ต้นมะลิเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ได้สะดวกเพียงพื้น

ที่ปลูกควรจะได้รับแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ได้ทั้งการแยกกอ การชำ รวมถึงการตอนกิ่ง แต่นิยมการปักชำ โดยการชำด้วยกิ่งอ่อน ตัดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว แล้วจุ่มฮอร์โมนเร่งราก นำไปปักชำในวัสดุเตรียมไว้ โดยใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ คลุมด้วยวัสดุเพื่อควบคุมความชื้น ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ เมื่อมีรากออกมาก็นำไปปลูกในกระถางหรือแปลงได้ เมื่อมะลิเติบโตเต็มที่ ควรดูแลด้วยการตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ หรือติดโรคแมลงออกไป และควรตัดแต่งกิ่งก้านไปให้โปร่ง ไม่ให้ใบเกาะกันจนแน่นเกินไป มะลิก็จะแตกกิ่งก้านใหม่ ทำให้ออกดอกมากขึ้น และไม่มีโรคแมลงรบกวน

ต้นมะลิ และดอกมะลิ เป็นไม้ดอกที่ให้ความรู้สึกเชิงปฏิพัทธ์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของคนเรา เพราะสามารถนำไปใช้เป็นพฤกษาเนื้อนาบุญ นำไปบูชาพระ กราบผู้ใหญ่ขอพร หรือเป็นพฤกษาจินตนาการชวนคิดฝัน เปรียบเหล่านางสนมนมใน หญิงสาววัยรุ่น เปรียบเปรยความหอม ความงามในวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดวรรณกรรมอักษรจากเหล่ากวีหลากหลาย นอกจากนั้น ยังเป็นโอสถพฤกษาในกลิ่นอาหารเป็นพฤกษาเภสัช ให้สรรพคุณประกอบในตำรายาไทย รู้จักกันว่าเป็น “ยารสหอมเย็น”

จากฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในเว็บไซต์ Thaicrudedrug.com ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมะลิไว้เป็นที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ ที่จะได้ใช้ดอกมะลิให้ตรงกับคุณค่าสรรพคุณยาไทย ซึ่งดอกมะลิเป็นยาในพิกัดเกสรทั้ง 5 ทั้ง 7 และทั้ง 9 ซึ่งมีรสหอมเย็นเป็นสรรพคุณบำรุงหัวใจ ให้ความชุ่มชื่นใจ แก้อ่อนเพลีย ร้อนใน กระหายน้ำ ดอกมะลิที่ผสมเข้าในตำรับยาหอมที่มีสรรพคุณดังกล่าว มีตัวอย่างเช่น ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาหอมทิพโอสถ และยาหอมอินทจักร์

เนื่องจากดอกมะลิใช้ได้ทั้งดอกสดและดอกแห้ง จัดไว้ในทางสุคนธบำบัดก็จะใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิในการกระตุ้นระบบประสาท สำหรับผู้มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย จะช่วยปรับอารมณ์ให้เกิดสภาพสมดุลของจิตใจดีขึ้น บรรเทาความเครียด การปวดกล้ามเนื้อ ความกลัวได้ เพียงใช้ดอกแห้ง 2-3 กรัม ต้มน้ำ หรือทำชามะลิชงน้ำร้อนดื่ม

ในการศึกษาทางเภสัชวิทยา สามารถใช้เพื่อการกระตุ้นหัวใจ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ รวมทั้งสงบประสาทช่วยให้นอนหลับ ถ้าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลา จะมีฤทธิ์ไล่หมัดดีกว่าสารเคมีบางชนิดอีก ส่วนทางด้านพิษวิทยา สามารถสกัดสารจากดอกมะลิด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ นำไปใช้ในงานทดลองในห้องปฏิบัติการได้ สรรพคุณทั่วๆ ไปที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านและชาวเมืองในการนำดอกมะลิมาใช้เป็นส่วนประกอบยังมีอีกมากมาย เช่น

ดอก นำมาตำให้ละเอียดพอกขมับ แก้ปวดศีรษะ ดอกและใบมีรสเผ็ดชุ่ม แต่ใช้เป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน หรือนำดอกสดมาตำใส่พิมเสน ใช้สุมหัวเด็ก แก้ทราง แก้หวัด ถ้าเป็นดอกแก่แก้หืดได้ หรือใช้ดอกสดตำให้ละเอียด เช็ดบริเวณเต้านม เพื่อหยุดการหลั่งของน้ำนม ทารักษาแผลเรื้อรัง ฝี หนอง ผื่นคัน ได้

ราก มีรสเผ็ด ขม เป็นยาเย็น ใช้ต้มเป็นยาแก้ปวด รากสดตำแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก บางประเทศใช้รากต้มดื่มน้ำเป็นยาแก้โรคเบาหวาน รากสดนำมาตำผสมน้ำสะอาด นำไปต้มเดือด ใช้น้ำเป็นยาล้างตา หรือช่วยแก้เยื่อตาอักเสบ แก้ตาแดง นอกจากนี้ ยังใช้รากสดทุบแหลกแช่เหล้า พอกบริเวณปวดฟัน ฟันผุ

ใบสดต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย แก้นิ่วในถุงน้ำดี แก้โรคผิวหนัง ผสมน้ำมันมะพร้าวใหม่ ลนไฟทารักษาฝี แผลพุพอง ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ดอกมะลิมีหลายพันธุ์ ทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียว และหลายชั้น ทั้งดอกเดียวและดอกช่อ ดังคำกล่าวที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา” มีพันธุ์ที่ได้รับการส่งเสริมและนิยมปลูกกันมาก เช่น มะลิลาพันธุ์แม่กลอง พันธุ์ราษฎร์บูรณะ และพันธุ์ชุมพร ซึ่งปลูกกันในจังหวัดนครสวรรค์ นครปฐม ราชบุรี จันทบุรี นครศรีธรรมราช ลพบุรี นนทบุรี ผลผลิตมีทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบพวงมาลัยดอกมะลิ และดอกสด จนกระทั่งความหอมกระจายไกล เป็นน้ำมันหอมระเหยระดับโลก นาม “King of Essential oil” แต่เราก็ภูมิใจกับฉายาของมะลิไทย ในนาม “King of owner oil”

เพลง มะลิขาว

ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร-สวลี ผกาพันธุ์

คำร้อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ต้นมะลิพุ่มกอนี้ ชูช่อส่งกลิ่นหอมผ่านเสียงเพลงคู่นี้มาแล้ว 40 ปี ตั้งแต่สมัยละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม (ขาว-ดำ) แต่เดี๋ยวนี้สีสันของโทรทัศน์ชัดแจ๋วแหวว สี เสียง แต่กลิ่นหอมดอกมะลิก็ไม่จืดจาง ไม่ว่าจะฟังเพลงบทไหน “แม้ดอกไร้สีสัน แต่กลิ่นนั้นหอม”

ไม่ว่าบทกวีร้อยแก้ว ร้อยกรอง หากเอ่ยถึงดอกมะลิแล้ว ก็ให้ความรู้สึกสำนึกถึงความบริสุทธิ์ หอม สะอาด เสริมให้คุณค่าทางจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับ “มะลิซ้อนซ่อนกลิ่นรสสุคนธ์ หอมระคนกับบุหงารำไป” จากบทละคร อิเหนา หรือมะลิวัลย์พันกอพฤกษาดาษ เหมือนผ้าลาดขาวลออหนอน้องเอ๋ยฯ จากบทละคร เงาะป่า พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 5

บทเพลงที่กล่าวถึงดอกมะลิมีมากมาย รวมทั้งบทเพลงที่กล่าวถึงพระคุณของแม่กับดอกมะลิ ซึ่งประพันธ์แทนคุณ แทนใจ แทนความรู้สึกเคารพบูชา เช่น “ดอกไม้วันแม่” โดยศิลปิน เอกพล มนต์ตระการ ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคว่า “คำรักที่บอกด้วยดอกมะลิ คู่ควรกับหนึ่งนารี ที่มีชื่อเรียกว่าแม่ ผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก อุ้มชูดูแล ใจลูกรำลึกถึงแม่ เหมือนมีวันแม่ทุกวัน…ฯลฯ”

เพลงมาลัยดอกมะลิ โดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เพลงแม่ดอกมะลิ โดย แคทรียา อิงลิช เพลงดอกมะลิ โดย วงเฉลียง เพลงก่อนดอกมะลิบาน โดย วงไทม์ รวมทั้งดนตรีกู่เจิง เพลงหอมดอกมะลิ รวมทั้ง “เข็มกลัดมะลิ เฉลิมนรินทร์” ที่ระลึกในวันแม่ จากพันธุ์ไม้สกุลมะลิพันธุ์ใหม่ Jasminum bhumibolianum Chalermglin แต่แม้ว่าจะรวมจำนวนต้นทุกสายพันธุ์ ทุกจำนวนดอกมะลิมากมาย ก็มิอาจเทียบเทียมสายใยรักได้สมค่าความรักจากพระคุณของแม่ด้วยจิตพิสุทธิ์รัก

น้ำปัสสาวะ เกิดจากระบบการขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยการแยกกาก คือ อุจจาระออกจากกัน ฉะนั้น น้ำปัสสาวะ จึงต่างจากอุจจาระที่เป็นของเสีย

เมื่อน้ำปัสสาวะใช้ประโยชน์ในคนได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีผู้นำมาทดลองใช้กับพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย นั่นก็คือ การใช้น้ำปัสสาวะใช้ในนาข้าว ซึ่งผู้ทดลองในเรื่องนี้ก็คือ นายสุธี ชิวหากาญจน์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร ปกติคนเราจะถ่ายน้ำปัสสาวะ วันละ 1-1.5 ลิตร องค์ประกอบของน้ำปัสสาวะของผู้ใหญ่ 1 คน ต่อวัน ประกอบไปด้วย

– ยูเรีย (ไนโตรเจน) 6-180 กรัม

– ครีเอไทน์ (ไนโตรเจน) 0.3-0.8 กรัม ธาตุอาหารเหล่านี้ สามารถนำไปปลูกพืชโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย สรุปว่า น้ำปัสสาวะ ที่มนุษย์ขับถ่ายและทิ้งในแต่ละวันสามารถตอบสนองต่อความต้องการปุ๋ยในการปลูกพืชของโลกได้ทั้งหมดโดยธรรมชาติ นายสุธี จึงได้ทำการศึกษาในเรื่องนี้ เพื่อข้อมูลที่ได้จากการทดลองในครั้งนี้ สามารถที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำปัสสาวะเพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้

วัตถุประสงค์ คือ ศึกษาอัตราการใช้น้ำปัสสาวะที่เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของข้าว (การแตกกอ)การศึกษาวิจัย ทำโดยใช้พันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2 ปลูกในกระถาง กระถางละ 1 ต้น จำนวน 4 Treatment (วิธีการ) Treatment ละ 4 Replication (ขบวนการ) ใช้อัตราน้ำปัสสาวะที่แตกต่างกัน คือ

Treatment ที่ 1 ใช้น้ำปัสสาวะ ต่อน้ำ 1:50 (ลิตร)

Treatment ที่ 2 ใช้น้ำปัสสาวะ ต่อน้ำ 1:100 (ลิตร)

Treatment ที่ 3 ใช้น้ำปัสสาวะต่อน้ำ 1:150 (ลิตร)

Treatment ที่ 4 ไม่ใช้น้ำปัสสาวะ

และหาค่าเฉลี่ยจำนวนการแตกกอของข้าว

ผลการศึกษาวิจัย

จากการศึกษาพบว่า Treatment ที่ 1 ใช้น้ำปัสสาวะ ในอัตรา 1 ลิตร ต่อ น้ำ 50 ลิตร ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 81 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 77, 70 และ 62 โดยมีค่าเฉลี่ย 72.50 ต้น

Treatment ที่ 2 ใช้น้ำปัสสาวะ ในอัตรา 1 ลิตร ต่อ น้ำ 100 ลิตร ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 72 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 54, 53 และ 49 โดยมีค่าเฉลี่ย 57 ต้น

Treatment ที่ 3 ใช้น้ำปัสสาวะ ในอัตรา 1 ลิตร ต่อ น้ำ 150 ลิตร ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 64 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 35, 24 และ 20 โดยมีค่าเฉลี่ย 31.25 ต้น

Treatment ที่ 4 ไม่ใช้น้ำปัสสาวะ (ใช้น้ำธรรมดา) ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 27 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 25, 25 และ 20 โดยมีค่าเฉลี่ย 24.25 ต้น จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า น้ำปัสสาวะมีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าว (การแตกกอ) จริง สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ระดับอำเภอและจังหวัด นำไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำน้ำปัสสาวะมาใช้ในนาข้าว เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยในนาข้าว และรณรงค์การใช้น้ำปัสสาวะทดแทนปุ๋ยเคมี

หากสนใจและต้องการข้อมูล การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าวของ นายสุธี ชิวหากาญจน์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถนนธราธิบดี ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือโทรศัพท์ (077) 311-525 มือถือ (081) 416-3095 ได้ทุกวัน

ม. หอการค้าฯ ต้านไม่อยู่ ศก.ไทยยังทรงกับทรุด หั่น จีดีพี เหลือ 3% จากเดิม 3.5% ส่งออกเหลือ 0.8% จากเดิม 2% บวกกับภัยแล้ง-สินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านบาท ส่วนต่างประเทศเจอภาพลบประมง-การบิน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงประมาณการภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 2559-60 ว่า ศูนย์พยากรณ์ฯ ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ปี 2559 อยู่ที่ 3% ในกรอบ 2.5-3.5% จากเดิม 3.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ค่อยชัดเจน ส่งผลฉุดการส่งออกไทย ซึ่งศูนย์พยากรณ์ฯ ปรับลดการขยายตัวส่งออกปีนี้อยู่ที่ 0.8% จากเดิม 2%

“การปรับลดดังกล่าว ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ยังมีปัจจัยภัยแล้งที่ยาวนาน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้รายได้เกษตรกรหาย 1.2 แสนล้านบาท รวมมีเงินหายจากระบบเศรษฐกิจ 5.2 แสนล้านบาท

ทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงปัญหาประมง สหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางการค้า ปัญหามาตรฐานการบินของไทย และเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอตัว รวมถึงค่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลดีจากภาคท่องเที่ยว คาดว่ารายได้ของการท่องเที่ยวทั้งปีนี้จะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.4 ล้านล้านบาท รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น โครงการบ้านประชารัฐ มาตรการช็อปช่วยชาติ กองทุนหมู่บ้าน หากรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามที่วางไว้

อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพ คาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 4 แสนล้านบาท ทดแทนเงินส่วนที่หายไป หักลบแล้วเงินจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง 0.5%

นายธนวรรธน์ กล่าวต่ออีกว่า คาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทย 2559 ครึ่งปีแรกนี้อยู่ที่ 2.8% ครึ่งปีหลังอยู่ที่ 3.3% หากรัฐสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามที่ประกาศไว้ สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนแก้หนี้นอกระบบให้ลดลง จะสามารถดันให้เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมั่นดีขึ้น เอกชนก็เกิดความมั่นใจจะลงทุนมากขึ้น

37 ปี “ศิลปวัฒนธรรม” นิตยสารเชิงวิชาการ 1 ใน 2 เล่มที่ผลิตโดยเอกชน เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการที่ได้รับความเชื่อถืออย่างดีมากมาโดยตลอด

36 ปี “มติชนสุดสัปดาห์” กับตำแหน่งนิตยสารที่มียอดขายสูงที่สุดในหมวดนิตยสารวิเคราะห์การเมือง 29 ปี “เทคโนโลยีชาวบ้าน” นิตยสารการเกษตรยอดขายสูงสุดของประเทศไทย

21 ปี “เส้นทางเศรษฐี” นิตยสารอาชีพชี้ช่องทางทำกินเล่มแรกของไทย และมียอดขายสูงสุดในหมวดนิตยสารอาชีพช่องทางทำกิน

อายุของนิตยสารทั้ง 4 เล่มที่ผลิตโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในโลกของการทำสื่อนั้น “Content is King” นิตยสารที่มีคอนเทนต์ดีจะอยู่ได้ แม้ในเวลาและสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก

หลังจากครองใจคนอ่านในรูปแบบสื่อกระดาษมานาน นิตยสารทั้ง 4 เล่มก็พร้อมจะเดินหน้าตามนโยบายของบริษัทที่ว่าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ไม่ว่าคนจะเปลี่ยนช่องทางการรับสื่อไปอย่างไร ในฐานะสื่อมวลชนก็ต้องทำคอนเทนต์ที่ดีมานำเสนอในช่องทางที่โลกให้การตอบรับ ซึ่ง ณ เวลานี้ช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลกคือช่องทางออนไลน์

ในวันที่ 2 กันยายนนี้ นิตยสารทั้ง 4 เล่มจะเข้าสู่ออนไลน์อย่างเต็มตัว โดยการเปิดตัว 4 เว็บไซต์ คือ www.matichonweekly.com ของนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ที่มาในคอนเซ็ปต์ “ชุมชนคอลัมนิสต์แหล่งรวมนักคิดนักเขียน”www.silpa-mag.comของนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ในคอนเซ็ปต์ “พลิกอดีตต่อไปในยุคดิจิทัล” www.sentangsedtee.com ของนิตยสารเส้นทางเศรษฐีกับคอนเซ็ปต์ “บทความ Exclusive สร้างแรงบันดาลใจ” และ www.technologychaoban.com ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในคอนเซ็ปต์ “สกู๊ปพิเศษ ของดีการเกษตรทุกเดือน”

การก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นก้าวใหม่ แต่ไม่ใช่การก้าวแบบเสี่ยงตายโดยขาดประสบการณ์ เพราะนิตยสารทั้ง 4 เล่มมีประสบการณ์ในการสื่อสารกับคนในสังคมออนไลน์มาพอสมควรแล้วในการเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ ซึ่งแต่ละเพจก็มียอดกดไลก์หลายหมื่นไปจนถึงหลายแสน ยอดไลก์ยอดแชร์แต่ละโพสต์นั้นถือว่าเริ่มต้นได้สวยงาม

อีกทั้งยังมีเว็บไซต์ข่าวหลักของบริษัท อย่างเว็บไซต์ “ข่าวสด” เว็บข่าวที่มียอดเข้าชมสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ อีกทั้งยังมีเว็บมติชน และประชาชาติธุรกิจ ที่จะคอยสนับสนุนผลักดันให้เติบโตไปด้วยกัน เพราะอย่างนี้หัวเรือใหญ่ของทั้ง 4 เว็บไซต์จึงมั่นใจว่าการพานิตยสารเข้าสู่ออนไลน์นั้นมีโอกาสเติบโตแน่นอน

สำหรับ เทคโนโลยีชาวบ้าน “พานิชย์ ยศปัญญา” บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา บอกว่า จุดแข็งที่ยังจะคงอยู่คือเนื้อหาครอบคลุมการเกษตรทุกประเภท และครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ นำเสนอด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยระดับด็อกเตอร์ และจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลทางการเกษตร ทั้งเนื้อหาและภาพ ไม่ว่าจะค้นหาอะไรเกี่ยวกับการเกษตรก็จะหาได้ที่เว็บนี้

นอกจากนั้นยังเตรียมทำคอลัมน์แนะสถานที่ซื้อ-ขายผลผลิตการเกษตรแนะสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามฤดูกาลซึ่งข้อดีของเว็บไซต์คือรวดเร็วทันเวลา ผลผลิตทางการเกษตรบางอย่างมีช่วงเวลาออกผลผลิตสั้น ๆ การนำเสนอข่าวสารในออนไลน์จะทำให้ซื้อ-ขายได้ทันเวลา พอใจกันทั้งคนซื้อและคนขาย

จากนั้นในเฟส 2 จะพัฒนาเป็นพื้นที่ติดต่อซื้อขาย stsebastianschool.org ให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อมาคุยกันเอง สืบเนื่องมาจากคอลัมน์ในนิตยสารกระดาษ บางคนได้ลงคอลัมน์นี้แล้วขายดีมาก จุดมุ่งหมายคืออยากช่วยเรื่องการตลาด เพราะเกษตรกรไม่ประสบความสำเร็จด้านการตลาด กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงาน “ของดีจากชายแดนใต้” ครั้งที่ 9 ระหว่าง 3-11 ก.ย. 59 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรผลิตภัณฑ์ระดับชุมชน เพื่อสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา) พบกับ ข้าวมันไก่เบตงสุดฮิต เส้นหมี่เบตง แกงภาคใต้ ชาชัก โรตี และผลไม้รสเลิศ (ลองกอง มังคุด และเงาะ)

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการเกษตรผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยจำลองวิถีชีวิต “นายนิวัฒน์ เนตรทองคำ” เกษตรกรต้นแบบ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในกิจกรรมปลูกพืชแซมสวนยางพารา 13 ไร่ นิทรรศการผักและผลไม้ท้องถิ่น กิจกรรมพิเศษประจำวัน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลูกพลับ ผลไม้รูปทรงกลมแบน ผลสุกสีส้ม ที่ขายแพร่หลายในเมืองไทย ความจริงเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคเหนือของจีน คนจีนนิยมกินพลับมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่าสองพันปี เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้ มีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกาย ช่วยบำรุงรักษาสายตา ป้องกันต้อกระจก ตาฟาง บำรุงลำไส้ บำรุงปอด ม้าม และลดความดัน ฯลฯ

นอกจากนี้ คนจีนยังได้ยกย่อง ลูกพลับ เป็นผลไม้มงคล แสดงถึงความมั่งมีศรีสุข เพราะผลสุกของลูกพลับมีสีเหลืองทองราวกับทองคำ เปรียบดั่งผลไม้จากสรวงสวรรค์นั่นเอง จึงนิยมมอบลูกพลับเป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ แต่คนไทยกลับไม่นิยมใช้ลูกพลับบูชาพระหรือไหว้เจ้า เพราะมีความเชื่อว่า จะทำให้ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า เช่นเดียวกับผลไม้อีกหลายชนิดที่ห้ามใช้ไหว้เจ้า เช่น พุทรา-ความสร่างซา น้อยหน่า-ทำอะไรก็ได้น้อย มะไฟ-ร้อน ระกำ-โศกเศร้า บ๊วย-พ่ายแพ้ ลูกจาก-พลัดพราก

ขาวแตงกวาชัยนาท รายได้ไร่ละแสน ดีกว่าข้าวเกวียนไม่ถึงหมื่น มีงานส้มโอ 9-18 กันยายนนี้ ของปลอมเพียบ อยากได้ของแท้ต้องเข้าถึงสวน นางสาวรัตนา แสงสุย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวา จังหวัดชัยนาท มี 1,137 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 900 ไร่เศษ ซึ่งถือว่าพื้นที่ลดลง เนื่องจากน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ ปี 2554 ประกอบกับภาวะภัยแล้งเมื่อต้นปี 2559 ทำให้ผลผลิตส้มโอออกสู่ตลาดไม่มากนัก

นางสาวรัตนา กล่าวว่า ในงานส้มโอจังหวัดชัยนาท ระหว่าง วันที่ 9-18 กันยายน 2559 มีผลผลิตมาจำหน่าย ประมาณ 50 ตัน ราคาอยู่ระหว่าง 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม ตามที่มีผู้สอบถามว่า ส้มโอขาวแตงกวาของจังหวัดชัยนาทแท้ๆ หาซื้อได้ที่ไหน สำนักงานเกษตรจังหวัดไม่กล้าการันตี แต่ได้แนะนำให้ไปซื้อที่สวนเกษตรกรโดยตรง คือที่อำเภอเมือง นายวิเชียร ชั้นเกียรติคุณ โทรศัพท์ (088) 545-8181 นายภัทรพล คุ้มชนะ โทรศัพท์ (081) 888-3489 นายชัชชัย ทับทอง โทรศัพท์ (081) 379-9166 อำเภอมโนรมย์ นายสุภาพ สุขสำราญ โทรศัพท์ (089) 272-2531 นายอานนท์ ม่วงแป้น โทรศัพท์ (081) 887-9908 และอำเภอวัดสิงห์ นายทะวาย มั่นอ่วม โทรศัพท์ (086) 206-7858