ตอนทำงานประจำ คิดมาตลอดว่าออกจากงานเพื่อไปทำเกษตร

จะทำอย่างไรให้มีรายได้เดือนละสองสามหมื่น หลายเสียงพูดว่า จะต้องมีพื้นที่เยอะ มีเงินทุนมาก และต้องมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์นะถึงจะทำได้ แต่เราไม่มองแบบนั้นเราคิดนอกกรอบไปอีกว่า การทำเกษตรให้อยู่รอด ต้องมีความรู้ครบองค์ประกอบ เช่น ถ้าจะปลูกต้นไม้ ต้องรู้วิธีการทำปุ๋ย ต้องรู้ปัญหาและธรรมชาติของต้นไม้

ที่สำคัญปลูกแล้วขายใคร ผลผลิตออกช่วงไหน เรียนรู้เลยว่าคนในประเทศไทยกินอะไรเป็นหลัก จำแนกออกเป็นกลุ่ม ถ้าในชุมชนเรากินอะไร เขาก็กินแบบนั้น แต่ถ้าเป็นตลาดออนไลน์ จะมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มคนรักสุขภาพ ผักต้องเป็นผักอินทรีย์ ผักออร์แกนิก เราต้องจำแนกสินค้าและกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ถ้าทำได้ก็ไม่สำคัญว่าจะมีพื้นที่น้อย เงินลงทุนน้อย”

เริ่มต้นทำเกษตร ด้วยเงินทุน 2,000 บาท
ต่อยอดเป็นเงินหลักแสน
ก่อนจะลาออกจากงานประจำ คุณปฏิภาณปูทางงานเกษตรด้วยงบเพียง 2,000 บาท ช่วงนั้น ปี 2554 จำได้ว่า มะนาวราคาแพง คุณปฏิภาณมองเห็นช่องทางจึงเลือกหารายได้เสริมด้วยการตอนกิ่งพันธุ์มะนาวขายให้เพื่อนที่ทำงาน เริ่มจากซื้อมะนาวมา 10 ต้น เป็นเงิน 1,000 บาท ซื้อวงบ่อซีเมนต์ 10 บ่อ บ่อละ 100 บาท ทำขายต่อยอดจากเงิน 2,000 เป็นเงิน 15,000 บาท ตลาดไปได้ดีจึงตัดสินใจขยายแปลงปลูกเพิ่ม แต่พื้นที่มีจำกัด จึงเปลี่ยนจากการขยายพันธุ์เองเป็นการส่งเงินกลับไปให้พ่อกับแม่ขยาย แล้วช่วยกันขายแทน ผ่านไป 5 เดือน ขายกิ่งตอนมะนาวได้เงินแสนกว่าบาทก็นำมาต่อยอด ขยายแปลงปลูกไผ่เพิ่มอีก 1 ไร่

ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง พืชสร้างรายได้งาม
ตลาดมีความต้องการสูง
เจ้าของบอกว่า หากท่านใดอยากออกจากงานประจำมาทำเกษตร ขอย้ำทุกคนว่า อย่าใจร้อน ถ้าคิดจะออกท่านต้องปูทางปลูกพืชไว้ก่อนออกจากงาน และพืชที่ปลูกไว้ต้องสร้างรายได้ให้เราอย่างน้อย 2-3 ชนิด ถ้ายังไม่เริ่มต้นทำล่วงหน้าแต่ออกจากงานเพื่อมาลุยทำเกษตร แนะนำว่าอย่า เพราะหนทางข้างหน้าจะมืดมาก

“ก่อนออกจากงาน ผมเลือกที่จะปลูกไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งไว้สร้างรายได้เป็นขั้นที่หนึ่ง ไผ่ตัวนี้ผมศึกษาหาข้อมูลมานานกว่า 8 ปี ถือเป็นพืชที่น่าสนใจ และคิดว่าจะสร้างรายได้ดีในอนาคต ด้วยคุณสมบัติที่พิเศษ รสชาติหวาน สามารถทานดิบได้ คนเป็นเก๊าต์ทานได้ ไม่มีไซยาไนด์ ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก มีเวลาว่างช่วงไหนค่อยกลับมาขุดขายสร้างรายได้หลายหมื่น” เจ้าตัวบอก

ขั้นตอนการปลูก…ลงทุนด้วยงบ 20,000 บาท ปลูกแค่ 1 ไร่ 200 ต้น ขุดหลุมกว้างxยาวxลึก 30x30x30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 2×4 เมตร ถ้าปลูกลึกกว่านี้ เวลาขุดหน่อจะลำบากมาก แต่ทางที่ดีต้องเลือกแปลงทำพันธุ์กับทำหน่อ มีที่ไม่เยอะจึงทำได้เท่านี้

การดูแล…ง่ายมาก หากอยากให้หน่อออกตลอดทั้งปีช่วงหน้าแล้ง ให้รดน้ำ ปลูก 1 เดือน ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใส่ขี้ไก่แกลบแทน ใส่ทุกๆ สองเดือน และหาใบไม้หรือฟางมาคลุมเพื่อรักษาความชื้นและทำให้หน้าดินร่วนซุย

ระบบน้ำ… 1 ไร่ ไม่ต้องใช้ระบบน้ำ รากสายยางรด ให้รดน้ำตั้งแต่วันแรกที่ปลูก รดน้ำทุก 3 วัน ฤดูปลูกที่เหมาะสมให้ปลูกก่อนฤดูฝน 1 เดือน จะประหยัดค่าน้ำ หลังจากนั้นให้ฝนช่วย ไผ่ถ้าติดแล้วจะไม่ตาย ปลูกทิ้งแล้วไปทำงาน มีเวลาค่อยกลับมาขุดขายก็ไม่มีปัญหา

เจ้าของเล่าต่ออีกว่า ตอนเริ่มปลูกไผ่คิดว่าจะปลูกเพื่อขายหน่อ คำนวณว่าจะตัดหน่อขายได้ วันละ 30-40 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 60 บาท จะได้เงินวันละ 2,000 บาท แต่พอผลผลิตออกมาจริงๆ กลับมีอะไรที่คุ้มค่ากว่านั้นคือ การขุดต้นพันธุ์ขาย ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร ถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊กตามปกติ แต่พอลงไปแล้วเพื่อนในเฟซบุ๊กเมนต์มาถามกันเป็นจำนวนมากว่า คือไผ่พันธุ์อะไร เราก็บอกว่าเป็นไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง สามารถรับประทานดิบได้ คนเป็นเก๊าต์ก็รับประทานได้ ออกหน่อทั้งปี แค่รดน้ำ เท่านั้นแหละ ยอดสั่งซื้อมาเป็นหลักแสน แต่ทำให้ไม่ทัน จึงเริ่มมองเห็นโอกาสเบนเข็มมาขายต้นพันธุ์แทน

คิดง่ายๆ ว่า ไผ่ 1 ลำ สามารถทยอยเก็บหน่อขายได้ทุกวันก็จริง ถ้าขายหน่อจะเก็บได้วันละประมาณ 40 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 40 บาท คิดเป็นรายได้วันละพันกว่าบาท แต่ถ้าขายต้นพันธุ์เราขุดขายได้ต้นละ 100 บาท

ไผ่สามารถขุดได้ปีละ 2 ครั้ง ใน 1 กอ อาจจะมี 15-18 ลำ ซึ่งใน 1 กอนั้น ให้เก็บไว้ 5-6 ลำ ที่เหลือขุดไปขายให้หมด

ดังนั้น ไผ่เฉลี่ย 200 กอ เราขุดต้นพันธุ์ได้ 8-10 ต้น/กอ คิดเป็นเงิน 800-1,000 บาท/กอ แล้วคูณ 2 เข้าไป เพราะ 1 ปี ขุดได้ 2 ครั้ง ถือเป็นพืชที่สร้างรายได้ดีมากๆ แต่คนมองข้าม ทุกวันนี้ผมปลูกไผ่ 1 ไร่ แต่สร้างรายได้จากการขายต้นพันธุ์ได้ปีละ 200,000 บาท

ปลูกไผ่สำเร็จ วางแผนปลูกผักเมืองหนาว
เสียบยอดไม้ผล สร้างรายได้เพิ่มอีก 2-3 ชนิด
หลังจากปลูกไผ่ได้สำเร็จ คุณสิทธิ์ได้ขยายแปลงปลูกผักเมืองหนาว และเสียบยอดไม้ผลอีกหลายชนิดเพื่อเป็นการเสริมรายได้เพิ่ม โดยแบ่งเป็นปลูกผักสวนครัวและผักเมืองหนาว 2 งาน ปลูกไม้ผลเพื่อขยายพันธุ์อีก 2 งาน และแบ่งพื้นที่ไว้เลี้ยงไก่ไข่ไว้รับประทานเองอีกเล็กน้อย ทำมา 1 ปี ตอนนี้เริ่มมีรายได้มาบ้างแล้ว

ตอนนี้การขายต้นพันธุ์ไผ่ถือเป็นรายได้หลัก ส่วนตัวที่กำลังสร้างรายได้ตามไผ่มาติดๆ คือ การเสียบยอดไม้ผลขาย วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย ได้เงินไว มีพื้นที่น้อยก็ทำได้ หลักการคือ การเสียบยอดไม้ผลขาย มีหลายชนิด เช่น ฝรั่ง อะโวกาโด มะเดื่อฝรั่ง ลำไยแดง ข้าวโพดหลายสายพันธุ์ ผักหวานป่า 1,000 ต้น โดยซื้อมาแค่อย่างละ 2 ต้น นำมาขยายพันธุ์เอง

ยกตัวอย่าง ถ้าเราอยากทำพันธุ์ฝรั่งขาย เราไม่จำเป็นต้องปลูก ผมแค่ซื้อต้นมาต้นละ 3 บาท นำมาชำไว้ 1 เดือน แล้วสั่งยอดมาเสียบ คิดง่ายๆ ว่า เราสั่งมา 100 ยอด ยอดละ 50 บาท คิดเป็นเงิน 5,000 บาท ต้นตอต้นละ 8 บาท แต่ทำขายได้ ต้นละ 100 บาท ทำได้ 5,000 ต้น เท่ากับเงิน 50,000 บาท ในเวลา 3 เดือน แบบไม่ต้องลงแรงให้เหนื่อย

เกษตรกรยุคใหม่ หาตลาดไม่ยาก
ใช้สื่อโซเชียลในมือให้เป็นประโยชน์
หากเปรียบการตลาดสมัยก่อนกับสมัยนี้ ความสะดวกสบายต่างกันอยู่มาก เมื่อก่อนหากเจ้าของธุรกิจเจ้าของสินค้าอยากที่จะลงโฆษณาสินค้า จะต้องเสียเงินหลายบาทเพื่อที่จะซื้อพื้นที่บนสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ แต่ในยุคปัจจุบันการตลาดหาได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว

“ตอนนั้น ผมอายุ 19 ปี คิดว่าถ้าทำเกษตรสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การตลาด ต้องโปรโมตผ่านหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือทำโบชัวร์ แต่เมื่อโซเชียลเข้ามา มีเฟซบุ๊กเราไม่ต้องทำไรมาก แค่สร้างพืชและสร้างสตอรี่ของสวนเราเท่านั้น ผมเป็นเกษตรกรสายชิว ตอนเช้าลุกมาทำสวนถึง 11 โมง แล้วกลับเข้าบ้านไปพัก บ่ายสามค่อยออกมาทำต่อ ผมไม่เคยประกาศขายของเลยสักครั้ง แต่ในเฟซบุ๊กของผมกลับมีแต่คนสนใจเข้ามาสั่งสินค้าของผม

ผมแนะว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ไม่ต้องทำไรมาก แค่หมั่นสร้างสตอรี่ หมั่นนำเสนอตัวเองในกลุ่มต่างๆ ขยันถ่ายรายละเอียดก่อนและหลังปลูกพืช โพสต์เรื่องราวในสวนเรื่อยๆ พอมีคนมาชอบ มีคนมาคอมเมนต์ เราก็กลับไปแอดคนเหล่านี้ให้หมด การตลาดก็ได้มาแต่ตอนนั้นผลผลิตมีเท่าไรก็ไม่พอ รายได้ถืออยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ทำงานแบบสบาย อยากตื่นตอนไหนก็ตื่น อยากนอนตอนไหนก็ได้” เกษตรกรสายชิวบอก

ฝากไว้ให้คิด ก่อนลาออกจากงานประจำมาทำเกษตร
ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ข้อคิดดีๆ จากคุณสิทธิ์

ก่อนลาออกจากงานประจำมาทำเกษตร ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่ไปทำงานโรงงาน งานบริษัทในเมืองใหญ่ หลายคนอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง และหลายคนอยากกลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว แต่ด้วยภาระและหน้าที่ และไม่รู้จะเริ่มทำอะไรดี ถึงยังกลับมาอยู่บ้านไม่ได้

ผมมีหลักการบางสิ่งจะบอกกล่าวให้คนที่อยากออกงานมาทำเกษตรให้เป็นแนวทางไว้ได้คิดกันเล่นๆ คนที่ทำงานประจำแล้วอยากออกงานมาทำสวน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ จะเบื่องาน เบื่อคน เบื่อเวลา อยากกลับบ้าน ข้อควรคิดคำนึงก่อนออกมาทำสวนคือ

1. ต้องปลอดหนี้ คือต้องไม่มีหนี้สิน เพราะถ้าออกงานมาทำสวนแล้วยังมีหนี้สินอยู่ งานเข้าแน่ เพราะจะเป็นอุปสรรคบั่นทอนและเป็นแรงกดดันมหาศาลให้กับเราแน่ๆ

2. เตรียมความพร้อมก่อนออกงาน คือในช่วงขณะที่เราทำงานอยู่ เราก็เจียดเงินในแต่ละเดือนมาซื้อต้นไม้และอุปกรณ์ที่ใช้ในภาคเกษตรไปลงในสวนก่อน โดยเฉพาะต้นไม้ ควรปลูกไว้ให้เกือบได้ผลผลิตหรือได้ผลผลิตค่อยออกงานมาทำ จะลดความเสี่ยงลงได้เยอะมากๆ

3. วางแผน…ต้องกำหนดเป้าหมาย ว่าเราจะทำสวนแนวไหน วางแผนเงินทุน วางแผนเวลา วางแผนการตลาดและการผลิต วางแผนเจาะกลุ่มเป้าหมาย (ถ้าคิดจะทำผลผลิตขาย)

4. โมเดล หรือรูปแบบการทำสวน ควรเขียนโมเดลสวนออกมาก่อนจะปลูกหรือลงทุนลงแรง เพราะจะได้เป็นระบบและลงทุนได้ถูก ไม่เสียเวลาทำ วาดเขียนออกมาหลายๆ โมเดล โดยดูจากพื้นที่เราเป็นองค์ประกอบหลัก…

5. ความรู้…ความรู้เป็นสิ่งสำคัญในระดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านการตลาด การขาย ความรู้ด้านต้นไม้ ด้านพืช เพื่อเตรียมพร้อมสู้กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวัน…ถ้าเรามีความรู้เราจะสามารถผ่านทุกปัญหาไปได้

6. เงินทุน…แน่นอนล่ะ เงินทุนก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมี จะมีมากมีน้อยก็ต้องมีสำรองไว้ยามฉุกเฉิน

7. คอนเน็กชั่น…เราควรมีคอนเน็กชั่นดีๆ ไว้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะหาได้…คอนเน็กชั่นคือ การมีเพื่อนหรือเครือข่ายผู้คน ถ้าคุณมีเครือข่ายเยอะๆ คุณจะผ่านได้เกือบทุกปัญหา…เเละบางทีคุณอาจจะไม่ต้องลงทุนหรือใช้เงินในการทำเกษตรเยอะก็ได้ …

8. ตลาด…ถ้าคิดอยากมีรายได้จากภาคเกษตร เราก็ต้องรู้จักหาตลาดให้เป็น ติดต่อคนให้ได้ ประสานงานให้เป็น ไม่ว่าจะตลาดออนไลน์ หรือตลาดในพื้นที่

กล้วย…เป็นพืชอาหารที่มีวิตามินเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผู้บริโภค กล้วยที่เรารู้จักมักคุ้นกันดี เช่น กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยน้ำว้า กล้วยปลูกได้ทั้งในหัวไร่ปลายนา หรือปลูกในเชิงธุรกิจ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน การปลูกกล้วยจึงเป็นหนึ่งพืชที่น่าสนใจ สามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การยังชีพที่พอเพียงและมั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณต้อย หรือ คุณสุดาพร ภักดีบุตร เกษตรกรปลูกกล้วย เล่าให้ฟังว่า ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจผันผวนได้ส่งผลกระทบต่อวิถีความไม่มั่นคงครอบครัว อาชีพเกษตรกรรมจึงเป็นทางเลือกเพื่อการยังชีพที่เป็นวิถีพื้นฐานที่ทำให้ได้เก็บผลผลิตมากินในครัวเรือน หรือก่อให้มีรายได้จากการขายผลผลิตได้นำมาจุนเจือครัวเรือนหรือใช้เป็นทุนการผลิต

พื้นที่ปลูกไม้ผล มี 18 ไร่ ปลูกไม้ผลผสมผสานหลายชนิด เช่น ทุเรียน มะม่วง มังคุด หรือกล้วย ช่วงเริ่มต้นได้นำกล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้ามาลงปลูกเป็นพืชแซมเพื่อให้เป็นพืชร่มเงาหรือพืชพี่เลี้ยงให้กับไม้ผลหลัก เพื่อให้ได้ผลผลิตเก็บมากินในครัวเรือน ได้ขายผลผลิตกล้วยเพื่อนำรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนใช้ในการผลิตเกษตร

ปลูกกล้วย
การเตรียมหน่อพันธุ์ ได้ซื้อหน่อพันธุ์คุณภาพที่ปลอดโรคทั้งจากในพื้นที่และต่างถิ่น ความสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป ซื้อหน่อละ 20-30 บาท เป็นพันธุ์กล้วยน้ำว้า 4,000 หน่อ และพันธุ์กล้วยหอมทอง 3,000 หน่อ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทองได้โดยเฉลี่ยราว 400 ต้น พื้นที่ทั้งหมดจะปลูกกล้วยได้กว่า 7,000 ต้น

การใช้มูลวัวแห้ง ได้ซื้อมูลวัวแห้ง น้ำหนัก 15 ตัน หรือที่บรรจุในรถบรรทุก 10 ล้อ ราคา 22,000 บาท เพื่อนำมาเป็นปุ๋ยรองก้นหลุมปลูกและใช้ปรับสภาพพื้นที่แปลงปลูกไม้ผล

การปลูก ได้เริ่มปลูกต้นฝน ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกแห้ง วางหน่อพันธุ์กล้วยลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ระยะระหว่างต้นและแถวปลูก ห่างกัน 4×4 เมตร และ 5×5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วยได้ราว 400 ต้น หลังการปลูกให้น้ำแต่พอชุ่ม เลี้ยงกอให้มี 3-5 ต้นต่อกอ

การใส่ปุ๋ย ได้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพ ใส่อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 3 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 3 เดือน และก่อนตัดเก็บ 1 เดือน ได้ใส่ปุ๋ยหวาน สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กำมือต่อกอ แล้วให้น้ำแต่พอชุ่ม

การให้น้ำ ต้นกล้วยต้องให้ได้รับน้ำพอเพียง ทุก 2-3 วัน จะให้น้ำต่อครั้ง หรือถ้าดินแห้งจัดได้เพิ่มการให้น้ำอีก ในฤดูฝนให้ต้นกล้วยรับน้ำจากน้ำฝน เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดีก็ช่วยให้ได้ผลผลิตกล้วยดีมีคุณภาพ

โรคและแมลงศัตรูกล้วย
สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำขุ่นแนะนำว่า ถ้าพบว่ามีโรคไฟทอปทอร่า ที่ทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่า ตายพราย ให้ขุดต้นนำไปทำลายทิ้ง หรือควรคัดเลือกหน่อกล้วยพันธุ์ดีมีคุณภาพและปลอดโรคมาปลูก และหลังการปลูกถ้าพบว่ามีหนอนม้วนใบกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ถ้าพบไม่มากให้จับไปทำลายทิ้ง หรือพบว่ามีจำนวนมากให้สวมเครื่องป้องกันและใช้สารเคมีไปฉีดพ่นเพื่อป้องกันกำจัด

หลังจากปลูกต้นกล้วยมีการแตกหน่อมาก ต้องตัดหรือขุดหน่อออกเพื่อแต่งกอให้เหลือ 3-5 ต้น การติดเครือขนาดใหญ่ต้องใช้ไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นล้มทำให้ผลกล้วยเสียหาย เมื่อต้นกล้วยอายุ 9 เดือน ผลกล้วยเริ่มจะสุกได้ตัดเก็บ ตัดที่โคนต้นกล้วย ให้ค่อยๆ โน้มเอนลงมาเพื่อป้องกันเครือกล้วยหรือผลกล้วยกระแทกช้ำ นำไปเก็บรักษาไว้ในโรงเรือนเพื่อรอพ่อค้าเข้ามาซื้อ

ผลหรือลูก ผลกล้วยน้ำว้าที่นี่ทดลองวัดความยาวได้ 5 นิ้ว วัดรอบผลได้ 6 นิ้ว มีน้ำหนักราว 2-3 ขีด 1 หวี มี 12-14 ผล น้ำหนักต่อหวี 3-4 กิโลกรัม 1 เครือมีมากกว่า 8-12 หวี น้ำหนักทั้งเครือ 40-50 กิโลกรัม

ลักษณะเนื้อ ผลกล้วยน้ำว้าสุก เนื้อมีความเหนียว นุ่ม หวาน มีกลิ่นหอมเล็กน้อย มีวิตามิน เกลือแร่ที่เสริมสร้างให้ผู้บริโภคมีสุขภาพแข็งแรง ผลขนาดโตกินได้ 3-5 คำ กิน 2-3 ลูกหรือผลก็อิ่มท้อง จึงมักถูกเลือกไว้เป็นผลไม้คู่ครัว

ผลผลิตทั้งกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง เมื่อหักต้นทุนแล้วในปีแรกมีรายได้ 35,000-40,000 บาทต่อไร่ เป็นกล้วยมหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับ พ่อค้าเข้ามาซื้อที่สวน เป็นวิถีที่ทำให้ผู้ปลูกได้สร้างงานสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่อง กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล…มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง เป็นการปลูกกล้วยในยามวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน เป็นวิถีดำรงชีพเพื่อการสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุดาพร ภักดีบุตร เลขที่ 45 หมู่ที่ 3 บ้านห้วยเสลา ตำบลขี้เหล็ก อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โทร. 098-512-1697 หรือ คุณลุงโทน โทร. 091-090-2464 ก็ได้ครับ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้รวบรวมพันธุ์กล้วยหายาก ตามรายชื่อพันธุ์กล้วยที่มีอยู่ในสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มาไว้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส Sa Gaming สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร จึงได้สนองพระราชดำริ โดยมอบหมายให้ คุณปฏิวุฒิ บุญเรือง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส และทำหน้าที่หัวหน้างานวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกหน้าที่หนึ่งร่วมกับ คุณศรัญญา ใจพะยัก นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส ร่วมกับศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปัตตานี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คุณปฏิวุฒิ บุญเรือง หัวหน้าโครงการการอนุรักษ์กล้วยโบราณ ตามพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เล่าว่า โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ทำการสำรวจรวบรวมพันธุ์กล้วยหายาก ที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสงขลา สามารถรวบรวมพันธุ์กล้วยได้ทั้งหมด 36 สายพันธุ์ มีจำนวน 10 พันธุ์ ที่เป็นพันธุ์กล้วยที่ตรงตามรายชื่อพันธุ์กล้วยที่มีอยู่ในสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และได้พบเอกสารเป็นหนังสือราชการจากจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2468 ได้มีการถวายหน่อพันธุ์กล้วย ได้แก่ พันธุ์ปีแซ กาปา, ปิแซ ซูซู, ปีแซ ยะลอ, ปิแซ กูกู กูดอ, ปีแซ ลือเมาะ มานิ, ปีแซ กาลอ, ปีแซ ยะรี บอยอ, ปิแซ ตาปง, ปีแซ สะราโต๊ะ และปีแซ สะรือเน๊ะ

ลงมือปลูกกล้วย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คุณปฏิวุฒิ เล่าต่อไปว่า หลังจากค้นพบหนังสือราชการและรายชื่อกล้วยโบราณแล้ว คณะผู้ดำเนินการได้ทำการสอบถามจากเกษตรกรในท้องถิ่นต่างๆ เมื่อได้รับแจ้งข้อมูลแล้วได้ลงพื้นที่สำรวจตามหาพันธุ์กล้วยและรวบรวมพันธุ์กล้วยหายาก นำมาปลูกรวบรวมไว้ ณ งานวิชาการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บนพื้นที่ 2.19 ไร่ ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

เราทำการยกร่องตามผังแปลงที่กำหนดจำนวน 36 แปลง ขุดหลุมปลูกในแปลงแต่ละแปลงจำนวน 7 หลุม ระยะปลูกระหว่างหลุม 3×3 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้วให้สูงขึ้นมาประมาณ 20 เซนติเมตร แล้วคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบนเมื่อใส่ลงไปแล้ว จึงเอาหน่อกล้วยที่เตรียมไว้ วางตรงกลางหลุมปลูก เอาดินล่างกลบ รดน้ำและกดดินให้แน่น ยอดของหน่อกล้วยควรสูงกว่าระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร ควรหันรอยแผลของหน่อให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน

การใส่ปุ๋ยควรใส่ในช่วง 2 เดือนแรก โดยให้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง ในเดือนที่ 3 และ 4 ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม ส่วนในเดือนที่ 5 และ 6 ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม

ขั้นต่อไป คณะทำงานจะศึกษาทางพันธุกรรมของกล้วยหายาก โดยใช้ลักษณะทางพันธุกรรมตามแนวทางของ Simmonds และ Shapherd ซึ่งทำให้สามารถจำแนกกลุ่มพันธุ์ทางพันธุกรรม โดยใช้จีโนมหรือสารพันธุกรรมหรือกรดนิวคลีอิกทั้งหมดในเซลล์สิ่งที่มีชีวิต

คุณปฏิวุฒิ อธิบายว่า กล้วยที่มีกำเนิดจากกล้วยป่ามีจีโนมเป็น AA และกล้วยที่มีกำเนิดจากกล้วยตานีมีจีโนมเป็น BB ซึ่งสามารถจำแนกได้ 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม AA จำนวน 12 พันธุ์, AAA จำนวน 5 พันธุ์, AAB จำนวน 5 พันธุ์, ABB จำนวน 15 พันธุ์ และ BB จำนวน 2 พันธุ์