ต้นหว้า เป็นต้นไม้ในตำนานเล่าขาน บันทึกในคัมภีร์พุทธประวัติ

ภาษาบาลีสันสกฤต ว่า พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังพระชนม์เพียง 7 พรรษา ได้เสด็จตามพระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดา ไปพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้ประทับหลบร้อนใต้ต้น “ชมพู” ก็คือ “ต้นหว้า” นั่นเอง เป็นพุ่มไม้ที่มีความดกหนากำบังแสงแดด ความร้อนได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าดวงตะวันจะเคลื่อนคล้อยเปลี่ยนทิศเปลี่ยนเวลาไป อย่างไรก็ตาม เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ยังมีร่มเงาใต้ต้นที่ร่มรื่นอยู่เช่นนั้น เนื่องเพราะขณะพระองค์ประทับนั่งสมาธิใต้ร่มต้นหว้า หรือต้นชมพู จนเกิดความวิเวก กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก บรรลุปฐมญาณ เกิดปาฏิหาริย์ เงาตะวันไม่เคลื่อนที่ จนพระเจ้าสุทโธทนะ ก้มกราบพระราชบุตร ณ กาลเวลานั้น ด้วยความศรัทธา ต้นหว้า หรือต้นชมพู คือที่มาของคำว่า “ชมพูทวีป” ดินแดนภารตะที่รู้จักกันทั่วไป

ลูกหว้า ผลไม้ป่าที่เชื่อว่าจะมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่างต่อไปได้ และในวันนี้ ผลลูกหว้า เริ่มเข้าสู่ตลาดสดกันบางพื้นที่แล้ว เนื่องจากเวลานี้ ค่านิยมของคนมากขึ้น และพบเห็นต้นหว้าในพื้นที่ต่างๆ มีมากขึ้น เชื่อว่าเป็นการแพร่พันธุ์โดยสัตว์ เช่น นก กระรอก กระแต หนู และที่สำคัญคือ คน ได้เริ่มช่วยจัดการแพร่พันธุ์กันมากยิ่งขึ้น อาจจะถึงขั้นปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้ในอนาคต ของดีดีมีประโยชน์ต่อคนเราอย่างนี้ ชวนให้ติดตามเป็นที่สุดเลย

การเป็นคนขี้เบื่อและมีความคิดที่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไปของอดีตนิติกร กระทรวงการคลังหรือคุณณรงค์ ร่างใหญ่ ชายหนุ่มอัธยาศัยดีวัย 38 ปี ทำให้เขาสามารถจัดสรรพื้นที่ 100 ไร่ ที่ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ปลูกมะนาวไร้เมล็ด มะกรูดตัดใบ และมะละกอฮอลแลนด์ สามารถสร้างรายได้จากผลผลิตเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

การเป็นคนขี้เบื่อและมีความคิดที่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไปของอดีตนิติกร กระทรวงการคลังหรือคุณณรงค์ ร่างใหญ่ ชายหนุ่มอัธยาศัยดีวัย 38 ปี ทำให้เขาสามารถจัดสรรพื้นที่ 100 ไร่ ที่ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ปลูกมะนาวไร้เมล็ด มะกรูดตัดใบ และมะละกอฮอลแลนด์ สามารถสร้างรายได้จากผลผลิตเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท ปัจจุบันชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นประธานชมรมผู้ปลูกมะกรูดตัดใบเพื่อการค้าด้วย

คุณณรงค์ หรือคุณเอ๋ เรียนจบด้านนิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เคยทำงานที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกไปช่วยธุรกิจของภรรยา นั่นคือ อพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดอยุธา และช่วยแม่ยายขายผลไม้ ขณะที่พอมีเวลาว่าง เขาอยากใช้ให้เกิดประโยชน์ และหวนคิดว่าอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว คือ เกษตรกร หนที่สุดหันไปปลูกมะนาวไร้เมล็ด ตามด้วยมะกรูด และมะละกอฮอลแลนด์

“ผมไปช่วยคุมงานก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ของภรรยาที่จังหวัดอยุธา พอสร้างเสร็จก็ไปช่วยแม่ยายขายผลไม้ในระหว่างที่มีเวลาว่างก็ศึกษาว่ามีพืชผักชนิดไหนบ้างที่น่าจะสร้างรายได้ดี ส่วนตัวมองว่ามะนาวน่าจะดีที่สุด ปี 2553 เลือกที่จะปลูกมะนาวไร้เมล็ดนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์บนพื้นที่ 4 ไร่ จำนวน 300 ต้น ลงทุนครั้งแรกประมาณไร่ละ 1.4 แสนบาท สาเหตุที่เลือกปลูกมะนาว เพราะมะนาวมีราคาสูง บางช่วงลูกละ 10 กว่าบาท อีกทั้งแถวบ้านยังไม่มีใครปลูกด้วย”

วิธีการปลูกมะนาวไร้เมล็ดของชายหนุ่ม เขาเผยว่า อาศัยศึกษาจากหนังสือและเว็บไซต์ ผิดบ้างถูกบ้าง ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี แต่ไม่นานเกิดปัญหา “ใบมะนาวเหลือง” โดยที่ไม่รู้สาเหตุ แก้ปัญหาไม่ได้ ตัดสินใจไปอบรมการปลูกมะนาวนอกฤดู ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้

“ผมปลูกมะนาวใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร วางระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร กิ่งพันธุ์ที่ใช้เป็นมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 1 และแป้นพวง สาเหตุที่เลือก 2 สายพันธุ์นี้ เพราะเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มภาคกลาง ทนทานต่อโรคแมลง ลูกดก ส่วนระบบการให้น้ำ ใช้ระบบน้ำหยดกับมะนาวต้นเล็กๆ โดยให้น้ำช่วงเช้าเพียง 5 นาที หลังจากมะนาวเริ่มโตก็เปลี่ยนระบบน้ำหยดเป็นมินิสปริงเกลอร์ ให้น้ำในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน แต่ปรับเวลาเป็น 10-15 นาที”

มะนาวที่จะบังคับให้ออกนอกฤดูได้นั้น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 เดือน – 1ปี ขึ้นไป ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน เป็นช่วงที่ฝนตก งดให้น้ำ นำผ้าพลาสติกกันฝนขนาดใหญ่คลุมรอบวงบ่อ สังเกตใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยว หลังจากคลุมผ้าพลาสติก ประมาณ 10-15 วัน นำผ้าพลาสติกคลุมออก

เมื่อใบสลด เหี่ยวหรือร่วง ประมาณ 75-80% ให้น้ำพร้อมปุ๋ย ให้ปุ๋ยทางดิน ใช้สูตร 0-0-60 หรือ 15-5-20 ส่วนปุ๋ยทางใบ ใช้สูตร 9-19-34 หลังจากนั้น ประมาณ 14 วัน มะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อน พร้อมออกดอก ระยะนี้ต้องหมั่นดูแลไม่ให้แมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ซึ่งผลมะนาวจะสมบูรณ์พร้อมเก็บจำหน่ายในช่วงฤดูแล้งพอดี

ด้านรายได้ คุณณรงค์ ระบุว่า รอบแรกของการปลูกมะนาว ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ รายได้ราคาดี เฉลี่ยไร่ละ 3 แสนบาท เลยทีเดียว

เมื่อมะนาวให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจรายได้อยู่ตัว เข้าสู่ปีที่ 3 เกษตรหนุ่มเริ่มอยากทดลองปลูก “มะกรูด” เพราะเคยไปอบรมมา

ทว่าก่อนปลูกมะกรูด คุณเอ๋ เล่าว่า แม่เครียดมาก คนรอบข้างมาถามว่าปลูก “เพื่ออะไร” จะไปขายที่ไหน แต่ในที่สุดผ่านไป 8 เดือน มะกรูดที่ปลูกเริ่มโต ตัดใบขายได้ ตอนกิ่งพันธุ์ขายได้ ขายดีเกินคาด ตลาดวิ่งเข้าหา ปัจจุบันตัดมะกรูดพร้อมก้านขายสัปดาห์ละ 400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 50 บาท ตอนกิ่งพันธุ์ขายด้วยกิ่งละ 25 บาท เฉลี่ยมะกรูด 1 ไร่ สร้างรายได้เกือบ 7แสนบาท

“ผมเริ่มปลูกมะกรูด รอบแรก 7,000 กว่าต้น รอบที่ 2 ปลูกเพิ่มอีก 10,000 กว่าต้น ในพื้นที่ 5 ไร่ ลงทุนไร่ละ 1 แสน ผ่านไป 8 เดือน มะกรูดเริ่มขายได้ มีทั้งลูกค้าที่เข้ามาหา และไปหาตลาดเอง ส่งตลาดใหญ่ๆ อาทิ สี่มุมเมือง อ่างทอง และมีโรงงานทำน้ำพริก โรงงานทำเครื่องแกงสำเร็จรูปมารับซื้อ ส่งออกไปญี่ปุ่น และจีนด้วย สามารถทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอต่อความต้องการของตลาด”

สำหรับการปลูกมะกรูด เกษตรกรรายนี้ปลูกแบบระยะชิด นับเป็นการใช้พื้นที่ต่อไร่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด และผลผลิตต่อพื้นที่ได้มากที่สุด รอบการตัดจะได้ผลผลิตจำนวนครั้งมากกว่าการปลูกแบบเดิม คือ 1 ปี สามารถตัดได้ 6-8 ครั้ง มะกรูดจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเฉลี่ย 45 วัน ต่อครั้ง ทั้งนี้ยังสามารถควบคุมคุณภาพการดูแลง่ายกว่าแบบเดิมอีกด้วย

คุณเอ๋ บอกว่า ถ้าเปรียบเทียบการปลูกมะกรูดระยะชิด กับ ปลูกแบบเดิม จะมีลักษณะแตกต่างกันหมด การปลูกระยะชิดจะสามารถปลูกมะกรูดได้ประมาณ 5,000-7,000 ต้น ต่อไร่ ซึ่งการปลูกมะกรูดแบบเดิมจะปลูกได้ 400 ต้น ต่อไร่ จะมีเงินหมุนเวียนภายในสวนตลอดเวลา

คุณเอ๋ ขายใบมะกรูดและตอนกิ่งขายราว 4 ปี คราวนี้เริ่มเบื่ออีกแล้ว เขาต้องการหาความท้าทายในบทบาทเกษตรต่อด้วยการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์แซมในพื้นที่ปลูกมะนาว สาเหตุที่ปลูกมะละกอ เพราะะอายุสั้นให้ผลผลิตไว “ผมปลูกมะละกอ โดยซื้อเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน และบ่มเมล็ด ด้วยการห่อผ้าทิ้งไว้อีก 2-3 คืน เมื่อเมล็ดเริ่มงอก นำมาเพาะในถุงดำ ถุงละ 3 เมล็ด ทำโรงเรือนเพาะกล้าง่ายๆ ด้วยการทำหลังคาพลาสติกกันฝน พรางแสงแดด ด้วยซาแลนเมื่อต้นกล้าอายุ 30 วัน ขุดหลุมใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นก่อน จึงนำไปปลูกลงแปลง ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3.5 เมตร ค่อนข้างห่าง เนื่องจากไม่ให้บังแสงต้นมะนาวที่ปลูกไว้”

มะละกออายุ 2-3 เดือนจะเริ่มออกดอก เลือกต้นกะเทยไว้ตามหลักการปลูกมะละกอทั่วไป จากนั้นใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 ผสมกับ 46-0-0 อัตรา 4:1 ทุก 13-15 วัน ส่วนทางใบจะพ่นธาตุอาหารเสริมสาหร่ายทะเล แคลเซียม-โบรอนทุก 7 วัน

คุณเอ๋ บอกว่า มะละกอเป็นพืชที่ลงทุนไม่สูงมาก โอกาสประสบความสำเร็จมีสูง ดูแลไม่ยากมาก หลักๆ รดน้ำทุกวัน ใส่ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้ง พ่นปุ๋ยทางใบทุก 7-10 วัน สามารถเก็บผลผลิตได้ในระยะเวลาเพียง 7 เดือนเท่านั้น

ด้านการตลาด เกษตรรายนี้ บอกว่า เก็บมะละกอได้ทุกวัน วันละราว 3 ตัน ขายในราคา กก.ละ 15 บาท หากเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคมของทุกปี มะละกอจะขาดตลาด ได้ราคาดี กก.ละ 25-35 บาท จะมีรายได้วันละ 1 -1.2 แสนบาท

สรุปแล้ว คุณเอ๋ จะมีรายได้ตลอดทั้งปีปีละหลักล้านบาท ด้วยการเก็บผลผลิตวนไป มะนาวนอกฤดูเก็บขายปีละครั้ง เดือนมีนาคม – เมษายน มะกรูด 2 เดือนตัดใบขาย ขายกิ่งพันธุ์ด้วย มะละกอเก็บขายได้ทุกวัน พื้นที่บ้านทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใต้เขื่อนอุบลรัตน์ แต่ในพื้นที่กลับไม่มีน้ำใช้ เพราะพื้นที่อยู่สูงกว่าแหล่งน้ำ และไม่มีระบบส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ซึ่งภายหลังได้แก้ไขโดยการทำสถานีส่งน้ำ ฝาย และวางระบบท่อเพื่อให้สามารถส่งน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรได้

เมื่อในพื้นที่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา อาทิ ฟักทอง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน โดยเอาตลาดนำ ดึงผู้มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย มีมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทมาให้ความรู้ และบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อ ข้าวโพดหวานจึงเป็นพืชที่เกษตรกรให้ความสนใจ

ข้าวโพดหวาน ใช้ระยะเวลาในการปลูก 70-90 วัน การดูแลรักษาไม่ยาก ให้น้ำอย่างพอเหมาะ เมื่อได้ผลผลิตข้าวโพดสามารถขายได้ทุกส่วน ส่วนแรก ขายฝักส่งบริษัทรับซื้อจากจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจะต้องมีขนาด ฝักละ 3 ขีด ขึ้นไป ในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ส่วนที่สอง ฝักตกเกรดต้มขายในชุมชน และ ส่วนที่สาม สับลำต้นขาย ในราคากิโลกรัมละ 2 บาท เพื่อเป็นอาหารสัตว์ ปัจจุบันมีสหกรณ์โคนมขอนแก่น มารับซื้อ เพื่อนำไปเลี้ยงโค เพราะต้นข้าวโพดสับเมื่อให้โคนมกินจะมีโปรตีนสูง น้ำนมโคจะดี

ปัจจุบัน เป็นปีที่ 4 แล้ว ที่มีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานหลังนา มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 104 คน พื้นที่ 238 ไร่ และได้รวมตัวกันในรูปกลุ่ม มีการหักเงินส่วนต่างจากการขายข้าวโพดแบบส่ง 40 สตางค์ เพื่อบริหารจัดการในกลุ่มซื้ออุปกรณ์ต่างๆ และค่าความชื้น

คุณประดิษฐ์ หนองผือ ประธานกลุ่มปลูกพืชหลังนา ได้เล่าให้เราฟังว่า เดิมทำนาปรัง ในพื้นที่ 6 ไร่ ขายได้ประมาณ 30,000 กว่าบาท โดยยังไม่หักต้นทุน ซึ่งอาจจะไม่ได้กำไรเลย จึงได้หันมาทดลองปลูกข้าวโพดหวานที่ดูแลง่ายกว่า ใช้น้ำน้อย ขายได้ทุกส่วน และยังมีตลาดที่แน่นอน จากการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรบางส่วน ซึ่งได้ผลดี เลยเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดหวานทั้ง 6 ไร่ คาดว่าพอครบรอบ 3 เดือนนี้ จะได้กำไร ประมาน 70,000 บาท

คุณประดิษฐ์ เล่าให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ข้าวนาปรัง กับข้าวโพดหวาน ว่า นาปรังราคาไม่คงที่ ต้นทุนสูง แต่จำเป็นต้องทำ หักลบแล้วอาจขาดทุนมากกว่ากำไร ส่วนข้าวโพดหวานดูแลง่าย ใช้น้ำน้อย ขายได้ทุกส่วน มีตลาดแน่นอน

คุณเคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ กับอีกหนึ่งบทบาทของเขาที่ได้มาสนใจในของการปลูกไม้ประดับใบที่มีทั้งทรงแปลกและใบด่าง ย้อนไปในช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ นั้น จะเห็นวงการไม้ประดับใบด่างในประเทศไทย มีการซื้อขายกันชนิดที่ว่าสูงสุดเลยทีเดียว เพราะด้วยทรงและความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง จึงทำให้นักแสดงหนุ่มอย่างคุณเคนได้ให้ความสนใจและปลูกจนสามารถทำการตลาดได้มาจนถึงปัจจุบัน

คุณเคน เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาชอบไม้ประดับเกิดจากในช่วงแรกหาต้นไม้มาตกแต่งบ้าน ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปยังแหล่งขายต้นไม้จากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลองสิบห้า และร้านต้นไม้แถวบ้าน จึงมีความสนใจในไม้ใบพวกมอนสเตอร่าที่เป็นสีเขียว แต่เมื่อได้มาศึกษาจึงรู้ว่าไม้เหล่านี้เป็นไม้ใบที่มีสีสันสวยงามด้วย จึงได้เข้าไปศึกษาจากหลายๆ แหล่ง และซื้อเข้ามาปลูกจนถึงปัจจุบัน

“ช่วงนั้นผมซื้อบ้านใหม่พอดี ก่อนที่โควิดจะเข้ามาระบาด พอไปหาซื้อต้นไม้ เห็นไม้ประดับใบสวยดี ผมก็ได้ไปหาความรู้จากสวนต่างๆ ซึ่ง พี่โฮม ถือเป็นพี่เลี้ยงให้ผมในช่วงแรก พอผมสนใจอย่างจริงจัง ทำให้เปลี่ยนจากที่จะทำสระว่ายน้ำข้างบ้าน ก็มาทำเป็นโรงเรือนปลูกต้นไม้แทน ไม้ที่ผมสนใจปลูกจะเน้นนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีตั้งแต่มอนสเตอร่า (Monstera) ฟิโลเดนดรอน (Philodendron) การปลูกใหม่ๆ บอกเลยว่า มันก็มีตายบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่เพราะใจผมรักที่จะทำ ยังไม่ได้มองว่าจะเป็นการค้าอะไร ทำเพราะชอบจริงๆ ครับ”

เมื่อได้ทดลองและเกิดความชำนาญมากขึ้น คุณเคน บอกว่า ในช่วงแรกยังไม่ได้คิดที่จะทำการตลาดเลย เพราะยิ่งปลูกยิ่งรู้สึกรักและหลงใหล เพราะอยากเห็นไม้ทุกต้นที่เขาปลูกโตในทุกๆ วัน ซึ่งกว่าจะตัดสินใจแบ่งออกมาจำหน่ายได้ใช้เวลาเป็นปีเลยทีเดียว

วัสดุปลูกที่ใช้ปลูก ต้องระบายน้ำได้ดี

ในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุปลูกสำหรับปลูกไม้ คุณเคน บอกว่า ต้องเลือกวัสดุปลูกที่สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่ควรนำดินเหนียวมาผสมเป็นวัสดุปลูก เพราะจะทำให้รากของไม้เน่า หรือวัสดุปลูกที่หาได้ง่ายที่สุดก็จะเป็นพวกกาบมะพร้าวผสมกับเพอร์ไลท์ โดยหลังจากตัดกิ่งใหม่ออกมาจากต้นแม่ ต้องนำมาชำรากดูแลต่อไปสักระยะไม้จึงจะขายได้ แต่ถ้าหากไม่ต้องการชำรากก็สามารถตัดกิ่งสดขายได้ทันที แต่ราคาขายจะถูกลงมากกว่าต้นที่รากเดินดีแล้ว

“อย่างลูกค้าที่ซื้อตัดต้นสดไปนี่ ต้องชำรากเป็น หรือเรียกง่ายๆ ว่า ต้องมีความรู้ในเรื่องการปลูกพอสมควร แต่ถ้าผมไม่ขายแบบตัดสด ผมก็จะนำมาชำรากก่อน ดูแลไปประมาณ 2 อาทิตย์ รากของไม้ก็จะออกมา พร้อมที่จะส่งขายได้ โดยไม้ที่ผมชอบและขยายพันธุ์ออกมาขาย หลักๆ ก็จะเป็นมอนสเตอร่า สาเหตุที่ผมชอบไม้ตัวนี้ เพราะมันมีความสวยดูโบราณ เป็นแบบทรงยุคเก่าแบบยุคไดโนเสาร์ มันให้ความรู้สึกกับผมแบบนั้น เพราะใบมันแตกเห็นเป็นใบฉีกๆ ทรงใบใหญ่สวยดี ตั้งตรงมุมไหนมันก็ช่วยเสริมมุมนั้นให้สวยขึ้น”

การดูแลไม้ประดับสไตล์นักแสดงหนุ่มในเรื่องของการรดน้ำจะรดทุก 2 วันครั้ง พร้อมทั้งใส่ปุ๋ย 2 อาทิตย์ครั้ง เพียงเท่านี้ไม้ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ส่วนในเรื่องของใบไหม้หรือใบที่มีลักษณะด่างเกิดความเสียหาย เขาก็จะไม่รู้สึกกังวลมากนัก เพราะต้นไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิต บางครั้งความเสียหายเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อดูแลต่อไปเรื่อยๆ ไม้ก็จะมีใบใหม่แตกออกมาให้เห็น

“ไม้ด่างหรือไม้ประดับใบ เป็นไม้ที่ไม่ได้ดูแลยุ่งยาก อย่างการใส่ปุ๋ย ตอนนี้ผมก็มีปุ๋ยที่ผมผลิตเอง ก็จะนำมาใส่ให้กับไม้เหล่านี้ หรือการปลูกดูแลไม่ได้อยู่ที่แดดจัดๆ อยู่แล้ว มันเป็นไม้ประดับที่อยู่ในร่มริมหน้าต่างได้ อยู่ริมบ้านได้ หรือตรงข้างบ้านที่มีแสงครึ่งวัน ก็แล้วแต่คนเลือกว่า อยากจะเลี้ยงไม้แบบไหน ถ้าอยากได้แบบอยู่แดดจัด ก็หาไม้ประดับที่อยู่กับแดดจัดๆ ได้ ถ้าอยากเลี้ยงในแดดรำไร ก็เลือกไม้ที่ชอบแดดรำไร ค่อนข้างมีให้เลือกเยอะครับ”

สร้างเพจให้ความรู้ จึงทำให้มีลูกค้าสนใจ

หลังจากที่ได้ทำไม้และขยายพันธุ์จนมีจำนวนหนึ่งแล้ว คุณเคน บอกว่า ความที่ได้ลองผิดลองถูกจนเกิดความชำนาญ เขาอยากที่จะส่งต่อความรู้ที่มีให้กับคนอื่นๆ จึงได้สร้างเพจเฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำในเรื่องของการปลูกไม้ก่อน ต่อมาเมื่อคนเห็นและชอบในสิ่งที่เขากำลังทำ จึงสนใจอยากได้ไม้ไปปลูกบ้าง การซื้อขายจึงเกิดขึ้นและเขาก็ทำตลาดออนไลน์เป็นหลัก

โดยการทำตลาดขายไม้นั้นทำตลาดขายทุกชนิด แต่ที่ขายดีจะเป็นมอนสเตอร่า ราคาไม้ที่ขายมีตั้งแต่หลักร้อยจะเป็นไม้ที่ตัดสดแล้วขายทันที ส่วนราคาหลักพันก็จะเป็นไม้ที่ผ่านการชำรากแล้ว และไม้ที่มีราคาหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทจะเป็นไม้ที่ใบมีลวดลายต่างๆ ที่หายาก

“มอนสเตอร่าที่สวนผมนี่ถือว่าขายดีมาก รองลงมาก็จะเป็นฟิโลเดนดรอน ส่วนไม้ที่ขายได้ตลอดหรือเรื่อยๆ ก็จะเป็นพวกอิพิ การทำตลาดผมก็จะทำให้มันง่าย เราต้องเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ทำอะไรง่ายๆ เพราะฉะนั้นการขนส่งเดี๋ยวนี้ก็มีคุณภาพ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงมือลูกค้าแล้ว แถมต้นไม้ก็ไม่เสียหาย ถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์ให้กับเราในเรื่องนี้ได้ดี พอผมได้มาอยู่กับต้นไม้ ผมมีการจัดการที่ดี ทุกอย่างมันก็ง่าย และไม่ได้ลำบากอะไรมากสำหรับผม”

ทำเพราะความชอบ จึงไม่มองว่าจะขาดทุน

ไม้ที่ปลูกทั้งหมดภายในสวนตลอดระยะเวลาที่ได้ทำมาและได้คลุกคลีอย่างจริงจัง นักแสดงหนุ่มได้รู้ว่าไม้ถ้าทำด้วยใจรักให้เวลากับสิ่งที่ชอบ จะไม่มีคำว่าขาดทุนถ้าค่อยๆ ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน ถ้าจะขาดทุนก็ต่อเมื่อทำไม้ต้นนั้นตาย ซึ่งเขาเองหลังจากที่ได้มาทำไม้ประดับด้วยความรัก และทำอย่างจริงจังจนเกิดรายได้มาถึงทุกวันนี้ ถือเป็นธุรกิจที่ดีและทำได้ในเวลาว่างหลังจากถ่ายละคร

คุณเคนแนะนำสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากทำไม้ติดตลาดที่สามารถขายได้เรื่อยๆ หรือหาซื้อได้ราคาไม่แรงเพื่อนำมาขยายพันธุ์ขายต่อ ก็จะเป็นไม้พวกมอนสเตอร่าด่าง ฟิโลเดนดรอนด่าง ถือว่าราคาพอจับต้องได้และปลูกเลี้ยงในหอ ในคอนโดฯ ได้อย่างสบาย

“การเลือกสิ่งที่เราจะปลูก และสิ่งที่เราจะทำ mobiltarca.com ถ้าเลือกที่ต้องใช้แรงเยอะทำเยอะเนี่ย มันก็จะทำให้เราเหนื่อย ผมโชคดีที่ผมเลือกปลูกไม้ประดับ มันทำให้ผมไม่ได้เหนื่อยอะไรขนาดนั้น การดูแลก็มีช่วงเวลาของมัน ซึ่งเราอยู่ที่ไหนเราก็สามารถทำการตลาดได้ ลดแรงเราไปได้เยอะ สำหรับคนที่สนใจอยากจะทำเป็นอาชีพเสริมหรือหลัก ก็อยากให้หาไม้สักต้นที่สนใจมาลองปลูกดู ทดลองจากต้นที่ไม่ต้องแพงก่อน พอเริ่มปลูกได้ดีและอยากจะพัฒนาต่อไป ก็ค่อยๆ หาต้นอื่นที่แพงขึ้นมา โดยดูการทำตลาดที่คนสามารถซื้อได้เรื่อยๆ ถ้าเริ่มต้นจากพวกนี้ก่อน ก็จะทำให้พอมีเงินหมุน”

สำหรับท่านใดที่สนใจต้นไม้ที่พระเอกหนุ่มปลูกและดูแลด้วยใจรัก หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก We Plant สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ติดตามการดำเนินงานของ “กลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกุดน้ำใส” ตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการทำนาแปลงใหญ่แบบอินทรีย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาระบบการผลิตแบบแปลงใหญ่มาตรฐาน GAP ข้าวและมาตรฐานข้าวอินทรีย์ ดำเนินการผลิตและแปรรูปเป็นข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 คัดคุณภาพดีชั้นเลิศ 100% แบบครบวงจร อีกทั้งยังเป็นแม่ข่ายผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพให้แก่วิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และเกษตรกรทั่วไป

จากการติดตามของ สศท.4 พบว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกุดน้ำใส เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกรวม 3,225 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 166 ราย โดยมี คุณฉัตรนพวัฒน์ วีระศักดิ์ เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์ กข 6 และพันธุ์หอมมะลิ 105 พื้นที่ปลูกเป็นบริเวณพื้นที่ราบลุ่มลำน้ำพองขอนแก่น ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 ที่มีคุณภาพดีชั้นเลิศอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน

สำหรับฤดูกาลผลิตในปี 2565/66 เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ให้ผลผลิตรวม 1,700 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 530 กิโลกรัมต่อไร่

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกุดน้ำใส ผลิตข้าวด้วยความพิถีพิถันทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว รับรองพันธุ์ เพาะกล้า ปักดำ บำรุงดูแลรักษา เก็บเกี่ยว ตลอดจนการสีแปรสภาพเป็นข้าวสารเจ้าหอมมะลิ 105 ที่มีคุณภาพ ข้าวเต็มทุกเม็ด หุงฟูขึ้นหม้อ เนื้ออ่อนนุ่ม กลิ่นหอม กินรสอร่อยคุ้มค่าทุกคำเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค

สถานการณ์ราคา ข้าวหอมมะลิพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข 6 ความชื้น 15% ของกลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกุดน้ำใส (ราคา ณ ไร่นา เดือนธันวาคม 2565) เฉลี่ยอยู่ที่ 13,000 บาทต่อตัน (13 บาทต่อกิโลกรัม) ราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11 บาทต่อกิโลกรัม) ส่วนราคาในรูปของข้าวสารแปรรูป บรรจุถุง 5 กิโลกรัม และ 1 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับการจำหน่ายผลผลิตข้าวพันธุ์ กข 6 และพันธุ์หอมมะลิ 105 ของกลุ่ม ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 จำหน่ายเป็นข้าวสารบรรจุถุงเพื่อส่งจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดใกล้เคียง ภายใต้แบรนด์ “กลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกุดน้ำใส” ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยาย และผลผลิตร้อยละ 20 จำหน่ายแบบแกลบ รำข้าว ปลายข้าว