ตั้งแต่ใช้สารบีเทพ เกษตรกรบางรายมีน้ำยางสดค้างไว้ 2 วัน

ยังสามารถนำมาส่งที่จุดรับซื้อได้โดยที่ยังคงรักษาสภาพน้ำยางสดเพื่อใช้ผลิตยางรมควันได้ดี นอกจากนี้ ปริมาณการส่งน้ำยางสดของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยจากจุดรับซื้อ 10 ตัน ต่อวัน” พี่วัน บอก ใช้ง่าย ต้นทุนต่ำ สร้างรายได้คุ้มค่า

พี่วัน บอกว่า “สารบีเทพ” มีต้นทุนต่ำ พี่วันทำขายให้เกษตรกรเพียงกิโลกรัมละ 60 บาท ขายไม่แพง ถือว่าทำช่วยเกษตรกรให้ได้ผลิตน้ำยางที่มีคุณภาพขาย

สัดส่วนการใช้…สารบีเทพ 1 กิโลกรัม สามารถใช้ผสมน้ำยางสดได้ปริมาณ 1 ตัน สารบีเทพ 0.1 ซีซี สามารถนำมาผสมน้ำยางสดได้ 1 กิโลกรัม แต่ถ้าต้องการให้อยู่ได้นาน 3 วัน ให้เพิ่มปริมาณสารบีเทพอีกหนึ่งเท่าตัว

วิธีการใช้…ใช้ไซริงจ์ดูดตวงตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับน้ำยางสดที่จะผสม ผลิตภัณฑ์นี้ ถือว่าต้นทุนต่ำ ถ้าเกษตรกรมีสารบีเทพ 1 กิโลกรัม จะผสมลงในน้ำยางสดปริมาณ 1 ตัน ต้องใช้สารบีเทพ 100 ซีซี ถ้าหารเฉลี่ยมีต้นทุนเพียง 16 สตางค์ ยางแผ่นดิบ 1 แผ่น คิดต้นทุนค่าแรง ค่าน้ำกรด ค่าน้ำยางสด ต้นทุนอยู่แผ่นละ 30 บาท แต่ถ้าจะต้องเพิ่มต้นทุนสารบีเทพขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ได้ผลรับที่ดีกว่า ก็ถือว่าคุ้มมากๆ

ข้อดีของ “สารบีเทพ” BeThEPS

ลดความเสียหาย สารเคมีไม่ตกค้างในสวน ลดปัญหายางตายนึ่ง และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
มีเวลามากขึ้น ก่อนที่จะใช้สารบีเทพต้องลงมาส่งน้ำยางทุกวัน เสียเวลาเดินทางวันละ 3 ชั่วโมง แต่เมื่อใช้สารบีเทพสามารถเก็บน้ำยางไว้ได้นานขึ้น จากที่ต้องส่งทุกวัน ลดเหลือเป็น 2 วันส่ง 1 ครั้ง ทำให้มีเวลาไปทำอาชีพเสริมอย่างอื่นได้อีก
มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนต้องขายเป็นยางก้อนถ้วย ได้รายได้น้อย เมื่อใช้สารบีเทพสามารถขายเป็นน้ำยางสดที่มีคุณภาพขายได้ราคาดี
หากเกษตกรท่านใดสนใจรายละเอียดหรือต้องการขอคำปรึกษาการใช้สารบีเทพเพิ่มเติม สามารถปรึกษาพี่วันได้ที่ โทร. (061) 882-9663 ยินดีให้คำปรึกษา

กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมหน่วยงานร่วมบูรณาการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หวังเกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรังและหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชใช้น้ำน้อยแทนมากขึ้น พร้อมเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาและโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ครั้งที่ 1/2561 เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบข้อมูลนโยบายและมาตรการเพื่อใช้ในการกำหนดแผนการปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมยกร่างแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการในระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าว ในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนารวมถึงโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 ซึ่งเป็นโครงการจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรัง โดยในช่วงฤดูแล้งที่จะถึงนี้ขอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ จากการประชุมได้รับรายงานจากกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถึงสถานการณ์น้ำในแต่ละเขื่อน ที่ประชุมจึงได้กำหนดแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

1.พื้นที่ที่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้ได้ ได้แก่ เขตลุ่มน้ำแม่กลอง คาดว่าปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปีน้ำมาก ทั้งในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ส่วน เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คาดว่าปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปีปกติในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยในพื้นที่ทั้ง 2 เขตดังกล่าวจะรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยและลดการปลูกข้าวนาปรัง

พื้นที่ที่สนับสนุนให้ปลูกเฉพาะพืชไร่ พืชผัก เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย ได้แก่ พื้นที่เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์, เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานีและเขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี ในเขตนี้จะการเน้นการสร้างการรับรู้อย่างเข้มข้นให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง
พื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยมากแนะนำไม่ให้เสี่ยงในการเพาะปลูก ได้แก่ พื้นที่เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา

“ขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าว ในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ซึ่งจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการขาดน้ำหากปลูกข้าวนาปรัง ผลผลิตมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน มีรายได้ที่ดีกว่า” นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง เป็นแหล่งผลิตลำไยที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้สามารถกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดได้ทั้งปี และขายผลผลิตได้ราคาที่ดี

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้เคล็ดลับการทำสวนลำไยนอกฤดู ของ “คุณมงคล หมื่นอภัย” เจ้าของสวนลำไยปิยะมงคล โทร. 089-851-4730, 085-870-3882 และ 053-529-111 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำดิบ และเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยนอกฤดูแปลงใหญ่ตำบลน้ำดิบ

คุณมงคล สะสมประสบการณ์การทำสวนลำไยมานานกว่า 20 ปี และทำธุรกิจลำไยแบบครบวงจร ปัจจุบัน คุณมงคลได้ร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน เปิดสวนลำไยปิยะมงคล ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลน้ำดิบ (ศพก. ตำบลน้ำดิบ) เพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชน และสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้

ศพก. ตำบลน้ำดิบ เน้นส่งเสริมให้ผู้สนใจได้เรียนรู้เรื่องการผลิตลำไยนอกฤดูจากเกษตรกรต้นแบบ คือ “คุณมงคล หมื่นอภัย” ที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไยนอกฤดู ในประเด็นการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ตลอดจนยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิต

เกษตรกรที่เข้ามาเยี่ยมชมงานได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณมงคล ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบ ในลักษณะของเกษตรกรสอนเกษตรกร ทำให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเกิดจิตสำนึกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม

เมื่อเกษตรกรที่เข้ามาเยี่ยมชมงานได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ตำบลน้ำดิบ ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ผลิตสินค้าที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม และมีระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

แนะนำ “การลงทุนทำสวนลำไย”

หากใครสนใจลงทุนทำสวนลำไย คุณมงคล ให้คำแนะนำว่า ควร เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม เพราะลำไยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตในดินได้เกือบทุกแบบ แต่พื้นที่ที่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย และดินตะกอน ดินที่ใช้ปลูกควรมีค่ากรด-ด่าง อยู่ในช่วง 5.0-7.0 pH และให้ความสำคัญกับเรื่อง “แหล่งน้ำ” เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลำไย ถ้าต้องการลำไยที่มีคุณภาพดี ต้องมีน้ำที่เพียงพอตลอดฤดูกาล

ปัจจัยสำคัญต่อมาคือ สภาพภูมิอากาศ ลำไยสามารถเติบโตได้อยู่ระหว่างอุณหภูมิ 4-30 องศาเซลเซียส แต่ถ้าอุณหภูมินั้นต่ำจะทำให้ต้นลำไยออกดอกได้มาก ประการต่อมาคือ แสง ควรปลูกลำไยในพื้นที่โล่ง มีแสงเพียงพอ และแหล่งที่ปลูกควรมีปริมาณน้ำฝนและความชื้นในอัตราที่เหมาะสม โดยมีปริมาณน้ำฝนอยู่ในช่วง 1,000-2,000 มิลลิเมตร/ปี การกระจายของฝน ประมาณ 100-150 วัน/ปี

แปลงใหญ่ลำไยนอกฤดู

ปัจจุบัน สวนลำไยปิยะมงคล นับเป็นต้นแบบแปลงใหญ่ลำไยนอกฤดูของตำบลน้ำดิบ คุณมงคลได้นำสมาชิกเกษตรกรแปลงใหญ่ตำบลน้ำดิบ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) จัดโดย สำนักงานเกษตรอำเภอป่าซาง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดลำพูน ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (เกษตรพื้นที่สูง) มีการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร การใช้เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก การใช้เครื่องบดสับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ณ สวนลำไยปิยะมงคลแห่งนี้

คุณมงคล บอกว่า การผลิตลำไยผลสีทอง ขนาดใหญ่ เบอร์ AA ใครๆ ก็ทำได้ โดยเลือกใช้ปุ๋ยคุณภาพสูงให้เหมาะกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโตและใส่ใจดูแลตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้นให้สมบูรณ์หลังเก็บเกี่ยว เลือกใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม ใช้สารกระตุ้นการออกดอกในอัตราที่เหมาะสม ให้น้ำและปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช และควบคุมการคละปนของผลผลิตด้อยคุณภาพ

น้ำ มีความสำคัญต่อการผลิตลำไยอย่างมาก การให้ปุ๋ยหรือฮอร์โมนจะไม่ได้ผล หากไม่มีน้ำและความชื้นสัมพัทธ์ การให้น้ำลำไยนอกฤดู ช่วงเดือนมิถุนายน ระยะราดสารโพแทสเซียมคลอเรต เกษตรกรควรรดน้ำบริเวณราก หรือบริเวณที่หว่านสาร ให้น้ำซึมลึกประมาณ 2 นิ้ว ห่างกัน 3-7 วัน เดือนกรกฎาคม

ระยะช่วงออกดอก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เดือนสิงหาคม ระยะช่วงผสมเกสร ควรให้น้ำประมาณ 250-350 ลิตร/ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดต้น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เดือนกันยายน-ธันวาคม ช่วงการติดผลและการพัฒนาผล ควรให้น้ำประมาณ 250-350 ลิตร/ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดต้น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ก่อนการเก็บเกี่ยว ควรให้น้ำประมาณ 250-350 ลิตร/ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดต้น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือตามความเหมาะสม

เลือกใช้ปุ๋ยดี ฟันกำไรก้อนโต

ที่ผ่านมา ศพก. ตำบลน้ำดิบ ถูกใช้เป็นจุดที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรต่างๆ กับเกษตรกร และเป็นจุดนัดพบระหว่างนักวิชาการเกษตรกับเกษตรกร และเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกันเองอีกด้วย

ล่าสุด ยารา ปุ๋ยคุณภาพสูงจากประเทศนอร์เวย์ หนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ดำเนินกิจการปุ๋ยในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี ได้ใช้พื้นที่ ศพก. ตำบลน้ำดิบ แห่งนี้ จัดงานฟิลด์เดย์ (Field Day) กิจกรรมให้ความรู้คู่ความสนุกสนานกับเกษตรกรไทยผู้ปลูกลำไยในพื้นที่จังหวัดลำพูน

ภายในงานได้จัดฐานความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยของยารา เปรียบเทียบกับปุ๋ยที่เกษตรกรใช้อยู่ ฐานความรู้เกี่ยวกับค่า pH ของดิน ที่มีผลต่อความสามารถในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นพืช

คุณมงคล กล่าวว่า ปุ๋ยยารา เป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตลำไยสีทอง ขนาดใหญ่ เบอร์ AA ของสวนแห่งนี้ สวนแห่งนี้ใช้ปุ๋ยยารามีร่า วินเนอร์ อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ จำนวน 3 ครั้ง ก่อนการเก็บเกี่ยวลำไย ช่วยเพิ่มผลผลิต 551 กิโลกรัม/ไร่ ช่วยให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม แม้การใช้ปุ๋ยยารา จะเพิ่มต้นทุนในการใช้ปุ๋ย 230 บาท/ไร่ แต่ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 22% ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 8,816 บาท/ไร่

“สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” เกษตรกรที่เข้าชมงานฟิลด์เดย์ ในครั้งนี้ สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของปุ๋ยยารากับปุ๋ยชนิดอื่นๆ ได้ด้วยสายตาตัวเอง เพราะคุณมงคลได้แบ่งแปลงปลูกลำไยเป็น 2 ฝั่ง ต้นลำไยอายุเท่ากัน ดูแลจัดการแปลงเหมือนกันหมด แต่ใช้ปุ๋ยต่างชนิดกัน แปลงแรก ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออื่นที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แปลงที่สอง ใช้ปุ๋ยยารา

สังเกตพบว่า ต้นลำไยที่ใช้ปุ๋ยยาราให้ผลผลิตออกมาดีเยี่ยม ผิวสวย ลูกโต เปลือกหนา ขั้วเหนียว ขยายผลได้เต็มที่ ส่วนต้นลำไยที่ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออื่น ผลผลิตได้น้อยกว่า ผิวไม่ค่อยสวยและลูกเล็ก กล่าวได้ว่า “ปุ๋ยยารา” นับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลธาตุอาหารของต้นลำไย ทำให้เกษตรกรได้ลำไยลูกใหญ่สีทอง เบอร์ AA มากขึ้น และลดปัญหาผลแตกผลร่วงได้อย่างดี

หากใครอยากได้ผลผลิตลำไยคุณภาพดี เหมือนคุณมงคล นักวิชาการของยารา ประเทศไทย แนะนำโปรแกรมการใส่ปุ๋ยสำหรับลำไย ดังนี้
ช่วงตัดแต่งกิ่ง/บำรุงใบ แนะนำให้ใช้ ยารามีร่า 16-16-16 1.2 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับ ยาราลีว่า ไนตราบอร์ 1-2 กิโลกรัม/ต้น และ ยาราวีต้า อมาซิงค์ หรือ ยาราวีต้า แคลแทร็ก 5-10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ทุก 7-14 วัน

ช่วงใบแก่/เร่งดอก ใช้ยารามีร่า ปุ๋ยดอกดก 1-3 กิโลกรัม/ต้น
ช่วงก่อนดอกบาน (ป้องกันดอกร่วง) ใช้ยาราลีว่า ไนตราบอร์ 0.3-0.5 กิโลกรัม/ต้น ช่วงติดผลเล็ก (หัวไม้ขีด-เม็ดถั่วเหลือง) ใช้ยารามีร่า วินเนอร์ 1-2 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับยาราลีว่า ไนตราบอร์ 0.5-1กิโลกรัม/ต้น และ ยาราวีต้า แคลแทร็ก 10-15 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่นห่างกัน 10-14 วัน จนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยว และช่วงบำรุงผล (5-6 เดือน) ใช้ยารามีร่า วินเนอร์ 1-3 กิโลกรัม/ต้น (ทุกๆ 15 วัน) หากใช้ปุ๋ยยาราตามโปรแกรมนี้ จะช่วยทำให้ลำไยเนื้อแน่น หวาน เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน

ใครอยากรู้เรื่องธาตุอาหารพืช ขอแนะนำแอปพลิเคชั่น “YARA CheckIT” เช็คทุกเรื่องการขาดธาตุอาหารในพืช หมดปัญหาเรื่องการขาดธาตุอาหารในพืช ช่วยให้เกษตรกรรู้ถึงปัญหาต่างๆ ของพืชที่ขาดธาตุอาหาร ได้ด้วยตัวคุณเอง สามารถใช้ได้ทั้ง Android และ iOS วิธีโหลด เพียงแค่ค้นหาชื่อ “Yara CheckIT” กดติดตั้ง เมื่อดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อย สามารถเข้า App Yara CheckIT เพื่อตรวจสอบอาการขาดธาตุอาหารของพืชได้ทันที

บนโต๊ะอาหาร สำรับกับข้าววันนี้ ผักเคียงที่นิยมคู่อาหารประเภท ลาบ ยำ พร่า ก้อย น้ำพริก เพิ่มรสชาติกับข้าวเราขึ้นเยอะมาก หากจะสำรวจความนิยมและเรารู้จักกันมากคือ “สะระแหน่” เชื่อว่าหลายบ้านคงมีปลูกไว้ ใส่กระบะ กระถาง อ่าง ปี๊บ ลงแปลงดิน เป็นผักเครื่องเทศ และสมุนไพรชั้นยอด ที่ทุกบ้านไม่ควรละเลยที่จะมีปลูกไว้ ถึงแม้อาจจะดูแลยากไปนิด แต่ถ้ารู้วิธีดูแลรักษา วิธีปลูก ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน

เคยมีหลายคนที่ได้สัมผัสรู้จักกับสรรพคุณของสะระแหน่กันมาแล้ว ช่วงเข้าสู่ฤดูกาล ปลายฝน ต้นหนาว มักจะเป็นหวัดคัดจมูก ได้เคี้ยวสะระแหน่สักยอดสองยอด เป็นหายใจโล่งสะดวกสบาย ไข้หวัดไม่ได้เกาะแกะแซะตามตัวเรา ไม่เคี้ยวกิน ก็เด็ดยอด ใบแช่น้ำร้อน ดื่มแทนน้ำชา เป็นน้ำยาที่ได้ผลดีเช่นกัน และบ้านเรามีคำพ้องเสียงอยู่คำหนึ่ง ไม่รู้ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง สมัยนี้มักจะเอามาใช้ปนกัน ว่ากันตรงๆ คือคำว่า “สาระแน” แปลว่า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง หรือเสือกนั่นกระมัง

“สะระแหน่” เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี แตกต้นกิ่งก้านสาขา เลื้อยไปตามดิน มีขนสั้นๆ นิ่มๆ ปกคลุมทุกส่วนของลำต้น ใบกลมมนรูปไข่ ขอบใบจักแบบซี่ฟัน ออกใบสลับกัน ทุกส่วนมีกลิ่นหอม น้ำมันหอมระเหย

สะระแหน่เป็นพืชในวงศ์ LABIATAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz. มีชื่อเรียกกันหลากหลาย ตามภูมิภาคต่างๆ ภาคกลางเรียก สะระแหน่ หรือ สะระแหน่สวน ภาคใต้เรียก สะแน่ มักเงาะ ภาคเหนือเรียก หอมด่วน

สะระแหน่ พบมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ภูมิภาคแถบอบอุ่นและแถบร้อน แบบทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา มีปลูกกันมาก ทั้งปลูกเป็นการค้าและปลูกเป็นพืชผักสวนครัว สวนหลังบ้าน แม้แต่ปลูกเป็นสวนหย่อมประดับ สวนครัวลอยฟ้า

การปลูกสะระแหน่ เราต้องเข้าใจธรรมชาติของสะระแหน่ก่อนว่า เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย ชอบที่ลุ่ม มีความชื้นสูง แต่ไม่ชอบที่น้ำขัง ต้องการแสงแดดรำไร ถึงแดดจัด สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศได้ดีพอสมควร เช่น อากาศร้อน แดดจัด น้ำน้อย ใบจะเล็ก ก้านใบจะแกร่งแข็ง อาจจะออกสีน้ำตาลถึงสีม่วง เพื่อลดการคายน้ำ การปรุงอาหาร

ถ้าอยู่ในที่ร่มจะพยายามเลื้อยกิ่ง ชูยอดใบไปหาแสง ถ้าอยู่ในกระถางที่จำกัดพื้นที่ รากจะขดเต็มแน่น ต้องคอยเปลี่ยนดิน แยกปลูกที่ใหม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะยุบตายซะก่อน เพราะขาดอาหาร ทั้งๆ ที่ให้น้ำตลอด ก็ไม่รอด

การขยายพันธุ์ ใช้วิธีแยกไหล ชำก้าน ที่ยังไม่แก่จัด หรือยอดที่ไม่อ่อนมากนัก บางส่วนถ้าหาก้านที่เริ่มออกรากบ้างแล้ว ก็จะปลูกติดได้เร็วขึ้น หรือถ้าซื้อสะระแหน่มาจากตลาด สามารถชำกิ่งก้านเพื่อให้ออกรากเล็กน้อยได้ โดยเมื่อเด็ดยอดไปกินแล้ว ก้านที่เหลือนำมาทำเป็นแพ หุ้มโคนก้านด้วยกาบกล้วย ไว้ในที่เย็น มีความชื้น 3-5 วัน จะได้ก้านสะระแหน่ที่มีรากงอกออกมา นำไปปลูกใหม่ได้

หรือจะใช้วิธีชำกระบะทราย ขี้เถ้าแกลบดำ ก็ได้ มีเวลาไม่มากพอหรือขี้เกียจมากๆ ก็จิ้มก้านลงดินที่เตรียมไว้เลยก็ได้ แนะนำถ้าเป็นการชำก้านหรือชำยอดอ่อน ควรใช้วิธีชำแบบ “ควบแน่น” คือชำในกระถางขนาดกลาง ใส่ลงในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ชำแล้วปิดปากถุงให้แน่น วางไว้ที่แสงรำไร 3 วัน 5 วัน ได้ต้นสะระแหน่ใหม่ เปิดถุง เอากระถางออกมา แยกต้นปลูกลงกระถางใหม่ หรือแปลงดินที่เตรียมไว้ได้

ข้อสำคัญในการปฏิบัติดูแลรักษา สะระแหน่ไม่ชอบปุ๋ยเคมีเลย เจอเป็นยุบ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรต่างๆ ถ้ากระถางสะระแหน่มีดินดีอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต ดินปลูกสะระแหน่ต้องมีสัดส่วนของอินทรียวัตถุมากๆ เช่น มูลสัตว์ ใบไม้ ขุยกาบมะพร้าว แต่ถ้าต้องการจะบำรุงให้ได้ต้นที่อวบอ้วน ปุ๋ยที่ดีที่สุดคือ น้ำล้างปลา ที่มีทั้งเมือกคาว เลือด หรือน้ำล้างเนื้อ ล้างไก่ ก็ได้ คือสุดยอดปุ๋ยสำหรับสะระแหน่

การบำรุงให้สะระแหน่เจริญเติบโตอวบอ้วนสวยงามเป็นการดี แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ ความคงทน สะระแหน่ไม่ใช่พืชที่เราเด็ดกินทุกวัน และไม่ได้เด็ดกินปริมาณมาก ให้เขาเจริญอยู่ตามแบบธรรมชาติของสะระแหน่ จะอยู่นาน

การเก็บหรือเด็ดสะระแหน่ ควรใช้วิธีตัดยอดด้วยมีดหรือกรรไกร อย่าใช้วิธีเด็ด เพราะจะพลั้งเผลอ เวลาเด็ดมักจะออกแรงดึงต้นขึ้นมา ทำให้รากขาดได้ โบราณว่า ผู้หญิงมีประจำเดือน ไม่ให้ไปเด็ดสะระแหน่ เพราะจะนั่งยองๆ เด็ดยอดสะระแหน่ ก็ลำบาก มักจะยืนแล้วก้มไปดึงเด็ดยอดสะระแหน่ ยุบ ตาย เป็นข้อสันนิษฐานของผู้เขียนเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้แก่

สะระแหน่ มีรสเผ็ด เย็น ก็คือรสเมนทอลนั่นแหละ มีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม ขับเหงื่อลดความร้อน ระบายความร้อน แก้ไข้หวัด รักษาอาการท้องอืด ขับเลือดที่คั่งค้างภายในร่างกาย ชงน้ำร้อนดื่มช่วยย่อยอาหาร สามารถนำมาเป็นผักสด แกล้มกับยำ พร่า ลาบ ใบสะระแหน่ทอด ปรุงรสและกลิ่นข้าวหมกไก่ ข้าวหมกแพะ ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ปลาได้ ให้กลิ่นและสีสัน ชวนให้อาหารน่ารับประทาน เป็นทั้งเครื่องเทศ เป็นทั้งสมุนไพร เป็นผักสด มีสารอาหารต่างๆ มากมาย และมีเส้นใยอาหารอย่างมากด้วย

ปัจจุบัน กระแสความนิยมบริโภค bndindia.com เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิต ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในทางยา ช่วยบำรุงร่างกาย

เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. จึงได้พัฒนา “น้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม” เครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบหลัก และเสริมรสชาติผลิตภัณฑ์ด้วยน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด โดยผลิตภัณฑ์ยังคงคุณค่าของว่านหางจระเข้อย่างครบครัน ช่วยบำรุงร่างกายเนื่องจากการอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาโรคกระเพาะอาหารอักเสบอีกด้วย

วว. ได้ศึกษาวิจัย พบว่า ว่านหางจระเข้ พันธุ์อะโล บาร์บาเดนซีส (Aloe barbadensis) เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนำมาแปรรูป เนื่องจากมีโปรตีน ไฟเบอร์ และคาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เมื่อคัดเลือกวัตถุดิบได้แล้วจึงนำว่านหางจระเข้มาแปรรูป โดยล้างทำความสะอาดเปลือกเพื่อชะล้างเศษดิน จากนั้นนำมาปอกเปลือกและหั่นเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 1×1 เซนติเมตร แล้วนำมาล้างยางเมือกออก จากนั้นนำมาลวกน้ำร้อน เพื่อยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ กลิ่นเหม็นเขียวและลดความขม

น้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มที่พัฒนา มีอายุการเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ วว. ยังได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ในรูปแบบผงชนิดพร้อมดื่ม โดยใช้วิธี Freezedry เพื่อคงคุณประโยชน์ โดยพัฒนา 2 สูตร ได้แก่ เครื่องดื่มชนิดผงกลิ่นมะตูมและกลิ่นเก๊กฮวย เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค สะดวกต่อการขนส่ง รวมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศ

วว.พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มและชนิดผง ให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล วว. (Call Center) โทร 02-5779300 เว็บไซต์ http://www.tistr.or.th/callcenter/

ว่านหางจระเข้ (Aloe barbadensis)

ว่านหางจระเข้ นับเป็นพืชสมุนไพรสารพัดประโยชน์ ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ เช่น หากถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฝานก้านใบว่านบางๆ ปิดบริเวณที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จะหายจากการปวดแสบปวดร้อน ถ้ามีอาการปวดศีรษะใช้ใบว่านตัดตามขวางเป็นแว่นบางๆ ทาปูนที่กินกับหมากด้านหนึ่ง แล้วนำไปปิดขมับ ถ้าเป็นโรคหนองในให้ใช้ต้น-ใบ-ราก ต้มกิน