ตลาดโตไม่หยุด เลมอน ฟาร์ม ชวนปลูกผักป้อนตลาดรักสุขภาพ

ในช่วงปีที่ผ่านมา “สินค้าเกษตรอินทรีย์” ติดโผสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของภาคเกษตรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพืชผัก ธัญพืชและผลไม้นานาชนิด ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิก) เช่น ข้าว ผักปลอดสารพิษ มังคุด ทุเรียน ลำไย ฯลฯ มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและส่งออก

ยอดขายดี ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องอาหารอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ พืชสมุนไพร ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากระบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งกระแสท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ (Organic Tourism) ก็ขายดีด้วยเช่นกัน สอดคล้องกับกระแสความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกชนิดมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี คาดว่า ในปี 2562 ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% เพราะทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเอง ต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น

“ร้านเลมอน ฟาร์ม” เป็นองค์กรของสมาชิกและผู้บริโภคที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษที่ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร สร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภค ที่ยึดหลักชีวจิต แม็คโครไบโอติกส์

ที่ผ่านมา เลมอน ฟาร์ม จะจัดส่งทีมงานไปชักชวนเกษตรกรในท้องถิ่นต่างๆ ปรับตัวเข้าสู่การผลิตเกษตรอินทรีย์ ในมาตรฐาน Lemon Farm Organic PGS ทำให้เกษตรกรลดความเสี่ยงจากการปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ ท่ามกลางภาวะภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรเดิมและเกษตรกรหน้าใหม่มีรายได้ที่ดีบนฐานเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลาย และสร้างสินค้าเกษตรที่ไม่ทำร้ายสุขภาพและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

ในปีนี้ เลมอน ฟาร์ม พัฒนาเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ PGS ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยใช้ Lemon Farm Organic PGS Model เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและดำเนินการตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างกระบวนการสุขภาพดีแก้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป โดย เลมอน ฟาร์ม และ สสส. ต้องการใช้อาหารเกษตรอินทรีย์แก้โรค NCDs พร้อมกับช่วยสนับสนุนอาชีพเกษตรกรรายย่อยไปพร้อมๆ กัน

เลมอน ฟาร์ม ได้เริ่มต้นโครงการนี้ ตั้งแต่ ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ดำเนินการในอำเภออู่ทอง และอำเภอด่านช้าง ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุ่งทองยั่งยืน มีสมาชิกเกษตรกรอินทรีย์ 31 ราย พื้นที่อินทรีย์ 247 ไร่ และกลุ่มรักษ์ด่านช้าง สมาชิก 6 ราย พื้นที่อินทรีย์ 30 ไร่

การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ Lemon Farm Organic PGS Model มีหลักการสำคัญคือ การดำเนินการส่งเสริมตลาดห่วงโซ่, การใช้ตลาดนำการผลิต, การเติมองค์ความรู้การผลิตบนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS, การจัดการผลผลิต และสร้างความเข้มแข็งของระบบกลุ่ม เพื่อให้การทำเกษตรอินทรีย์ทำได้ยั่งยืนต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่สำเร็จจะมีลักษณะที่สำคัญคือ การมีผู้นำที่เสียสละ และกลุ่มที่เข้มแข็งจริงจังบนวิถีเกษตรอินทรีย์และมุ่งสู่วิถียั่งยืน

ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร รวมแล้วปีละกว่า 5.5 ล้านบาท และเกิดการสร้างอาหารอินทรีย์หลากหลาย ได้แก่ ข้าว ผัก ผลไม้ ขนมไทยอินทรีย์ แก่ผู้บริโภค ทั้งในเมืองและในท้องถิ่น และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงแก่เกษตรกรในด้านการเลี้ยงชีพที่มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ลดความเสี่ยง โดยเฉพาะเกษตรกรนาข้าวที่เผชิญภาวะภัยแล้ง ซึ่งทำให้ผลิตข้าวได้ลดลงเหลือเพียง 1-2 รอบ ต่อปี จากเดิมที่เคยทำนาได้ 3 รอบ ต่อปี เมื่อเกษตรกรปรับเปลี่ยนที่นาเป็นอินทรีย์ และเปลี่ยนที่นาเป็นสวนผักผลไม้อินทรีย์ ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน มีรายได้มั่นคงและมีอาหารกิน ลดการซื้อภายนอกตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ลดหนี้ได้ ทั้งเพิ่มความเข้มแข็งของกลุ่มและชุมชน และสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น

สสส. และ เลมอน ฟาร์ม มีเป้าหมายขยายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในอำเภออู่ทอง อำเภอด่านช้าง ในจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพและเป็นเครื่องมือช่วยเกษตรกรรายย่อยให้มั่นคงขึ้น ปัจจุบัน เลมอน ฟาร์ม ดำเนินการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์มาตรฐาน PGS ใน 14 กลุ่ม พื้นที่ 3,000 ไร่

กลุ่มรักษ์อินทรีย์ PGS ด่านช้าง สุพรรณบุรี

“กลุ่มด่านช้าง” เกิดขึ้นเมื่อปี 2545 โดย พ่อประเสริฐ จันทร์ไกร และเกษตรกรปลูกผักอินทรีย์มารวมกลุ่มกัน โดยมีผู้ประสานงานทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตและช่วยทำการตลาดให้ แต่ต่อมากลุ่มต้องยุติการทำงาน ในปี 2558 เนื่องจากประสบปัญหาถูกคนกลางเอาเปรียบด้านราคาผลผลิตและการจ่ายเงินที่ไม่โปร่งใส

ต่อมา เลมอน ฟาร์ม เริ่มเข้าไปช่วยจัดตั้งกลุ่มใหม่ด้วยกระบวนการ PGS ในปี 2558 ทำให้กลุ่มมีระบบโครงสร้างบริหารงานและกระบวนการจัดการผลผลิตผ่านกลุ่มที่เป็นธรรม ในปี 2561 กลุ่มด่านช้าง มีสมาชิกจำนวน 6 ครอบครัว เนื้อที่รวม 29.8 ไร่ เกิดรูปแบบองค์กรขนาดเล็กพึ่งพาตนเองได้ มีผู้นำกลุ่มที่เป็นธรรม สร้างผลผลิตต่อปี 18 ตัน แบ่งเป็น ผัก 16 ตัน และผลไม้ 2 ตัน

พ่อประเสริฐ เล่าว่า เดิมผมเช่าที่จากนายทุน ปลูกข้าวโพดโดยใช้สารเคมี บนพื้นที่ 60 ไร่ แต่ทำแล้วขาดทุน มีหนี้สินก้อนโต วันหนึ่งลูกชายคนเล็กมีโอกาสไปเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์ ก็นำความรู้กลับมาทดลองปลูกผักอินทรีย์บนที่ดิน 3 งาน เพื่อเป็นอาหารในครอบครัว ปรากฏว่าได้ผลผลิตจำนวนมาก จึงขยายพื้นที่ปลูกและหันมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง

ปัจจุบัน พ่อประเสริฐทำงานร่วมกับ เลมอน ฟาร์ม มา 18 ปี เป็นเกษตรกรกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มผลิตพืชผักอินทรีย์ เคยได้รับการรับรองมาตรฐาน IFOAM, Organic Thailand พ่อประเสริฐผลิตพืชอินทรีย์ในมาตรฐาน Lemon farm Organic PGS สามารถปลดหนี้สินที่มีอยู่และยังสามารถซื้อที่ดินเป็นของตัวเอง

พ่อประเสริฐ ทำเกษตรอินทรีย์บนที่ดิน 10 ไร่ ปลูกผัก 30 ชนิด แบบขั้นบันไดเพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน สภาพดินได้รับการฟื้นฟูด้วยเกษตรอินทรีย์ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ฟาร์มผักอินทรีย์ของพ่อประเสริฐมีระบบนิเวศภายในฟาร์มสมดุล สามารถผลิตพืชได้โดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยการผลิตภายนอก ไม่ถูกรบกวนจากแมลงศัตรูพืชจนทำให้เสียหายรุนแรง กระทั่งสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่พร้อมจะถ่ายทอดให้เกษตรกรในชุมชนและผู้ที่สนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในฟาร์ม กลับมาสู่สมดุลธรรมชาติโดยแท้จริง

สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

โครงการดังกล่าวของ เลมอน ฟาร์ม นอกจากสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรรายเก่าแล้ว ยังช่วยสร้างงานและอาชีพให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ เข้าสู่ภาคการเกษตรแบบมีอนาคต และสามารถกลับไปพัฒนาบ้านเกิดได้ เกษตรกรหลายรายสามารถชักชวนลูกชาย ลูกสาว กลับบ้านได้ เป็นกำลังสำคัญและเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ให้แก่ประเทศบนวิถีเกษตรอินทรีย์

“พี่งามตา ทองดียิ่ง” หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ก้าวเข้าสู่โครงการเกษตรอินทรีย์กับ เลมอน ฟาร์ม เธอเรียนจบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์เคมี หลังจากเรียนจบก็ได้ทำงานประจำในเมืองหลวงนาน 10 ปี พอถึงจุดๆ หนึ่ง เธอมีความรู้สึกว่าเบื่อกับงานที่ทำ จึงตัดสินใจกลับบ้าน โดยเริ่มต้นจากการทำแปลงเกษตรเล็กๆ ไว้บริเวณบ้านเพื่อที่จะเก็บกินเอง พอมีโอกาสได้ไปงานกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน จังหวัดสุพรรณบุรี

พี่งามตา ได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์จาก พ่อมานิตย์ แทนเพชร เกษตรกรที่กล้าหาญเปลี่ยนที่นาเป็นสวน หันมาปลูกผักอินทรีย์จนกลายเป็นกูรูนักปลูกผักของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน และได้พูดคุยกับ พ่อปัญญา ใคร่ครวญ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน ทำให้พี่งามตาเข้าใจหลักธรรมชาติ เข้าใจต้นทุนการปลูกผักอินทรีย์อยู่ได้อย่างพอเพียง

หลังจากพี่งามตาได้พูดคุยกับ พ่อมานิตย์ และลุงปัญญาแล้ว เธอเกิดแรงบันดาลใจอยากปรับพื้นที่ของตนเอง ปรับผืนนาให้เป็นสวนผสมผสาน มีทั้งนา น้ำ มีผักและผลไม้ จำนวน 9 ไร่ แม้จะเป็นมือใหม่ที่เริ่มทำอินทรีย์ แต่เธอมั่นใจว่าระบบกลุ่มจะช่วยให้ทำได้สำเร็จ และมั่นใจว่าการทำเกษตรอินทรีย์นี่แหละคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเธอทำแล้วมีความสุข สร้างรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคงได้

เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย คือ พี่ออย หรือ คุณจิราภัทร ปานสูง เธอเคยทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน จนถึงจุดที่เริ่มคิดถึงความไม่มั่นคงในงาน เธอจึงอยากที่จะหาอาชีพเสริมและสนใจการทำเกษตรแบบพอเพียง โดยเริ่มเรียนรู้จากสื่อต่างๆ และเริ่มทดลองปลูกผักกินเอง เธอมีโอกาสพูดคุยกับพี่งามตา ซึ่งเป็นรุ่นพี่ในที่ทำงานเดียวกัน ได้แนะนำให้เธอรู้จักกับกลุ่มทุ่งทองฯ โดยได้เข้าไปร่วมกิจกรรมกลุ่ม การประชุม ช่วยแพ็กผัก ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นและเห็นถึงการตลาดที่ชัดเจน

พี่ออย จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำทันที โดยลงมือปลูกผักอินทรีย์บนพื้นที่เพียง 200 ตารางเมตร แต่เธอสามารถผลิตผักสลัดได้ถึง 25 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ แม้จะมีพื้นที่น้อย แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตเลย เธอโชคดีมีพ่อปัญญาและสมาชิกกลุ่มคอยเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นเกษตรกรน้องใหม่ไฟแรงที่เป็นอีกแรงหนุนสำคัญในการร่วมพัฒนากลุ่มอย่างต่อเนื่อง

เชื่อหรือไม่ “มะยงชิด” ผลไม้สีเหลืองอมส้ม ลูกโตๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มีสรรพคุณเหมือนยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายกลับคืนความอ่อนเยาว์ชะลอแก่ได้ เพราะมะยงชิด ติด 1 ใน 10 ผลไม้ ที่มีวิตามินซีและสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวสวยสดใส เต่งตึง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคมะเร็ง และมีสารไนอะซินที่เป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งมี “วิตามินเอ” ที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา ลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา ลดการเกิดต้อกระจก จึงขอแนะนำให้ซื้อ “มะยงชิด” เป็นของขวัญสำหรับบำรุงสุขภาพตัวเองและซื้อเป็นของฝากผู้ใหญ่ที่นับถือ

มะยงชิด เป็นมะปรางที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่จะมีความหวานมากกว่าเปรี้ยว โดยพันธุ์ของมะยงชิดที่ได้รับความนิยมสูงมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เพชรกลางดง พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์บางขุนนนท์ ราคาของมะยงชิดโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 100-250 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาของมะยงชิดจะขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ

หากใครมีเวลาว่าง อยากชวนให้ลองไปเลือกซื้อมะยงชิดจากต้นด้วยมือตัวเอง ที่ สวนละอองฟ้า 2 ตั้งอยู่ที่สามแยกสาริกา หากมุ่งจากตัวเมือง ถึงสามแยกสาริกา เลี้ยวขวาไปทางวังตะไคร้ สวนละอองฟ้าอยู่ด้านซ้ายมือ หากตรงไป เพื่อไปยังน้ำตกสาริกา สวนละอองฟ้า 2 อยู่ด้านขวามือ

คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล เจ้าของสวนละอองฟ้า 2 ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000 โทร. (081) 481-4287 เล่าว่า “คุณพ่อชม โสวรรณะตระกูล” เป็นชาวสวนทุเรียนเมืองนนทบุรี ได้ย้ายครอบครัวมาทำสวนทุเรียนที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ต่อมาคุณพ่อได้แบ่งที่ดินมรดกให้ลูกๆ แต่ละคน

คุณวชิระ ได้รับที่ดินมรดก เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ตรงสามแยกสาริกา แต่สภาพที่ดินดังกล่าวไม่เอื้อต่อการทำเกษตรมากนัก ก็นำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก มาใส่เพื่อฟื้นฟูสภาพดิน และปลูกถั่วพร้าเป็นพืชบำรุงดิน ทำให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอสำหรับใช้ทำการเกษตร ระยะแรกคุณวชิระตัดสินใจทำสวนทุเรียน แต่เนื่องจากสมัยนั้น ทุเรียนมีราคาถูกมาก ขายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เท่านั้น ทำให้มีรายได้น้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

พอดีช่วงนั้น คุณยุพิน อร่ามเมือง เจ้าของสวนบุญสมการเกษตร ได้นำมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า มาจากสมุทรสงคราม ที่มีลักษณะพิเศษคือ ผลมีขนาดใหญ่ เมล็ดลีบเล็ก รสหวานแหลม กลิ่นหอม มาปลูกในท้องถิ่น คุณวชิระจึงตัดสินใจซื้อกิ่งพันธุ์มะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ในราคากิ่งละ 500 บาท มาปลูก จำนวน 15 ต้น ปรากฏว่า ต้นมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าให้ผลผลิตที่ดี แถมขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท คุณวชิระจึงตัดสินใจโค่นต้นทุเรียนทิ้งและนำมาปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าแทน

นับว่า กิจการสวนมะยงชิดได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณวชิระอย่างสิ้นเชิง ทำให้สวนละอองฟ้า 2 มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเป็นแหล่งปลูกมะยงชิดคุณภาพดีของจังหวัดนครนายก แถมที่ดินผืนนี้ยังได้เปรียบในเรื่องทำเล ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาเห็นผลผลิตมะยงชิดดกเต็มต้นก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ แวะเข้ามาซื้อเลือกผลผลิต โดยคุณวชิระมีตะกร้อให้ลูกค้านำไปสอยมะยงชิดได้ด้วยตัวเอง

วิธีการเก็บมะยงชิดผลสุกก็แสนง่าย เพียงสังเกตจากบริเวณขั้วผลที่มีสีเหลืองเข้ม การเปิดสวนให้ลูกค้าเก็บผลผลิตด้วยตัวเอง ปรากฏว่า ขายดิบขายดี จนไม่ต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ไหน ปัจจุบัน คุณวชิระ มีรายได้หลักจากการจำหน่ายผลผลิตและกิ่งพันธุ์มะยงชิดเป็นมูลค่าหลักล้านในแต่ละปี ช่วยสร้างฐานะและรายได้ที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งรวมมะยงชิดสายพันธุ์ดี

ทุกวันนี้ สวนละอองฟ้า 2 ปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าเป็นหลักแล้ว ยังเก็บสะสมพันธุ์มะยงชิดอีก 2 สายพันธุ์ คือ แก้วกลางดง และแม่ระมาด ให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ คุณวชิระ บอกว่า มะยงชิดแต่ละสายพันธุ์ มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน สำหรับ “มะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า” ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองออกแดง ใส ทรงรูปไข่ เนื้อมาก เมล็ดเล็ก เปลือกหนา เนื้อแข็ง ผลมีขนาดใหญ่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง ประมาณปีละ 6 ตัน

“มะยงชิด พันธุ์แก้วกลางดง” มีลักษณะผลใกล้เคียงกับมะยงชิดทูลเกล้า คุณสมบัติเด่นที่พบอยู่คือ เนื้อกรอบ สุกผลมีสีส้ม ไม่ออกแดงอย่างมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ส่วน “มะยงชิด พันธุ์แม่ระมาด” คุณพ่อของคุณวชิระได้ซื้อมะยงชิด จำนวน 50 ผล มาจาก “คุณระมาด” แม่ค้าที่เมืองนนท์และนำมาเพาะและคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีเด่นจำนวน 1 ต้น จึงตั้งชื่อว่า แม่ระมาด ที่มีลักษณะเด่นคือ ผลดก แต่ต้นเติบโตช้า ไม่ทนทานต่อโรคและแมลง

จุดเสี่ยงในการลงทุน

การทำสวนมะยงชิดมีความเสี่ยงทางการลงทุนอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละปีเกษตรกรต้องลุ้นว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร เนื่องจากต้นมะยงชิดจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว หากปีใดอากาศไม่หนาวเพียงพอ ผลผลิตก็มีน้อยหรือแทบไม่มีผลผลิตเลย ทำให้รายได้หดหายตามไปด้วย สำหรับสวนมะยงชิดในจังหวัดนครนายก ต้นมะยงชิดมักเริ่มแทงช่อประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม นับจากนั้นไปอีก 3 เดือน จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ ปีนี้อากาศหนาวมาล่าช้ากว่าทุกปี ทำให้เทศกาลมะยงชิดของจังหวัดนครนายกจากเดิมที่เคยจัด ประมาณเดือนมีนาคม ต้องเลื่อนเป็นต้นเดือนเมษายนแทน

การปลูก ดูแล

คุณวชิระ ปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ในระยะห่าง 7×7 เมตร เมื่อปลูกครบ 3 ปี ต้นมะยงชิดก็จะเริ่มให้ผลผลิต โดยทั่วไปต้นมะยงชิดจะมีความสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุครบ 5 ปี จะให้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่ ขนาด 10 ผล ต่อกิโลกรัม แต่โดยทั่วไปจะให้ผลผลิตที่มีขนาดผลโดยเฉลี่ย 12-15 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อเดินชมสวนมะยงชิดที่มีอายุประมาณ 30 ปี ก็สังเกตเห็นว่า ต้นมะยงชิดส่วนใหญ่มีลักษณะต้นเตี้ย ทำให้ดูแลและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย เนื่องจากมีการดูแลตัดแต่งกิ่ง ที่เรียกว่า “ทำสาว” หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกปี

คุณวชิระ บอกว่า หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ และเร่งการแตกยอดใหม่ พร้อมตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืช ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน ต้นมะยงชิดจะเริ่มแตกใบอ่อน ระยะเดือนกันยายน-ตุลาคม จะเข้าสู่ช่วงระยะใบแก่ ช่วงนี้มักงดให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะยงชิดสะสมอาหารและไม่แตกใบอ่อน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อช่วยในการสร้างตาดอก

ช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้นมะยงชิดมักเริ่มแทงช่อดอกและดอกเริ่มบาน จะให้น้ำเพียงเล็กน้อย และให้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ดอกมีความสมบูรณ์ ติดผลดี และนำปุ๋ยคอกสดๆ มากองในสวน เพื่อเลี้ยงแมลงวันสำหรับช่วยผสมเกสร ช่วงเดือนธันวาคม ระยะดอกบานและติดผลขนาดเล็ก ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผลอ่อนร่วง

ประมาณเดือนมกราคม ผลกำลังเติบโต สมัครเกมยิงปลา ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 3-5 วัน และเริ่มห่อผลเมื่ออายุ 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันนกและแมลงวันผลไม้ พร้อมลดการให้น้ำลง เมื่อผลเริ่มแก่ เพื่อป้องกันผลแตกเมื่อมีฝนหลงฤดู

ผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง

“ปุ๋ยเคมี” คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายหลักของการทำสวนมะยงชิด แต่ละปีคุณวชิระต้องจ่ายค่าปุ๋ยเคมีหลายหมื่นบาทต่อปี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาจึงหันมาผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพขึ้นใช้เอง สูตรการทำปุ๋ยหมักของเขาไม่ยุ่งยาก เพราะเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น คือ ไข่ไก่ 1 ส่วน ปลาหมัก 5 ส่วน กากน้ำตาล 3 ส่วน นำมาหมักรวมกับสารเร่ง พด. 2 จำนวน 1 ซอง และน้ำสะอาด 200 ลิตร ใช้เวลาหมักนาน 3 เดือน ก็ได้ปุ๋ยน้ำหมักคุณภาพดีตามที่ต้องการ

เวลาใช้งานจะนำหัวเชื้อปุ๋ยหมัก 3 ลิตร มาละลายน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นที่รอบต้นมะยงชิด ทุกๆ 10-15 วัน ช่วยให้ต้นมะยงชิดเติบโต แข็งแรง และให้ผลผลิตที่ดีเช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยเคมีในอดีต แถมสามารถประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้หลายหมื่นบาทต่อปี

การขยายพันธุ์

คุณวชิระ บอกว่า ต้นมะยงชิด ไม่เหมาะสำหรับขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เพราะต้องใช้เวลาปลูกดูแลนานถึง 8 ปีกว่า ต้นมะยงชิดจะเริ่มติดดอกออกผล และไม่แนะนำให้ใช้วิธีการตอนกิ่งและการปักชำ เพราะต้นกล้าจะไม่มีรากแก้ว ต้องเสริมรากภายหลัง สวนละอองฟ้า 2 นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเสริมรากร่วมกับการทาบกิ่งหรือต่อกิ่ง

เมื่อได้ต้นทาบกิ่งปลูกชำในกระถาง ให้ถอนต้นตอปลูกตามขอบกระถาง 3 จุด ด้วยกัน ลักษณะคล้ายการทาบกิ่ง เรียกว่า การเสริมราก 3 ต้น หรือ 3 ขา จะช่วยให้ต้นมะยงชิดมีความแข็งแรง ให้ผลผลิตเร็ว กรณีเกษตรกรที่ปลูกกิ่งทาบลงดิน สามารถเสริมรากเข้าไปได้โดยปลูกต้นใหม่รอบๆ เมื่อต้นโตได้ที่ก็เสริมรากเข้าไป รากช่วยให้การหากินดีขึ้น ต้นจะเจริญเติบโตดีกว่าต้นทั่วไป ทางสวนละอองฟ้า 2 ผลิตกิ่งพันธุ์มะยงชิดคุณภาพดี จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ ในราคา กิ่งละ 150-300 บาท