่กลางทรงพุ่ม ส่วนกิ่งหลักและกิ่งแขนงเล็กให้ตัดออกบ้าง กิ่งที่มีความสูงเกิน 3 เมตร ให้ตัดออก หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้ว ต้นลิ้นจี่จะแตกกิ่งออกมาเป็นจำนวนมากจะต้องคัดเลือกตัดแต่งทิ้งอีกรอบ ในการตัดแต่งกิ่งแบบนี้พบว่าการติดผลของลิ้นจี่จะมีการติดทั้งในทรงพุ่มและที่ปลายทรงพุ่ม ผลผลิตที่อยู่ภายในทรงพุ่มจะมีคุณภาพที่ดีกว่าปลายทรงพุ่มด้วยซ้ำไป

นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว สำหรับประเทศไทย สภาพอากาศที่มีความเหมาะสมและช่วยกระตุ้นให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกได้ดีนั้นจะต้องมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 13-14 องศาเซลเซียส และหนาวติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 250 ชั่วโมง หรือประมาณ 10 วัน หรืออย่างน้อยที่สุดนาน 150 ชั่วโมง

จากตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรไทยควรจะนำเอาเป็นแบบอย่างจากพ่อหลวงมนัสคือ เรื่องของการจดบันทึกสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาว ว่าในแต่ละวันอุณหภูมิต่ำสุดในแต่วันคือเท่าไรผู้เขียนได้เห็นสมุดบันทึกอุณหภูมิของเกษตรกรวัยชรา(ปัจจุบันพ่อหลวงมนัสถึงแก่กรรมแล้ว) ยังอดทึ่งไม่ได้คนที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านการเกษตรยังปฏิบัติอย่างนี้ การจดบันทึกอุณหภูมิในแต่ละปีช่วงฤดูหนาวทำให้พ่อหลวงมนัสสามารถพยากรณ์การออกดอกของลิ้นจี่ในปีนั้นได้ อย่างน้อยที่สุดสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าผลผลิตลิ้นจี่ในปีนั้นจะดกหรือไม่ ในขณะเดียวกันเมื่อต้นลิ้นจี่ได้รับอากาศที่หนาวเย็น

คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ได้เริ่มปฏิวัติการปลูกลิ้นจี่ใหม่โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบชิด เลียนแบบการปลูกลิ้นจี่สาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกลิ้นจี่จำนวน 150 ต้น ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร และระยะระหว่างแถว 3.50 เมตร (จากที่เคยใช้ระยะปลูก 8 คูณ 8 เมตร และบางแปลงปลูกห่างกว่านี้ได้ประสบปัญหาในเรื่องของการจัดการสวนมาก โดยเฉพาะเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้นและมีต้นขนาดใหญ่ขึ้น, ปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดคือเรื่องของการเก็บเกี่ยว) และจะต้องมีการควบคุมทรงต้นไม่ให้สูงเกิน 2 เมตร เมื่อลิ้นจี่มีอายุปลูกได้1 ปีครึ่ง คุณจุลพงษ์ พบว่า การจัดการในสวนง่ายขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าแรงน้อยลงและเมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวเก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังพบว่าต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในระบบชิดนี้จะออกดอกและให้ผลผลิตเมื่อปลูกไปได้เพียงปีเศษเท่านั้น

การควั่นกิ่ง

เป็นเทคนิคที่สำคัญในการช่วยให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกและติดผลได้ดี ต้นลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตแล้วการควั่นกิ่งจะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนและมีส่วนส่งเสริมการออกดอกให้ดีขึ้น โดยปกติการควั่นกิ่งต้นลิ้นจี่จะทำกันในช่วงเดือนตุลาคม ต้นที่จะทำการควั่นจะต้องมีความแข็งแรงและสมบูรณ์ ใบลิ้นจี่ที่อยู่ในระยะควั่นควรเป็นใบเพสลาด, กิ่งที่ควั่นควรจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 นิ้ว ถ้าเป็นไปได้ตำแหน่งที่ควั่นควรจะมีลักษณะกลมและเรียบ

อุปกรณ์ในการควั่น จะใช้เลื่อยโค้งขนาดเล็กหรือใช้เลื่อยตัดเหล็กควั่นผ่านเปลือกและเนื้อเยื่อเจริญ ระมัดระวังในขณะเลื่อยอย่าให้เข้าเนื้อไม้เพราะอาจจะทำให้กิ่งตายได้ หลังจากควั่นเสร็จแล้วใช้ลวด เบอร์ 18 รัดรอยควั่น หลังจากควั่นไปได้นาน 45 วัน จึงค่อยแกะลวดออก ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน วิธีสังเกตว่าการควั่นถูกต้องหรือไม่ ดูได้จากการแกะลวดออกจะพบว่า ส่วนบนของรอยควั่นจะมีขนาดใหญ่กว่าด้านล่าง หลังจากนั้น ต้นลิ้นจี่ได้พักตัวและกระทบกับอากาศหนาวเย็นระยะเวลาหนึ่ง ต้นลิ้นจี่จะทยอยกันออกดอกตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมมาถึงต้นเดือนมกราคม

ข้อควรระวังในการควั่นกิ่ง

ห้ามควั่นกิ่งที่โคนต้นเพียงตำแหน่งเดียว อาจจะทำให้ต้นตายได้ ห้ามควั่นกิ่งในระยะที่ต้นลิ้นจี่กำลังแตกใบอ่อน จะทำให้ยอดชะงักการเจริญเติบโต อย่าลืมแกะลวดที่รัดรอยควั่นเมื่อครบ 45 วัน

ในขณะที่ ไร่ บี.เอ็น. ได้มีการประยุกต์วิธีการควั่นเลียนแบบจากเทคโนโลยีการผลิตลิ้นจี่จากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตลิ้นจี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการควั่นกิ่งอีกครั้งในช่วงติดผล จะช่วยในการลดปัญหาการร่วงของผล และยังเชื่อว่าจะให้ผลผลิตมีรสชาติดีขึ้น

เทคนิคการดูแลรักษาต้นลิ้นจี่ njcarpet-cleaning.com ในช่วงออกดอกและติดผล ขั้นตอนในการปฏิบัติ เมื่อพบว่าต้นลิ้นจี่ออกดอก การให้น้ำ เมื่อเห็นช่อดอกของลิ้นจี่มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร และมีจำนวนช่อต่อต้นมากพอสมควรจะเริ่มให้น้ำ จะใช้ระบบการให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอย (สปริงเกลอร์) โดยต่อท่อให้โผล่พ้นยอดทรงพุ่มต้น ในช่วงของการแทงช่อดอกจะให้น้ำนานประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อครั้ง และให้น้ำ 3-5 วัน ต่อครั้ง ในขณะเดียวกัน ที่ไร่ บี.เอ็น. ได้พบข้อมูลที่มีความสำคัญในเรื่องการให้น้ำและความชื้นในอากาศในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ออกดอก แต่คุณจุลพงษ์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความชื้นในอากาศมากกว่า เพราะมีประสบการณ์ว่าในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ออกดอกและมีการให้น้ำอย่างสมบูรณ์ แต่การติดผลกลับไม่ดี เพราะมีความชื้นในอากาศที่วัดด้วยเครื่อง Hygrometer มีเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์

คุณจุลพงษ์ บอกว่า ถ้าความชื้นในอากาศในช่วงออกดอก 60-70 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้การติดผลดีขึ้น จึงพบอยู่เสมอว่า เมื่อต้นลิ้นจี่ออกดอกและมีฝนตกลงมาช่วยให้ติดผลดกมากขึ้น การใช้ฮอร์โมน การใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ฉีดพ่นในระยะที่ลิ้นจี่ติดผลเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ และฉีดพ่นอีกครั้งในระยะที่ผลมีขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย จะช่วยให้ผลลิ้นจี่มีขนาดใหญ่สม่ำเสมอมีคุณภาพดี

การให้ปุ๋ย

กรณีของสวนลิ้นจี่ศรินทิพย์ ของพ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 ในระยะที่ผลลิ้นจี่มีขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย โดยใส่ให้ทุกๆ 7 วัน เป็นจำนวน 3 ครั้ง สำหรับเทคนิคในการใส่จะนำปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 จำนวน 1 กระสอบ ผสมกับสารจับใบ เลทรอน ซีเอส-7อัตรา 150 ซีซี หมักทิ้งไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้น ชั่งปุ๋ยในอัตรา 10 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร นำมาฉีดภายในทรงพุ่มลิ้นจี่ ในอัตรา ต้นละ 5 ลิตร และเมื่อผลลิ้นจี่ใกล้แก่และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หรือประมาณ 20 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 โดยใช้เทคนิคการใส่เหมือนกับที่ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21

จากประสบการณ์ของเกษตรกร ผู้ได้รับการยอมรับด้านการเกษตร ผู้ผลิตผลไม้ “ลองกอง” ที่มีชื่อเสียงในแถบพื้นที่ภาคตะวันออก อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี กับเทคนิคการกำจัด “ราดำ” บนผิวผลของผลไม้ ประเภท “ลองกอง” ให้หมดไป

“ราดำ” ตัวการสำคัญที่ทำให้ลูกผลของลองกองไม่สวย ไม่น่ารับประทาน และไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลองกองท่านนี้ คิดหาหนทางที่จะไม่ใช้สารเคมีที่ก่อผลกระทบต่อผู้บริโภค และประหยัดต้นทุนในการกำจัด “ราดำ” บนผลลองกองโดยปลอดสารเคมี

คุณธีรเชษฐ์ บำรุงรักษ์ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลฉมัน ผู้ถือได้ว่ามีประสบการณ์และมีเทคนิคในการดูแลพืชผลทางการเกษตรให้เป็นผลไม้ที่ปลอดภัย อีกทั้งเพื่อประหยัดต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอีกทางหนึ่ง

ด้วยประสบการณ์ด้านการเกษตร มากว่า 20 ปี ครูธีรเชษฐ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูแดง” อดีตข้าราชการครู ที่ผันตัวเองมาทำสวนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า ขณะนี้ชาวสวนผลไม้ตระหนักดีถึงการผลิตผลไม้ปลอดภัยหรือที่เรียกกันว่า “ผลไม้อินทรีย์” ที่ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ที่จะได้รับประทานผลไม้ที่ปลอดภัย ห่างไกลจากสารพิษ เนื่องจากในอดีตพี่น้องชาวสวนเรามุ่งเน้นการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ประกอบในการทำการเกษตรกันอย่างมาก แต่เมื่อกระแสของการใส่ใจสุขภาพเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น ชาวสวนเราก็ต้องตระหนักถึงผลที่จะกระทบกับผู้บริโภคให้มากขึ้นเช่นกัน