ตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust) ชื่อวิทยาศาสตร์

Ceracris kiangsu วงศ์ : Acrididae อันดับ : Orthoptera ตั๊กแตนไผ่ มีวงจรชีวิตแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดิน ในช่วงเดือน ม.ค.- เม.ย. ระยะตัวอ่อน (46-69 วัน) ในช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. และระยะไข่ในช่วงเดือน ต.ค.- ธ.ค. มีรายงานว่า พบแมลงชนิดนี้วางไข่จำนวนมากใต้ผิวดิน ไข่ของตั๊กแตนไผ่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง โดยมีอุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส ตัวเต็มวัยของตั๊กแตนไผ่ ชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีการแพร่กระจายเป็นกลุ่มตัวอ่อนในระยะสุดท้ายเริ่มมีการอพยพเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มใหญ่

ลักษณะการทำลาย

ตั๊กแตนไผ่ สร้างความเสียหายให้แก่พืชกลุ่มไผ่ และพืชเกษตร อาทิ พืชตระกูลหญ้า ข้าว และข้าวโพด และยังพบว่าสามารถเข้าทำลายพืชตระกูลปาล์ม และพืชล้มลุกบางชนิด โดยระยะตัวเต็มวัยเป็นระยะที่สร้างความเสียหายได้กว้างขวางและรุนแรงที่สุด

พบการแพร่ระบาดของตั๊กแตนไผ่ครั้งแรกเมื่อ ปี 2472 ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในพื้นที่มณฑลเสฉวน หูเป่ย เกียงสู หูหนาน เกียงสี ฝูเจียน และกวางตุ้ง ในช่วง ปี 2478-2489 เกิดการระบาดสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในจีนหลายครั้งทำลายทั้งไผ่ ข้าวโพด และข้าว

ในปี 2557 พบการระบาดของตั๊กแตนไผ่ครั้งแรกที่แขวงหัวพัน ของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับประเทศเวียดนาม ต่อมาปี 2558 พบการระบาดเพิ่มขึ้นที่แขวงพงสาลี ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับจีน โดย สปป.ลาว ได้ขอความช่วยเหลือจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ (FAO) ให้เข้ามาช่วยควบคุมการระบาดของตั๊กแตนไผ่ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากพื้นที่การระบาดของตั๊กแตนไผ่มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าและภูเขาสูงชัน ทำให้ไม่สามารถกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปี 2559 ตั๊กแตนไผ่ ได้แพร่ระบาดรุนแรงขึ้นอีกครั้งในแขวงหลวงพระบาง ของ สปป.ลาว ซึ่งขยับเข้ามาใกล้ประเทศไทยมากขึ้น

เฝ้าระวังการแพร่ระบาด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และข้าวโพด ในเขตภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และจังหวัดเลย เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดของตั๊กแตนไผ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างต่อเนื่อง เพราะตั๊กแตนไผ่อาจแพร่ระบาดเข้ามาและสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยได้

ด้าน กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานอารักขาพืชแห่งชาติ (National Plant Protection Organization) และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ IPPC จึงได้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังตั๊กแตนไผ่อย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่า ศัตรูพืชชนิดดังกล่าวจะเล็ดลอดเข้ามาแพร่ระบาดสร้างความเสียหายภายในประเทศ

เนื่องจากเคยมีรายงานพบตั๊กแตนไผ่ในประเทศไทย เมื่อปี 2506 โดยเก็บตัวอย่างได้จากไผ่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และปี 2518 พบที่จังหวัดเชียงใหม่และสุรินทร์ แต่ไม่เคยมีการระบาดในไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนับว่า โชคดีที่มีสภาพภูมิอากาศร้อนไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแมลงชนิดนี้ เพราะตั๊กแตนไผ่มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 300-400 เมตร บางครั้งพบในพื้นที่ความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 780 เมตร และตัวเต็มวัยของตั๊กแตนไผ่ชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็นด้วย

ที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ได้รายงานการแพร่ระบาดของตั๊กแตนไผ่ เข้าทำลายพืชเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง อาทิ ข้าวโพด และข้าวไร่ ในพื้นที่แขวงหลวงพระบาง ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศไทยเพียง 114 กิโลเมตร จึงประสานจังหวัดน่าน พะเยา และเชียงราย เพื่อสร้างความร่วมมือในการติดตามเฝ้าระวังตั๊กแตนไผ่ในพื้นที่จุดเสี่ยงที่ตั๊กแตนไผ่มีโอกาสเข้ามาแพร่ระบาดสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรไทยได้

กรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 เกาะติดสถานการณ์และเฝ้าระวังตั๊กแตนไผ่อย่างใกล้ชิด โดยให้เร่งจัดทำและวางกับดักเหยื่อพิษ (Mass Trapping) ระยะห่างทุก 200 เมตร ตลอดแนวชายแดนไทย-ลาวเพื่อตรวจเช็คว่ามีตั๊กแตนไผ่เข้ามาในประเทศหรือไม่ จะทำให้ได้ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนรับมือล่วงหน้าและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร ได้เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตั๊กแตนไผ่ให้เกษตรกรและองค์กรปกครองท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในพื้นที่ เพื่อช่วยกันติดตามเฝ้าระวังตั๊กแตนไผ่ เพื่อจะได้ควบคุมและจำกัดพื้นที่ระบาดโดยดำเนินการกำจัดในวงรัศมี 10 กิโลเมตร ก่อนที่ตั๊กแตนไผ่จะผสมพันธุ์ วางไข่และแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น

พอเข้าหน้าหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ภูมิอากาศโดยเฉลี่ยในภาคเหนือจะหนาวเย็นกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาเอาความหนาวเย็นมาจากประเทศจีน ซึ่งต้องผ่านภาคเหนือก่อน อุณหภูมิในภาคเหนือจึงเปลี่ยนแปลงก่อนภาคอื่น ในต่างจังหวัดพื้นที่โล่งประมาณปลายเดือนตุลาคมจะพบเห็นแมลงปอบินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาในตอนเช้าๆ ก็จะเป็นสัญลักษณ์ให้เรารู้ว่า ฤดูหนาวจะเริ่มมาเยือนอีกไม่นาน ให้เตรียมตัวเพื่อรับหน้าหนาว

แต่ในเมืองไม่มีแมลงปอเป็นทูตของฤดูหนาวมาบอก ก็จะรู้ตัวเมื่อฤดูหนาวมาถึงแล้วโดยไม่ได้เตรียมตัว แต่บรรยากาศในเมืองจะมีสีสันเปลี่ยนแปลงไป โดยดูจากร้านค้าจะพบว่าร่มและเสื้อกันฝนที่เคยวางเด่นไว้หน้าร้านจะเปลี่ยนเป็นเสื้อกันหนาวหลากสีสัน โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวมือสองจากต่างประเทศแขวนขายกันให้เกลื่อนเมือง เสื้อกันหนาวมือสองที่เอ็กซ์ปอร์ตมาจากต่างประเทศ (ตลาดโรงเกลือ) นับว่าเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของความหนาวในเมืองได้เป็นอย่างดี

สัญลักษณ์อีกอย่างที่บ่งบอกสีสันฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี คือ ดอกไม้นานาพรรณที่เกษตรกรชาวสวนดอกไม้จากภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่หน้าฝนก็จะพร้อมใจกันผลิบานกันในหน้าหนาวอย่างพร้อมเพรียง เราจะเห็นดอกไม้เมืองหนาวต่างๆ วางเรียงรายอยู่ตามร้านต้นไม้ให้เห็นทุกร้าน โดยต้นคริสต์มาสสีแดงสดใสวางเป็นแถวดูเด่นตา นอกจากนี้ ยังมีต้นคริสต์มาสสีเหลือง และชมพูแซมตาให้ดูได้อีก ไม้ดอกกระถางอีกชนิดหนึ่งที่เห็นได้เฉพาะหน้าหนาว ซึ่งมีสีสันฉูดฉาดมากมายให้ได้เลือกซื้อหา ได้แก่ เบญจมาศกระถาง

เบญจมาศ (Chrysanthemum Dendranthema grandiflora) เป็นไม้ดอกล้มลุก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ถ้าแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ก็จะแบ่งได้เป็นเบญจมาศที่ปลูกเพื่อตัดดอกกับเบญจมาศที่ปลูกเพื่อเป็นไม้กระถาง ในปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ของเบญจมาศกระถางกันมากมาย นอกจากความหลากหลายสีสันแล้ว ยังมีความหลากหลายในลักษณะของรูปทรงดอกอีกด้วย และการแตกทรงพุ่มและการเจริญเติบโตของเบญจมาศกระถางก็ยังมีความแตกต่างกัน

โครงการพัฒนาบ้านโปงตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ที่บ้านโปง ในปี พ.ศ. 2527 ด้วยทรงทราบว่าราษฎรชาวบ้านโปงมีการอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำลำธารเป็นอย่างดี เนื่องจากบริเวณแถบนี้เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยโจ้ ซึ่งจะไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำแม่ปิง ได้มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดหาพืชพรรณที่เหมาะสมในการปลูกเลี้ยงมาให้ชาวบ้านแม่โปง เพื่อจะได้มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานโดยไม่ต้องไปรบกวนแหล่งต้นน้ำลำธาร

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยฝ่ายพัฒนาเกษตรที่สูง สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร จึงได้รับสนองพระราชดำริโดยการจัดตั้งเป็นโครงการพัฒนาบ้านโปงตามพระราชดำริ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้การปลูกเลี้ยงเบญจมาศกระถางและเบญจมาศตัดดอก เพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านบ้านโปงและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เมื่อปี พ.ศ. 2530

อาจารย์ธนวัฒน์ รอดขาว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ซึ่งจบปริญญาตรี สาขาพืชสวน จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เข้ามารับผิดชอบดูแลด้านการผลิตและอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกเลี้ยงเบญจมาศกระถาง และเบญจมาศตัดดอกของโครงการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ต่อมาได้ไปศึกษาต่อทางด้านการเพาะเนื้อเยื่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อมาพัฒนางานของเบญจมาศทางด้านการขยายพันธุ์ เนื่องจากการขยายพันธุ์ด้วยการเด็ดยอดปักชำไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้ได้มากเพียงพอสำหรับการทำการค้าได้

ต้นพันธุ์เบญจมาศกระถาง

มาจากการปั่นตา

จากที่เคยมีการขยายพันธุ์เบญจมาศด้วยการปักชำยอด ซึ่งได้ในปริมาณน้อย และมีโรครบกวนมาก ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนจากวิธีเดิมเป็นการขยายพันธุ์ต้นเบญจมาศด้วยการนำยอดไปปั่นเนื้อเยื่อ เนื่องจากโครงการต้องการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปเป็นต้นกล้าได้พอเพียงกับความต้องการ จึงเป็นที่แน่ใจได้ว่าต้นกล้าเบญจมาศที่ได้จะเป็นต้นกล้าที่มีความสะอาดปลอดเชื้อโรค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเริ่มแรกเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ เมื่อนำต้นพันธุ์เบญจมาศมาลงปลูกในโรงเรือนอนุบาลตามที่เตรียมไว้อย่างดีแล้ว ประมาณ 1 เดือน จึงนำลงมาชำในกระถาง 5 นิ้ว ที่ใส่วัสดุปลูกพร้อม

วัสดุปลูก

การเตรียมวัสดุปลูกเป็นสิ่งสำคัญ วัสดุที่ใช้ปลูกจะประกอบด้วย ขุยมะพร้าว 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน ทรายหยาบและปุ๋ยหมักอย่างละ 1 ส่วน นอกจากวัสดุปลูกแล้วยังต้องใช้ปุ๋ยรองพื้น คือปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต สูตร 0-46-0 อีกจำนวน 0.5 กิโลกรัม ผสมให้เข้ากันกับเครื่องปลูก รดน้ำให้พอชุ่ม แล้วนำวัสดุปลูกใส่กระถางพลาสติกดำ 5 นิ้ว เพียง 2 ใน 3 ส่วน ของกระถางเท่านั้น แล้วใส่ปุ๋ยละลายช้าลงไปในกระถาง ประมาณ 15 กรัม ต่อกระถาง แล้วจึงเติมวัสดุปลูกจนเต็มกระถาง

และนำต้นพันธุ์มาปักชำในกระถางให้ครบ 5 ต้น โดยปักเอียงออกนอกขอบกระถาง ประมาณ 45 องศา และชำลงลึกประมาณ 1/3 ของความยาวต้น ปลูกเลี้ยงอยู่ในโรงเรือนอีกประมาณ 20 วัน จนกว่าจะออกรากและต้นสามารถตั้งตัวได้ จึงนำออกมาปลูกไว้กลางแจ้ง โดยปูพลาสติกดำหรือซาแรนรองบนพื้นป้องกันหญ้าที่จะเกิด

ต้องเด็ดยอด เพื่อให้แตกกอ

หากต้องการให้เบญจมาศกระถางแตกกอดี จะต้องเด็ดยอด เมื่อต้นตั้งตัวได้ดีแล้ว และสูงประมาณ 5-6 เซนติเมตร เมื่อตรวจดูกระถางว่ามีต้นครบหรือไม่ ถ้าไม่ครบต้องปลูกต้นซ่อมให้ครบ แล้วจึงเริ่มเด็ดยอดด้วยมือ ไม่ต้องใช้กรรไกร ก็จะเหลือต้นเบญจมาศเท่ากันทุกต้นในกระถาง เพราะจะทำให้กิ่งแขนงใหม่ที่แตกออกมามีความยาวใกล้เคียงเสมอกันหมด

หลังจากเด็ดยอดเบญจมาศแล้วประมาณ 15 วัน กิ่งแขนงก็จะเริ่มแตกออกมายอดละหลายกิ่ง รดน้ำใส่ปุ๋ยตามปกติจากการเริ่มปลูกตอนเดือนกรกฎาคมแล้วต้นเดือนธันวาคมเบญจมาศกระถางก็ผลิดอกพร้อมจำหน่าย โครงการของเราจะพิถีพิถันในการจำหน่าย เราจะคัดเลือกกระถางที่สวยสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะต้องมีต้นเบญจมาศครบและออกดอกสมบูรณ์ทั้ง 5 ต้น ตามที่ได้ปลูกไว้Ž ซึ่งอันนี้ผมได้ไปดูกระถางที่คัดออก ก็เห็นสวยเต็มกระถางดี จึงถามว่า ทำไม ต้องคัดออก จึงได้คำตอบนี้มา แสดงว่าคุณภาพต้นเบญจมาศของโครงการนี้มั่นใจได้ว่าสวยสมบูรณ์แน่นอน

เบญจมาศกระถางนี้ถึงเกษตรกรอยากทำก็ไม่ใช่ทำกันได้ทุกภาคของประเทศไทย จะทำได้แค่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางจังหวัดเท่านั้น เพราะในภาคอื่นความหนาวเย็นของอากาศมีไม่เพียงพอที่จะให้เบญจมาศออกดอกพรั่งพรูสวยงาม สามารถทำเป็นการค้าได้ และการซื้อหาไปก็เพื่อดูความสวยงามเพียงในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 เดือน เท่านั้น หลังจากนั้น ก็จำเป็นต้องปล่อยให้ตายไป เพราะไม่สามารถนำมาปลูกเลี้ยงได้อีก เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้นเพียงฤดูเดียว เหมาะสำหรับนำมาตกแต่งสถานที่ทั้งกลางแจ้งหรือในอาคาร สำนักงาน ในช่วงเทศกาล หรือวาระสำคัญ เพิ่มสีสันบรรยากาศให้กับงานได้เป็นอย่างดี

ถ้าเกษตรกรกลุ่มใดต้องการไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเบญจมาศกระถาง หรือเบญมาศตัดดอก ในโครงการพัฒนาบ้านโปงตามพระราชดำริ เพื่อนำความรู้นี้ไปปลูกเลี้ยงเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ในชุมชน สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053-873-850-63

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ชูการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี “ป่าภูถ้ำ ภูกระแต” ตำบลแวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น นำพาภาคเกษตรให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจนสู่อีสาน 4.0 เผยมีน้ำมีชีวิต มีรายได้ เพราะแหล่งน้ำสร้างผลิตผลทางการเกษตรให้กับชาวบ้านปีละกว่า 12 ล้านบาท จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริแห่งล่าสุดของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ลงพื้นที่ดูการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ตำบล แวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากร น้ำและการเกษตร(สสนก.) ดำเนินการ เพื่อพัฒนาเป็น “ต้นแบบความสำเร็จ” ของการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชุมชนตลอดจนเกษตรกรและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำ ใช้ในการแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม รวมไปถึงพัฒนาคนบนพื้นฐานการพึ่งตนเอง ให้สามารถประสานการทำงานร่วมกับ ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชนสามารถใช้แผนที่และข้อมูลสารสนเทศในการวางแผนและบริหาร จัดการน้ำให้มีน้ำพอใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตรสามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ของชุมชน

ดร. สุวิทย์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าเดิม ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแตประสบกับปัญหาน้ำแล้งน้ำหลากซ้ำซากรวมทั้งแหล่งน้ำสาธารณะขาดการดูแลและไม่มีระบบบริหารจัดการมานานมากกว่า 50 ปี กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สสนก.ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ร่วมกับการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามา บริหารจัดการในปี 2554 ร่วมกับชุมชน ดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1. จัดทำข้อมูลพื้นฐานเพื่อบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า จัดทำแผนที่ ผังน้ำ สมดุลน้ำในพื้นที่ จัดทำข้อมูลค่าระดับของพื้นที่ 2. จัดทำระบบน้ำเพื่ออุปโภคและการเกษตร ทำระบบคลองดักน้ำหลากและสระแก้มลิง ปรับปรุงและสร้างฝายกักเก็บน้ำเชื่อมต่อถังพักน้ำเพื่อการเกษตรอุปโภค จัดทำระบบกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรตามแรงโน้มถ่วง 3. ปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูก เกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ และ 4. ติดตั้งระบบติดตามสถานการณ์น้ำและอากาศ ติดตั้งระบบโทรมาตรตรวจวัดสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนอัตโนมัติ

“การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบนสภาพพื้นที่สูงลอนคลื่นของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต สามารถกักเก็บ สำรองนํ้า และบรรเทานํ้าหลาก เกิดเป็นกองทุนสระแก้มลิงจากการขุดลอกคลองดักน้ำหลากและคลองซอยกระจายน้ำเข้าสู่สระแก้มลิง ชุมชนสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองในด้านการบริหารจัดการน้ำ วางแผนขุดลอกคลองดักน้ำหลากและคลองซอยเชื่อมต่อคลองส่งน้ำเดิมในพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 417,493 ลูกบาศก์เมตร และมีการดำเนินงานตัวอย่างทฤษฏีใหม่ ใน 67 ครัวเรือนนำร่อง

สามารถสร้างรายได้เพิ่มกว่า 3.22 ล้านบาท ต่อปี ก่อนขยายกลายเป็น 13 หมู่บ้าน ของทั้งตำบลแวงน้อย พัฒนาเป็นศูนย์เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำชี 7 ตำบลข้างเคียง ในจังหวัดขอนแก่น และ 10 จังหวัดลุ่มน้ำชี ณ ปัจจุบัน ที่มีความมั่นคงด้านน้ำและอาหาร เพราะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี และสร้างผลิตผลทางการเกษตรให้กับชาวบ้านปีละกว่า 12 ล้านบาท สู่การได้รับการคัดเลือกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริแห่งล่าสุดของประเทศไทย” ดร. สุวิทย์ กล่าวและว่า

ที่สำคัญ ปัจจุบันกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ขยายผลการบริหารจัดการน้ำไปแล้ว จำนวน1,478 หมู่บ้านทั่วประเทศ ดังนั้นจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้นำ และ องค์กรเครือข่ายน้ำ เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพชุมชนในการขยายผลต้นแบบการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริไปสู่พื้นที่อื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและของประเทศต่อไป เพื่อการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ นำพาภาคเกษตรให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจนให้ได้ ตามโครงการอีสาน 4.0 พลิกโฉมประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

หลายวันก่อน เดินทอดน่องไปตามร้านหนังสือมือสอง พบหนังสือถูกใจ “ธรรมชาตินานาสัตว์ 2” ผลงานน่าเก็บรักษา ของ น.พ.บุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติผู้ล่วงลับ แต่ยังทิ้งความรู้เป็นมรดกทรงค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาไว้มากมาย

ธรรมชาตินานาสัตว์ เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความสั้นๆ ของหมอบุญส่งที่เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลง “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ในยุคแรก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2497 ซึ่งได้รับความนิยมและมีผู้ติดตามอ่านเป็นจำนวนมาก ได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มในปี พ.ศ. 2504 โดยสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ จนปี พ.ศ. 2537 และ 2538 สำนักพิมพ์สารคดีนำมาตีพิมพ์ใหม่เป็นหนังสือชุด 3 เล่ม (แต่ปัจจุบันมีจำหน่ายเพียงตามร้านหนังสือมือสองเท่านั้น ผู้เขียนจึงไม่รอช้ารีบคว้าเป็นเจ้าของ)

เวลาผ่านไป หนังสือเล่มนี้ยังคงเสน่ห์ของธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ไว้ได้อย่างดี ถึงแม้ว่าจะไม่มีภาพประกอบ 4 สี สวยงาม หรือเล่าเรื่องราวด้วยภาพถ่ายจากของจริงเหมือนหนังสือยุคใหม่ แต่ตัวอักษรและภาพวาดขาวดำที่ปรากฏนั้น ก็ทำให้คนอยู่ห่างไกลธรรมชาติได้ทำความเข้าใจกับโลกของสัตว์ได้มากขึ้น และคลี่ปมความสงสัยได้อย่างแจ่มแจ้ง

หนึ่งในนั้นคือ เรื่องของ “ม้าน้ำ”

ก่อนอธิบายความพิสดารและน่าอัศจรรย์ของชีวิตเจ้าม้าน้ำ หรือ Sea horse หมอบุญส่ง บอกว่า มีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งเรียกว่า “ม้าน้ำ” เหมือนกัน แต่ม้าน้ำตัวนี้ดูแตกต่างจากเจ้าปลากระดูกปากจู๋ลิบลับ เพราะมันคือ “ฮิปโปโปเตมัส” ที่สวนสัตว์เขาดินติดชื่อป้ายชัดเจนว่า ม้าน้ำ

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ฮิปโปโปเตมัส เป็นภาษาละติน ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกมันว่า River Horse เพราะเสียงร้องของมันเหมือนม้า อาศัยอยู่ในแม่น้ำ เลยให้ชื่อที่แปลว่า ม้าแม่น้ำ ซะอย่างนั้น หมอบุญส่ง เล่าทำนองว่า ผู้อำนวยการสวนสัตว์ยุคนั้นเห็นว่าใช้เป็น ม้าน้ำ คำนี้สมควรที่สุด เพราะถ้าจะแปลตามภาษาอาหรับ เจ้าฮิปโปฯ ก็จะมีชื่อไทยว่า “ควายน้ำ” หรือถ้าจะหันไปใช้ภาษาฮอลันดา ก็จะถูกเรียกว่า “วัวทะเล” ซึ่งดูจะไปกันคนละเรื่อง ครั้นจะเปิดตำราในทางสัตววิทยา ฮิปโปฯ ดูคล้ายสัตว์จำพวกหมูมากที่สุด แต่จะเรียกว่า “หมูน้ำ” ก็ดูไม่เป็นมงคล เพราะกว่าจะได้มา ไทยเราต้องแลกด้วยช้างถึง 4 เชือก …อ่านไปก็ยิ้มไป

สุดท้าย แม้ว่าแม่มะลิจะได้รับการรู้จักในฐานะ “ฮิปโปโปเตมัส” แต่ถ้าใครเห็นป้ายม้าน้ำ ต่างก็พลันให้คิดคำนึงถึง ปลาทะเลหน้าเหมือนม้า มีแต่กระดูก คนไทยอาจคุ้นหูกับประโยคเด็ด “ม้วนหางสิลูก…”

หมอบุญส่ง ยกให้ม้าน้ำเป็นสัตว์พิเรนทร์ทั้งรูปร่างและพฤติกรรม เพราะมันจัดเป็นสัตว์จำพวกปลา หายใจทางเหงือก แต่กลับมีกระดูกหรือก้างมาห่อหุ้มเป็นเกราะอยู่ภายนอกตัว ส่วนหางของมันแทนที่จะเป็นครีบสำหรับว่ายน้ำไปมาอย่างปลา กลับมีหางยาวอย่างกับจิ้งจก ตุ๊กแก มีไว้เพียงเพื่อเกี่ยวยึดตัวเองตามต้นสาหร่ายในน้ำ แต่ยังพอมีครีบบางใสตรงสะเอวอีกหนึ่งช่วยโบกกระพือพาตัวเองไปไหนได้อย่างช้าๆ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า การเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวของม้าน้ำในตู้จัดแสดงอาจต้องใช้เวลาพอสมควร และบ่อยครั้งที่เจ้าม้าน้ำแทบไม่แสดงออกว่ามันยังมีลมหายใจ ต้องยืนมองมันอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะเห็นว่ามันเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง

บางตัวเกี่ยวปะการังแบบเชิดหน้าทรงตัวนิ่ง แต่บางตัวก็ห้อยต่องแต่งคล้ายเป็นลมหมดสติ…

อีกความประหลาดของม้าน้ำที่แตกต่างจากสัตว์อื่นก็คือ เป็นสิ่งมีชีวิต “ตัวพ่อ” ของแท้ เพราะผู้ที่ทำหน้าที่ในการเลี้ยงลูกก็คือ ม้าน้ำเพศผู้ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ม้าน้ำตัวผู้จะปรับเปลี่ยนสีของลำตัวเพื่อดึงดูดม้าน้ำตัวเมีย จากนั้นตัวผู้จะใช้หางโอบกอดคู่รักพร้อมกับแอ่นท้องประกบกับท้องเข้าหากัน ตัวเมียจะออกไข่ใส่ลงในถุงหน้าท้องของตัวผู้ และม้าน้ำตัวผู้ก็จะปล่อยอสุจิเข้าผสมกับไข่และฟักเป็นตัวอ่อนภายในถุงหน้าท้องนั้น

… 2 สัปดาห์ ผ่านไป หลังจากเฝ้าทะนุถนอมตัวอ่อนภายในถุงหน้าท้องเป็นอย่างดี พ่อม้าน้ำก็จะบีบกล้ามเนื้อส่วนท้องและพ่นลูกม้าน้ำนับร้อยๆ ตัว ให้ออกจากกระเป๋าหน้าท้องสู่โลกท้องทะเลสีคราม ทำหน้าที่เป็น “ผู้คลอด” แบบที่ผู้เป็นพ่อทั้งหลายบนโลกใบนี้ไม่เคยได้สัมผัส อีกเอกลักษณ์ของม้าน้ำที่ได้รับการยกย่อง คือ “การครองคู่” เพราะม้าน้ำจะอยู่คู่กันแบบ “ผัวเดียว เมียเดียว” จนกระทั่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายจากไป กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความซื่อสัตย์” สำหรับชีวิตคู่

แต่ความประหลาด และความซื่อสัตย์ของม้าน้ำนี่เอง กลับนำพาโศกนาฏกรรมมาสู่ตัวเอง เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อว่า การมอบม้าน้ำคู่ผัวเมียให้แก่คู่บ่าวสาวเป็นของขวัญในวันแต่งงานนั้น เป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความรักและความซื่อสัตย์ต่อกัน ม้าน้ำจึงถูกพรากจากทะเลกลายเป็นม้าน้ำตากแห้งเพื่อสังเวยความเชื่อ พอๆ กับการนำมาปรุงเป็นยา หรือจับมาทำเป็นของที่ระลึก ซึ่งมีผลการสำรวจในปี 2545 พบว่า ม้าน้ำทั่วโลกถูกจับมาใช้ประโยชน์เหล่านี้ประมาณ 24.5 ล้านตัว ต่อปี โดยประเทศไทย ติด 1 ใน 5 ของผู้ส่งออกหลัก ขณะเดียวกันเอกลักษณ์ของม้าน้ำ ยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงสัตว์สวยงาม ทั้งเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงประดับตู้ และเพื่อศึกษาหรือจัดแสดงตามสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มทั่วโลก เกิดการค้าขายม้าน้ำมีชีวิตไม่ต่ำกว่า 4.5 แสนตัว ต่อปี จนนักอนุรักษ์สัตว์ต่างพากันเป็นห่วงว่าม้าน้ำจะสูญพันธุ์หรือไม่

หากคุณหมอบุญส่ง และนักอนุรักษ์ผู้ทุ่มเทชีวิตแก่สัตว์โลกหลายท่านยังคงมีชีวิตอยู่ คงพากันเป็นกังวล เพราะจำนวนม้าน้ำในอ่าวไทยในปัจจุบันก็ลดจำนวนไม่แพ้กัน ทั้งเกิดจากผลกระทบจากภัยธรรมชาติและความละเลยของมนุษย์ แต่ปัจจุบันทุกท่านคงพออุ่นใจขึ้นบ้าง เพราะนักวิจัยไทยได้ศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์เพื่อช่วยลดปัญหาการจับม้าน้ำจากธรรมชาติ โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำแห่งแรกของประเทศไทย มีเป้าหมายหลักเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ จนนำสู่แบบอย่างการเพาะพันธุ์ในระดับฟาร์ม โดยม้าน้ำที่ศึกษาจำแนกได้เป็น 4 ชนิด ที่พบในประเทศไทย ได้แก่

ม้าน้ำดำ (Hippocampus kuda) จัดเป็นม้าน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในจำนวนม้าน้ำที่พบในน่านน้ำไทย ได้รับความชื่นชอบจากนักนิยมยาบำรุง ลำตัวสีดำสนิท ส่วนใหญ่มักเปลี่ยนเป็นสีครีม สีเหลือง และน้ำตาลแดง พบง่ายบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของอ่าวไทย

ม้าน้ำหนาม (H. spinosissimus) อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำค่อนข้างลึก ใส มีสีสันสวยงาม มักจะมีสีออกน้ำตาลแดง มีลายจุดสีออกขาว เป็นแถบกว้างคาดบริเวณลำตัว มีหนามมากค่อนข้างแหลมและยาว แต่มีขนาดเล็กกว่าม้าน้ำดำ ชนิดนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักดำน้ำดูปะการังและนักสะสมของที่ระลึก รวมทั้งนักเลี้ยงปลาทะเลในตู้โชว์

ม้าน้ำ 3 จุด (H. trimaculatus) พบตามเขตชายฝั่งในฤดูหนาว ปรากฏเป็นจุดดำ ประมาณ 3 จุด บริเวณส่วนบนของลำตัว มักอพยพเข้ามาบริเวณชายฝั่งและมักจะติดอวนปู อวนกุ้ง ของชาวประมงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเป็นช่วงที่ม้าน้ำอยู่ในระยะผสมพันธุ์และวางไข่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการลดจำนวนประชากรของม้าน้ำพันธุ์นี้อย่างรวดเร็ว

ม้าน้ำแคระ (H. mohnikei) มีขนาดเล็กที่สุด พบเห็นไม่บ่อยนัก ตัวสีดำ อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง เกาะอยู่ตามสาหร่าย บริเวณที่เป็นพื้นทราย แต่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้าน้ำชนิดนี้หายาก จึงยากต่อการเพาะเลี้ยง

ในปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ กรมประมง ก็ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงม้าน้ำเช่นเดียวกัน โดยมีภาคเอกชนสามารถนำไปขยายผลแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายนัก ม้าน้ำจากการเพาะพันธุ์จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่อยู่ในความสนใจของนักสะสมปลาทะเล แต่การนำม้าน้ำมาเลี้ยงในตู้ทะเลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากม้าน้ำมีความต้องการแตกต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในตู้ทะเลทั่วไปเป็นอย่างมาก

ประการที่หนึ่งคือ พฤติกรรมการกินของม้าน้ำที่มีนิสัยการกินแบบผู้ดี ม้าน้ำจะพิจารณาอาหารก่อนทุกครั้ง ก่อนจะรวบรวมพลังลมปราน (แต่มีประสิทธิภาพสูง) สูบอาหารให้เข้าไปในปากที่เป็นรูขนาดเล็กของมัน