ติวเข้มชาวนาแปลงใหญ่ยุค 4.0 ทำนาปลดหนี้-นำร่อง 7 จังหวัด

ที่โรงแรมโฆษะ ถนนศรีจันทร์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายเมธี จันทร์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน เปิดสัมมนา ทางเลือกทางรอด “ชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0” โดยมีเครือข่ายองค์กรชาวนาเพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เข้าร่วม โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวนาไทยเปลี่ยนแปลงการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่การเกษตรสมัยใหม่ เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ และใช้แนวทางประชารัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร เป็นผู้นำข้าวในตลาดโลก

นายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย กล่าวว่า ชาวนาต้องรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง ภาครัฐต้องให้ชาวนามีส่วนร่วมในระดับนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อการปลดหนี้เป็นสูญ การรวมกลุ่มกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ตั้งเป้าว่าโครงการปลดหนี้เป็นสูญจะกระจายให้ได้ถึงล้านไร่ และขอให้ ธ.ก.ส.ช่วยพักดอกเบี้ย โดยวางแผนว่า 5 ปี โครงการนี้จะสำเร็จ ซึ่งมีการทดลองทำใน 7 พื้นที่ คือ ภาคอีสาน จังหวัดสุรินทร์ ขอนแก่น และนครราชสีมา ภาคเหนือ จังหวัดสุโขทัย นครสวรรค์ ภาคกลาง จังหวัดเพชรบุรี และนครปฐม โดยมีพื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ โดยจะทดลงทำนาแปลงใหญ่ให้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรที่ร่วมในโครงการได้ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะเกิดนาแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้

นานกว่า 6 เดือนแล้ว ที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในพื้นที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชาวสวนอีก 28 จังหวัด รอการสนับสนุนสารเคมีเพื่อฉีดเข้าลำต้นและฉีดพ่นทางใบ เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดอย่างหนักของแมลงดำหนาม ตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ 289 ล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปีนี้หนอนหัวดำจะลดลงไม่น้อยกว่า 70% ตามนโยบายของของ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ สั่งการให้แก้ปัญหาเร่งด่วน ภายหลังเดินทางไปติดตามการระบาดในสวนมะพร้าวที่ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวคุณภาพดีกว่า 5 แสนไร่ มูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 5 พันล้านบาท แต่มีการระบาดอย่างรุนแรงที่สุดในประเทศ ส่งผลกระทบกับผลผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศและอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ออกมาระบุว่า การจัดซื้อสารเคมีแก้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าว ตามโครงการหลังจากรัฐบาลจัดสรรงบกลางมอบให้พื้นที่ระบาดทั่วประเทศนำไปดำเนินการ ได้จัดซื้อสารเคมีด้วยระบบ “อี-บิดดิ้ง” ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม แต่ได้ยกเลิกการจัดซื้อเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม เนื่องจากไม่มีผู้เสนอรายละเอียดถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด และขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดซื้อสารเคมีโดยวิธีพิเศษ คาดว่าจะสามารถจัดซื้อและส่งสารเคมีให้สำนักงานเกษตรจังหวัดได้ช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ แต่นายสมชายไม่ได้ชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีการระบาดของแมลงดำหนามเพิ่ม จากการจัดซื้อสารเคมีล่าช้า

ขณะที่ นายธีรศักดิ์ ฑีฆายุวัฒนา กำนันตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก เผยว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวทั้งตำบล หลังจากสำนักงานเกษตรอำเภอได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเสียหาย พร้อมทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ไว้สำหรับต้นมะพร้าวที่ถูกแมลงกัดกินทั้งอำเภอ แต่เวลาผ่านไปหลายเดือน ชาวสวนมะพร้าวยังไม่ได้รับแจกสารเคมี ทำให้มีการระบาดของแมลงดำหนามขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% จากเดิมที่มีการสำรวจไว้

“ปัญหาได้รับสารเคมีล่าช้าทำให้มีชาวบ้านบางส่วนต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการใช้สารเคมีบางประเภททำให้มีผลกระทบกับลำต้นมะพร้าวได้รับความเสียหาย และการใช้สารเคมีบางประเภททำให้มีสารตกค้างในผลผลิตที่ส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีประกาศสนับสนุนให้ประชาชนปลูกมะพร้าวเพิ่ม เนื่องจากเป็นพืชที่มีอนาคต แต่หน่วยงานรัฐไม่ได้เร่งแก้ปัญหา” นายธีรศักดิ์ กล่าว

นายสายชล จ้อยร่อย เจ้าของ บริษัท นิลทองแท้ จำกัด อำเภอทับสะแก ในฐานะผู้รับซื้อมะพร้าวรายใหญ่ในประเทศ บอกว่า การแก้ไขปัญหาการระบาดของแมลงดำหนามที่ผ่านมาได้ซื้อสารอิมาเม็กติน ผลิตจากประเทศจีน ฉีดเข้าลำต้นมะพร้าวที่มีความสูงกว่า 12 เมตร ส่วนต้นที่ต่ำกว่า 12 เมตร จะใช้ปริมาณยาน้อยกว่า 20 ซีซี เพื่อกำจัดหนอนหัวดำ 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ยอมรับว่าใช้ได้ผลดี ไม่มีสารตกค้าง มีราคาถูกกว่าสารอิมาเม็กติน เบนโซเอท ที่ทางราชการจะจัดซื้อกว่า 3 เท่า และเพื่อไม่ให้มีปัญหากระทบกับผลผลิตเพื่อบริโภคในประเทศและการส่งออก ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและทบทวนการใช้งบประมาณที่ใช้แก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวที่ผ่านมา

“ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นานกว่า 15 ปี มีการใช้งบประมาณของทางราชการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่หน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ขาดการประเมินผล และไม่ได้มีกระบวนการจากการมีส่วนร่วมของประชาชน” นายสายชลกล่าว

จากรายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่าหน่วยงานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการจัดซื้อสารบีทีหรือเชื้อแบคทีเรีย เพื่อกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว ในปีงบประมาณ 2553-2555 โดยใช้งบทดรองราชการจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กว่า 200 ล้านบาท หลังจากมีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินหลายครั้ง จากการระบาดของหนอนหัวดำในหลายอำเภอ ขณะนี้การใช้งบอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากสำนักงบประมาณยังไม่พิจารณาคืนเงินยืมให้กับ ปภ. และต่อมาเมื่อปี 2556 ปภ.ได้ยกเลิกหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติในการใช้งบปราบศัตรูมะพร้าวทั่วประเทศ หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันหน่วยงานในจังหวัดไม่ได้จัดซื้อสารเคมีชนิดใดๆ แจกประชาชน

ส่วนการแก้ไขปัญหาจากการจัดซื้อสารบีที นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการจัดเก็บสารบีที ตามโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชในพื้นที่ อ.ทับสะแก และ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเร่งรัดให้มีการเคลื่อนย้ายสาร

บีที มูลค่า 32.8 ล้านบาท ที่เก็บที่อำเภอเมือง และสารชนิดเดียวกันมูลค่า 24.7 ล้านบาท ที่ อำเภอทับสะแก นานกว่า 5 ปี เป็นวัตถุอันตรายประเภท 2 เป็นขยะพิษ โดย สตง.ขอให้จังหวัดเร่งพิจารณาดำเนินการเคลื่อนย้ายโดยเร็ว

ภายหลังผู้ว่าการ สตง.นำคณะเดินทางมาตรวจสอบ เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา แม้ว่าที่ผ่านมาทางราชการยังไม่ได้ใช้งบประมาณจัดซื้อสารเคมีดังกล่าว หลังจากกรมวิชาการเกษตรแจ้งหนังสือถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ว่าสารบีทีที่จัดซื้อไม่มีการขึ้นทะเบียนรับรอง ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับหน่วยงานราชการได้ จากนั้น สตง.สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการจัดซื้อสารบีที เมื่อปีงบประมาณ 2553-2554 ว่าใช้มาตรฐานและหลักเกณฑ์ใด จากนั้นคณะกรรมการได้เห็นชอบให้ฝ่ายปกครองจังหวัดทำหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้บริษัทคู่สัญญา เพื่อให้เคลื่อนย้ายสารบีที โดยปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ระบุว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนให้เร็วที่สุด เพื่อให้บริษัทเคลื่อนย้ายสารบีทีออกจากสถานที่ราชการและเมรุร้าง พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการกำจัดวัตถุอันตราย

ทว่า..ล่าสุดสารบีทีมูลค่ารวมกว่า 57.5 ล้านบาท ยังกองไว้ในหอประชุมอำเภอเมืองและเมรุร้างวัดนาหูกวาง อำเภอทับสะแก เพื่อประจานความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐ และเป็นการซ้ำเติมโอกาสของชาวสวนมะพร้าวทั้งจังหวัดที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือเพื่อเยียวยาความเสียหาย ส่งผลให้แมลงศัตรูมะพร้าวระบาดอย่างหนักจนถึงปัจจุบัน และต้องรอสารเคมีที่จะจัดซื้อครั้งใหม่เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน

ประชาชนแห่ทดลอง”แคปซูลสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง” สธ.ห่วงไม่มีข้อมูลทางวิชาการรับรอง เร่งส่งตัวอย่างทดสอบทางห้องปฏิบัติการ แนะคนไข้อย่าหยุดการรักษาแผนปัจจุบัน

กรณีมีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากไปเข้าคิวรับแคปซูลสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งที่ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีเงื่อนไขรับได้คนละ 6 เม็ด แต่ต้องเตรียมเอกสารคำวินิจฉัยโรค ใบรับรองแพทย์ตัวจริง ทะเบียนบ้านตัวจริง บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมใบแจ้งความที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ว่าจะไม่เอาผิดกับผู้แจกยานั้น

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี ตรวจสอบเรื่องนี้ ล่าสุดได้ส่งแคปซูลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี เพื่อตรวจหาว่ามีตัวยาหรือสารชนิดใดบ้าง ส่วนการพิจารณาเอาผิดทางกฎหมาย จากการตรวจสอบผู้แจกก็ไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นการรักษา ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน

“จริงๆ สมุนไพรมีประโยชน์ในการรักษามาก แต่ในเรื่องมะเร็งก็ต้องพิจารณาหลักฐานข้อมูลดีๆ เช่นกัน เพราะโรคมะเร็งมีหลายชนิด บางชนิดเป็นช่วงแรกๆ แต่มีอาการรุนแรงก็มี ขณะที่ระยะท้ายๆ แต่รักษาตัวดีๆ ก็มีชีวิตอยู่ได้เป็นปี ดังนั้น เมื่อป่วยเป็นมะเร็งอย่าหยุดยา ควรรักษาต่อไปจะดีกว่า ส่วนกรณีเพื่อความชัดเจนต้องรอผลตรวจจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดชลบุรี หากตรวจไม่ได้หรือต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้นก็จะส่งไปที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์” รองปลัด สธ.กล่าว

นพ. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า แม้ผู้แจกจ่ายแคปซูลสมุนไพรจะไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทย แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้มีพฤติกรรมตรวจรักษา ไม่ได้มีการอ้างว่าสมุนไพรนี้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ จึงไม่เข้าข่ายเป็นยารักษาโรค ที่สำคัญยังไม่มีการขาย แต่ที่จะต้องมีการตรวจสอบคือ เรื่องของความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และต้องไม่มีการโฆษณาเกินจริงว่ารักษามะเร็งได้ ซึ่ง สสจ.ปราจีนบุรี ได้เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกก็ไม่พบการปนเปื้อนและไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ส่วนการตรวจสอบครั้งล่าสุดยังต้องรอผล

สำหรับการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ พบว่าในส่วนผสมของแคปซูลสมุนไพรดังกล่าว มีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และน้ำมันรำข้าว จากงานวิจัยพบว่าข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้มีสรรพคุณแอนติออกซิแดนท์ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ซึ่งในหลายตำรับเกี่ยวกับมะเร็งของแพทย์แผนไทยก็มีข้าวเย็นใต้เป็นส่วนผสม ส่วนน้ำมันรำข้าวก็มีแอนติออกซิแดนท์เช่นกัน และมีงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ แต่ทั้งหมดยังไม่มีการวิจัยในคนแต่อย่างใด จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าสามารถรักษามะเร็งได้ จากสรรพคุณของทั้ง 3 ตัว ยังไม่พบข้อเสียหรือผลข้างเคียงใดๆ และไม่น่าจะมีฤทธิ์ต้านการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้แจกจะต้องดำเนินการคือ ติดประกาศให้ชัดเจนว่าแคปซูลสมุนไพรที่แจกไม่สามารถรักษามะเร็งได้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยังต้องรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีมีนายหน้าบริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าว และคนต่างด้าวเรียกเก็บเงินค่าหัวคิวของแรงงานต่างด้าวจากนายจ้างที่มาใช้บริการที่ศูนย์บริการเพื่อการทำงานของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า จังหวัดสมุทรปราการ ว่า จากการตรวจสอบพบคนต่างด้าวสัญชาติพม่า 4 คน กำลังกรอกเอกสาร จัดคิว รับถ่ายเอกสารให้กับคนต่างด้าวที่มาใช้บริการที่ศูนย์ มีหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงาน ตำแหน่งกรรมกร แต่ทำงานไม่ตรงกับนายจ้างและสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน 3 คน และไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดงอีก 1 คน เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.) สำโรงเหนือ และแจ้งข้อกล่าวหาคนต่างด้าว 3 คน ในข้อหาเป็นผู้รับอนุญาตให้ทำงานทำงานแตกต่างจากประเภทงาน นายจ้าง ท้องที่ หรือเงื่อนไขในการทำงานตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงานตาม มาตรา 70

“คนต่างด้าวดังกล่าวให้การรับสารภาพและยินดีเปรียบเทียบปรับ และร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศในข้อหาให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน ตามมาตรา 73 พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ส่วนคนต่างด้าวอีก 1 ราย แจ้งข้อกล่าวหาเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขยายผลักดันส่งกลับต่อไป” นายวรานนท์ กล่าวและว่า กระทรวงแรงงานได้แก้ไขปัญหาคิวยาว และป้องกันการเรียกรับเงินจากนายจ้างโดยได้ประสานทางการพม่าเพิ่มคิวและเพิ่มจำนวนเครื่องผลิตเล่มเอกสารรับรองบุคคล (CI) โดยเฉพาะที่ศูนย์ตรวจสัญชาติ จังหวัดระนอง จังหวัดสมุทรสาคร และ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งแต่ละศูนย์สามารถผลิตเอกสารรับรองบุคคลได้เพิ่มอีกเป็น 1,400 เล่ม ต่อวัน ขณะนี้มีแรงงานพม่ากลุ่มที่ผ่านการคัดกรองความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง (ใบจับคู่) ได้รับใบแทนใบอนุญาตทำงานแล้ว 45,458 คน นายจ้าง 14,930 ราย

นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรณีดาราเด็กป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถือเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยทั่วโลก พบได้ในทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง จัดเป็นโรคมะเร็งของระบบโลหิตวิทยา หรือระบบโรคเลือด มักเกิดกับเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เช่น บริเวณลำคอ รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขน ข้อพับขา ช่องอก ช่องท้อง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย อาการในระยะแรกๆ คือ มีต่อมน้ำเหลืองตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโต มักพบที่ลำคอ คลำได้ ไม่รู้สึกเจ็บ แต่เมื่อโรคลุกลาม อาจมีอาการอ่อนเพลีย ซีด หรือเมื่อเกิดกับอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ใช่ต่อมน้ำเหลืองจะมีอาการเหมือนอวัยวะนั้นๆ อักเสบ เช่น เมื่อเกิดกับสมองอาจปวดศีรษะ อาเจียน แขน/ขาอ่อนแรง หรือปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อเรื้อรัง เมื่อเกิดกับกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้เรื้อรัง โดยไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นๆ อาจมีไข้สูงเป็นๆ หายๆ เหงื่อออกชุ่มตัวในตอนกลางคืน และน้ำหนักลดลงจากเดิมประมาณ ร้อยละ 10 ใน 6 เดือน

“สำหรับวิธีรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง แพทย์จะพิจารณาจากชนิดของมะเร็งและระยะของโรค ซึ่งอาจใช้วิธีการรักษาเพียงวิธีเดียว หรือใช้แบบผสมผสาน ทั้งนี้ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่เซลล์มะเร็งตอบสนองได้ดีต่อยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา ดังนั้น เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งอื่นๆ จึงมีความรุนแรงค่อนข้างต่ำ และมีโอกาสรักษาหายขาดได้” นพ. สมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นพ. วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์/พยาบาล นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพิ่มโภชนาการทางด้านอาหาร ควรเป็นอาหารที่สุก สะอาด เคี้ยวกลืนย่อยง่าย และมีเส้นใยสูง ผักสดต้องล้างให้สะอาด ส่วนผลไม้ควรเลือกกินชนิดต้องปอกเปลือก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามควรแก่สุขภาพของผู้ป่วย รักษาความสะอาดในช่องปาก ควรอาบน้ำและฟอกสบู่ให้สะอาด ที่สำคัญบุคคลในครอบครัวและเพื่อนควรหมั่นให้กำลังใจผู้ป่วย ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองโรคในระยะเริ่มต้น ดังนั้น การดูแลตนเองที่ดีที่สุดคือ การสังเกตตนเอง หากคลำพบต่อมน้ำเหลืองโตหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

กลุ่มผู้นำด้านเกษตรกรรมไทยและภูมิภาคแสดงจุดยืน ให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เร่งพิจารณาให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันสอดคล้องต่อการนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0

กลุ่มผู้นำด้านเกษตรกรรมไทย โดย นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย (ส.อ.ท.) ดร. ชาตรี พิทักษ์ไพรวัน อดีตนายกสมาคมอารักขาพืชไทย นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และ ดร. วีรวุฒิ กตัญญูกุล อดีตนายกสมาคมคนไทยธรกิจเกษตร พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกร นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย และนายวัลลภ ปริวัฒน์ รองนายกสมาคมการส่งออกทุเรียน มังคุด แห่งประเทศไทย ออกแถลงจุดยืนแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนเกษตรกรไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันทันสมัยต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการใช้สารอารักขาพืช ที่มีประสิทธิภาพด้วยความรับผิดชอบ หลังจากการพิจารณาทบทวนของภาครัฐ ที่อาจมีผลทำให้มีการห้ามใช้หรือการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดในการปกป้องพืชผล

นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า “เกษตรกรไทยสมควรได้รับการสนับสนุนและมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องกังวลถึงกลุ่มกิจกรรมใด ๆ เพราะพวกเขาคือผู้ผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนทั้งชาติ ผู้โอบอุ้มประเทศอยู่เบื้องหลัง พวกเราขอยืนหยัดปกป้องสิทธิของพี่น้องเกษตรกรไทยให้สามารถใช้อุปกรณ์หรือเครื่องทุ่นแรงที่มีประสิทธิภาพที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา และเราก็ได้ไปยื่นจดหมายต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทราบเรื่องนี้ และยินดีให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐและขอร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก” นายปราโมทย์ กล่าว

สารอารักขาพืช ที่มีการพิจาณาอาจถูกสั่งห้ามใช้หรือจำกัดการใช้นั้น นับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดส่งออกผลไม้ของไทย ที่มีมูลค่าส่งออกถึง 1 แสนล้านบาท และเติบโตถึงร้อยละ 30 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความนิยมผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศที่แข็งแกร่งเช่นนี้ อาจได้รับผลกระทบจากการพิจารณาสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้สารอารักขาพืช ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย และส่งผลต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง

นอกจากนี้ สาร 2 ชนิด caseyrace.com ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้งานนั้น ล้วนเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับเกษตรกรในการบริหารจัดการวัชพืชในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด และอ้อย ซึ่งการยกเลิกหรือจำกัดการใช้สารเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบสำคัญ ทำให้ต้นทุนการกำจัดวัชพืชโดยรวมเพิ่มขึ้นกว่า 8,100 – 70,000 ล้านบาท และเสียผลผลิตอีกกว่า 4.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 13,500 – 100,000 ล้านบาท

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เกษตรกรไทยจากที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การเกษตรไทยต้องการใช้เทคโนโลยีการอารักขาพืชผลมากขึ้น โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืช เนื่องจากแรงงานขาดแคลนและค่าแรงสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรต้องต่อสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความแห้งแล้งที่รุนแรงขึ้น น้ำท่วม ศัตรูพืช วัชพืช และโรคภัยต่าง ๆ พวกเขาจึงต้องการตัวช่วยที่สอดคล้องกับยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้มีการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียในการยกเลิกหรือจำกัดการใช้สารอารักขาพืช 3 ชนิด โดยได้ทำประชาพิจารณ์ขึ้นทั่วประเทศในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งสุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร โดยเกษตรกรไทยหลายร้อยรายได้เข้าร่วมเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแสดงความจำนงที่จะใช้สารอารักขาพืช 3 ชนิด ทั้งนี้เกษตรกรยืนยันด้วยประสบการณ์อันยาวนานว่า การใช้ตามคำแนะนำ และปฏิบัติอย่างถูกต้องจะไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ

นวัตกรรมการปกป้องพืชผลนั้น เป็นกำลังขับเคลื่อนการผลิตในภาคเกษตรของไทยและทั่วโลกอย่างไร้ข้อกังขา กล่าวคือ ปริมาณผลผลิตอาหารทั้งหมดทั่วโลกอาจต้องสูญเสียราวร้อยละ 50 เนื่องจากศัตรูพืช วัชพืช และโรคพืช หากไม่มีเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแนวทางการปกป้องผลผลิตต่าง ๆ

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเหล่านี้ยังให้คุณประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย โดยแบ่งเบาภาระจากการใช้วิธีการกำจัดวัชพืชด้วยมือที่ล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หากปราศจากสารกำจัดวัชพืช การถอนวัชพืชในพื้นที่ 6.25 ไร่ หรือ 10,000 ตารางเมตร จะกินเวลากว่า 126 ชั่วโมงโดยประมาณ และต้องเดินก้มขึ้นลงกว่า 10 กิโลเมตร การลดภาระงานที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จะช่วยรักษาสุขภาพของเกษตรกรไทยและสมาชิกในครอบครัว

การกลับไปสู่วิธีการเดิม ๆ และทำให้พัฒนาการด้านการเกษตรของชาตินับทศวรรษที่ผ่านมาเสียเปล่า จะเป็นการสวนทางต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะก้าวไปสู่นโยบายประเทศไทย 4.0 ที่เป็นแนวทางเสริมสร้างการเติบโตของชาติในอนาคต รวมทั้งข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างผลิตภาพในภาคเกษตรให้รุดหน้า ด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มพูนขึ้นและใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มิใช่การลดทอนเทคโนโลยี

(เวียดนาม) คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น ในสาขาทั้ง 6 แห่ง ทั่วประเทศเวียดนาม พร้อมใจจัดกิจกรรมเพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9

นายมนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี กรรมการผู้จัดการ ซี.พี.เวียดนาม เปิดเผยว่า ชาวซีพีเอฟสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยร่วมใจถวายความอาลัยด้วยการจัด 3 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมปลูกต้นดาวเรือง “รวมใจปลูกดาวเรืองให้บานสะพรั่งทั่วเวียดนาม” ,กิจกรรมแปรสัญลักษณ์เลข 9, กิจกรรมอาสาร่วมใจประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ โดยทั้ง 3 กิจกรรม จัดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่สำนักงานและโรงงาน ทั้ง 6 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานใหญ่ Bien Hoa, โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก Hai Duong, โรงงานแปรรูปกุ้ง Hue, ฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้ง Ninh Thuan, โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ Ben Tre และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ Can Tho

นอกจากนี้ โรงงานและสำนักงานของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ทั่วประเทศไทย รวมถึงซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ โดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ เกาะซามาล ก็ได้ร่วมกันปลูกดอกดาวเรือง เพื่อให้บานเหลืองอร่ามอย่างพร้อมเพรียงกันในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ นี้