ต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านสู่นวัตกรรม “หมอนขิดยางพารา”

เดือนกรกฎาคม 2558 อาจารย์ชัยวุฒิ วัดจัง อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการยาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้จัดอบรมความรู้เรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากน้ำยางและยางแผ่นดิบ ณ ศูนย์การเรียนรู้ยางพารา การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น อำเภอเขาสวนกวางจังหวัดขอนแก่น

คุณแดง ป้องกัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนยางพาราตำบลศรีฐาน ได้ส่งสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ภายหลังการอบรม สมาชิกเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะผลิตไส้หมอนขิดจากยางพารา ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้ร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ดำเนินโครงการ “หมอนขิดจากน้ำยางพารา ต่อยอดภูมิปัญญาบ้านศรีฐาน” ภายใต้การสนับสนุนเงินทุน จาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เมื่อนำนวัตกรรมการทำหมอนขิดยางพาราส่งเข้าประกวดในโครงการ “กล้าใหม่ ใฝ่รู้” ของธนาคารไทยพาณิชย์ ปรากฏว่าได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการตีฟองน้ำยางพารา เพื่อทำไส้หมอนขิดยางพารา แก่ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจฯ บ้านศรีฐานในเวลาต่อมา

คุณวิวัฒน์ ป้องกัน อายุ 24 ปี ชาวตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หนึ่งในแกนนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนยางพาราตำบลศรีฐาน กล่าวว่า ปัจจุบันทางกลุ่มฯ ได้ผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์หมอนขิตยางพาราหลากหลายรูปแบบด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย เช่น หมอนหนุน หมอนสามเหลี่ยม เบาะรองนั่ง ที่นอนระนาด ฯลฯ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราในท้องถิ่น สร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้ที่ยั่งยืนสู่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง

การผลิตหมอนขิดยางพารา ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราได้อย่างดี เพราะหมอนยางสำหรับหนุนหนอน 1 ใบ ต้องใช้น้ำยางข้น 1-2 ก.ก. ขณะที่หมอนขิตยางพารา 1 ใบต้องใช้น้ำยางข้น 5-10 ก.ก.(ขึ้นกับจำนวนช่องของหมอนขิด ) สำหรับสินค้าหมอนยางมีหลากหลายขนาด ราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 190 – 2,200 บาท

ปัจจุบันทางกลุ่มฯ สามารถผลิตหมอนหนุนยางพารา ได้เฉลี่ย 300-500 ใบต่อเดือน และหมอนขิดยางพารา(10 ช่อง) ผลิตได้เฉลี่ย 200-300 ใบต่อเดือน ทางกลุ่มฯ จำหน่ายสินค้าผ่าน เฟสบุ๊ก “หมอนขิดยางพารา บ้านศรีฐาน จ.ยโสธร ” เป็นหลัก เพราะเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้จำนวนมากแล้ว ยังใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าให้ผู้บริโภครับรู้ข้อดีของหมอนขิดยางพาราว่าแตกต่างจากหมอนธรรมดาทั่วไปอย่างไร ปัจจุบันสินค้าหมอนขิดยางพารา ขายดีเป็นที่ต้องการของตลาด มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 10%

ที่ผ่านมา พบสินค้าลอกเลียนแบบการผลิตหมอนขิดยางพาราของกลุ่มฯ วางขายในท้องตลาด แต่สินค้าคู่แข่ง มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะนำเศษยางพารามายัดใส้หมอนขิดยางพารา เพื่อลดต้นทุนขณะที่หมอนขิดยางพาราของกลุ่มฯ ผลิตจากน้ำยางข้น 100% ในลักษณะแท่งยางใช้เป็นใส้หมอนขิด ทำให้หมอนขิดยางพาราของกลุ่มฯ มีเนื้อนุ่มไม่แข็งกระด้าง แถมมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนทานกว่าสินค้าลอกเลียนแบบ นอกจากนี้ สินค้าของกลุ่มฯ ยังดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน เพราะหมอนขิดยางพาราไม่เก็บฝุ่นเหมือนกับไส้หมอนขิดที่ทำจากนุ่น

หากใครสนใจผลิตภัณฑ์ “หมอนขิดยางพารา” ของบ้านศรีฐาน จังหวัดยโสธร สามารถแวะเยี่ยมชมกิจการได้ที่ ร้าน WIP หมอนขิดยางพารา 75 หมู่ 9 บ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร 35150 หรือโทรศัพท์ไปพูดคุยกับ คุณวิวัฒน์ ป้องกัน ที่ได้เบอร์โทร. 063-583-7409 และติดต่อทางเฟซบุ๊ก https://web.facebook.com/Heveapillow รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ขอขอบคุณภาพประกอบข่าว จากเฟสบุ๊ค : หมอนขิดยางพารา บ้านศรีฐาน จ.ยโสธร สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ โครงการวิจัยท้าทายไทย : ประเทศไร้พยาธิใบไม้ตับ (Fluke Free Thailand) โครงการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี จังหวัดขอนแก่น คณะแพทย์ศาสตร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิมะเร็งท่อน้ำดี จัดการแถลงข่าว มหกรรมรณรงค์ให้ความรู้เพื่อการป้องโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี “ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ : Fluke Free Thailand” วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เวลา 10.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น โดยมี นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในการแถลงข่าว และศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข และรองประธานคณะกรรมการกำกับโครงการวิจัย
ท้าทาย ร่วมการแถลงข่าว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ รองประธานและคณะกรรมการกำกับโครงการวิจัยท้าทาย กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยประจำปีงบประมาณ 2559 แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใต้ทุนโครงการวิจัยท้าทายไทย ในหัวข้อ “ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ” (Fluke Free Thailand)
เพื่อแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดีแบบครบวงจร โดยที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557 – 2561)

มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยโครงการ CASCAP มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมกับมูลนิธิมะเร็งท่อน้ำดีและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ 8 ได้ร่วมกันผลักดันจนสามารถนำวาระการกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชนเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 เและสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ออกประกาศรับรองวาระนี้ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ผ่านมติเห็นชอบ ประกาศคณะรัฐมนตรีให้กระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติดังกล่าว

ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลการดำเนินงาน ตลอดจนกระตุ้นประชาชนให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของปัญหาตลอดจนการรู้จักป้องกันตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมให้ปลอดภัยจากโรงพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จึงได้จัดมหกรรมรณรงค์ให้ความรู้เพื่อการป้องโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี “ประเทศไร้พยาธิใบไม้ตับ : Fluke Free Thailand” ขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 – เดือนมกราคม 2562

โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไก้แก่ 1. นิทรรศการเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันโรค อาหารปลอดภัย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการส่งเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีทั้งในกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป 2. การให้บริการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยง 3. การจัดกิจกรรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพและคอนเสิร์ตเพื่อปลุกสำนึกของประชาชนในการป้องกันตัวเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมให้ห่างไกลจากโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี

4. การจัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดีในโครงการ “ผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดีเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา” โดยคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าว ประชาชนจะเกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี และสามารถหลีกเลี่ยง ป้องกันตัวเองจากพยาธิใบไม้ตับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และได้รับบริการการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี รวมถึงรู้ถึงช่องทางการคัดกรองและรับการรักษาได้อย่างถูกต้อง

เห็ด ในโลกนี้มีจำนวนประมาณ 2,000 ชนิด ที่สามารถกินได้ และคนก็กินกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพราะเห็ดมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากมีแคลอรีต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย และเห็ดส่วนหนึ่งในจำนวนนี้ซึ่งไม่มากนักมีสารที่มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคตามตำราการแพทย์แผนตะวันออก และมีการขนานนามเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหล่านี้ว่า “เห็ดทางการแพทย์”

ซึ่งเห็ดเหล่านี้มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น เบต้ากลูแคน ไกลโคโปรตีน โพลีแซ็กคาไรด์ เป็นต้น สารเหล่านี้สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต้านจุลชีพ เชื้อรา และปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและการฉายรังสี เมนูการใช้เห็ด 3 อย่าง ในการประกอบอาหาร จึงเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพนิยมกินกันเป็นอย่างยิ่ง

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันอยู่ในชีวิตประจำวันสำหรับบ้านเรา และมีให้กินกันทุกฤดูกาล ในฉบับนี้จะพาไปเรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดนมสด ของคุณสุพจน์ เจริญผล อยู่บ้านโคกสง่า ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสุพจน์ได้เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดจาก คุณป้าสมบูรณ์ ที่สีคิ้ว ปรมาจารย์ทางด้านเห็ดที่มีความเชี่ยวชาญด้านเห็ดฟาง มานานกว่า 20 ปี ท่านได้ถ่ายทอดวิชาการเพาะเห็ดฟางให้อย่างไม่ปิดบังเลย

โรงเรือนสร้างแบบง่ายเพื่อประหยัดต้นทุน

บนพื้นที่ 3 งาน คุณสุพจน์ ขึ้นโรงเรือนเพาะเห็ดแบบง่ายจำนวน 3 โรง โรงเรือนมีขนาด กว้าง 5.60 เมตร ยาว 7.2 เมตร หลังคามุงด้วยจาก เพื่อระบายอากาศได้ดีในช่วงฤดูร้อน ไม่ทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนสูงเกินไป ในโรงเรือนแบ่งโต๊ะออกเป็น 3 โต๊ะ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวเกือบตลอดโรงเรือน แต่ก็จะมีพื้นที่ทางเดินสำหรับเก็บเห็ดได้รอบทุกโต๊ะ แต่ละโต๊ะทำชั้นไว้ 4 ชั้น รวมทั้งโรงเรือนเป็น 12 ชั้น โดยเรียกว่า 12 ถาด

วัสดุที่ใช้ทำโต๊ะก็ง่ายๆ โดยใช้ไม้กระถินเป็นเสาหลัก และไม้ไผ่เลี้ยงตัดวางห่างๆ ไว้เป็นโต๊ะสำหรับรองรับวัสดุเพาะ โดยมีตาข่ายอวนขึงไว้ตลอดโต๊ะ ความสูงของหลังคา ประมาณ 2.50 เมตร มีประตูเปิดเข้าทางด้านหน้า ส่วนด้านข้างซ้าย-ขวา เป็นช่องเตี้ยๆ ไว้สำหรับเปิดระบายอากาศ

นอกจากนี้ ใต้หลังคายังเป็นพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาอุณหภูมิ โดยมีช่องระบายขนาดใหญ่ประมาณชามข้าว ซึ่งสามารถ เปิด-ปิด ได้ง่ายด้วยการใช้เชือกมัด โดยรวมของโรงเรือนออกแบบให้สามารถเปิดและปิดได้ในการทำงานทุกขั้นตอน คุณสุพจน์ลงทุนทำโรงเรือนแบบง่ายๆ เพื่อประหยัดต้นทุน ใช้งานได้สัก 3 ปีก็ต้องรื้อทำใหม่ แต่ก็คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

วิธีหมักวัสดุสำหรับเพาะเห็ด

สูตรวิธีหมักวัสดุเพาะเห็ดฟางของคุณสุพจน์ จะใช้ฟางปูลงบนพื้น เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ก่อน โรยปูนขาวให้ทั่วกองฟาง เพื่อป้องกันเชื้อรากับฟาง และเป็นการปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง แล้วจึงนำกากมันสำปะหลัง ซึ่งกากมันสำปะหลังจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กากเปลือกมันสำปะหลังและกากแป้ง โดยกากเปลือกมันสำปะหลังจะช่วยในการย่อยสลาย

ส่วนกากแป้งจะให้ความชื้นในกอง จำนวนกากมันทั้ง 2 อย่าง จะใช้เท่าๆ กัน มีน้ำหนักประมาณ 2.5 ตัน โรยกากมันทั้ง 2 อย่าง บนกองฟาง ประมาณ 700-800 กิโลกรัม ใช้อาหารเสริมของเห็ด ภูไมต์ แร่ถุงเงิน ขี้วัวแห้ง (60 กิโลกรัม) รำอ่อน (1 ถังสี) โรยทับบนกากมัน แล้วนำ อีเอ็ม กับกากน้ำตาล ผสมน้ำ 100 ลิตร รดให้ชุ่ม ทำแบบนี้จนครบ 3 ชั้น คลุมผ้าพลาสติกดำ ทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 7 วัน เพื่อให้วัสดุเพาะย่อยสลาย วัสดุเพาะเห็ด 1 กอง ใช้ได้สำหรับ 1 โรงเรือน

ทำความสะอาดโรงเรือนเป็นเรื่องสำคัญ

การทำความสะอาดโรงเรือนที่เพาะเห็ดหลังจากสิ้นสุดการเก็บเห็ดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการลงเชื้อเห็ดใหม่แต่ละครั้ง หลังจากมีการขนวัสดุเพาะเห็ดออกจากโรงเรือนหมดแล้ว ก็จะทำความสะอาดในโรงเรือนทั้งหมดให้เกลี้ยงเกลาที่สุด

ส่วนที่เป็นโต๊ะก็จะใช้แปรงขัดด้วยน้ำเปล่า ห้ามใช้ผงซักฟอกเด็ดขาด เนื่องจากมีโซดาไฟที่ทำลายเชื้อเห็ด ต่อมาจะใช้ไตรโคเดอร์ม่า 20 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่ว เพื่อแก้ปัญหาราเขียว ราขาว ราเทา และราส้ม ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน กรณีที่มีเชื้อโรคมากก็จะทิ้งไว้นานกว่านั้น

ขั้นตอนต่อไปให้เอาฟางมาวางบนโต๊ะ ซึ่ง 1 โรงเรือน จะใช้ประมาณ 4-5 ก้อน หลังจากนั้น จะโรยปูนขาวบนฟางให้ทั่ว แล้วจึงนำวัสดุเพาะที่หมักจนได้ที่แล้วมาโรยให้หมดกอง ปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 2 วัน แล้วอบไอน้ำด้วยการต้มน้ำด้วยถัง 200 ลิตร 3 ถังที่ต่อไว้ โดยจะมีท่อที่ต่อไว้ อุณหภูมิที่ใช้ในการอบคือ 65-70 องศา นานประมาณ 4 ชั่วโมง แต่อุณหภูมิที่ได้น้อยกว่าก็ให้ยืดเวลาไปเป็น 5-6 ชั่วโมง ทิ้งไว้ 1 คืน จึงมาเปิดช่องทั้ง 3 ด้าน ระบายออก

นำก้อนเชื้อเห็ดฟางมาขยี้โรยบนวัสดุเพาะให้ครบทุกชั้น หลังจากนี้ จะปิดโรงเรือนไว้ 4 วัน เมื่อเปิดมาจะพบว่าเส้นใยขาวๆ ของเห็ดจะกระจายไปทั่วโต๊ะ ใช้สายยางรดน้ำรดบนโต๊ะให้ใยยุบลงไป เรียกว่า การตัดใย การทำแบบนี้เพื่อให้เส้นใยจับเป็นเม็ดเร็วขึ้น ช่วงนี้จะเปิดโรงเรือนให้อากาศถ่ายเท เมื่อเห็ดฟางเป็นตุ่มเท่าเมล็ดงา ก็จะเริ่มให้ฮอร์โมน จนตุ่มมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว จะใช้นมสด 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 15 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่วในตอนเช้าติดต่อกัน 3 วัน

วันที่ 4-5 ก็จะเริ่มเก็บเห็ดได้แล้ว เห็ดจะขึ้นติดต่อกันประมาณ 19 วัน จึงจะรื้อออกและเริ่มต้นทำใหม่อีก ผลผลิตของคุณสุพจน์จะได้ประมาณ 200-350 กิโลกรัม ต่อ 1 โรงเรือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเชื้อเห็ดและการจัดการในโรงเรือนเป็นสำคัญ ในช่วงหน้าร้อนจะเป็นหน้าที่เห็ดฟางดีให้ผลผลิตดีที่สุด แต่ราคาจะต่ำที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมเป็นใจ ผลผลิตของทุกฟาร์มจึงประดังประเดกันออกมา ทำให้เห็ดมีราคาถูกลง

การตลาด ต้องมาก่อน

คุณสุพจน์ เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่มองการตลาดก่อน ในครั้งแรกได้ติดต่อให้พ่อค้าที่วิ่งรวบรวมซื้อเห็ดมาเป็นผู้รับซื้อก่อน ตอนแรกให้ราคาดี ทำไปๆ ก็เริ่มกดราคา จึงแก้ปัญหาด้วยการติดต่อแม่ค้าตามตลาดนัด ตลาดสด และร้านอาหารเอง โดยตามตลาดนัดจะเป็นเห็ดคละขนาด ส่งอยู่ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนร้านอาหารจะใช้เห็ดขนาดใหญ่ที่คัดเป็นพิเศษจะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 80 บาท คุณสุพจน์ไม่จับตลาดใหญ่ แต่เน้นเจาะตลาดถึงผู้บริโภคโดยตรง ในรัศมีระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร

ใช้แรงงานในครอบครัวและลงแขกกันในกลุ่ม

แรงงานเป็นปัญหาในการทำเกษตร ฟาร์มเห็ดของคุณสุพจน์และในกลุ่มไม่ได้จ้างแรงงานภายนอกมาทำงาน ยกเว้นการนำวัสดุเพาะเข้าและออกจากโรงเรือนเท่านั้น แต่ในการทำงานทั่วไปทุกวันจะมีคุณสุพจน์และพ่อกับแม่เท่านั้น ที่ทำงานอยู่

โดยจะเริ่มเก็บเห็ดตอนเช้าจนถึง 9 โมง ก่อนจะเริ่มตัดแต่งเห็ด ในเวลาบ่าย 2 โมงของทุกวัน เห็ดฟางนมสดจะถึงมือแม่ค้าและร้านอาหาร แต่ในช่วงที่เห็ดมีจำนวนมาก ก็จะประสานกับคนในกลุ่มเข้ามาช่วย ซึ่งจะเป็นการลงแขกกัน ช่วยกันทำภายในกลุ่ม เพราะแต่ละโรงเรือนผลผลิตจะไม่มากพร้อมๆ กัน จึงมีเวลาเหลือที่จะช่วยกันได้

เมื่อเร็วๆ นี้ การยางแห่งประเทศไทย กยท. ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ การเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่การผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทยให้เข้มแข็งด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สหกรณ์ตราดยางพารา จำกัด GIZ, FSC และ PEFC นำระบบสารสนเทศ (ICT) ประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้สอดรับมาตรฐาน FSC, PEFC

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ในฐานะประธานการจัดประชุมในครั้งนี้กล่าวว่า ที่ ผ่านมา กยท. ได้มีแนวทางในการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. พัฒนาสวนยางให้เข้าสู่ระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรฐานการจัดการสวนป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมี 2 มาตรฐานหลักๆ ได้แก่ FSC, PEFC โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมาตรฐานเลขที่ มอก. 14061 ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองในระดับประเทศ กยท. ได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการปรับรูปแบบแนวทางการปฏิบัติของ กยท. ให้สอดรับกับมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สมอ. ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวสามารถนำไปเทียบเคียงกับมาตรฐาน FSC, PEFC ได้ในอนาคต โดย กยท. จะผลักดันให้สวนยางพาราของ กยท. ได้รับมาตรฐานดังกล่าวทั่วประเทศ

ด้าน นางพจมาน วงษ์สง่า Senior Regional Manager ASEAN Sustainable Agrifood Systems (ASEAN SAS) ผู้แทนจาก GIZ (องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน) กล่าวว่า ปัจจุบันทาง GIZ จะเป็นองค์กรกลางที่ได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมัน ในการประสานระหว่างภาครัฐ เอกชน รวมถึงเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับอาหารและการเกษตรอยู่จำนวนทั้งสิ้น 9 โครงการ

โดยการประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ทาง GIZ ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทยเปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการฯ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยน หารือแนวทางต่างๆ ร่วมกัน เพื่อจะนำเทคโนโลยี ICT มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสวนยางพาราของประเทศไทยให้ได้มาตรฐานตามที่ตั้งเป้าไว้ และเป็นการส่งเสริมเพิ่มมูลค่าของยางพารา ซึ่งหลังจากการประชุมในครั้งนี้ คาดจะมีแนวทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อนำไปต่อยอดต่อโครงการต่างๆ ในอนาคต

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 45 (Committee on World Food Security: CFS) ระหว่างวันที่ 15-19 ตุลาคม 2561 ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งมีวาระสำคัญของการประชุมในประเด็นต่างๆ อาทิ สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2561 ประเด็นสำคัญและอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ การเตรียมการจัดทำแนวปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยระบบอาหารและโภชนาการ และการนำเสนอรายงาน เรื่องความเป็นหุ้นส่วนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนเงินทุนและพัฒนา ความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

การประชุมดังกล่าว Mr. José Graziano da Silva ผู้อำนวยการใหญ่ของ FAO ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ถึงความจำเป็นในการดำเนินการด้านโภชนาการ โดยนำเสนอให้เห็นถึงความอดอยากหิวโหยได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา ดังนั้น การให้ความสำคัญด้านโภชนาการ การเพิ่มบทบาทของสตรีในชนบท และการดําเนินงานด้านเกษตรกรรมแบบครอบครัว เป็นสิ่งจำเป็นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

ด้าน Mr. David Beasley ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ได้กล่าวในที่ประชุมว่า รายจ่ายของ WFP กว่า ร้อยละ 80 อยู่ในเขตสงคราม โดยระบุว่า ความขัดแย้งทำให้เกิดความอดอยากหิวโหย ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ และเรียกร้องให้มีการพัฒนาด้านมนุษยธรรมควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน ทาง Mr. Cornelia Richter รองประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development: IFAD) กล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตร เช่น การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และบทบาทของเกษตรกรรายย่อย

โอกาสเดียวกันนี้ เลขาธิการ สศก. ได้อภิปรายเสนอความเห็นในที่ประชุมเกี่ยวกับรายงานเรื่อง “ความเป็นหุ้นส่วนระหว่าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาความมั่นคงอาหารและโภชนาการ” โดยเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการ ส่งเสริมความมั่นคงอาหารและโภชนาการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินนโยบายประชารัฐภาคเกษตร เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร (Public–Private Partnership) ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยใช้ความก้าวหน้าของภาคเอกชนในการบริการจัดการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการตลาดในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ CFS เป็นเวทีการประชุมนานาชาติด้านความมั่นคงด้านอาหารของโลก เพื่อติดตามสถานการณ์ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศสมาชิก ตลอดจนจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแบบสมัครใจ ซึ่งไทยสามารถนำมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายบายความมั่นคงด้านอาหารและยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งปัจจุบัน สมาชิกของ CFS ประกอบด้วยประเทศสมาชิกของ UN, FAO, IFAD และ WFP รวมถึงภาคประชาสังคม โดยจัดประชุมเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี