ตามตำราแพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่า รสขมเป็นรสชาติที่ดีต่อสุขภาพ

แต่กลับเป็นรสชาติที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเท่าไรนัก เพราะรสขมนั้นไม่อร่อย ซึ่งอาหารที่มีรสขมที่หากินง่ายในบ้านเรา นอกจากมะระ และบอระเพ็ดแล้ว ก็ยังมีผักสมุนไพรพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิด นั่นคือ สะเดา พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยเรานิยมบริโภคกันมาช้านานแล้ว และนอกจากจะนำมาใช้เป็นอาหารแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้อีกด้วย

สะเดา เป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านด้วยคุณค่าทางโภชนาการ อุดมไปด้วยสารอาหารโปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายที่จะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมาได้ เช่น ภาวะความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และโรคมะเร็ง เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของยอดสะเดา ต่อ 100 กรัม ประกอบด้วยสารอาหาร ดังนี้ สะเดา สรรพคุณทางยา

สะเดาไทยมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ สะเดายอดเขียว และสะเดายอดแดง ซึ่งสะเดายอดเขียวจะมีความขมน้อยกว่า หรือบางต้นอาจจะขมน้อยจนได้ชื่อว่า สะเดาหวาน หรือสะเดามัน แต่สำหรับสะเดายอดแดงจะมีความขมมากกว่า และเกือบทุกส่วนของต้นสะเดาล้วนมีสรรพคุณทางยามากมาย

ใบอ่อน แก้โรคผิวหนัง ปรับสมดุลน้ำเหลือง รักษาแผลพุพอง
ใบแก่ บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร
ก้าน แก้ไข้ บำรุงน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงสุขภาพในช่องปาก
ดอก แก้พิษโลหิต บรรเทาอาการเลือดกำเดาไหล แก้ริดสีดวง แก้อาการคันคอ บำรุงธาตุไฟ
ผล บำรุงหัวใจ เป็นยาระบาย แก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติ
ผลอ่อน ช่วยเจริญอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะขัด
เปลือกต้น เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้ท้องร่วง แก้กษัย หรือโรคซูบผอมแห้งแรงน้อย ลดเสมหะ แก้อาการท้องเดิน แก้บิด มูกเลือด
แก่น แก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไข้จับสั่น บำรุงโลหิต บำรุงธาตุไฟ
ราก แก้เสมหะในลำคอ แก้เสมหะที่เกาะแน่นในทรวงอก
ยาง ใช้ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
กระพี้สะเดา แก้น้ำดีพิการให้คลั่งเพ้อ แก้เพ้อคลั่ง บำรุงน้ำดี
เมล็ดสะเดา นำมาสกัดเป็นน้ำมันสะเดาบริสุทธิ์ ใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผม
สะเดา สมุนไพรรสขม ยาดีที่ควรมีไว้ใกล้ตัว

สะเดา จัดให้เป็นพืชฤดูหนาว และเป็นสมุนไพรที่คนโบราณนิยมนำมากินเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ เช่น ปลาดุกย่าง ปลาทูทอด และกุ้งเผา และต้องกินคู่กับอาหารจะช่วยลดความขมของสะเดา และประโยชน์เน้นๆ จากรสชาติความขมจากสารพอลิแซ็กคาไรด์ และสารลิโมนอยด์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกหรือเนื้อร้าย และยังมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย

เมนูอร่อย จากสะเดา

สะเดาน้ำปลาหวาน กับปลาดุกย่าง
สะเดาน้ำปลาหวาน กับกุ้งเผา
ยำดอกสะเดา
สะเดาทรงเครื่อง
สะเดาจิ้มน้ำพริก ลาบหมู ลาบปลา ป่นปลา กินคู่กับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ
สะเดาน้ำพริกหวาน (สูตรโบราณคนใต้)

เครื่องปรุง

สะเดา
กะทิ (หัวกะทิ)
กระเทียม
หอมแดง
พริกขี้หนู
พริกแห้ง
กุ้งแห้ง (แช่น้ำให้นิ่มจะได้ตำได้ง่ายๆ)
กะปิ (ปิ้ง หรือเผาไฟอ่อนๆ ให้หอม)
น้ำมะขามเปียก
น้ำตาลปี๊บ (ถ้าใช้ขนมถั่วตัดไม่ต้องใส่ แต่หากชอบหวานก็ปรุงรสชาติตามชอบ)
ถั่วลิสง หรือขนมถั่วตัด
เกลือป่น
วิธีทำ

หอมแดง กระเทียม พริกขี้หนู พริกแห้ง นำไปเผา หรือคั่วไฟให้หอมเตรียมไว้
นำหอมแดง กระเทียม กุ้งแห้ง กะปิ พริกขี้หนู พริกแห้ง ใส่ขนมถั่วตัด มาตำรวมกัน
เติมน้ำมะขามเปียก และใส่หัวกะทิข้นๆ ชิมรสตามชอบ ถ้าอ่อนเค็มให้เติมเกลือป่นเท่านั้นห้ามใส่น้ำปลา เพราะน้ำพริกจะเหม็นคาว
สะเดา ลวกน้ำเดือดๆ ใส่เกลือ หรือผ่านน้ำร้อนที่เดือดจัด แล้วนำมาแช่น้ำเย็นทันที กินกับน้ำพริกสูตรนี้อร่อยมาก จะกินกับปลาทอด ปลาย่าง หรือกุ้งย่าง ก็อร่อยสุดๆ
สะเดา ผักพื้นบ้านของไทยเรานั้นสุดยอดประโยชน์จริงๆ เป็นทั้งอาหารบำรุงร่างกาย สมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยก็ได้ และยังใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรได้อีกด้วย เมื่อสะเดามีคุณค่าขนาดนี้ก็อย่าลืมจัดเมนูสะเดาบนโต๊ะอาหารสักมื้อ รับรองได้ทั้งความอร่อยและได้ประโยชน์ครบครันอย่างแน่นอนเลยทีเดียวเชียว

คนโบราณนั้นท่านมีความสามารถในเรื่องการกินผักเพื่อใช้เป็นยาโรคและรักษาได้อย่างลงตัว จนหลายๆ คนในสมัยปัจจุบันต้องยอมรับกันเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ควรกินอาหารที่หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์และแข็งแรง

หญ้าแฝก เป็นพืชที่มีระบบรากลึกและแผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นพืชที่มีอายุได้หลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น สามารถขยายพันธุ์ที่ได้ผลรวดเร็ว การปลูกหญ้าแฝกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของดิน การช่วยเก็บกักตะกอนดินในพื้นที่ลาดชัน แต่จากผลของการวิจัยพบว่า หญ้าแฝกยังมีลักษณะในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรดินด้วย ซึ่งช่วยให้ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมหรือพื้นที่ดินมีปัญหาจึงมีส่วนช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงดินให้มีสภาพดีขึ้น เนื่องจากผลของอินทรียวัตถุที่เพิ่มขึ้น และกิจกรรมของจุลินทรีย์บริเวณรากหญ้าแฝก รวมทั้งการมีความชื้นที่ยาวนานขึ้น สภาพดินจึงมีการพัฒนา และความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

คุณอนุสิทธิ์ พวงมาลัย หรือ พี่ป๋อ อยู่บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 6 ตำบลไผ่ดำพัฒนา อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกษตรกรเจ้าของบ้านสวนอนุลักษณ์ ผิดหวังจากการปลูกพืชผสมผสาน เนื่องจากพื้นที่ทำกินต้องประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี จึงหาทางออกด้วยการนำหญ้าแฝกมาปลูกเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน และเพื่อปรับปรุงพื้นดินเสื่อมโทรมให้กับมาอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกอีกครั้ง จนกลายเป็นอาชีพเสริมสร้างเงินเก็บรายปีได้เป็นอย่างดี

พี่ป๋อ เล่าถึงความเป็นมาในการเริ่มต้นปลูกหญ้าแฝกเป็นอาชีพเสริมให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกรตนเองทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานกว่า 15 ปี จนถึงจุดอิ่มตัวทำให้ตัดสินใจที่จะออกจากงานเพื่อกลับบ้านมาประกอบธุรกิจส่วนตัว จนมาประจวบเหมาะกับที่แถวบ้านมีการจัดฝึกอบรมเรื่องการทำเกษตร และเป็นเรื่องที่ตนเองกำลังสนใจเกี่ยวกับการปลูกพืชผักปลอดภัยไว้รับประทานเองอยู่พอดี จึงได้เข้าไปร่วมนั่งฟังอบรม และเกิดเป็นการลงมือปฏิบัติในเวลาถัดมา โดยเริ่มต้นจากการปลูกพืชผสมผสาน ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด แต่เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ไม่อำนวย มักจะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ในปัจจุบันพืชผลไม้ที่ใช้เวลาปลูกมาได้ระยะเวลาหนึ่งล้มตายไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงพื้นที่ปลูกใหม่ มีการยกร่องปลูกให้สูงจากพื้นนาประมาณ 3 เมตร รวมถึงการนำหญ้าแฝกมาปลูกเพื่อกันหน้าดินพังทลายลงมา และเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นดินจากดินที่เป็นกรดให้กลับมาดีอีกครั้ง

“หญ้าแฝก” ประโยชน์รอบด้าน
ปลูกเพื่อบำรุงดินหรือปลูกไว้ขาย ก็ดีทั้งนั้น
เจ้าของบอกว่า หลังจากที่ได้มีการปรับพื้นที่เพื่อปลูกพืชผักผลไม้ใหม่ ก็ได้มีการนำหญ้าแฝกที่ได้รับต้นพันธุ์มาจากกรมพัฒนาที่ดินมาปลูก ซึ่งในปีแรกก็ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการช่วยป้องกันดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลันได้ในระดับหนึ่ง จึงได้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มไว้บริเวณรอบขอบสระ รวมถึงปลูกแซมไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่กระจายอยู่ทั่วสวนบนพื้นที่กว่า 9 ไร่ จนมีคนเข้ามาติดต่อขอซื้อต้นพันธุ์เพื่อนำไปปลูก ซึ่งในช่วงแรกก็ยังไม่ขาย เพราะจุดประสงค์ปลูกไว้เพื่อกันหน้าดินพังทลาย แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีคนเข้ามาขอซื้อเยอะขึ้นจึงตัดสินใจลองขุดต้นพันธุ์ขายดู ปรากฏว่าหญ้าแฝกกลายเป็นพืชสร้างรายได้ที่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับการปลูก การดูแลที่ง่าย และเงินลงทุนน้อย ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 6-7 เดือนสามารถขุดขายได้

ซึ่งพันธุ์หญ้าแฝกที่ปลูกจะเลือกปลูกสายพันธุ์ศรีลังกา ที่เหมาะกับพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ลุ่ม มีการปรับสภาพแปลงยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้นสามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวรอบขอบเขตพื้นที่หรือปลูกที่ขอบแปลงยกร่องหญ้าแฝก จะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลายและช่วยรักษาความชื้นในดินเอาไว้

การเตรียมดิน ไถตากดินทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จากนั้นใช้รถปั่นตีดินให้ละเอียดแล้วตากดินทิ้งไว้อีกประมาณ 3-4 วัน ก่อนปลูกรดน้ำให้ดินชุ่ม แล้วเตรียมต้นพันธุ์ที่แช่น้ำทิ้งไว้จนรากออกมาลงหลุมปลูกในอัตราหลุมละ 3-4 ต้น

ระยะห่างระหว่างต้น 50×50 เซนติเมตร เพื่อให้การแตกกอดี แตกกอใหญ่ เพิ่มจำนวนต้นต่อกอ และเป็นระยะที่กำลังเหมาะสมสำหรับการปลูกเชิงการค้า แต่ถ้าต้องการปลูกเพื่อกันหน้าดินพังทลายควรปลูกในระยะ 5 เซนติเมตร

การให้น้ำ หลังจากปลูกเสร็จให้ช่วงสัปดาห์แรกให้รดน้ำทุกวัน จากนั้นสัปดาห์ที่สองให้ลดปริมาณน้ำลงเหลือวันเว้นวัน เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ลดปริมาณการให้น้ำลงอีกเหลือเป็น 2-3 วันครั้ง จนเหลืออาทิตย์ละครั้ง ให้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเก็บเกี่ยว หากปลูกโดยการเดินสายน้ำหยดจะใช้เวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 เดือน สามารถขุดต้นพันธุ์ขายได้ แต่ถ้าปลูกตามฤดูกาลรอเพียงน้ำฝนต้องใช้ระยะเวลาการปลูกยาวนานถึง 1 ปี ถึงจะสามารถขุดต้นพันธุ์ออกมาขายได้

การให้ปุ๋ย ใช้เพื่อเร่งการแตกกอ เนื่องจากมีจุดประสงค์การปลูกเพื่อขายต้นพันธุ์ จึงต้องการจำนวนต้นเยอะๆ หากมีการแตกกอดีก็จะได้หลายต้น ก็คือการเพิ่มรายได้ขึ้นมา โดยสูตรปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยลดต้นทุน สูตรหมักเอง มีส่วนผสมดังนี้ 1. ถั่วเหลืองเม็ดปริมาณ 1 กิโลกรัม 2. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม และ 3. น้ำมะพร้าวประมาณ 10 ลิตร แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาหมักทิ้งไว้สัก 1 เดือน แล้วนำมาใช้ละลายในน้ำเปล่า 20 ลิตรต่อปุ๋ยหมัก 20 ซีซี ปล่อยพร้อมระบบน้ำสัปดาห์ละครั้ง ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยจากแทนที่จะใส่ปุ๋ยยูเรียเม็ดกระสอบละ 400-500 บาท ลดลงมาเหลือต้นทุนค่าปุ๋ย 100 บาท

ในรอบของการปลูกจะทำการตัดแต่งกอเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น โดยครั้งแรกตัดช่วงอายุ 3 เดือน ด้วยการใช้เครื่องตัดหญ้าตัดให้กุดถึงโคนเหมือนกับการตัดหญ้าทั่วไป หลังจากนั้นไม่กี่วันจะงอกออกมาเป็นกอ ในขณะที่หญ้ายังไม่ทันขึ้นเลย ส่วนอีกครั้งจะตัดหรือไม่ตัดก็ได้ คือตัดก่อนจะขุด 3 เดือน

ภายใน 3 เดือนหลังจากตัด หญ้าแฝกจะงอกเป็นกอทันให้ขุด โดยการตัดแต่งรอบสองเพื่อให้หญ้าแฝกทำง่ายเพราะกาบแห้งๆ ถูกตัดทิ้งไปแล้ว และต้นที่เตรียมขุดขายก็ยังไม่ทันมีกาบแห้ง ก็จะได้หน่อพันธุ์ที่สวยส่งให้กับลูกค้า

วิธีการตัดขาย คือการขุดขายทั้งราก โดยขายเป็นมัด 1 มัด มี 100 ต้น ขายในราคาต้นละ 20 สตางค์ หรือเท่ากับว่าขายได้กำละ 20 บาท ซึ่งในระยะเวลาการปลูก 6 เดือนจะตัดต้นพันธุ์ขายได้ไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนต้น เมื่อหักลบต้นทุนออกมาแล้วก็พอให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจากเดิมได้เยอะขึ้นมาก เนื่องจากหญ้าแฝกเป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ใช้เงินลงทุนน้อยมาก ยิ่งถ้าสำหรับคนที่มีต้นพันธุ์อยู่แล้ว แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ปุ๋ยยาไม่ต้องใช้ก็สามารถปลูกได้ รดแต่น้ำอย่างเดียว เพียงขยันตัดแต่งกอเท่านั้นเอง

แนะนำมือใหม่
หาตลาดก่อนปลูก

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอยากปลูกหญ้าแฝกเชิงการค้า พี่ป๋อ แนะนำว่า ทางที่ดีควรที่จะหาตลาดมารองรับไว้ก่อนปลูก เพราะอย่างตนเองในช่วงแรกปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ปรับปรุงบำรุงดินและกันหน้าดินพังทลายเพียงเท่านั้น แต่เมื่อพอปลูกไปได้สักระยะก็เริ่มมีคนเห็นแล้วเข้ามาขอซื้อเอง โดยตลาดของที่สวนตอนนี้หลักๆ เป็นหน่วยงานจากรัฐในจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และปทุมธานี มาติดต่อขอซื้อเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อให้กับประชาชนที่ต้องการนำต้นพันธุ์หญ้าแฝกไปปลูกไว้ใช้ประโยชน์ภายในสวน โดยปัจจุบันพื้นที่ปลูกที่สวนยังไม่สามารถผลิตต้นพันธุ์ออกมาขายให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดได้ จึงจำเป็นต้องชักชวนคนในหมู่บ้านมาร่วมกันปลูกเพื่อให้พอต่อความต้องการของลูกค้า จนไปสู่ขั้นการวางแผนการผลิตในปีหน้าว่าจะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเพื่อให้มีสินค้าส่งขายทั้งปี แล้วเปิดขายในตลาดออนไลน์อีกช่องทางหนึ่ง เพราะดูจากแนวโน้มการตลาดแล้วว่าน่าจะไปได้ดี ประกอบกับที่ช่วงนี้มีการขุดโคก หนอง นา กันเยอะ

อยากปลูกหญ้าแฝกไว้ใช้ประโยชน์
ขอต้นพันธุ์ได้ฟรีที่สถานีพัฒนาที่ดิน

“การปลูกหญ้าแฝก ก่อนเริ่มต้นปลูก คือคนปลูกต้องมีจุดประสงค์ก่อนว่า อยากจะปลูกเพื่ออะไร ปลูกเพื่อขาย หรือว่าปลูกไว้ใช้ประโยชน์ ถ้าปลูกขายจะต้องหาตลาดก่อน และถ้าจะให้แน่นอนเลยคือให้ไปที่สถานีพัฒนาที่ดินของแต่ละจังหวัดว่าจะรับซื้อของเราไหม ส่วนเงินลงทุนไม่มีอะไรมาก ต้นพันธุ์เราไปขอจากสถานีพัฒนาที่ดินของแต่ละจังหวัดจะมีแจก ในช่วงก่อนฤดูฝนต้องไปจองไว้ก่อน ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว โดยทางสถานีพัฒนาที่ดินจะแจกต้นพันธุ์ให้ต่อคนไม่เกิน 200 มัด มัดละ 100 ต้น และหลังจากขอไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจที่แปลงว่ามีการปลูกจริงหรือไม่ เนื่องจากเคยเกิดกรณีคนมาขอแล้วนำต้นพันธุ์ไปขายต่อในออนไลน์ก็มี” พี่ป๋อ กล่าวทิ้งท้าย

ปรึกษาปัญหาดิน รวมถึงการปลูกหญ้าแฝกเพิ่มเติมได้กับพี่ป๋อหมอดินอาสาของตำบลไผ่ดำพัฒนา ได้ที่เบอร์โทร. วันนี้ขับรถผ่านถนนสายบ้านคำเม็ก ตำบลไผ่ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ไปบ้านนา ตำบลม่วงนา อำเภอดอนจาน กิโลเมตรที่ 3 พบเกษตรกร 4 คน นั่งเก็บผลผลิตทางการเกษตร คือต้นตะไคร้ที่ปลูกริมถนนหน้าไร่นาสวนผสม ความยาวประมาณ 100 เมตร ความกว้าง 5-6 กอตะไคร้ มองดูสวยงามเป็นทิวแถวสีเขียว หน้าสวน มากกว่า 1,000 กอ

คุณจิมรัว ผลพูน อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 248 หมู่ที่ 4 บ้านคำเม็ก ตำบลผ่า โทร. 061-092-7161 ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิต พร้อมเล่าให้ฟังว่า การปลูกตะไคร้ เป็นงานทำเพื่อความสวยงามหน้าสวนแต่ก่อให้เกิดรายได้ ปลูกต้นเดียว ระยะห่างประมาณ 50 เซนติเมตร 5-6 แถว เจริญเติบโตแตกกอดีมาก ตนเองตัดใบยิ่งแตกกอมากขึ้น ตอนแรกแยกต้นขายได้วันละ 500-600 บาท พอตลาดรับรู้ มาขอซื้อจำนวนมาก กิโลกรัมละ 10 บาท เชื่อไหมว่า ตะไคร้ 1 กอ สร้างเงินมากถึง 100 บาท คือได้ผลผลิตถึง 10 กิโลกรัม รายได้มากกว่า 100,000 บาท ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นกับการปลูกตะไคร้ หากราคาไม่ถูกใจทำการตัดใบใส่ปุ๋ยให้แตกกอเพิ่มขึ้น

คุณจิมรัว กล่าวว่า ตะไคร้เป็นพืชตระกูลหญ้า ปลูกง่าย โตไว ไม้คาบปี อยู่ได้นาน เตรียมดินให้ร่วนซุย ปลูกถี่ป้องกันวัชพืช ใบตะไคร้คลุมวัชพืชได้ ปุ๋ยคอกตะไคร้ชอบมาก ความต้องการของตลาดสูงมาก “เกษตรกรคนใดซื้อตะไคร้กินหมดศักดิ์ศรีความเป็นเกษตรกร” ปลูกไว้ริมรั้ว 3-5 กอ กินไม่หมดทั้งปี แถมกินแจกแลกขายด้วย เกษตรกรหลายรายปลูกริมสระน้ำ หนองน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน สิ้นปีเกิดรายได้ ความขยันไม่มีวันอดตาย ตั้งแต่ปลูกตะไคร้ ตนเองยังไม่พบการระบาดของโรคและแมลงศัตรู เพราะในต้นตะไคร้เป็นสมุนไพรในตัวเอง คุณประโยชน์สูงมาก อบสมุนไพร สมานกระดูก ประกอบอาหารได้สารพัดต้มยำ แกงอ่อม ยำ ต้ม หอมเพิ่มอรรถรสของอาหาร เข้าตลาดทดลองหยิบดูครับ 5-10 บาทต่อกำ จ่ายทุกวัน เงินออกจากกระเป๋าทุกวัน แนะนำปลูกสวนครัวกินเอง ประหยัดเงินด้วย

คุณจิมรัว กล่าวว่า ตนเองทำไร่นาสวนผสม เป็นสวนเปิดเพื่อการท่องเที่ยงเชิงเกษตร ออกจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ประมาณ 12 กิโลเมตร เลี้ยวเข้าเส้นทางอำเภอดอนจาน กิโลเมตรที่ 3 สวนอยู่ซ้ายมือ ข้างๆ ปลูกกล้วยน้ำว้ากำลังให้ผลผลิต ยินดีต้อนรับทุกท่าน ไปจังหวัดกาฬสินธุ์ แวะเยี่ยมไร่นาสวนผสมนะคะ กาฬสินธุ์ถิ่นน้ำดำ เมืองคนใจดี

เป็นที่ยอมรับกันว่าหากสนใจมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอร่อย หวาน หอม ในแบบเกรดพรีเมี่ยม คงไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว ปักหมุดไปที่ “เนินมะปราง” พิษณุโลก เพราะเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดของไทย เพราะชาวบ้านใส่ใจกับการผลิตจึงเป็นมะม่วงที่มีคุณภาพและความปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานการปลูก GAP หรืออาจถึงขั้นส่งขายต่างประเทศ สร้างเม็ดเงินมากมาย

อย่าง “สวนรวงทอง” ที่มี คุณชลธิชา ช่างประดิษฐ์ เป็นเจ้าของสวน ตั้งอยู่เลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านวังน้ำบ่อ ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เป็นสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ได้รับการันตีรางวัลชนะเลิศให้เป็นแปลง GAP ดีเด่น และอีกหลายรางวัลมากมาย ทั้งยังผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองคุณภาพมาตรฐานส่งออก เกรดพรีเมี่ยม

“การปลูกมะม่วงที่ขายทั่วไปมีความเสี่ยงด้านราคาผันผวน ถึงขั้นเสี่ยงขาดทุนหากราคาขายต่ำกว่าทุน ขณะเดียวกัน ถ้าทำมะม่วงคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม ไม่ว่าจะขายในหรือต่างประเทศก็มีราคาสูง เพราะตลาดลูกค้ากลุ่มนี้มีความต้องการแล้วมีกำลังซื้อมาก ทำให้ราคาขายสูง” เจ้าของสวนกล่าว

ภายหลังประสบความสำเร็จสามารถส่งผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้จากสวนตัวเองไปขายยังประเทศญี่ปุ่น คุณชลธิชาชาวเนินมะปรางผู้ที่ไม่ได้เติบโตมาจากเส้นทางเกษตร แต่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลที่ต้องการยกระดับศักยภาพของชาวบ้านของบ้านวังน้ำบ่อที่ยึดอาชีพปลูกมะม่วงอยู่แล้วให้มีมากกว่าเดิม จึงชักชวนชาวบ้านมาพัฒนาแปลงปลูกให้มีมาตรฐาน GAP พร้อมตั้งเป็น “กลุ่มมะม่วงคุณภาพบ้านวังน้ำบ่อ” หวังสร้างมูลค่ามะม่วงให้เป็นเกรดพรีเมี่ยม มีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ แล้วขายได้ในราคาสูง

นับเป็นความสำเร็จโดยเป็นสวนมะม่วงน้ำดอกไม้แห่งแรกในพื้นที่ที่สามารถผลิตมะม่วงคุณภาพได้มาตรฐานเกรดพรีเมี่ยมส่งขายต่างประเทศ จากนั้นชาวบ้านในพื้นที่มีความสนใจและตื่นตัวหันมาปรับปรุงสวนมะม่วงให้มีคุณภาพเพื่อส่งออกกันหลายราย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของที่มาของ “กลุ่มมะม่วงคุณภาพวังน้ำบ่อ”

สมาชิก “กลุ่มมะม่วงคุณภาพวังน้ำบ่อ” มีทั้งหมด 40 คน มีพื้นที่ปลูกกว่า 600 ไร่ ปลูกมะม่วงทั้งแบบผลสุกและดิบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดอกไม้สีทอง ฟ้าลั่น รองลงมา โชคอนันต์ เขียวเสวย รวมถึงมะม่วงสี อย่าง R2E2 ปลูกมะม่วงโดยปลูกน้ำดอกไม้สีทองประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของชนิดมะม่วงทั้งหมด ส่วนเรื่องความรู้ ทักษะ ทางกลุ่มได้รับความกรุณาจากหน่วยงานภาคราชการเข้ามาฝึกฝน อบรม แนะนำกระบวนการปลูกมะม่วงส่งออกตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“พวกเราเริ่มทำ GAP กันเมื่อปี 2561 ในตอนนั้นมะม่วงเกรดคุณภาพขายได้ถึงกิโลกรัมละ 70 บาท จากราคามะม่วงที่ขายทั่วไปกิโลกรัมละเพียง 25 บาท ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจมากขึ้น จนถึงวันนี้สมาชิกกลุ่มมีทักษะ ความชำนาญกันเป็นอย่างดี

จนกระทั่งมาเจอเรื่องโควิด-19 กระทบกับการขาย ขณะที่ผลผลิตทยอยออกมาจำนวนมาก จากพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 600 ไร่ มีผลผลิตรวมเฉลี่ยกว่า 500 ตัน จำเป็นต้องหาตลาดอย่างเร่งด่วน เพราะในช่วงนั้นราคามะม่วงลดลงเหลือกิโลกรัมละ 5-16 บาท แต่ยังมีความโชคดีที่ส่งขายญี่ปุ่นและยุโรปได้บ้าง ขณะเดียวกัน ได้รับความกรุณาจากเดอะมอลล์กรุ๊ป ให้นำมะม่วงเกรดพรีเมี่ยมเข้าไปขาย

“เมื่อมี 3 ช่องทางนี้ก็เลยบอกกับสมาชิกกลุ่มให้พยายามปรับปรุงและรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้อย่างเต็มที่เพื่อระบายสินค้าออกไปตามช่องทางขายดังกล่าว”

แม้จะมีช่องทางดังกล่าวมาช่วย แต่ผลผลิตยังมีอีกจำนวนไม่น้อย จึงเปิดขายทางออนไลน์อีกช่องทาง เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมที่บรรจุใส่กล่องที่สวยงาม แข็งแรง ปรากฏว่าช่องทางนี้จะขายดีมาก ลูกค้าสั่งซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ทำงานอยู่ที่บ้านแล้วติดใจคุณภาพมะม่วง ทำให้ประสบความสำเร็จขายได้กว่า 2,000 กล่อง หรือกว่า 10 ตันในช่วงเวลาเพียงเดือนเศษ

“มะม่วงทุกผลใช้ความประณีตคัดสรร แต่ละผลมีความสมบูรณ์ มีความสุกพอดี ทุกผลจะผ่านการคัดและตรวจสอบคุณภาพหรือคิวซีก่อนจะที่บรรจุใส่กล่อง ขนาดกล่องละ 5 กิโลกรัม มีจำนวนมะม่วง 9-15 ผลต่อกล่อง พวกเราหวังให้เป็นมะม่วงเกรดพรีเมี่ยมอย่างชัดเจน ตามคำขวัญของกลุ่มที่ว่า “มะม่วงดีดีมีทั่วไป ถ้าหวานจับใจต้องวังน้ำบ่อ” ลูกค้าจึงสั่งซื้อกันคับคั่ง”

คุณชลธิชาในฐานะประธานกลุ่มมะม่วงคุณภาพบ้านวังน้ำบ่อเผยว่า เว็บพนันบอลดีที่สุด ถึงแม้ทางกลุ่มสามารถผลิตมะม่วงตามเกณฑ์จนได้รับรองมาตรฐานการปลูกแบบ GAP แล้วก็ตาม แต่การส่งขายตลาดต่างประเทศควรได้รับมาตรฐานโรงบรรจุภัณฑ์ GMP ด้วย เพื่อเป็นที่เชื่อถือยอมรับจากผู้บริโภคในระดับสากล ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่งขาย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง ดูไบ และประเทศในแถบยุโรป รวมถึงห้างสรรพสินค้าในประเทศอีกหลายแห่ง

ขณะเดียวกัน สมาชิกกลุ่มยังได้มีโอกาสขายมะม่วงในราคาที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ มีโอกาสขายผลผลิตโดยตรงกับผู้ส่งออกและห้างสรรพสินค้า โดยไม่ผ่านผู้ค้าคนกลาง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากการขายผลผลิตกว่า 70% อีกทั้งยังมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร สามารถเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรชาวสวนมะม่วงของจังหวัดพิษณุโลกอีก 89,000 ไร่ ปริมาณผลผลิตมะม่วงประมาณ 85,000 ตันต่อไป

“แต่ที่สำคัญต้องการจัดตั้งโรงบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน GMP ขึ้นก่อน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับสินค้าหรือผลผลิตคุณภาพจากสวนผ่านการคัดบรรจุในโรงที่ได้มาตรฐาน GMP อย่างแท้จริง ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้ชุมชนสามารถทำงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยสร้างมูลค่าสินค้าให้มีมากขึ้น ชาวบ้านจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะนี้โรงคัดบรรจุภัณฑ์ได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการขออนุญาต และหากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กลุ่มมะม่วงคุณภาพวังน้ำบ่อก็จะสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมอื่นที่วางแผนไว้ได้อย่างครบวงจร เนื่องจากขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากเตรียมสั่งจองสินค้าหลังจากทางภาครัฐมีนโยบายเปิดประเทศ”

กลุ่มมะม่วงคุณภาพบ้านวังน้ำบ่อ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการปลูกมะม่วงตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนเก็บผลผลิต ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเข้าโครงการแปลงใหญ่จำนวน 3 ล้านบาท ช่วยให้สามารถพัฒนาและปรับปรุงวิธีการปลูกมะม่วง มีการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อทำให้กระบวนการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นไปอย่างมีคุณภาพ สมบูรณ์ ส่งถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

นอกจากนั้น ยังมีแผนพัฒนาสินค้าไปสู่การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยให้มีการจ้างงานเกิดขึ้น จะช่วยทำให้ชาวบ้านมีรายได้ ทำงานอยู่กับครอบครัวโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหางานทำในต่างถิ่น แล้วขณะนี้ได้จัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์เตรียมไว้แล้ว อย่างเครื่องอบมะม่วง เครื่องผลิตน้ำมะม่วงพาสเจอไรซ์ เครื่องกวนมะม่วงขนาดใหญ่ เป็นต้น