ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นอาการที่ไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ

และไปกระตุ้นระบบประสาท ส่งผลให้นอนไม่หลับและเหงื่อแตกพล่านขณะนอน เนื่องจากต่อมไทรอยด์ยังควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย อาการที่เป็นผลมาจากต่อมไทรอยด์เป็นพิษนั้น จึงหลากหลายและยากต่อการชี้เฉพาะเจาะจง หากมีข้อสงสัยที่บ่งชี้ว่าต่อมไทรอยด์ผิดปกติหรือไม่ สามารถตรวจเช็กความปกติได้ไม่ยาก เพียงแค่เจาะเลือดตรวจ

อาการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือ Nocturia การตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ ช่วงกลางดึก พบได้มากในหมู่คนมีอายุ ในกรณีรุนแรง พบว่า ตื่นมาปัสสาวะบ่อย 5-6 ครั้ง ใน 1 คืน อาการนี้มักจะแย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่อาการปัสสาวะบ่อยก็สามารถเป็นอาการของคนที่มีปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ต่อมลูกหมากโต หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาขับปัสสาวะ

3. โรคไต เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในเรื่องการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผู้ป่วยโรคไตจะพบปัญหาเรื่องการสะสมของของเสียในกระแสเลือด ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หรืออาการขาอยู่ไม่สุข (restless legs syndrome)

4. โรคไขข้อ กลุ่มคนที่เป็นโรคไขข้อต้องเผชิญความเจ็บปวดในกระดูก ซึ่งทำให้นอนไม่หลับ อีกทั้งการใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ ยังมีผลกระทบต่อการนอนด้วย ปวดหัว ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวบ่อยๆ มักจะมีอาการนอนไม่หลับตามมา อย่างเช่น โรคไมเกรน หรือปวดศีรษะคลัสเตอร์ เป็นอาการปวดหัวที่ทำให้เส้นเลือดขยายออก ส่งผลให้รู้สึกปวดตื้อๆ รู้สึกไม่สบายตา

รู้ข้อมูลนี้แล้ว อย่าชะล่าใจ คิดแค่ว่านอนไม่หลับเพราะความเครียดเท่านั้น ถ้านอนไม่หลับติดต่อกันนานๆ ควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะปัญหาการนอนไม่หลับที่เผชิญอยู่นั้นอาจจะมีสาเหตุจากการป่วยเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาก็เป็นได้

กระทรวงวิทย์ มุ่งสร้างผู้ประกอบการแปรรูปผัก ผลไม้ ใหม่ เสริมแกร่งผู้ประกอบการเดิม ด้วย วทน. เปิดโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร วว. ครบวงจร กำลังผลิต 1,000 ลิตร/วัน ลดความเสี่ยง สร้างโอกาสธุรกิจ

(22 มิ.ย. 2561 เทคโนธานี จ.ปทุมธานี) ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Service Plant : FISP) ซึ่งดำเนินงานโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นโรงงานอาหารมาตรฐานให้บริการผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เพื่อสร้างผู้ประกอบการแปรรูปผัก ผลไม้ และเครื่องดื่มใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการเดิม ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดผลิตภัณฑ์ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในระดับห้องปฏิบัติการและการบ่มเพาะเทคโนโลยีการผลิตเพื่อการผลิตอาหารในระดับอุตสาหกรรม เพื่อ “ลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจ”

ดร. ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า FISP จะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนขับเคลื่อนวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยของรัฐบาล หรือ “ประเทศไทย 4.0” โดยทำหน้าที่ให้บริการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารด้วยการวิจัย พัฒนา และบ่มเพาะเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม การลงทุนสร้างโรงงานและเครื่องจักรแปรรูปอาหารที่ทันสมัยราคาสูงนับเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร ซึ่งดำเนินงานโดย วว. จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและจะก่อประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจของทั้งผู้ประกอบการใหม่และผู้ประกอบการแปรรูปอาหารเดิมที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ท้องตลาด

“…FISP พร้อมเปิดให้บริการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เรามีภารกิจครบวงจรในการให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารในระดับห้องปฏิบัติการ บริการบ่มเพาะเทคโนโลยีการผลิตในเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ผัก ผลไม้ แปรรูป บริการสายการผลิตผลิตภัณฑ์ผัก ผลไม้แปรรูปและเครื่องดื่มที่ได้มาตรฐาน บริการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ และรับรองระบบคุณภาพ รวมทั้งบริการที่ปรึกษา (Consultation) การผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร การวางสายการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ เรายังมีบุคลากรวิจัยและพัฒนาที่มีความรู้

ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์กว่า 30 ปี ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร วิศวกรรมอาหาร เพื่อการผลิตอาหารในระดับอุตสาหกรรม โรงงานของเราเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Manufacturing Practices) มีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครันสำหรับให้บริการผู้ประกอบการแปรรูปผัก ผลไม้และเครื่องดื่ม ประกอบด้วย สายการผลิตผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง เครื่องทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง เครื่องทอดสุญญากาศ สายการผลิตเครื่องดื่มระบบ (พาสเจอไรซ์/UHT) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจ…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

-เครื่องจักรเพื่อการผลิตผลไม้แช่อิ่มและอบแห้ง 1,200 กิโลกรัม/ครั้ง

-เครื่องจักรเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร Freeze dry 200 กิโลกรัม/ครั้ง

-เครื่องทอดสุญญากาศ 15 กิโลกรัม/ครั้ง -เครื่องจักรเพื่อการผลิตเครื่องดื่มบรรจุกล่อง UHT 1,000 ลิตร/ชั่วโมง

-เครื่องจักรเพื่อการผลิตเครื่องดื่มบรรจุขวดแก้ว 500 ลิตร/ชั่วโมง อนึ่ง โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ โครงการ Food Innopolis เป็นหนึ่งในซุปเปอร์คลัสเตอร์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยมุ่งเน้นที่จะดึงดูดบริษัทผู้ผลิตหรือวิจัยพัฒนาอาหารชั้นนำของโลกมาลงทุนในกิจการด้านนวัตกรรมอาหารในประเทศไทย และสนับสนุนให้บริษัทเอกชนไทยในทุกระดับ

ตั้งแต่ Startup SMEs ไปจนถึงบริษัทไทยขนาดใหญ่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก เพื่อยกระดับความสามารถของ Startup และ SMEs ตลอดจนเพิ่มมูลค่า และการจ้างงานแรงงานฐานความรู้ให้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การเปิดให้บริการของโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร หรือ FISP ดังกล่าว โดย วว. จะเป็นพลังขับเคลื่อนและสอดประสานความร่วมมือของประชารัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดและขอรับบริการจาก FISP ได้ที่ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (FISP) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เลขที่ 35 หมู่ที่ 3 ต. คลองห้า อ. คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร./โทรสาร 0 2577 9700-9704, 0 2577 9177 หรือที่ E-mail : fisp@tistr.or.th หรือ Line ID: fisp_tistr

รู้สักนิด ก่อนเริ่มปลูกแค็กตัส

มีถิ่นกำเนิดมาจาก อเมริกาใต้ และเอเชีย ลักษณะของกระบองเพชร หรือ แค็กตัส เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แค็กตัสจะเก็บสะสมน้ำไว้ในลำต้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่ฝนตกลงมา ความฉลาดของต้นไม้ประเภทนี้ คือมันจะเปลี่ยน “ใบ” ให้กลายเป็น “หนาม” เพื่อลดการคายน้ำได้อีกด้วย แค็กตัส จึงสามารถอยู่ได้ในทะเลทราย หรือที่ที่มีอากาศแล้งจัดได้

ข้อควรรู้เบื้องต้นสำหรับการดูแลแค็กตัส

1. การให้น้ำคือสิ่งที่ควรระวัง ไม่ควรฉีดน้ำไปที่ต้นโดยตรง ถ้าปลูกในกระถาง ให้วางภาชนะปลูกไว้ในอ่างน้ำตื้นๆ จนกระทั่งดินที่ปลูกชุ่มน้ำ จากนั้นจึงยกออกจากอ่างและทิ้งไว้ให้น้ำไหลออกจนหมด อันตรายที่สุดสำหรับแค็กตัสคือ ได้น้ำมากเกินไป เพราะอาจทำให้รากเน่าตายได้ ควรให้น้ำ 3 วัน/ครั้ง
2. เทคนิคการเปลี่ยนกระถาง งดให้น้ำแค็กตัสหลายวันก่อนเปลี่ยนกระถางใหม่ ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูรองพื้น จับที่ตัวกระถางและใช้ดินสอหรือตะเกียบค่อยๆ ดันผ่านรูระบายน้ำตรงก้นกระถางขึ้นมา ต้นแค็กตัสควรหลุดจากกระถางเก่าโดยที่รากยังติดอยู่

กำจัดเพลี้ยแป้ง เมื่อเห็นหย่อมขาวเป็นขุยขึ้นอยู่บนแค็กตัส นั่นคือ เพลี้ยได้เข้ามาถึงแค็กตัสของคุณแล้ว ศัตรูชนิดนี้อาศัยอยู่ใต้ขนที่ให้ความอบอุ่น ดูดกินน้ำเลี้ยงและทำให้แค็กตัสโทรม กำจัดได้โดยฉีดพ่นด้วยยาฆ่าแมลงที่ใช้สำหรับต้นไม้ในร่ม
การให้ปุ๋ย เวลาให้ปุ๋ยแค็กตัสอย่าใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เนื่องจากมันบำรุงใบให้งามโดยไม่ออกดอก กระตุ้นการออกดอกโดยใช้ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงปุ๋ยชนิดน้ำเหมาะที่สุด

5. แค็กตัสไม่ออกดอก หลายคนซื้อแค็กตัสมาปลูกแล้วไม่ออกดอก สาเหตุอาจเกิดจากการรดน้ำมากเกินไป และอีกสาเหตุคือ แค็กตัสบางชนิดจะออกดอกแต่ในสภาพอากาศแบบหนึ่งเท่านั้น หรือบางครั้งอาจเป็นเพราะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ดังนั้น ควรสอบถามทางร้านให้ชัดเจน ว่าแค็กตัสที่ซื้อออกดอกในภูมิอากาศแบบใด หรือมีอายุน้อยเกินไป ยังไม่ถึงวัยที่จะมีดอก

ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดสัมมนา “ทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมงานเชื่อมไทยกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” โดยมีผู้ประกอบการเจ้าของกิจการ ผู้จัดการโรงงานในอุตสาหกรรมงานเชื่อมเขตพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) กว่า 60 คน ร่วมสัมมนา เพื่อรับทราบเทคโนโลยีการเชื่อมขั้นสูงและแนวโน้มเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อใช้ในการผลิตและสร้างนวัตกรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมการเป็นผู้ประกอบการอัจฉริยะ (Smart SME) ด้านงานเชื่อมในเขตพื้นที่ EEC ด้วยการยกระดับมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ การผลิตด้วยกระบวนการเชื่อม และการส่งออกผลิตภัณฑ์โลหะแปรรูป เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจแข่งขันได้ในตลาด

น.ส. ชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ริเริ่มดำเนิน “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและนวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตงานโลหะและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม สำหรับปีงบประมาณ 2560-2563” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในกลุ่มการผลิตงานโลหะที่เป็นผู้รับจ้างผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการบินและโลจิสติกส์

ได้มีความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของตนเอง สามารถปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิตได้อย่างเหมาะสม โดยได้จัดทำโมเดลย่อยในโครงการ จำนวน 3 โมเดล ได้แก่ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิตขั้นสูงและสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีระบบการผลิตแบบกึ่งและอัตโนมัติ และเทคโนโลยีขั้นสูงในการตรวจสอบและซ่อมบำรุง โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาทิ ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นต้น

เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมและเข้าร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตงานโลหะ ให้เข้าสู่ประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการอัจฉริยะเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืนขององค์กรต่อไป โดยงานสัมมนา “ทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมงานเชื่อมไทยกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการดังกล่าว เพื่อมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการงานเชื่อมในพื้นที่ EEC ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา

ผศ.ดร. ปริยสุทธิ์ วัฒนธรรม ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมงานเชื่อมไทยในปัจจุบันว่า งานเชื่อมอาจจะไม่ได้เป็นนวัตกรรมแบบเทคโนโลยี แต่อาจเป็นนวัตกรรมในด้านกระบวนการ ทำให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมงานเชื่อมจริงๆ แล้วไม่ได้มี แต่งานเชื่อมเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน อยู่ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เกี่ยวข้องตั้งแต่สร้างโรงงาน หรือการต้มน้ำ อุตสาหกรรมต่อเรือ ไฟฟ้า ยานยนต์ งานโครงสร้าง งานท่อไปป์ไลน์ เป็นต้น เพราะล้วนเป็นการใช้กระบวนการเชื่อมในการสร้างงาน ซึ่งงานเชื่อมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1) Fabrication การสร้างงาน 2) Production การผลิตอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ที่มีไลน์การผลิต และ 3) Maintenance การซ่อมบำรุง โดยในส่วนงานเชื่อมที่ใช้งานค่อนข้างมากกว่าแบบอื่น คือ ในส่วนของกระบวนการ (process) ซึ่งหลายๆ โรงงานมีกระบวนการเชื่อมมากกว่า 1 อย่าง ที่ใช้กระบวนการนั้น ทั้งนี้ สามารถแบ่งหรือจำแนกออกเป็น 4 กระบวนการ ตั้งแต่การเชื่อมด้วยมือ (Manual) การกึ่งผสมผสาน (Semi) การเป็นแรงงานกึ่งทักษะ ที่ต้องคอย operate เครื่อง จนถึงการใช้ระบบหุ่นยนต์ (Robotic) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ซึ่ง 2 ส่วนนี้ยังแยกกันอยู่ เพราะระบบหุ่นยนต์หลายแห่งยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนป้อนชิ้นงานเข้าไปสู่งานเชื่อม ซึ่งจุดนี้ยังสามารถออกแบบพัฒนาระบบให้สามารถทำงานและตั้งค่าการทำงานโดยอัตโนมัติได้

“3 เหตุผลหลักที่ต้องใช้ระบบหุ่นยนต์ หรือ Robotic ในอุตสาหกรรมงานเชื่อม คือ เรื่องผลิตภาพ (productivity) กำลังการผลิตที่ต้องการปริมาณมากจำเป็นต้องใช้ระบบหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเพื่อให้ทำงานได้ตลอดเวลา เรื่องคุณภาพ (quality) ในการใช้หุ่นยนต์ผลิต เสมอต้นเสมอปลาย และเรื่องต้นทุน (cost) อาจลงทุนช่วงแรกสูง แต่ในระยะยาว การมีตลาดที่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ผลิตมากจะมีต้นทุนที่ต่ำมาก ทั้งนี้ เทคโนโลยีเครื่องเชื่อม หรือ Welding Technology & Equipments ทุกวันนี้ อยู่ที่ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) จากเดิมที่เป็นหม้อแปลงขนาดใหญ่ ใช้พลังงานมาก เช่น งานเชื่อมโลหะ ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก เชื่อมวันละ 8-12 ชั่วโมง ดังนั้น ควรใช้ Inverter เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ยังมีขีดจำกัดด้านราคาอยู่บ้าง แต่คุ้มค่าในระยะยาว”

ภายในงานสัมมนาครั้งนี้ มีมุมมองจากผู้แทนภาครัฐและเอกชนให้ความเห็นในหัวข้อเสวนา “ทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมงานเชื่อมไทยกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)” โดย รศ.นิพนธ์ ศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบคุณภาพงานเชื่อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และอดีต CEO สถาบันการเชื่อมแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นถึง EEC กับทิศทางอุตสาหกรรมงานเชื่อมว่า ก่อนอื่น ผู้ประกอบการ SME ต้องวิเคราะห์ตัวเองออกมาให้ได้ก่อน ว่าองค์กรเราคืออะไร บริบท ผลกระทบที่จะมีกับเราหลังเกิด EEC เป็นการวิเคราะห์ SWOT เช่น รถไฟไม่ผ่าน และหาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ว่าจะมีใครบ้าง จากนั้นให้ทำการประเมินความเสี่ยง เช่น งานด้านเชื่อม ซึ่งอาจลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจด้วยการหาเทคโนโลยีรองรับการทำงาน หรือจัดทำมาตรฐานด้านงานเชื่อมเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้มากขึ้นได้

ขณะที่ผู้แทนจากหน่วยงานรับรองมาตรฐาน คุณชัยวัฒน์ พันธุ์ชาติ ผู้จัดการฝ่าย Engineering Services บริษัท ทูฟ นอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ในการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรม หลายๆ ประเทศในยุโรปจำเป็นต้องมีการรับรองมาตรฐานเพื่อทำการตลาด ขณะที่ในประเทศแถบเอเชียไม่ได้มีระบุหรือกำหนดว่า ต้องมีระบบคุณภาพ (quality system) ที่ดี จึงจะขายได้ ด้วยเหตุนี้ ทางผู้ประกอบการ SME เองที่มีความประสงค์จัดทำมาตรฐาน จะสามารถนำไปเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สามารถนำไปแสดงกับลูกค้า

สะท้อนถึงความสามารถในการจัดการงานด้านงานเชื่อมของบริษัท เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ และในด้านหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลกำกับมาตรฐาน คุณทวัยพร ชาเจียมเจน นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มองว่า แนวคิดในการทำมาตรฐาน คือ การกีดกันทางการค้า มาตรฐานเป็นกลไกเดียวที่จะกีดกัน ถ้าผู้ประกอบการไม่ได้จัดทำจะไม่สามารถขายสินค้าได้ โดย สมอ. ส่งเสริมผู้ประกอบการให้จัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ โดยเน้นย้ำว่า ควรวิ่งเข้าหามาตรฐานก่อน อย่ารอให้มาตรฐานเข้าหา เช่น มาตรฐานงานเชื่อม มอก.2860 มอก.2692 และ มอก.2597 เป็นต้น

ด้านหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญโครงการฯ ผศ.ดร. กฤตธี เอียดเหตุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวสรุปว่า กลุ่มบริษัทผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในอุตสาหกรรมงานเชื่อม ควรมีการนำมาตรฐานงานเชื่อมมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจก่อน โดยส่วนนี้ทางโปรแกรม ITAP สวทช. จะมีเครื่องมือช่วยเหลือและผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนการดำเนินงาน ผ่านโครงการต่างๆ ทั้งเข้าเยี่ยมชมกิจกรรม วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ ซึ่งสามารถจำแนกแยกแยะได้ว่าธุรกิจควรเริ่มต้นยกระดับงานโลหะและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมต่อไปอย่างไร

นายพรศิลป์ พัชรินทรตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากผู้จำหน่ายข้าวโพดใน จ.สระแก้ว จันทบุรี และนครราชสีมาว่า ปัจจุบันมีรถขนส่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ข้ามชายแดนมาจากกัมพูชาจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งขนผ่านด่านซับตารี จ.จันทบุรี เข้ามาส่งถึงในลานพ่อค้า เพื่อนำมาขายในไทยเนื่องจากระดับราคาข้าวโพดในไทยสูงถึง 10.50 บาท/ก.ก. สร้างผลกระทบให้กับพ่อค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ซื้อข้าวโพดไทยไว้รอขายในช่วงหลังจากนี้

จากการตรวจสอบพบว่า ข้าวโพดที่นำเข้ามาจากกัมพูชาดังกล่าวไม่ใช่สายพันธุ์ที่ปลูกในกัมพูชา โดยมีลักษณะเม็ดและสายพันธุ์ที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นข้าวโพดจากประเทศอาเจนตินา ซึ่งบางส่วนเป็นข้าวโพด GMO คาดว่าจะทำการลักลอบขนส่งหนีภาษีผ่านทางเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา เพื่อนำมาขายในไทยทำกำไรมหาศาลจากนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ทำให้กลไกราคาข้าวโพดบิดเบือน จนเอื้อให้เกิดการทำทุจริตผิดกฏหมายลักลอบนำเข้าเช่นนี้

ทั้งนี้ ลักษณะทางกายภาพของข้าวโพดอาร์เจนตินา จะมีเม็ดใหญ่หัวเล็ก ปลายใหญ่เป็นเหลี่ยม สีซีด ฝุ่นแป้งเยอะ ซึ่งแตกต่างกับข้าวโพดไทยที่เม็ดเล็ก อ้วนป้อม สีเหลืองเข้ม อย่างชัดเจน

“ผมไม่แปลกใจ เมื่อพ่อค้าพืชไร่กลุ่มที่ลักลอบนำข้าวโพดอาเจนตินาเข้ามา จะเป็นคนออกมาเรียกร้องให้โรงงานอาหารสัตว์เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงนี้ ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าช่วงปลายฤดูที่ข้าวโพดมีน้อยเช่นนี้ โรงงานต่างๆ จะทำการปิดปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อรองรับข้าวโพดฤดูกาลใหม่ชึ่งเป็นเรื่องที่ทำมาโดยปกติทุกปี”

นายพรศิลป์ กล่าวว่า กลไกการบิดเบือนราคาที่รัฐกำหนด นับเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการลักลอบนำเข้าดังที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากราคาข้าวโพดไทยที่สูงถึง 10.50 บาท/ก.ก. นั้น สูงกว่าราคาข้าวโพดในตลาดโลกถึง 2.50-3 บาท/ก.ก. จึงเป็นช่องว่างให้พ่อค้าบางกลุ่มฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์จำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดของไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลย สมาคมฯจึงออกหนังสือเตือนสมาชิกให้ระมัดระวังและตรวจสอบก่อนรับซื้อข้าวโพดในช่วงนี้

ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ ขอให้โรงงานอาหารสัตว์และพ่อค้าพืชไร่ รายงานปริมาณสต๊อกข้าวโพดเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งจากข้อมูลเดือนพ.ค. 2561 สต๊อกข้าวโพดที่อยู่ในมือพ่อค้าอยู่ที่ 66,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวโพดนาที่เกษตรกรทำการเก็บเกี่ยวในช่วงหลังเม.ย. และในช่วงเดือนมิ.ย. จะมีข้าวโพดในไร่ออกสู่ตลาดอีกประมาณ 11,000 ตันเท่านั้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สามารถนำไปตรวจสอบกับปริมาณการรับซื้อข้าวโพดของโรงงานอาหารสัตว์ในช่วงเดียวกันจะพบว่ามีปริมาณข้าวโพดลักลอบเข้ามาจำนวนเท่าใด

อนึ่ง การประชุมนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศผ่อนปรนมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วนลงเป็น 2 : 1 ส่วนตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.- 31 ส.ค. 2561 เนื่องจากพบว่า หากใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วน จะทำให้อาหารสัตว์ขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกกว่า 1.3 ล้านตัน เพราะช่วงดังกล่าวเป็นช่วงปลายฤดู และเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดไม่มีเหลืออยู่ในมือเกษตรกรแล้ว

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการโต๊ะกลมร่วมกับนักลงทุนอังกฤษ ณ ASIA House กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำ อาทิ ARUP HSBC KPMG SHELL PRUDENTIAL และ WOOD PLC จำนวนกว่า 20 รายเข้าร่วมการหารือ ว่า ชี้แจงเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ว่าสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ เชื่อมโยงกับการลงทุนของจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งนักลงทุนต่างสนใจในศักยภาพจุดนี้ เพราะการมาลงทุนในไทยเท่ากับมีโอกาสเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทจากหลายประเทศ นอกจากนี้นักลงทุนสนใจมากเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่มีความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมเป้าหมายและการบริการที่เน้นเทคโนโลยี เพราะอังกฤษมีชื่อด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการร่วมกันพัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุค 4.0

“นักธุรกิจที่เข้าร่วมหารือได้แสดงความสนใจและซักถามรายละเอียดของโครงการต่างๆ ในพื้นที่อีอีซี แนวทางการส่งเสริมเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ของรัฐบาล รวมถึงนโยบายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของไทยกับญี่ปุนและจีน นอกจากนี้กลุ่มสมาชิกของ เอเชีย เฮาส์ ซึ่งเป็นศูนย์ลงทุนทวีปเอเชียยังต้องการมาลงพื้นที่เยือนอีอีซีจึงกำหนดไว้เดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะประสานกับสำนักงานอีอีซีต่อไป”นายอุตตมกล่าว

สทนช.ประชุมหน่วยเกี่ยวข้องเร่งโรดแมปฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ก่อนเสนอนายกฯ พิจารณา เตรียมเดินหน้าแผนระยะเร่งด่วนขุดลอกจุดวิกฤตก่อนน้ำหลาก หวังเป็นแก้มลิงรับน้ำจากน้ำยม – น้ำน่าน ชะลอผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำแผนบูรณาการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์การบริหารจังหวัดพิจิตร เพื่อหารือแผนการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จ.พิจิตร