ตะลึง! กล้วยหักมุกยักษ์ 1 ลูก หนักครึ่งกิโลฯ ผู้สื่อข่าวรายงาน

นายการุณย์ มะโนใจ รักษาการเกษตรอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “กล้วยยักษ์” ซึ่งเป็นรูปกล้วยหักมุกขนาดใหญ่ 1 ลูก
โดยนายการุณย์ ให้ข้อมูลว่า เพื่อนบ้านในหมู่บ้านนำมาแบ่งปันให้เมื่อเย็นวันนี้ (19 ก.พ. 62) สอบถามพี่ชายของภรรยาทราบว่าพื้นถิ่น ต.แม่ใส อ.เมืองพะเยา เรียกว่า กล้วยตีบ ส่วนผู้สูงอายุเรียกอีกอย่างว่ากล้วยหมาโล ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ทางด้าน อ.เชียงคำ อ.ภูซาง จ.พะเยา จะเรียกว่า กล้วยส้ม เนื่องจากหากกล้วยสุกแล้วรับประทานโดยที่ไม่นำไปปิ้ง ย่าง หรือนึ่ง กล้วยชนิดนี้จะมีรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อย จึงเรียกว่า กล้วยส้ม สำหรับชื่อปกติทั่วไปเรียกว่า กล้วยหักมุก เพื่อนของตนให้ข้อมูลว่านำไปปิ้งจะหอมและอร่อยมาก ส่วนกล้วยหักมุกที่ตนได้มาจากเพื่อนบ้านในครั้งนี้ น้ำหนักประมาณ 0.5 กก. ตนเพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน

รมช. พาณิชย์ แจงสังคมเข้าใจผิดกรณี พ.ร.บ. ข้าว นำข้อมูลเก่ามาเผยแพร่ ซึ่งเรื่องเมล็ดพันธุ์ ชาวนาจะไม่ได้รับผลกระทบแบบที่อยู่ในกระแสที่เข้าใจผิด
แจงสังคมเข้าใจผิด กรณี พ.ร.บ. ข้าว – น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช. พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีพ.ร.บ. ข้าว ที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม ว่า มีการเอาข้อมูลที่ค่อนข้างสับสนที่ยังไม่ได้แก้ไข ไม่เป็นปัจจุบันมาเสนอกับสังคมผ่านสื่อต่างๆ และเอาความเห็นของตนที่เคยถูกถามในร่างเดิมก่อนมีการปรับแก้ เมื่อปลายปีที่แล้ว มากล่าวถึงในสื่อต่างๆ ในลักษณะที่อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า มีความเห็นตรงข้ามกับพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ในฐานะที่กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้เสนอความเห็นประกอบร่างฯ ฉบับที่ สนช. ส่งมาให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น และเสนอความเห็นที่ควรปรับแก้ ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งในร่างฉบับที่จะเสนอ สนช. พิจารณาในวันที่ 20 ก.พ. นี้ ได้มีการแก้ไขตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอขอแก้เป็นส่วนใหญ่แล้ว

น.ส.ชุติมา กล่าวย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นร่างของ สนช. ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีผู้แทน 1 คน ในกรรมาธิการวิสามัญที่ขอปรับแก้ เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง ก็พยายามจะชี้ให้เห็นว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ร่างที่ได้แก้ไขแล้ว ต่างจากร่างเดิมที่ สนช. เคยเสนอมา โดยเฉพาะในเรื่องเมล็ดพันธุ์ ชาวนาจะไม่ได้รับผลกระทบแบบที่อยู่ในกระแสที่เข้าใจผิด ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามขั้นตอนใน สนช. ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถไปชี้นำได้และขอให้อย่าหลงเชื่อข่าวสับสนที่สร้างความเข้าใจผิดอยู่ในขณะนี้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นข่าวใหญ่ผ่านสื่อต่างๆ มาเป็นเวลาหลายวัน ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่อออนไลน์ของหลายสำนัก แต่ผมยังไม่ทราบรายละเอียดของฝุ่น PM 2.5 นั้น มีความหมายว่าอย่างไร เพียงทราบว่ามีอันตรายกับมนุษย์ แล้วเกิดมาได้อย่างไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร ผมขอรบกวนคุณหมอเกษตรได้กรุณาอธิบายให้ทราบด้วย ผมจะได้ติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านต่อไป ผมขอขอบคุณมาเป็นการล่วงหน้า

ตอบ คุณวิทยา สุขสันติวงศ์

ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นเกิดมาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้นับว่ารุนแรงขึ้น ประกอบกับมีการเสนอข่าว อันตรายของฝุ่นละอองที่เรียกว่า PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้คนตระหนักถึงพิษภัยของฝุ่นชนิดดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

ฝุ่น PM 2.5 หมายถึง วัตถุที่มีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน โดยนำมาจากภาษาอังกฤษ ว่า Particle matter Smaller than 2.5 Microw ฝุ่นชนิดนี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมของมนุษย์เสียอีก แล้ว 1 ไมครอน นั้น เล็กขนาดไหน คำตอบคือ 1 ไมครอน (Micron) มีความหมายเดียวกับ ไมโครเมตร (Micrometre) คือมีค่าเท่ากัน ถ้าแบ่งความยาวของไม้เมตร เป็น 1 ล้านส่วน ดังนั้น 1 ไมครอน คือ 1 ในล้านส่วนของความยาว 1 เมตร ที่นิยมเขียนเป็นสัญลักษณ์ในรูป 1×10-6 ในทำนองเดียวกัน 1 ไมโครกรัม (Microgram) ก็มีค่าเท่ากับ 1 ในล้านส่วนของกรัม

ว่าด้วยอันตรายของฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากฝุ่นชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก เมื่อมนุษย์สูดดมเข้าไปในร่างกายผ่านทางจมูก โดยมีน้ำมูกและขนจมูก ไม่สามารถดักจับเอาไว้ได้ เมื่อผ่านเข้าไปในปอด มันจะแทรกซึมเข้าเส้นโลหิตฝอย หากมีการสะสมในปริมาณมากขึ้น มันสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้เกือบทุกส่วนในร่างกาย

วิธีป้องกัน อย่างง่าย จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ให้ใช้หน้ากากอนามัย 2 อัน ซ้อนกัน แล้วแทรกด้วยกระดาษทิสชูที่สะอาดไว้ระหว่างกลาง วิธีนี้ใช้กรองฝุ่น PM 2.5 ได้ผลดี

ฝุ่น PM 2.5 เกิดขึ้นจากควันรถยนต์ที่วิ่งอยู่ตามท้องถนนในกทม. และปริมณฑล จำนวนล้านคัน เผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงวันละนับล้านลิตรเช่นเดียวกันในเวลาเดียวกัน กทม.กำลังเร่งก่อสร้างทางรถไฟลอยฟ้าหลายสาย ยิ่งเพิ่มปริมาณฝุ่นละอองจิ๋วนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับช่วงดังกล่าวไม่มีลมพัดกันโชกแรง และไม่มีฝนตกลงมาช่วยชะล้างฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศลงมาสู่พื้นดิน ยิ่งต้องมาเผชิญกับท้องฟ้าปิดยิ่งทำให้ฝุ่น PM 2.5 จะสะสมในปริมาณมากขึ้น วิธีแก้ไขต้องทำอย่างเป็นระบบ และทำกันอย่างจริงจัง กทม.ก็คงต้องคอยฝนแรกในเดือนเมษายนนี้ เป็นอัศวินม้าขาวมาช่วยอย่างแน่แท้

ผมขออนุญาตท่านผู้อ่าน นำตัวอย่างในการแก้ปัญหาฝุ่นและควันพิษที่ปกคลุมท้องฟ้าที่มหานครปักกิ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ ในช่วงก่อนปักกิ่งเกมส์เป็นผลสำเร็จ โดยรัฐบาลจีนเร่งค้นหาต้นเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร เมื่อพบต้นเหตุของปัญหาแล้วรีบแก้ไขทันที แหล่งสำคัญที่สร้างมลภาวะคือโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยรัฐบาลมีพรรคการเมืองพรรคเดียว และมีนโยบายเข้มแข็ง เด็ดขาด และชาญฉลาดในการแก้ปัญหา

รัฐบาลมีคำสั่งย้ายโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดออกไปจากมหานครปักกิ่ง แม้ว่ารัฐบาลจะสูญเสียรายได้ไปอย่างมหาศาล แต่ก็ต้องยอมเพื่อสุขภาพของประชาชน และเป็นภาพลักษณ์ที่งดงามของนครหลวงของประเทศ อีกทั้งงานก่อสร้างทั้งหลายที่กำลังดำเนินการอยู่ ต้องมีวิธีป้องกันให้เกิดมลภาวะน้อยที่สุด รถยนต์ที่เก่าคร่ำคร่า หรือรถยนต์ดีเซลที่ปล่อยควันโขมงออกมา ให้เลิกการใช้งานทันที ประการสำคัญรัฐบาลร่วมกับประชาชนร่วมกันปลูกป่าอย่างเอาจริงเอาจังรอบมหานครปักกิ่ง เพื่อช่วยดูดซับควันพิษ อีกทั้งช่วยป้องกันพายุทรายที่พัดมาจากทางเหนือเป็นประจำทุกปี

ด้วยการทำงานอย่างเป็นระบบและเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหา ในที่สุดจีนก็ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม ตามที่ผมเล่ามานี้ มิได้มีเจตนาจะเชิญชวนข้าราชการของกรุงเทพมหานครเดินทางไปดูงานที่ปักกิ่งนะครับ ผมมั่นใจว่าเราคิดเอาทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา และเสียงบประมาณของชาติไปโดยไม่จำเป็น ด้วยความปรารถนาดีครับ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปีเพาะปลูก 2561/62 ที่ปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งปีนี้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแทนข้าวรอบ 2 (ข้าวนาปรัง) โดยมี 4 มาตรการจูงใจ ได้แก่ สนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าปัจจัยการผลิตดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 0.01 ต่อปี ให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรับซื้อผลผลิต มีประกันภัยกรณีเกิดภัยพิบัติ พร้อมทั้งภาครัฐประสานเอกชนให้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามคุณภาพ โดยกำหนดราคา ณ ความชื้น 14.5% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายส่งเสริมเนื้อที่ปลูก 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตในภาคเหนือตอนล่างของแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี พบว่า มีเนื้อที่ปลูกทั้ง 5 จังหวัด รวม 2.78 แสนไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 38 โดยข้อมูลจากเกษตรกรขึ้นทะเบียนข้าวโพดหลังนา กับกรมส่งเสริมการเกษตร (ณ 11 กุมภาพันธ์ 2562) พบว่า

เพชรบูรณ์ มีเนื้อที่เพาะปลูก 101,589 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 นครสวรรค์ มีเนื้อที่เพาะปลูก 83,290 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 กำแพงเพชร มีเนื้อที่เพาะปลูก 42,799.04 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 อุทัยธานี มีเนื้อที่เพาะปลูก 21,292 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 และ พิจิตร มีเนื้อที่เพาะปลูก 29,067 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 ซึ่งจะเห็นว่าภาพรวมทั้ง 5 จังหวัด มีเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนดีกว่าจึงขยายเนื้อที่ปลูก ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมด้านตลาดนำการผลิตที่ชัดเจน ประกอบกับฤดูที่ผ่านมาขายได้ราคาดีจูงใจให้ปลูกมากขึ้น โดยหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเกษตรกรได้ทยอยปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม และคาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม โดยผลผลิตจะออกมากสุดเดือนเมษายนประมาณ ร้อยละ 45 ของผลผลิตทั้งหมด

สำหรับราคาขาย (ณ 13 กุมภาพันธ์ 2562) เพชรบูรณ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.10 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.63 บาท นครสวรรค์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.42 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.89 บาท กำแพงเพชร ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.33 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.82 บาท อุทัยธานี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.45 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.92 บาท และ พิจิตร ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.38 บาท ที่ความชื้น 25% ราคากิโลกรัมละ 6.86 บาท

ด้าน นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่ามีการระบาดของหนอนกระทู้ Fall armyworm (FAW) ในแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ซึ่งจะเข้าทำลายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่อายุ 7 วัน การระบาดระยะต้นอ่อนจะเสียหาย ฝักลีบเล็ก ดังนั้น เกษตรกรควรเฝ้าติดตามสำรวจแปลงปลูกข้าวโพด ซึ่งการระบาดหากพบกลุ่มไข่ ให้ทำลายทิ้ง และใช้แมลงหางหนีบ (ตัวห้ำ) พบดักแด้ในดิน ทำลายโดยไถพลิกดิน และไถพรวน หากพบหนอนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ใช้ชีวภัณฑ์ แมลงมวนพิฆาต (ตัวห้ำ) และสารเคมีตามคำแนะนำ ส่วนตัวเต็มวัย (ผีเสื้อกลางคืน) ให้ทำลายโดยใช้กับดักกาวเหนียว สีเหลืองจำนวน 80 กับดัก/ไร่ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ โทร. (056) 803-525 หรือ zone12@oae.go.th นอกจากนี้ สามารถสอบถามโดยตรงสายด่วนหนอนกระทู้ Fall armyworm ของกรมวิชาการเกษตร โทร. (061) 415-2517

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามกิจกรรมการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรแก่สหกรณ์ ภายใต้โครงการ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน ปีงบประมาณ 2561 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลักกิจกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่เกษตร ดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุน เงินอุดหนุนเป็นค่าจัดซื้อจัดจ้างประมาณ ร้อยละ 70 และสหกรณ์จ่ายสมทบอีก ร้อยละ 30 ของราคาวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร

จากการลงพื้นที่ติดตามสหกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ในปีงบประมาณ 2561 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ พบว่า อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุน ช่วยให้สหกรณ์เพิ่มศักยภาพการประกอบธุรกิจ ยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าได้นานขึ้น ใช้เวลาการผลิตน้อยลง และลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้จริง โดยจากตัวอย่างสหกรณ์การเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรทั้ง 3 จังหวัด พบว่า

สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน 2.03 ล้านบาท สหกรณ์สมทบอีก 0.87 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องผลิตอาหารสัตว์อัดเม็ด (สุกร) สามารถช่วยลดจำนวนแรงงานในการผลิตลง 5 ราย จากเดิม 10 ราย (ผลิตแบบผง) เป็นเงิน 48,000 บาท/เดือน ปริมาณการผลิตช่วงเดือนเมษายน – ตุลาคม 2561 ประมาณ 36,633 ถุง มูลค่ารวม 12.32 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 5,233 ถุง/เดือน ส่งจำหน่ายให้กับฟาร์มและตลาด 36,282 ถุง มูลค่า 14.80 ล้านบาท ซึ่งการผลิตแบบเม็ดช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 3 เดือน (แบบผงเก็บได้ 1 เดือน)

สหกรณ์โคนมด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน 2.03 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายสมทบ 0.87 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องผสมอาหาร TMR ขนาด 8 คิว และ รถตักล้อยาง ขนาด 90 แรงม้า เพื่อช่วยในการขนย้ายอาหาร TMR โดยผลิตอาหารสัตว์ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 สามารถผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายให้กับสมาชิกได้ประมาณ 70.17 ตัน นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยประหยัดระยะเวลาการให้อาหารโคได้ โดยลดเหลือเพียง 1 ครั้ง/วัน จากเดิมให้อาหาร 2 ครั้ง/วัน (อาหารข้น 1 ครั้ง และหญ้า 1 ครั้ง)

สหกรณ์โคนมโนนสุวรรณ จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน 4.81 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายสมทบ 2.07 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องผสมอาหาร TMR ขนาด 9 คิว การใช้งานระยะเวลา 4 เดือน (เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2561) ผลิตอาหารสัตว์ได้ 142.80 ตัน หรือเฉลี่ย 35.70 ตัน/เดือน จำหน่ายในราคา 4 บาท/กิโลกรัม รถแทรกเตอร์ ขนาด 85 แรงม้าใช้ในการปรับพื้นที่ของสหกรณ์และใช้ในการผสมอาหาร TMR เครื่องชั่ง ขนาด 80 ตัน พร้อมโรงคลุม โรงเก็บวัตถุดิบ ขนาด 1,120 ตารางเมตร ซึ่งจะช่วยให้สหกรณ์สามารถสต็อกวัตถุดิบในช่วงที่ราคาถูก นับเป็นการช่วยลดต้นทุนได้ และ ลานคอนกรีต ขนาด 1,300 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นที่ตากวัตถุดิบสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ โดยสหกรณ์มีแผนการให้บริการใช้ลานคอนกรีตตันละ 100-120 บาท และทำเป็นจุดรวบรวมผลผลิต เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง

สหกรณ์การเกษตรปรางค์กู่ จำกัด และ สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน แห่งละ 1.87 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายสมทบ 0.80 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถตักล้อยาง ขนาด 210 แรงม้า แห่งละ 1 คัน สำหรับใช้ตักข้าวเปลือกในธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ โดย ตักข้าวเปลือกได้ 2,000 กิโลกรัม/บุ้งกี๋ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการตักข้าวเปลือกลงได้

ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ ที่สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนมีประสิทธิภาพ ควรมีการติดตามให้คำแนะนำการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบปัญหาอุปสรรค และพัฒนาการใช้วัสดุอุปกรณ์ให้เกิดความคุ้มค่า นอกจากนี้ สหกรณ์ที่ได้รับวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ควรจัดทำแผนการใช้งานหรือแผนธุรกิจการให้บริการให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหารจัดการของสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งเชื่อมโยงกับสหกรณ์อื่นหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายดำเนินธุรกิจร่วมกัน

นายปรัชญา ดิลกสัตยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อส่งจำหน่ายสู่ตลาด โดยพัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ ส่วนหนึ่งสินค้าเหล่านั้นผลิตโดยกลุ่มอาชีพซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของสมาชิกสหกรณ์ เป็นกลุ่มขนาดเล็กๆ และร่วมกันผลิตสินค้าหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป สินค้าหัตถกรรมและของตกแต่ง เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ที่ผลิตสินค้าจำหน่ายในภายในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ กลุ่มอาชีพการทำน้ำพริกและแปรรูปเห็ด สังกัดสหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชี จำกัด กลุ่มอาชีพไวส์แอนด์วิสดอม สังกัดสหกรณ์เคหสถานศิรินทร์และเพื่อน จำกัด กลุ่มแม่บ้านสุภัทรภิบาลและสมาชิก สังกัดกลุ่มเกษตรกรทำสวนบางหว้า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองแขมสังกัดสหกรณ์การเกษตรหนองแขมบางขุนเทียน จำกัด กลุ่มอาชีพแปรรูปนมแพะสังกัดกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ กลุ่มอาชีพเลี้ยงปลา สังกัดสหกรณ์อิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด และยังมีสมาชิกสหกรณ์เคหสถานราศีธรรม จำกัด และสหกรณ์บริการคนตาบอดแห่งประเทศไทย จำกัด

สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มอาชีพเหล่านี้ จึงได้จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าในระบบสหกรณ์ อันเป็นความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ตามหลักการสหกรณ์ โดยได้ประสานงานกับสหกรณ์ในความรับผิดชอบเพื่อให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด, สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ ธพว. จำกัด โดยกำหนดจัดเป็นประจำทุกเดือน และในวันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ นี้ จะเปิดจำหน่ายสินค้าบริเวณด้านหน้าสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจไปเลือกซื้อสินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคของกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ได้ในวันดังกล่าว

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) ย้ำโรคนี้ติดต่อเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่มีการติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น ที่สำคัญการเฝ้าระวังและป้องกันโรค ASF มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศจีน ซึ่งพบการระบาดของโรคในขณะนี้ ล่าสุดสถานเอกอัครรัฐทูตจีนประจำประเทศไทย ออกคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวชาวจีน เรื่องห้ามนำเนื้อสด ไส้กรอก แฮม และเบคอน เข้ามายังราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวไม่ให้ระบาดเข้ามาสู่ไทย ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับในอัตราสูงถึง 2 แสนบาท ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ

“ยืนยันว่าโรคนี้ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์อื่นอย่างแน่นอน ประชาชนสามารถบริโภคเนื้อสุกรได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวล แนะนำว่าการรับประทานต้องเน้นการปรุงให้สุกตามปกติ หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อหมูดิบ ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่เข้ามาในเมืองไทย และทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าป้องกันและเข้มงวดตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับฝ่ายทหาร ในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ด่านกักกันสัตว์ทุกด่าน และสนามบินทุกแห่ง ในการตั้ง 50 ด่านทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ และในทุกสนามบินเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มจำนวนสุนัขบีเกิล เพื่อทำการตรวจสัมภาระของผู้โดยสารให้มีความถี่มากยิ่งขึ้น” น.สพ.สรวิศ กล่าวและว่า

ที่ผ่านมา โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันบูรณาการทำงานพร้อมยกระดับการป้องกันโรคให้เข้มข้นขึ้น พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ทุกด่านตรวจในการเข้มงวดกับการฆ่าเชื้อที่อาจจะแฝงมากับยานพาหนะของนักท่องเที่ยว ด้ายการใช้ยาฆ่าเชื้อแบบโฟมที่สามารถฆ่าเชื้อในอากาศได้นานกว่า 30 นาที ควบคู่กับการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงทั่วประเทศ และยกระดับการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อป้องกันโรคอย่างสูงสุด จากความร่วมมือของกรมปศุสัตว์ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และภาคมหาวิทยาลัยที่มีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ทุกแห่ง

ประชาชน และเกษตรกรที่บุรีรัมย์หวั่นเกิดวิกฤตภัยแล้งหนัก หลังแหล่งกักเก็บน้ำมีปริมาณน้ำน้อย ตื้นเขิน แห้งขอด ตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง ยื่นขอเจาะบ่อบาดาลเพื่อสำรองไว้ใช้อุปโภค และเพื่อการเกษตรแล้วกว่า 200 ราย ขณะสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบุรีรัมย์ เตือนผู้ที่ต้องการใช้น้ำบาดาล และผู้รับจ้างขุดเจาะต้องยื่นขออนุญาตให้ถูกต้อง

นายสา แสงสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ลำคลองตามธรรมชาติหลายแห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณตื้นเขินและแห้งขอดลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้ง ทำให้ประชาชนและเกษตรกรเกิดความกังวลเกรงจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จึงได้ไปยื่นขอขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อสำรองไว้ใช้ในการอุปโภค และเพื่อการเกษตรที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้มีประชาชน และเกษตรกร

มายื่นขอเจาะบ่อบาดาลและได้รับอนุญาตไปแล้วกว่า 240 ราย และคาดว่าจะมีประชาชน เกษตรกร ทยอยมายื่นขออย่างต่อเนื่อง ซึ่งตามระเบียบขั้นตอน ผู้ที่มายื่นขอจะต้องนำเอกสารหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารสิทธิในการถือครองที่ดินบริเวณที่จะขออนุญาตขุดเจาะ เช่น โฉนด, น.ส.3, ส.ป.ก. มายื่นที่สำนักงานฯ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบเอกสาร พร้อมทั้งออกไปสำรวจสภาพพื้นที่ รวมถึงเก็บตัวอย่างน้ำส่งไปตรวจวิเคราะห์ด้วยว่า พื้นที่ที่จะขุดเจาะบ่อบาดาลมีสารปนเปื้อนหรือสภาพน้ำเสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้หรือไม่ หลังจากนั้นก็ส่งไปให้เขตนครราชสีมา พิจารณาอนุญาตตามขั้นตอน ซึ่งหากประชาชน หรือเกษตรกรรายใด ฝ่าฝืนไม่ขออนุญาตขุดเจาะบ่อบาดาลให้ถูกต้องก็จะมีความผิดตามกฎหมาย