ติดตั้งระบบรดน้ำทุเรียน ด้วย Smart phone & Tensiometer

สำหรับการติดตั้งระบบน้ำแบบอัตโนมัติแบบตั้งเวลา เปิด-ปิดได้ พี่ต่าย บอกว่า สามารถเชื่อมต่อระบบได้กับโทรศัพท์ Smart phone รุ่นใดก็ได้ จากนั้น Downlond App ที่ใช้ในการเปิด-ปิด น้ำหรือไฟ (Ewelink) แล้วติดตั้งตัวรับสัญญาณ WIFI (Sonoff) เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณและรับคำสั่งงานจาก App ที่เราได้ลงไว้จากตัวรับสัญญาณ WIFI (Sonoff) ต่อสายไฟ Out put ไปยัง Solenoid Valve ที่ติดตั้งไว้ที่แปลงสวนทุเรียน เพื่อเปิด-ปิด น้ำด้วยระบบหัวจ่ายน้ำแบบสปริงเกลอร์

ขั้นตอนการทำงาน เมื่อต้องการจะรดน้ำภายในสวนทุเรียน ให้เปิด App ที่ได้ Download ไว้พร้อมกับตั้งเวลาเปิด-ปิด น้ำ แล้วกดปุ่ม OK สัญญาณ 4G ก็จะส่งไปยังตัวรับสัญญาณ (Sonoff) โดยตัวรับสัญญาณจะเชื่อมต่ออยู่กับ WIFI อยู่แล้ว ก็จะส่งการจ่ายไฟเปิดตัว Solenoid Valve หยุดการทำงานหรือปิดระบบน้ำ และสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิด ล่วงหน้าได้นานเป็นปี เพียงตั้งวันที่ เวลา ได้ทั้งหมดว่าอยากให้เปิด แต่ทั้งนี้ต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์วัดความชื้นของดิน (Tensiometer) เพื่อรู้ว่าพืชต้องการน้ำเมื่อไร แล้วเพียงพอกับความต้องการของพืชหรือไม่ เพื่อจะได้บริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากสัญญาณ WIFI มีปัญหาใช้งานไม่ได้ ที่สวนจะมีแผนสำรองไว้คือ

แผนสำรองที่ 1 ในกรณีที่สัญญาณ WIFI มีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ จะใช้ระบบ manual switch on-off ที่ตู้คอนโทรลที่ติดตั้งไว้ที่บ้านเลย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปเปิดวาล์วน้ำทีละล็อก เพราะแค่ WIFI มีปัญหาแต่ไฟฟ้ายังสามารถใช้ได้

แผนสำรองที่ 2 ในกรณีที่สัญญาณ WIFI มีปัญหาและเกิดไฟดับพร้อมกัน อันนี้จำเป็นต้องเดินไปที่ประตูน้ำแล้วเปิดบายพาสวาล์ว ไฟฟ้าก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

ปริมาณการให้น้ำจะดูจากอุปกรณ์วัดความชื้นของดิน (Tensiometer) เป็นหลัก ว่าพืชต้องการน้ำช่วงไหนและปริมาณเท่าไร หากเพียงพอก็จะหยุดการให้น้ำทันที เป็นการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า

ใช้ต้นทุนในการสร้างระบบไม่มาก
แต่ต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่เป็นหลัก
เจ้าของบอกว่า ต้นทุนในการติดตั้งระบบไม่แพงมาก แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ถ้าพื้นที่อยู่ไกลจากแหล่งน้ำ ไม่แนะนำให้ทำ เพราะไม่คุ้มทุนแน่ๆ เพราะยิ่งสวนอยู่ไกลจากแหล่งน้ำเท่าไร ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องของการติดตั้งอุปกรณ์เสริม ติดตั้งปั๊มน้ำ เสียค่าไฟเพิ่มขึ้น ถ้าจะให้ดีหากลงทุนไปแล้ว ต้องคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องไม่เกิน 1 ปี เพราะอย่างที่สวนใช้เงินลงทุนเพียง 50,000 บาท ในพื้นที่ 5 ไร่ โดยการวางระบบท่อใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รองรับกับระบบที่ต้องการ เริ่มทดลองใช้ระบบนี้มาตั้งแต่ ปี 60 คืนทุนมาใน ปี 61 และนับได้ว่าที่นี่เป็นสวนแรกและสวนเดียวบนเกาะช้างที่ทำระบบรดน้ำอัติโนมัติ มีผู้คนจากหลายที่มาศึกษาดูงาน กลายเป็นจุดเด่นของสวนไปในตัวด้วย

สร้างจุดเด่น พัฒนาสวนให้มีคนจดจำ
ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นทุเรียนเกาะช้าง คุณต่าย บอกว่าใครๆ ก็อยากรับประทาน เพราะมีจุดเด่นอยู่ในตัวอยู่แล้ว อย่าง ชะนีเกาะช้าง ถ้านำชิ้นเนื้อไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการกลาง จะพบว่า มีวิตามินอีและไอโอดีนอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทุเรียนที่อื่นไม่สามารถทำตามได้ และนอกจากจุดเด่นในตัวเองของทุเรียนเกาะช้างเองแล้ว ยังบวกกับความสามารถของคุณพ่อที่สามารถทำทุเรียนแฟนซีได้ 1 ต้น มีถึง 3 สายพันธุ์ ชะนี หมอนทอง ก้านยาว อยู่ในต้นเดียวกัน กลายเป็นสตอรี่ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาดู เข้ามาซื้อผลผลิตของที่สวน จึงไม่มีความกังวลในเรื่องของไวรัส โควิด-19 ที่เกิดขึ้น เพราะที่สวนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ตอนนี้ผลผลิตไม่พอขายด้วยซ้ำ ซึ่งราคาก็ไม่ได้ขายถูก ชะนีเกาะช้างกิโลกรัมละ 150-200 บาท หมอนทองเกาะช้าง กิโลกรัมละ 150-250 บาท ตอนนี้เริ่มมีผลผลิตทยอยออกมาเรื่อยๆ และจะหมดปลายเดือนพฤษภาคม

ตลาดมีหลายช่องทาง

ตลาดที่หน้าสวน
ช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก สวนสมโภชน์เกาะช้าง
พ่อค้ามารับซื้อถึงสวน
รับจัดบุฟเฟ่ต์ให้ผู้ที่สนใจ กรุ๊ปละไม่เกิน 15-20 คน และในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ที่อยากแนะนำคือ ทุเรียน เรดดี้ ทู อีสท์ หรือทุเรียนพร้อมรับประทาน คือการนำทุเรียนสุกมาแกะ แล้วแว็กคั่ม (vacuum) แช่ตู้เย็นไว้ขายนอกฤดูกาล รสชาติเนื้อสัมผัสจะคล้ายไอศกรีมทุเรียน แต่ยังคงเท็กซ์เจอร์ (texture) ของทุเรียนไว้ ผลตอบรับค่อนข้างดี ที่ทำไว้ระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน ก็ขายหมดแล้ว

ฝากถึงเกษตรกร ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
คุณต่าย บอกว่า จริงๆ แล้ว เกษตรกรไทยเก่งกันอยู่แล้ว แต่ยังช้าในเรื่องของเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงต่างๆ ในปัจจุบันการทำเกษตรกรรมค่อนข้างมีปัญหาเรื่องแรงงาน แรงงานหายาก แรงงานไม่สู้งาน เพราะงานสวนเป็นงานที่ลำบาก ร้อน นวัตกรรมเครื่องทุ่นแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญในยุคปัจจุบันนี้ ยกตัวอย่าง สวนอยู่ที่เกาะช้าง ซึ่งคนทั่วไปนึกถึงธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก แล้วถามว่า แรงงานที่มาทำงานเกาะช้างส่วนใหญ่ตั้งใจมาทำธุรกิจการท่องเที่ยวโรงแรม ไม่มีใครสนใจมาเป็นชาวสวน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงสำคัญมาก แม้กระทั่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตในตอนนี้ ที่สวนใช้ระบบสแกนคิวอาร์โค้ดหมดทุกต้น ใช้สูตรคำนวณตารางเอ็กซ์เซล คำนวณตั้งแต่วันดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยวได้แก่ 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 120 วัน

“เมื่อก่อนต้องเดินจดทีละต้นทีละกิ่ง เพราะทุเรียนออกไม่พร้อมกัน ต้องนับวันดอกบาน แล้วมาจดบันทึกไว้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว ที่สวนใช้วิธีการติดคิวอาร์โค้ดไว้ที่ต้น แล้วใช้กูเกิ้ลฟอร์ม เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดที่ต้น โปรแกรมจะโชว์เลยว่า ต้นนี้ต้นที่เท่าไร สายพันธุ์อะไร วันดอกบานวันไหน และมีให้ถ่ายรูปว่ากิ่งไหน ข้อมูลก็จะลิ้งdNไปที่กูเกิ้ลชีต ในกูเกิ้ลชีตจะผูกสูตรและคำนวณวันที่เก็บเกี่ยวมาให้พร้อม สุดท้าย ก็มาดูภาพรวมทั้งหมดว่า วันนี้จะเก็บเกี่ยวต้นไหนได้บ้าง เก็บได้กี่ลูก และเก็บพันธุ์อะไรได้บ้าง เพื่อวางแผนเรื่องการตลาดต่อไป” คุณต่าย กล่าวทิ้งท้าย

ด้วยเทคโนโลยีการเกษตรที่พัฒนาไปอย่างก้าวไกล เกษตรกรทุกท่านจึงจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับกับสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายมากขึ้น แล้งนานกว่าที่เคยเป็นมาก็สามารถรับมือได้ด้วยการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ตรวจสภาพดิน ฟ้า อากาศ เพื่อวางแผนการทำเกษตรได้ล่วงหน้า และเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว ช่วยประหยัดตุ้นทุน ประหยัดเวลา ประหยัดแรงงานได้เกือบทั้งหมด

คุณเฉลิมพล ทัศมากร (คุณต่าย) ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดตราด อยู่บ้านเลขที่ 49/2 หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เล่าว่า เรียนจบคณะการจัดการอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี หลังจากจบมา ก็ทำงานเป็นผู้จัดการแผนกคลังสินค้าและคลังพัสดุภัณฑ์ที่บริษัทแห่งหนึ่งนานกว่า 10 ปี แต่มีสาเหตุที่ต้องลาออกจากงาน เพราะคุณพ่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น จึงต้องกลับมาช่วยสานต่ออาชีพเป็นเกษตรกรทำสวน ปลูกเงาะ มังคุด มีทุเรียนเป็นพืชหลักสร้างรายได้ บนพื้นที่กว่า 12 ไร่

ระบบจัดการสวน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ
ตามความถนัดของแต่ละคน
คุณต่าย บอกว่า ระบบการจัดการสวน จะแบ่งหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละคน คุณพ่อมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต ก็ให้คุณพ่ออยู่ฝ่ายผลิต คุณแม่ขายของเก่งก็ให้เป็นฝ่ายการตลาด ส่วนตนเองถนัดด้านเทคโนโลยีก็เข้ามาทำหน้าที่ดูแลระบบการจัดการภายในสวน นำเทคโนโลยีจากที่เคยทำงานมาประยุกต์ใช้ และวางระบบภายในสวนใหม่ทั้งหมด

โดยเริ่มจากการจัดการระบบน้ำภายในสวน เนื่องจากตั้งแต่สมัยคุณปู่มาถึงรุ่นคุณพ่อค่อนข้างมีระบบจัดการน้ำภายในสวนที่ค่อนข้างลำบาก คุณพ่อต้องใช้วิธีต่อท่อตรงจากน้ำตกบนเขาเพื่อมาใช้รดน้ำในสวน แต่เมื่อถึงฤดูแล้งมักจะประสบปัญหาน้ำแห้งไม่พอใช้ ต้องลำบากปีนเขาขึ้นไปดูน้ำทุกวัน สิ่งนี้คือ ปัญหาที่มองเห็นและอยากแก้ไขมานานแล้วเมื่อมีโอกาสได้เข้ามาทำอย่างเต็มตัวจึงจัดการวางระบบน้ำในสวนใหม่ทั้งหมด ด้วยการขุดบ่อสต๊อกน้ำไว้ใช้ 1 บ่อ บรรจุน้ำได้ 1,300 ลูกบาศก์เมตร แล้วติดตั้งมิเตอร์น้ำไว้ที่บ่อ ซึ่งไม่ว่าน้ำจะเข้าจะออกต้องไหลผ่านมิเตอร์ทั้งหมด และน้ำที่ใช้ในสวนทั้งหมดต้องผ่านบ่อสต๊อกเท่านั้น เพื่อจะได้เก็บข้อมูลปริมาณการใช้น้ำในแต่ละวัน แต่ละเดือน ทุกเดือนจะมีการจดบันทึกไว้ว่ามีปริมาณการใช้น้ำไปเท่าไร ประโยชน์คือ เมื่อถึงฤดูแล้ง มีนาคม-เมษายน เคยมีการจดบันทึกว่าใช้น้ำเท่าไร สต๊อกพอไหม และถ้าน้ำในสต๊อกไม่พอ จะสามารถใช้ได้อีกนานแค่ไหน สามารถบอกตัวเลขได้ทั้งหมดถึงฤดูแล้งมาก็จะสามารถคำนวณได้ว่า น้ำที่มีอยู่ในบ่อมีเท่าไร สามารถใช้ได้อีกกี่วันหรือกี่เดือน ถ้าน้ำในบ่อไม่พอ จะได้จัดการวางแผนดึงน้ำจากบ่อสำรองที่สวนมะพร้าวของคุณปู่มาใช้ทดแทน

ติดตั้งระบบรดน้ำทุเรียน ด้วย Smart phone & Tensiometer
สำหรับการติดตั้งระบบน้ำแบบอัตโนมัติแบบตั้งเวลา เปิด-ปิดได้ พี่ต่าย บอกว่า สามารถเชื่อมต่อระบบได้กับโทรศัพท์ Smart phone รุ่นใดก็ได้ จากนั้น Downlond App ที่ใช้ในการเปิด-ปิด น้ำหรือไฟ (Ewelink) แล้วติดตั้งตัวรับสัญญาณ WIFI (Sonoff) เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณและรับคำสั่งงานจาก App ที่เราได้ลงไว้จากตัวรับสัญญาณ WIFI (Sonoff) ต่อสายไฟ Out put ไปยัง Solenoid Valve ที่ติดตั้งไว้ที่แปลงสวนทุเรียน เพื่อเปิด-ปิด น้ำด้วยระบบหัวจ่ายน้ำแบบสปริงเกลอร์

ขั้นตอนการทำงาน เมื่อต้องการจะรดน้ำภายในสวนทุเรียน ให้เปิด App ที่ได้ Download ไว้พร้อมกับตั้งเวลาเปิด-ปิด น้ำ แล้วกดปุ่ม OK สัญญาณ 4G ก็จะส่งไปยังตัวรับสัญญาณ (Sonoff) โดยตัวรับสัญญาณจะเชื่อมต่ออยู่กับ WIFI อยู่แล้ว ก็จะส่งการจ่ายไฟเปิดตัว Solenoid Valve หยุดการทำงานหรือปิดระบบน้ำ และสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิด ล่วงหน้าได้นานเป็นปี เพียงตั้งวันที่ เวลา ได้ทั้งหมดว่าอยากให้เปิด แต่ทั้งนี้ต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์วัดความชื้นของดิน (Tensiometer) เพื่อรู้ว่าพืชต้องการน้ำเมื่อไร แล้วเพียงพอกับความต้องการของพืชหรือไม่ เพื่อจะได้บริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากสัญญาณ WIFI มีปัญหาใช้งานไม่ได้ ที่สวนจะมีแผนสำรองไว้คือ

แผนสำรองที่ 1 ในกรณีที่สัญญาณ WIFI มีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ จะใช้ระบบ manual switch on-off ที่ตู้คอนโทรลที่ติดตั้งไว้ที่บ้านเลย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปเปิดวาล์วน้ำทีละล็อก เพราะแค่ WIFI มีปัญหาแต่ไฟฟ้ายังสามารถใช้ได้

แผนสำรองที่ 2 ในกรณีที่สัญญาณ WIFI มีปัญหาและเกิดไฟดับพร้อมกัน อันนี้จำเป็นต้องเดินไปที่ประตูน้ำแล้วเปิดบายพาสวาล์ว ไฟฟ้าก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

ปริมาณการให้น้ำจะดูจากอุปกรณ์วัดความชื้นของดิน (Tensiometer) เป็นหลัก ว่าพืชต้องการน้ำช่วงไหนและปริมาณเท่าไร หากเพียงพอก็จะหยุดการให้น้ำทันที เป็นการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า

ใช้ต้นทุนในการสร้างระบบไม่มาก
แต่ต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่เป็นหลัก
เจ้าของบอกว่า ต้นทุนในการติดตั้งระบบไม่แพงมาก แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ถ้าพื้นที่อยู่ไกลจากแหล่งน้ำ ไม่แนะนำให้ทำ เพราะไม่คุ้มทุนแน่ๆ เพราะยิ่งสวนอยู่ไกลจากแหล่งน้ำเท่าไร ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องของการติดตั้งอุปกรณ์เสริม ติดตั้งปั๊มน้ำ เสียค่าไฟเพิ่มขึ้น ถ้าจะให้ดีหากลงทุนไปแล้ว ต้องคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องไม่เกิน 1 ปี เพราะอย่างที่สวนใช้เงินลงทุนเพียง 50,000 บาท ในพื้นที่ 5 ไร่ โดยการวางระบบท่อใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รองรับกับระบบที่ต้องการ เริ่มทดลองใช้ระบบนี้มาตั้งแต่ ปี 60 คืนทุนมาใน ปี 61 และนับได้ว่าที่นี่เป็นสวนแรกและสวนเดียวบนเกาะช้างที่ทำระบบรดน้ำอัติโนมัติ มีผู้คนจากหลายที่มาศึกษาดูงาน กลายเป็นจุดเด่นของสวนไปในตัวด้วย

สร้างจุดเด่น พัฒนาสวนให้มีคนจดจำ
ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นทุเรียนเกาะช้าง คุณต่าย บอกว่าใครๆ ก็อยากรับประทาน เพราะมีจุดเด่นอยู่ในตัวอยู่แล้ว อย่าง ชะนีเกาะช้าง ถ้านำชิ้นเนื้อไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการกลาง จะพบว่า มีวิตามินอีและไอโอดีนอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทุเรียนที่อื่นไม่สามารถทำตามได้ และนอกจากจุดเด่นในตัวเองของทุเรียนเกาะช้างเองแล้ว ยังบวกกับความสามารถของคุณพ่อที่สามารถทำทุเรียนแฟนซีได้ 1 ต้น มีถึง 3 สายพันธุ์ ชะนี หมอนทอง ก้านยาว อยู่ในต้นเดียวกัน กลายเป็นสตอรี่ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาดู เข้ามาซื้อผลผลิตของที่สวน จึงไม่มีความกังวลในเรื่องของไวรัส โควิด-19 ที่เกิดขึ้น เพราะที่สวนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ตอนนี้ผลผลิตไม่พอขายด้วยซ้ำ ซึ่งราคาก็ไม่ได้ขายถูก ชะนีเกาะช้างกิโลกรัมละ 150-200 บาท หมอนทองเกาะช้าง กิโลกรัมละ 150-250 บาท ตอนนี้เริ่มมีผลผลิตทยอยออกมาเรื่อยๆ และจะหมดปลายเดือนพฤษภาคม

ตลาดมีหลายช่องทาง

ตลาดที่หน้าสวน
ช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก สวนสมโภชน์เกาะช้าง
พ่อค้ามารับซื้อถึงสวน
รับจัดบุฟเฟ่ต์ให้ผู้ที่สนใจ กรุ๊ปละไม่เกิน 15-20 คน และในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ที่อยากแนะนำคือ ทุเรียน เรดดี้ ทู อีสท์ หรือทุเรียนพร้อมรับประทาน คือการนำทุเรียนสุกมาแกะ แล้วแว็กคั่ม (vacuum) แช่ตู้เย็นไว้ขายนอกฤดูกาล รสชาติเนื้อสัมผัสจะคล้ายไอศกรีมทุเรียน แต่ยังคงเท็กซ์เจอร์ (texture) ของทุเรียนไว้ ผลตอบรับค่อนข้างดี ที่ทำไว้ระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน ก็ขายหมดแล้ว

ฝากถึงเกษตรกร ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
คุณต่าย บอกว่า จริงๆ แล้ว เกษตรกรไทยเก่งกันอยู่แล้ว แต่ยังช้าในเรื่องของเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงต่างๆ ในปัจจุบันการทำเกษตรกรรมค่อนข้างมีปัญหาเรื่องแรงงาน แรงงานหายาก แรงงานไม่สู้งาน เพราะงานสวนเป็นงานที่ลำบาก ร้อน นวัตกรรมเครื่องทุ่นแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญในยุคปัจจุบันนี้ ยกตัวอย่าง สวนอยู่ที่เกาะช้าง ซึ่งคนทั่วไปนึกถึงธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก แล้วถามว่า แรงงานที่มาทำงานเกาะช้างส่วนใหญ่ตั้งใจมาทำธุรกิจการท่องเที่ยวโรงแรม ไม่มีใครสนใจมาเป็นชาวสวน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงสำคัญมาก แม้กระทั่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตในตอนนี้ ที่สวนใช้ระบบสแกนคิวอาร์โค้ดหมดทุกต้น ใช้สูตรคำนวณตารางเอ็กซ์เซล คำนวณตั้งแต่วันดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยวได้แก่ 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 120 วัน

“เมื่อก่อนต้องเดินจดทีละต้นทีละกิ่ง เพราะทุเรียนออกไม่พร้อมกัน ต้องนับวันดอกบาน แล้วมาจดบันทึกไว้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว ที่สวนใช้วิธีการติดคิวอาร์โค้ดไว้ที่ต้น แล้วใช้กูเกิ้ลฟอร์ม เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดที่ต้น โปรแกรมจะโชว์เลยว่า ต้นนี้ต้นที่เท่าไร สายพันธุ์อะไร วันดอกบานวันไหน และมีให้ถ่ายรูปว่ากิ่งไหน ข้อมูลก็จะลิ้งdNไปที่กูเกิ้ลชีต ในกูเกิ้ลชีตจะผูกสูตรและคำนวณวันที่เก็บเกี่ยวมาให้พร้อม สุดท้าย ก็มาดูภาพรวมทั้งหมดว่า วันนี้จะเก็บเกี่ยวต้นไหนได้บ้าง เก็บได้กี่ลูก และเก็บพันธุ์อะไรได้บ้าง เพื่อวางแผนเรื่องการตลาดต่อไป” คุณต่าย กล่าวทิ้งท้าย

“ปัญหาทุเรียนอ่อน” ปัญหาเรื้อรังที่ต้องแก้ไขกันทุกปี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูกาลที่มีผลผลิตออกน้อย ราคาทุเรียนพุ่งสูงขึ้น ประกอบกับมีภัยธรรมชาติ พายุฝน ภัยแล้ง ทำให้ทุเรียนเกือบแก่ได้รับความเสียหาย ต้องรีบตัดขาย ทุเรียนนี้ถูกขายไปให้โรงคัดบรรจุ มีทั้งที่ส่งออกและขายส่ง แผงขายปลีกภายในประเทศ แม้ว่าแต่ละจังหวัดจะตั้งคณะทำงานชุดเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ มีมาตรการตรวจสอบเข้มงวด และบทลงโทษตามกฎหมายทั้งปรับและจำคุกผู้กระทำผิดมาแล้ว แต่ยังคงมีปัญหาทุเรียนอ่อนเกิดขึ้นทุกปี

เมื่อ วันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา เป็นวันเปิดตัวสมาพันธ์ทุเรียนไทยภาคตะวันออก (6 จังหวัด คือ จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี) คุณธีรภัทร อุ่นใจ นายกสมาพันธ์ทุเรียนไทยภาคตะวันออก ได้จัดงาน “Durian to Go” by สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จันทบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีและองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ภายใต้แนวคิด พัฒนาทุเรียนไทยก้าวไกลสู่สากล

โดย วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 กิจกรรมเวทีเสวนา เรื่อง “ผ่าทางตัน บาคาร่าออนไลน์ ดับปัญหาทุเรียนอ่อน” ณ ลานขนถ่ายสินค้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี วิทยากรร่วมเสวนา คือ คุณณรงค์สิชณ์ สุทธาทิพย์ รองประธานทุเรียนแปลงใหญ่จังหวัดจันทบุรี ผอ. ชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (สวพ. 6) จันทบุรี พ.ต.อ. นิพนธ์ พูลสวัสดิ์ ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี คุณเมรินี โมรมัต ผู้อำนวยการกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี และผู้ดำเนินรายการเสวนา คุณสุดารัตน์ เพ็ชรภิรมย์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ที่ช่วยสรุปประเด็นอย่างชัดเจน

ผอ.ชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ. 6) จันทบุรี กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาต่างๆ รุมเร้าเกษตรกรรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ โควิด-19 และภัยแล้ง ทุเรียนยังเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่ตลาดยังมีความต้องการสูง เป็นความหวังของชาวสวนที่จะสร้างรายได้ในปีนี้ ทว่าช่วงต้นฤดูที่ทุเรียนออกสู่ตลาด “ทุเรียนอ่อน” ที่ค่าน้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนยังไม่ได้มาตรฐานถูกตัดมาแย่งชิงตลาด เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูที่ทุเรียนยังมีน้อยและราคาแพง รวมทั้งมีปัญหาภัยธรรมชาติ พายุฝน ภัยแล้ง ทำให้ต้องรีบตัดเรียกว่า “ทุเรียนหนีน้ำ” ซึ่งเป็นการตัดทุเรียนที่ค่าน้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนยังไม่ได้มาตรฐาน สวพ. 6 ในฐานะหน่วยงานที่ควบคุมกำกับงานรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP (Good Agricultural Practice) และโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกผ่านมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ขอให้ชาวสวน มือตัด และโรงคัดบรรจุคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้ตลาดทุเรียนไทยมีความมั่นคงในระยะยาว

“ปัญหาทุเรียนอ่อน มาจาก 3 กลุ่ม คือ ชาวสวน มือตัด และล้งรับซื้อ เริ่มจากกระดุมเม็ดแรก จุดเริ่มต้นทุเรียนอ่อนมาจากสวน เจ้าของสวนมักอ้างว่าเหมาให้พ่อค้าแล้ว พ่อค้าเป็นคนตัด เป็นการปัดความรับผิดชอบ ในฐานะเจ้าของ มีสิทธิ์ ในเมื่อสัญญาระบุขายทุเรียนแก่ ทุเรียนคุณภาพ กระดุมเม็ดที่ 2 มือตัด มาจากล้ง ใครๆ ก็เป็นมือตัดได้ ไม่มีการขึ้นทะเบียน บางคนมีความตั้งใจ แต่ไม่เชี่ยวชาญทุเรียนแก่ ต่อไปมือตัดต้องมีความรู้ ความชำนาญ และต้องขึ้นทะเบียนจึงจะสามารถตัดทุเรียนได้ และกระดุมเม็ดที่ 3 โรงคัดบรรจุทุเรียน หรือ “ล้ง” ปี 2563 จังหวัดจันทบุรี ส่วนใหญ่เข้าระบบมาตรฐาน GMP เกือบหมด จำนวน 400 กว่าแห่ง ซึ่งตามข้อบังคับการส่งออกไปจีน ทุเรียนต้องได้มาตรฐาน และมี พ.ร.บ. สินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 กำหนดมาตรการลงโทษ ในส่วนของการควบคุมกำกับกรมวิชาการเกษตร ใช้มาตรฐาน GAP และ GMP ควบคุม กำกับปัญหาทุเรียนอ่อน หากพบว่า สวนทุเรียนที่ผ่านการรับรอง GAP ตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย จะดำเนินการยกเลิกใบรับรองมาตรฐาน GAP ส่วนโรงคัดบรรจุ หากพบว่า คัดบรรจุผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน ก็จะดำเนินการยกเลิกใบรับรองมาตรฐาน GMP ตามขั้นตอน ตั้งแต่การแจ้งเตือน การพักใช้และการยกเลิก เช่นเดียวกัน คาดว่าถ้าควบคุมโรงคัดบรรจุได้ตามมาตรการ จะแก้ปัญหาได้” ผอ. ชลธี กล่าว