ต่อมาก็เริ่มปลูกพืชชั้นที่สอง ได้แก่ ตะลิงปลิงหม่อนชะอม มันปู

ส่วนพืชชั้นที่สาม จะเป็น กล้วย ชะมวง เสาวรส มะม่วง เมื่อมีความเชี่ยวชาญขึ้นก็เริ่มปลูกในถุงโดยเฉพาะผักเลื้อย เช่น แตงกวา บวบ ถั่วพู ตำลึง โดยตั้งไว้ด้านนอกรั้วแล้วให้เลื้อยเกาะรั้วไว้ นอกจากพืชสำหรับกินแล้ว ยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น สับปะรดสี กล้วยไม้สกุลแคทลียาและสกุลหวายอีกด้วย

ปุ๋ย และจุลินทรีย์เสริม
ในการปลูกผักอินทรีย์ ปุ๋ยและจุลินทรีย์เสริมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากการไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ทำให้ผักไม่มีธาตุอาหารที่เพียงพอ บ้านพอเพียงภูเก็ต จึงใช้
1. ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่เหลือ
2. น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย
3. ปุ๋ยหมักจากใบไม้แห้ง (ขอจากคนสวนในหมู่บ้าน)
4. ปุ๋ยไส้เดือน จากการเลี้ยงไส้เดือนด้วยเศษผัก
5. น้ำหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
6. น้ำหมักจากเศษปลาและสับปะรด

วิธีทำน้ำหมักจากเศษปลาและเปลือกสับปะรด เนื่องจากโรงงานที่คุณวิชัยทำอยู่มีเศษปลาเหลือจำนวนมาก จึงหาวิธีที่จะใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ สูตรนี้จะใช้เศษปลาย่าง ซึ่งคุณสมบัติจะด้อยกว่าปลาสด แต่เนื่องจากวัสดุไม่ได้ซื้อหาจึงนำมาใช้ และเศษเปลือกสับปะรดก็ได้จากพ่อค้าขายผลไม้ตัดแต่งหน้าโรงงาน

ตามสูตร ใช้เศษปลา(ปลาสดก็ได้) 3 ส่วน เศษเปลือกสับปะรด 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทราย 1 ส่วน หมักให้เข้ากัน เติมน้ำไปเล็กน้อย หมักไว้ในร่มไม่ให้โดนแดด ปิดฝาอย่าให้สนิทมาก คนสัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จะมีกลิ่นหอมสามารถนำมาใช้ได้ อัตราส่วนการใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ในน้ำหมักจะมีธาตุอาหารคือ ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ส่งผลต่อการเจิรญเติบโตและผลิดอกออกผล

สูตรน้ำยาเร่งรากชั้นดี
ดังจะเห็นในภาพที่มีการตอนใส่ถุง แล้วมีรากเกิดจำนวนมาก ต้นที่ตอนในภาพเป็นต้นมันปู ผมจึงขอเอาสูตรมาฝาก ใช้กะปิ 1 ช้อนแกง เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา ละลายกับน้ำ 5 ช้อนแกง ผสมให้เข้ากัน สามารถนำไปใช้ได้เลยไม่ต้องหมัก โดยใช้ทากิ่งตอนที่ควั่นเปลือกออกแล้วทาและพักให้แห้งประมาณ 10 นาที แล้วนำส่วนที่เหลือมาหมักกับขุยมะพร้าวแห้งประมาณครึ่งกิโลกรัม ผสมกับมูลไส้เดือนครึ่งกิโลกรัมเช่นกัน ผสมรวมกันเติมน้ำให้ชื้น นำมาใส่ถุงพลาสติกสำหรับตอนได้เลย ไม่ต้องหมักทิ้งไว้ ใช้เวลาประมาณ 16 วัน สำหรับต้นมันปู สำหรับต้นชนิดอื่นจะมากน้อยสุดแล้วแต่ชนิดของต้น

ส่วนผักใบ จะใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยและจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ผสมน้ำ ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง ส่วนปุ๋ยมูลไส้เดือนที่เลี้ยงไว้จะปาดหน้าเอาออกเดือนละครั้ง มาใส่ต้นไม้เดือนละครั้ง พร้อมปุ๋ยหมักอื่นๆ ส่วนปุ๋ยหมักเศษปลากับสับปะรดจะใช้ผสมในฝักบัวรดเลย การเติมปุ๋ยอื่นๆ ก็ดูตามอัธยาศัย โดยทำในเวลาว่างช่วงเช้าหรือเย็น

นอกจากการปลูกผักในกระถาง บนแปลง ในถุงแล้ว ที่บ้านพอเพียงภูเก็ต ยังเพาะต้นอ่อนทานตะวันอีกด้วย โดยใช้น้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วยรด ส่วนมูลไส้เดือนไม่แนะนำให้ผสมลงในเครื่องปลูก เพราะจะเป็นเชื้อได้ง่าย และเมื่อตัดทานตะวันงอกแล้ว ส่วนรากก็จะนำมาเป็นอาหารไส้เดือน ปลาดุกก็เลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก และจะถ่ายน้ำทุก 3 วันโดยจะตักน้ำออก 2 ส่วน เหลือน้ำไว้ 1 ส่วน เติมน้ำใส่สองส่วน หอยขมเอามาเลี้ยงในถังพลาสติกตัดครึ่ง หอยขมชอบน้ำนิ่ง ใส่ใบไม้ร่วงและให้อาหารปลาดุก แล้วต้องเลี้ยงปลาหางนกยูงเพื่อกินลูกยุง

การตลาด ทำใกล้ตัว
สืบเนื่องจากการมีหน้าที่การงานประจำ จะมีเวลาว่างน้อย คุณวิชัย จะมีเวลาดูแลสวนในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และช่วงเย็นหลังเลิกงาน ส่วนวันหยุดจะใช้เวลาในช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็จะออกไปเปลี่ยนบรรยากาศนอกบ้าน ส่วนเพจจะมีเวลาได้ดูตอนรับประทานข้าวเที่ยงด้วย ลูกค้าจะอยู่ในกลุ่มออนไลน์คือสมาชิกในหมู่บ้านเดียวกันและพนักงานในโรงงาน เมื่อมีผลผลิตผักก็จะโพสต์ไว้ในเพจ สมาชิกสามารถสั่งจองได้ สมาชิกส่วนใหญ่จะสั่งจองล่วงหน้า ส่วนสินค้าคุณวิชัยจะมีการตัดส่ง ในหมู่บ้านสามารถส่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน ส่วนพนักงานที่สั่งออเดอร์จะนำไปส่งที่ทำงานเลย ส่วนที่สั่งต้นพันธุ์จะส่งทางเคอรี่

สรุปสุดท้ายได้ว่า ไม่มีข้อแม้ว่ามีพื้นที่น้อย ไม่มีเวลาเพราะทำงานประจำ ไม่มีความรู้เรื่องเกษตร แล้วทำเกษตรไม่ได้ คุณวิชัย ฝากว่า ให้เริ่มทำทันที แล้วมันจะค่อยๆ เป็นไปเอง อย่าพูดแค่ คำว่า “จะ”

สนใจเรื่องผักสามารถติดต่อ คุณวิชัย สายวารี หมู่บ้านเจ้าฟ้าการ์เด้นโฮม 7 พรีเมียปาร์ค ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ 087-802-4090 ติดต่อในช่วงก่อนหรือหลังเลิกงาน หรือที่ เพจ บ้านพอเพียงภูเก็ต

สภาพธรรมชาติ ดินในภาคกลางของประเทศไทยเป็นดินเหนียว ธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าว ดังนั้น กรมการข้าวจึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ย สูตร 16-20-0 (N-P-K) ถ้าใส่ธาตุโพแทสเซียม (K) ลงไปด้วยจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ดังนั้น คำแนะนำของกรมการข้าวให้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8 จึงจะได้ผลผลิตดี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้บ้าง เช่น ฟางข้าว เศษไม้ใบหญ้า หรือปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินในนาอีกทางหนึ่ง

มารู้จักกับปุ๋ยกันอีกสักนิด ปุ๋ยเคมีที่มีขายทั่วไป เช่น สูตร 15-15-15 เกษตรกรนิยมเรียกว่า ปุ๋ยสิ้นคิดความจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) นำขึ้นมาจากใต้พิภพ ส่วนปุ๋ยยูเรีย (N) มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ ปุ๋ยยูเรียได้จากผลพลอยได้ของขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

ทั้งนี้ ธาตุไนโตรเจน (N) ทำให้ใบเขียว ต้นเติบโตขึ้น ธาตุฟอสฟอรัส (P) บำรุงรากและเร่งการออกดอก ส่วน ธาตุโพแทสเซียม (K) เร่งขบวนการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลไปยัง ผล ต้น หรือ หัว ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช เพิ่มเติมปุ๋ย สูตร 15-15-15 หมายถึง ปุ๋ยน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ต้นไม้นำธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ไปใช้ประโยชน์ได้ (15+15+15) 45 กิโลกรัม ส่วนเกินอีก (100-45) 55 กิโลกรัม เรียกว่า สารตัวเติม

เกษตรกรสุราษฎร์ แหกกฎปลูกสะละที่เมืองเงาะ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการขยายพื้นที่ปลูกขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกสะละมากกว่า 152 ไร่ ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

คุณอาทิตย์ มติธรรม เจ้าพ่อแห่งวงการสะละแดนใต้ อยู่ที่ตำบลคลองปราบ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้แหกกฎธรรมชาติปลูกสะละที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจนสำเร็จ ใช้เวลาศึกษาปรับปรุงพื้นดินให้เหมาะสมจนสำเร็จมานานกว่า 25 ปี ขยายพื้นที่ปลูกมาเรื่อยๆ ปัจจุบันปลูกสะละทั้งหมด 152 ไร่ แบ่งปลูกเป็น 3 สายพันธุ์ เนินวง สุมาลี และ อ้อล้อ ที่เป็นสายพันธุ์ที่ผสมพันธุ์เอง เนินวงเป็นพันธุ์ขายสดที่ตลาดต้องการมากที่สุด แปรรูปคือสุมาลี ส่วนอ้อล้ออยู่ในช่วงขยายพันธุ์ มีเพียง 100 กว่าต้น มีการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ใช้ธรรมชาติกำจัดธรรมชาติ มีการตลาดที่ทันสมัย ปรับกลยุทธ์การตลาดอยู่ตลอดเวลา มีผลผลิตคุณภาพ ออกขายตลอดทั้งปี การตลาดไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง

พลิกผืนดินเมืองเงาะปลูกสะละ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยาก
เพียงเรียนรู้เข้าใจธรรมชาติที่สะละต้องการ
เจ้าของบอกว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองเงาะไม่ใช่เมืองสะละ อันดับแรกต้องมีคือความกล้า กล้าที่จะเปลี่ยน เขาเคยปลูกทุเรียนมาก่อน ทุเรียนปลูกแล้วให้ผลผลิต 1 ครั้ง ต่อปี แต่ปลูกสะละสามารถทำให้ออกผลผลิตได้ทุกวัน โอกาสที่พลาดมีน้อยกว่าปีละครั้ง จึงตัดสินใจปลูกสะละบนความไม่เห็นด้วยของใครหลายคน ซึ่งความจริงแล้วเมื่อลงมือปลูก จึงรู้ว่า สะละ กลับกลายเป็นพืชที่เหมาะสมกับภาคใต้กว่าที่จันทบุรี ด้วยพื้นดินที่ใต้มีแร่ธาตุเฉพาะที่เหมาะสมกับการปลูกผลไม้ ทั้งดีบุก ยิปซัม กำมะถัน

“ผมรู้จัก สะละ ครั้งแรก จากชมรมผู้ปลูกสะละจันทบุรี สวนแรกที่รู้จักคือ สวนลุงชีพ ทรงธรรม ผู้เชี่ยวชาญในวงการปลูกสะละ ครั้งแรกที่เห็นสะละที่สวนลุงชีพรู้สึกว่าอยากนำมาปลูกที่ใต้บ้าง จึงมีความคิดที่ว่าอยากเก่งเหมือนครู ก็ต้องเรียนรู้จากครู อยากเป็นแชมป์ก็ต้องเรียนรู้จากแชมป์ ซึ่งผมโชคดีได้เรียนวิชาจากแชมป์ แล้วนำมาปรับปรุงให้เข้ากับสวนตัวเอง เพราะการทำเกษตรเราไม่สามารถจะลอกออกมาได้ทั้งหมด แต่เราสามารถปรับแก้ได้”

การปลูกเราใช้ธรรมชาติเข้าช่วยทั้งหมด

การปรับพื้นที่ให้เหมาะสม พยายามปรับพื้นดินให้ลาดเอียงไม่มีน้ำขัง เพราะคุณภาพสะละที่เกิดจากจุดที่มีน้ำขังกับจุดที่ไม่มีน้ำขังคุณภาพต่างกัน ความชื้นต้องเท่ากันทั้งสวน
สวนสะละ จะมีปัญหามากที่สุดคือ หนู กับ กระรอก มาขโมยกินผลผลิต เสียหายเดือนหนึ่งเป็นแสน กินลูกเดียวก็ราคาตก ตอนหลังจึงใช้วิธีนำทั้งแมวจรจัดที่ชาวบ้านนำมาปล่อยและประกาศรับเลี้ยงเอง มาปล่อยในสวนช่วยไล่จับหนูและกระรอก ลดค่าเสียหายจากเดือนละแสนเหลือเดือนละหมื่นใช้จ่ายค่าอาหารแมว
ใช้ธรรมชาติจัดการธรรมชาติ เลี้ยงนกไว้ฆ่าแมลง เดือนหนึ่งที่สวนทั้ง 152 ไร่ จะใช้ยาฆ่าแมลงเพียง 3 ลิตร ต่อเดือน ถือว่าใช้น้อยมาก
ปลูกไม้พี่เลี้ยง ปลูกต้นเหลียงเพื่อเป็นร่มเงาให้สะละ สะละเป็นผลไม้ที่ไม่ต้องการแดดมาก ต้องการเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ และต้นเหลียงเป็นพืชตระกูลถั่วใบตกลงมาก็เป็นปุ๋ยให้ต้นสะละได้
กำจัดหญ้าด้วยการใช้ทางใบสะละมาปูทับพื้นดินให้หนา ช่วยอมความชื้นและทับหญ้าไม่ให้ขึ้น
ปลูกช่วงแรกเจอปัญหาโรคเน่า ภาคใต้ฝนเยอะ ถ้าลูกมันทับกันฝนตกแห้งช้าจะทำให้เกิดเชื้อราแล้วเน่า ให้ใช้เชือกโยงผลดึงให้โปร่ง และใช้เชือกผูกใบรวบต้นเพื่อเดินสะดวก ให้โปร่ง เวลาฝนตกสวนจะแห้งเร็ว ถ่ายเทเร็ว เกิดโรคเน่าได้ยาก

ระยะการปลูก …ระยะห่างระหว่างต้น 4×6 เมตร ขุดหลุมปลูกไม่ลึก แค่พอกลบต้นได้ ใช้ระยะห่างการปลูกเท่ากันทั้ง 3 สายพันธุ์ 1 ไร่ ปลูกได้ 60 ต้น มีการคำนวณมาแล้วว่าระยะนี้ดีที่สุด เพราะภาคใต้เป็นเมืองฝนมีลมแรง ถ้าปลูกห่างเกินไปต้นจะล้มเสียหายง่าย

วิธีการจัดการดูแลผลผลิต
ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว
ต้องแบ่งแปลงผสมเกสรทุกวัน เรามีสะละเยอะ 20,000 กว่าต้น ใช้วิธีการแบ่งคนงาน 1 คน รับผิดชอบดูแลสะละ 500 ต้น เพื่อที่ให้คนงานดูแลได้ทั่วถึงและรับผิดชอบแปลงตัวเองให้ดีที่สุด “สวนสละอาทิตย์” ให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติ น้ำ ปุ๋ย วันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตต้องเป๊ะ เพราะฉะนั้นการดูแลต้องทั่วถึง เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะต้องมีหัวหน้าคนชิมเพียงคนเดียว เพื่อให้รสชาติคงที่ ถ้าหลายคนชิมรสชาติจะไม่เหมือนเดิม จะไม่ได้คุณภาพ และต้องตัดตามริบบิ้นที่ติดครบ 9 เดือนพอดี คนงานทุกคนต้องผสมลูกให้ติด ดูแลสวนให้สวยงาม อย่าให้รก ถ้าดูแลดี ผลงานเป็นที่น่าพอใจ ทุกวันที่ 1 มกราคม เราจะขึ้นเงินเดือนให้เป็นขั้น เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน สวัสดิการบ้านพักฟรี ดูแลให้หมดทุกอย่าง

การใส่ปุ๋ย… ใส่ปุ๋ยทุก 30 วัน ให้ทีละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ และจะไม่ใช้สูตรจำเจ ใช้เคมีกับอินทรีย์ร่วมกัน แล้วแต่จังหวะ เพราะปุ๋ยแต่ละยี่ห้อจะมีธาตุหลักธาตุรองไม่เหมือนกัน ถ้าใช้แบบเดิมตลอดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง วิธีการใส่ปุ๋ยเราจะรดน้ำกระตุ้นต้นไม้ให้รู้ตัวก่อน แล้วค่อยหว่านปุ๋ย ต้นละ 300 กรัม แล้วรดน้ำอีกครั้ง หากชิมผลแล้วรสชาติไม่เข้มข้นเหมือนเดิม ให้เอาปุ๋ยคอกมาใส่เสริม และต้องมีการวัดค่าดินเพื่อหาอินทรียวัตถุที่หายไป ตัวไหนขาดก็ใส่เสริมเป็นระยะ

ระบบน้ำ… สะละ เป็นผลไม้ที่ชอบน้ำ ที่ “สวนสละอาทิตย์” จะเปิดน้ำรดเฉลี่ยวันละ 50 ลิตร เป็นระบบสปริงเกลอร์เปิดรดนาน 4 นาที รดแบบวันเว้นวัน หรือถ้าวันไหนอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเกิน 35 องศา จะเปิดน้ำรดเข้าไปเพื่อลดอุณหภูมิ ความชื้นก็เพิ่ม

ระยะให้ผลผลิต

เก็บเกี่ยวผลผลิตตามริบบิ้นที่ติดเป็นสัญลักษณ์ครบกำหนด 9 เดือนพอดี ผลผลิตถือว่าดก เฉลี่ย 80 กิโลกรัม ต่อกอ 1 กอ มี 3 ต้น ระยะการปลูกของสุมาลีที่ภาคใต้ให้ผลผลิตเร็วเพียง 2 ปีครึ่ง เนินวง 3 ปีครึ่ง อ้อล้อ 2 ปีครึ่ง หลังจากนั้นทำให้เก็บได้ทุกวัน คือต้องควบคุมระบบน้ำ ในการปลูกพืชเมื่อให้เปียกต้องให้แห้งบ้าง ก็คือการทำหลังเต่าให้น้ำไม่ขังแห้งเร็ว คุมอุณหภูมิ น้ำ ปุ๋ย ให้พอเหมาะ และบังคับให้ออกดอกผสมด้วยคน จะมีผลผลิตออกขายได้ทั้งปี

กลยุทธ์การตลาด มัดใจลูกค้า
กลายเป็นอีกหนึ่งของดีห้ามพลาดเมืองสุราษฎร์
“คติการทำการตลาดของผม ทุกธุรกิจย่อมมีคู่แข่ง อ่อนแอก็แพ้ไป แต่จะทำอย่างไรให้เป็นผู้ชนะ”

หลักการคิดการวางแผนถือเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ต้องมีคือ

มีความเมตตา คนงานถือเป็นผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มีวันนี้ เมื่อเราดูแลเขาดี เขาก็ตอบแทนเราดี ตั้งใจทำงานให้เรา
ระบบจัดการสวนเป็นระบบ น้ำ ปุ๋ย อย่าให้ขาด รสชาติผลผลิตต้องเหมือนเดิม คนชิมที่นี่อยู่มานานกว่า 30 ปี ถ้าไม่ได้ตามมาตรฐานเราจะหยุดตัดทันที
คุณภาพของสินค้าปลอดภัย ได้มาตรฐานเสมอต้นเสมอปลาย “สวนสละอาทิตย์” จะมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติเฉพาะของที่สวน เนื้อขาวไม่มีรอยช้ำเหมือนที่อื่น
แพ็กเกจจิ้งต้องสวยงามดึงดูด สะดวกแก่ลูกค้า มีตัวเลือกให้ลูกค้าเลือกหลายรูปแบบ แบบบรรจุกล่องขนย้ายง่ายหยิบจับสะดวก กล่องละ 250 บาท แบบถุงรูปทรงสวยงาม มองเห็นผลผลิตเป็นช่อน่ากิน ถุงละ 100 บาท หรือลูกค้าที่ไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก เรามีลูกร่วงขาย แต่คุณภาพยังเท่าเดิม ขายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนลูกมีตำหนิจะนำเข้าโรงงานแปรรูป ทำเป็นสะละลอยแก้วต่อไป
กระจายสินค้าได้ด้วยตัวเอง พยายามสร้างตลาดเองให้ได้มากที่สุด ทุกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดจะต้องมีผลผลิตของ “สวนสละอาทิตย์” วางขาย เรามีของดีอยู่ในมือ ไม่ต้องกลัวแค่ขายให้เป็น

ตอนนี้ “สวนสละอาทิตย์” มีแหล่งกระจายสินค้ามากกว่า 8 แห่ง

แห่งที่ 1 เปิดร้านขายหน้าสวนของตัวเอง 1 วัน สามารถกระจายสินค้าได้วันละไม่ต่ำกว่า 300 แพ็ก วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ต่ำกว่า 500-1,000 แพ็ก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชิมสะละในสวนฟรี มีแพะมีแกะให้เดินชมกันเพลินๆ มาที่นี่ที่เดียวได้ครบ อิ่มท้อง อิ่มใจ

แห่งที่ 2 มีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดเวียงสระ 2 ร้าน

แห่งที่ 3 ร้านน้องสาว ที่สนามบินสุราษฎร์ธานี

แห่งที่ 4 ตลาดบ้านดอน

แห่งที่ 5 ซุ้มโอท็อปในตลาดนาสาร

แห่งที่ 6 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสุราษฎร์ธานี

แห่งที่ 7 เป็นในรูปแบบของตัวแทนขาย 1 อำเภอ 1 อาทิตย์ เรากำหนดราคาเองทั้งหมด ขายได้เท่าไร เราแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ 15-20 เปอร์เซ็นต์ แต่มีข้อแม้ขอเก็บเงินสด เพราะถ้าไม่เก็บเงินก่อน เขาจะไม่ดูแลสนใจสินค้า เราขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ก็คืน จึงเก็บเงินสดกันไว้ก่อน และสะละ “สวนสละอาทิตย์” มีการจดเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว หากใครอยากรับสะละไปขาย ต้องทำตามกฎคือ ต้องขายในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ทุกร้าน ห้ามขายต่ำกว่านี้

แห่งที่ 8 ตลาดการแปรรูป สะละลอยแก้ว สะละแช่อิ่ม เป็นโรงงานของตัวเอง ทำอย่างครบวงจร การตลาดที่ดีคือ การพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด

ฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำเกษตรให้มีกำไร
คุณอาทิตย์ บอกว่า คนรุ่นใหม่ถ้าอยากทำเกษตรให้อยู่รอด คุณต้องมองเห็นประโยชน์ใกล้ตัวและนำมาใช้ให้ได้มากที่สุด ทิ้งมากกำไรน้อย ทิ้งน้อยกำไรมาก การตลาดต้องนำการผลิต ปลูกแล้วต้องขายเป็น ถ้าขายไม่ได้อย่าไปปลูกเลย ทำอย่างไรก็ไม่รวย แต่ถ้าปลูกไม่เป็น รับของคนอื่นมาขายยังได้ ดังนั้น ต้องเอาการตลาดนำการผลิต “สวนสละอาทิตย์” เวลาจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา ต้องมีการทดลองตลาดทั้งหมด ทำแจก วันหลังถ้าเขามาถามหา แสดงว่าสิ่งที่เราทำโอเค แต่ถ้าแจกไปแล้ว ไม่มีใครถามหา แสดงว่าเราต้องปรับสูตรใหม่ ยังไม่โดนใจลูกค้า อย่าใช้ตัวเองเป็นตัววัด ลูกค้าต้องการอะไร ทำให้ตรงใจเขา คนทำเกษตรยุคใหม่ต้องใจถึง กล้าได้กล้าเสีย ที่นี่ไม่ได้ทำสะละขายอย่างเดียว ถึงเวลาแจกก็ต้องแจก รู้จักขาดทุนเพื่อกำไร ขาดทุนบ้างอาจในเรื่องของเงิน แต่ในด้านของการประชาสัมพันธ์ มิตรภาพหลายๆ อย่าง เราได้กำไร

สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากเรียนรู้การปลูกสะละอย่างมืออาชีพ หรือท่านใดสนใจเข้าเยี่ยมชม “สวนสละอาทิตย์” ติดต่อ โทร. 086-365-1992 กรมวิชาการเกษตร ปลุกกระแสผ้าฝ้ายไทย โชว์ผลงานวิจัยฝ้ายพันธุ์ใหม่ ตากฟ้า 6 ฝ้ายเส้นใยสีน้ำตาลธรรมชาติ พันธุ์แรกของไทย ไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสิ่งทอเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product ยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ฝ้าย จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะในภาวะโลกร้อนเช่นปัจจุบัน เพราะสามารถดูดซับเหงื่อได้ดีและระบายความร้อนออกจากเส้นใยได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบันพื้นที่การปลูกฝ้ายของประเทศไทยจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีพืชแข่งขันอื่นที่ทำรายได้สูงกว่า และปัญหาด้านมลภาวะจากกระบวนการฟอกย้อม แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งยังคงมีความผูกพันและต้องการที่จะปลูกฝ้าย เพื่อใช้สำหรับผลิตหัตถกรรมสิ่งทอในครัวเรือนทั้งของตนเอง หรือรองรับการผลิตหัตถกรรมสิ่งทอของชุมชนในรูปผลิตภัณฑ์โอท็อป แสดงให้เห็นว่าการปลูกฝ้ายยังคงความสำคัญสำหรับวิถีชีวิตชุมชนของประเทศไทย

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร สมัครยูฟ่าเบท จึงได้วิจัยและพัฒนาฝ้ายพันธุ์ใหม่ใช้ชื่อว่า “ตากฟ้า 6” โดยมีคุณสมบัติพิเศษ มุ่งเน้นความเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความนิ่มนวล และมีสีน้ำตาลตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพื่อลดต้นทุนแรงงาน ลดขั้นตอน และเวลาในการฟอกย้อมสี อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้สารเคมีในการฟอกย้อม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่กลับมานิยมใช้เส้นใยฝ้ายสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 เป็นฝ้ายพันธุ์แรกของไทยที่มีเส้นใยสีน้ำตาลตามธรรมชาติ และมีความละเอียดอ่อนของเส้นใยสูง เมื่อนำไปทอจะได้เนื้อผ้าที่มีความนิ่ม สบาย ให้ผลผลิตเฉลี่ย 177 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้านทานต่อโรคใบหงิก เจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อโรคแมลงศัตรู เก็บเกี่ยวง่าย และปลูกได้ในแหล่งผลิตฝ้ายของประเทศไทยทั่วไป ซึ่งจากการนำฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 ไปให้กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองปลูกทดสอบ พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการปลูกฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 และกลุ่มทอผ้าชอบเส้นใยที่อ่อนนุ่มและมีความแปลกใหม่ของสีธรรมชาติ ทำให้การปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้ง

นอกจากนี้ เส้นใยจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 สามารถนำไปแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากความแปลกใหม่ โดยมีผู้ผลิตหัตถกรรมศูนย์ทอผ้าพื้นเมืองบ้าน และกลุ่มสายใยทองผ้าทอยกดอก จังหวัดลำพูน กลุ่มทอผ้า จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง จังหวัดเลย กลุ่มทอผ้าฝ้าย จังหวัดเพชรบูรณ์ และกลุ่มทอผ้าไทย จังหวัดนครสวรรค์ ได้นำเส้นใยจากฝ้ายพันธุ์นี้ไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบใหม่ๆ เป็นการสร้างงานให้แก่ชนบท ซึ่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าเส้นใยประดิษฐ์ถึงเท่าตัว โดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 ราคาประมาณ 1,000 บาท ต่อชิ้น ผู้ผลิตจะได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ชิ้นละ 500 บาท ทำให้กระแสการปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

“ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) ทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก” อธิบดี