ต้นแบบปราชญ์เกษตร นำร่องสร้างครัวพืชผักเกษตรอินทรีย์

เช่นเดียวกับ พืชผัก สมุนไพร ครัวเกษตรอินทรีย์ ที่อำเภอชุมตาบง ดินแดนสุดไกลชายขอบของจังหวัดนครสวรรค์ เกือบๆ ร้อยกิโลเมตร มุ่งไปทางทิศตะวันตกติดอุทยานแห่งชาติแม่วง คาบเกี่ยวติดกับจังหวัดกำแพงเพชร ที่เราจะนำเสนอต่อจากนี้

ผู้เขียนอย่างผมหนีบนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านดั้นด้นมาจนถึง “ศูนย์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการปลูกข้าว และพืชผักปลอดภัยและพลังงานทดแทนพร้อมทั้งแปรรูปสมุนไพรพร้อมจำหน่าย” นี่…คือชื่อวิสาหกิจชุมชนของเขาล่ะครับ ที่หมู่ 4 ตำบลปางสวรรค์ อำเภอ ชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์

เรียกว่าทุกตัวอักษรครบถ้วน…ยาวเหยียดครอบคลุม สมกับความพร้อมเป็นแหล่งผลิตอาหารพืชผักปลอดภัยครัวของโลกได้เลยทีเดียว…

ผมเดินทางมาถึงเอาตอนหัวค่ำ เจ้าบ้านก็จัดหาที่หลับที่นอนเป็นโฮมสเตย์ติดกับคอกวัว 2 ตัว อย่างน้อยก็ให้รู้สึกอุ่นใจเพราะมีวัวคอยเป็นเพื่อนนอน เฝ้ายาม ให้ได้อุ่นใจ..!

ตื่นเช้ามาถึงได้รู้ว่า ณ สถานที่แห่งนี้ เป็นทั้งบ้านและศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรอินทรีย์ของตำบลปางสวรรค์ อำเภอชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี คุณชลาลัย ทับสิงห์ ผู้ที่เป็นทุกอย่างทั้งเจ้าบ้าน ปราชญ์เกษตรฯ ประธานกลุ่มฯ และวิทยากรคอยอบรม ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ แห่งนี้อย่างครบถ้วน

เรามาทำความรู้จัก “ศูนย์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการปลูกข้าว และพืชผักปลอดภัยและพลังงานทดแทนพร้อมทั้งแปรรูปสมุนไพรพร้อมจำหน่าย” เริ่มก่อตั้งกันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 จวบจนวันนี้ก็ครบ 9 ปี โดยใช้งบประมาณของตัวเอง ก็คือ คุณชลาลัย และสมาชิก 48 ครัวเรือน คอยให้การสนับสนุน

คุณชลาลัย ทับสิงห์ ในฐานะประธานศูนย์วิสาหกิจชุมชนฯ บอกเล่าว่า กว่าพวกเราจะมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ ก็ผ่านอะไรมาหมดทุกอย่างทั้งล้มลุกคลุกคลาน โดยเฉพาะการใช้สารเคมีในการปลูกพืชที่ผ่านมายอมรับว่าไม่มีความยั่งยืน จริงๆ จึงต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่เลิกกับการทำเกษตรแบบเก่าๆ เพราะการปลูกพืชที่ใช้เคมีไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เราจึงดำเนินตามแนวเกษตรวิถีอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก รู้จักกินรู้จักใช้

เมื่อเราพัฒนาปรับปรุง ปรับตัว เรียนรู้ด้วยตัวเองและสร้างความเข้าใจกับชุมชน พร้อมกับนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป และกระจายการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการ มาตรฐาน จีเอ็มพี (GMP) ให้การรับรองใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากความร่วมมือของชาวบ้านและหน่วยงานส่วนราชการ ในภาคีเครือข่าย ได้ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์ฝึกอบรม อาทิ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ วิถีพอเพียง 459 ของ ธ.ก.ส., ศูนย์เกษตรอินทรีย์ พีจีเอส แบบมีส่วนร่วมมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี ของกรมพัฒนาที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ ให้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อการเรียนรู้การมีงานทำของ กศน.อำเภอชุมตาบง และกรมวิชาการเกษตร ศูนย์ สปก.ในเครือข่าย เป็นต้น

คุณชลาลัย ยังบอกอีกว่า ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชน ชุมตาบง แห่งนี้ ได้สร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วย อำเภอลาดยาว อำเภอแม่วงศ์ อำเภอชุมตาบง และอำเภอแม่เปิน เพื่อใช้เป็นฐานศูนย์กลางการเรียนรู้ในการฝึกอบรม และเป็นคลังอาหารในการกระจายสินค้าพืชผักปลอดภัย รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ก็มาใช้สถานที่แห่งนี้ได้เรียนรู้ ศึกษาดูงานด้วย

ทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงได้ขึ้นชื่อเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ พืชออร์แกนิกปลอดสาร จนบริษัท เอ็นแอนด์พี (N&P) ต้องนำรถตู้เย็นมารับซื้อพืชผักเกษตรอินทรีย์ กว่า 40 ชนิด มายาวนานต่อเนื่องตลอด 9 ปี ทั้งพืชผักสดกินใบ สมุนไพรอบแห้ง และผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูป สมุนไพรบางส่วนก็ส่งให้กับ องค์การเภสัชกรรม มายาวนานต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

เรียกว่ากลุ่มสมาชิกภาคีเครือข่าย 4 อำเภอ คือแหล่งผลิตพืชผักอาหารปลอดภัยที่ดีมีคุณภาพได้ส่งต่อให้คนไทยได้บริโภคอาหารดีที่มีคุณภาพ ทั้งข้าวเกษตรอินทรีย์ พืชผักออร์แกนิก และพืชสมุนไพร พื้นบ้านทุกชนิด มีหมดครบถ้วนอยู่ ณ พื้นที่แห่งนี้ ครอบคลุม 4 อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีอำเภอชุมตาบง เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายกระจายสินค้าเกษตร และแบ่งการบริหารงานเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ศูนย์เรียนรู้ และศูนย์รับซื้อพืชผักอาหารสดของสมาชิก

และส่วนที่ 2 โซนสมุนไพร คุณชลาลัยได้พาผู้เขียนเข้าชมการแปรรูปการผลิตและการบรรจุสมุนไพร ซึ่งอยู่ในห้องปฏิบัติการที่เข้มงวดควบคุมสิ่งแปลกปลอมรอบด้าน รับรองปลอดเชื้อปลอดโรค ก่อนเข้าปฏิบัติงานจริง ต้องสวมชุด PPE หมวกคลุมผม ล้างมือทำความสะอาดทุกครั้ง ใส่ถุงมือก่อนหยิบจับวัตถุดิบ การแปรรูป และไปจนถึงกระบวนการสุดท้ายบรรจุผลิตภัณฑ์ ที่ได้มาตรฐาน GMP

ผู้เขียนตามเข้าไปในห้องแรกก็จะเห็น วัตถุดิบสมุนไพรมากมายบนชั้นวาง ปิดปากถุงด้วยซิปล็อกอย่างดี วัตถุดิบสมุนไพรที่ว่านี้ ประกอบไปด้วย กระเจี๊ยบแดง, มะตูมอบแห้ง, ดอกอัญชัน, ดอกเงี้ยวแดง, สมุนไพรสกัดเย็นที่ดองแอลกอฮอล์ไว้ในโหล, ขมิ้นแดง ขมิ้นชันพันธุ์แดงสยาม, มะแว้งเครือ และฟ้าทะลายโจร ผ่านการอบแห้งความชื้นไม่เกิน 10 หรือ 0.1 นั่นเอง

ถัดไปก็จะเป็นห้องแปรรูป ด้วยเครื่องปั่นบดหยาบสมุนไพรแต่ละชนิดจนเป็นผงละเอียด และชั่งด้วยกิโลดิจิตอล แล้วส่งต่อไปผลิตในห้องถัดไป ในการใช้เป็นส่วนผสมครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า หรือเป็นแชมพู หรือน้ำยาล้างผัก อย่างฟ้าทะลายโจร ที่มีคุณสมบัติเป็นตัวยับยั้ง หรือแอนตี้แบคทีเรีย และส่วนหนึ่งก็นำไปบรรจุลงแคปซูล เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยบรรเทาอาการเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ

สมุนไพรที่สำคัญอย่างฟ้าทะลายโจร ที่บรรจุลงแคปซูลของเรา มีสรรพคุณที่ขึ้นชื่อในเรื่องดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไอ เจ็บคอ เป็นสมุนไพรรสขมเย็น ช่วยท่านได้กับโรคอุบัติใหม่ ในทุกๆ ฤดู ควรมีติดไว้สมุนไพรประจำบ้านในครัวเรือนไทยและครัวโลก

นอกจากฟ้าทะลายโจร แคปซูลก็ยังมี ใบบัวบกแคปซูล กระเทียมแคปซูล แป้งกล้วยน้ำว้าแคปซูล กระชายแคปซูล ทุกผลิตภัณฑ์ เราจำหน่ายอยู่ที่กระปุกละ 35-50 บาท ราคาขึ้นอยู่ในตัวสมุนไพรแต่ละชนิด ในการผลิตที่ยากง่ายแตกต่างกัน

อีกทั้งสมุนไพรผงชงดื่ม หลากหลายชนิดที่เราผลิตบรรจุซอง ไม่ว่าจะเป็นผงกระเจี๊ยบ ผงมะตูม ก็จะนำมาบรรจุลงซองชา ต้มน้ำร้อนชงดื่มง่ายต่อการบริโภค ชาข่า ช่วยในเรื่องของอาการลดปวดบวม ชารากไพล ก็จะช่วยรักษาอาการเอ็นกล้ามเนื้อ

นอกจากผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้ภายในแล้ว ก็ยังมีสมุนไพรที่ใช้ภายนอกอย่าง ครีมนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยซึ่งทำมาจากไพล ครีมแชมพู ครีมนวดผม ที่มีส่วนผสมของฟ้าทะลายโจร และยังมีอยู่ในรูปของน้ำยาล้างผัก สูตรฟ้าทะลายโจร ที่จะช่วยชำระล้างแบคทีเรียหรือสารเคมี อะไรต่างๆ ที่อยู่ในผักตลาดสดทั่วไป น้ำยาล้างผักจากฟ้าทะลายโจร ช่วยเราได้ในเบื้องต้น

ขอแนะนำอีกตัวอย่าง สบู่เหลวสูตรสมุนไพรล้างมือ ที่มีส่วนผสมมะกรูด มะเฟือง จึงมีความหอมเป็นสำคัญ รับประกันคุณภาพ

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่เรานำมาเสนอ ในศูนย์เรียนรู้ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการปลูกข้าว และพืชผักปลอดภัยและพลังงานทดแทนพร้อมทั้งแปรรูปสมุนไพรพร้อมจำหน่าย” เลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลปางสวรรค์ อำเภอชุมตาบง สุดขอบชายเขตของจังหวัดนครสวรรค์

ยังมีเคล็ดลับสมุนไพรพื้นบ้าน พืชผักเกษตรอินทรีย์อีกมากมายให้ได้เรียนรู้ ณ พื้นที่แห่งนี้…และพร้อมจะแบ่งปันเติมเต็มให้กับสังคมต่อไป เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ
ผมขอเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า เพราะเหตุใดเกษตรกรบ้านเราจึงต้องใส่ปุ๋ยในการเพาะปลูก เพราะมีข่าวเสมอว่า ราคาปุ๋ยเคมีนั้นแพง และมีแนวโน้มว่าจะมีราคาแพงขึ้นทุกวัน เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยในทุกฤดูปลูก ถ้าราคาแพงและหาได้ยาก เราจะสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้หรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ

ตอบ คุณวรวิทย์ จึงสถาพร
ในอดีต การเพาะปลูกบ้านเราไม่เคยใช้ปุ๋ยมาก่อน แต่เราก็ยังดำรงคงอยู่ได้ ที่คุณเล่ามาผมเข้าใจว่าหมายถึงปุ๋ยเคมี ผมจึงขออนุญาตเรื่องปุ๋ย พอให้เข้าใจ ปุ๋ย หมายถึง สาร หรือสิ่งที่ใส่ลงดิน เพื่อปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นไม้ในส่วนที่ขาดอยู่ให้ได้รับอย่างพอเพียง ปุ๋ย ยังแบ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และอนินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึงปุ๋ยที่ได้มาจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ตัวอย่าง ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด และ ปุ๋ยอนินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิต ส่วนมากมีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วนำมาใช้เป็นปุ๋ย เช่น หิน แร่ธาตุต่างๆ แต่นิยมเรียกว่า ปุ๋ยเคมี ตัวอย่างปุ๋ยที่มี ธาตุฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ที่ได้มาจากใต้ปฐพี ส่วนปุ๋ยไนโตรเจน (N) ในรูปของยูเรีย มีโครงสร้างอย่างเดียวกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ และสัตว์เลือดอุ่น

ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างดิน และมีธาตุอาหารพืชอยู่บ้าง แม้จะมีอยู่ในปริมาณต่ำก็ตาม ส่วนปุ๋ยอนินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารที่ปรับให้ได้ตามความต้องการของพืชได้

ย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้ง ประเทศไทยยังมีประชากรประมาณ 10 ล้านคน ความต้องการอาหารโดยเฉพาะข้าวยังไม่มาก อีกทั้งปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น ปริมาณการส่งออกข้าวก็เพียงปีละ 1-2 ล้านตัน แต่ในปัจจุบัน ประชากรไทยและประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการอาหารก็เพิ่มขึ้นตามไป ดังนั้น การปฏิวัติเขียวของไทยจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้วยความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้มีต้นเตี้ย ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อปุ๋ย และสามารถปลูกได้ตลอดปี ตั้งแต่ครั้งนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเราสามารถผลิตข้าวได้ปีละ 23 ล้านตันข้าวเปลือก และส่งออกได้ 10 ล้านตันข้าวสาร นำเงินตราเข้าประเทศปีละ 1 แสนล้านบาทเศษ

จะเห็นว่า การเกษตรกรรมของไทยต้องเดินหน้าต่อไป ด้วยเราไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้อีกแล้ว ความจำเป็นที่บังคับให้ใช้พื้นที่เท่าเดิมแต่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สถานการณ์จึงบังคับต้องใช้พันธุ์พืชให้ผลผลิตสูง ซึ่งต้องคู่ขนานไปกับการใช้ปุ๋ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับการนำเข้าปุ๋ยฟอสฟอรัสนั้นมีความจำเป็น เนื่องจากบ้านเราไม่มีวัตถุดิบเลยก็ว่าได้ ส่วนปุ๋ยโพแทสเซียมนั้น แม้เราจะมีอย่างมากมายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่โอกาสที่ขุดขึ้นมาใช้นั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ สำหรับปุ๋ยไนโตรเจนนั้นเราผลิตได้เองบางส่วนและมีการนำเข้าบางส่วน

ผักกูด เป็นพืชที่อยู่คู่กับริมแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณริมแม่น้ำจะมีผักกูดขึ้นอยู่เต็มไปหมด แต่การปลูกเป็นแปลงจะน้อย เกษตรกรจะใช้วิธีเก็บผักกูดตามริมน้ำ ซึ่งในฤดูแล้งจะขาดแคลน ผู้บริโภคที่ต้องการก็จะหายาก

วิธีการปลูกผักกูด ควรให้น้ำตลอด ดินต้องมีความชื้นตลอด ผักกูดเป็นพืชที่ต้องการน้ำ ดังนั้น ให้น้ำผักกูดตลอด 12 เดือน

ผักกูดขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ถ้าใช้วิธีขยายพันธุ์โดยสปอร์ จะค่อยพัฒนาเป็นหน่อเล็กๆ ปลูกในระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 30×50 เซนติเมตร 4 เดือน เริ่มเก็บผลผลิตได้

ผักกูด เป็นพืชที่ให้น้ำหนักดีมาก โดยยอดที่สมบูรณ์ โดยประมาณ 30 ยอด ได้น้ำหนักถึง 1 กิโลกรัม ถ้ายอดเล็กประมาณ 50 ยอด จะได้ 1 กิโลกรัม

ปุ๋ย ให้เป็นปุ๋ยคอกอย่างเดียว ปีละครั้ง ระบบน้ำ ดินชื้นไม่ต้องให้ ดินแห้งจึงให้ “ฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำ ผักกูดเป็นพืชที่ไม่ชอบแสงแดดมากเกินไป ถ้าน้ำน้อยน้ำขาดจะแห้งเลย ถ้าอยากปลูกผักกูดสร้างรายได้ต้องคำนึงถึงน้ำและร่มเงา ปลูกกลางแจ้งไม่ได้ ข้อจำกัดเขามีอยู่ตรงนี้ อีกวิธีหนึ่งคือใช้ซาแรนคลุมเพื่อลดแสงแดด แต่จะเป็นการเพิ่มต้นทุน ใบไม้ก็สามารถทำเป็นปุ๋ยได้ เมื่อทิ้งไว้นานใบไม้เริ่มเปื่อยใช้ได้ดี ใช้ไม่มีหมด อย่าไปเผา อย่าไปทำลายฉีดยา สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ทั้งนั้น”

ศัตรูพืช ของผักกูดคือ แมลงกินใบ แต่ไม่เป็นไร เพราะใบของผักกูดมีเยอะ ถ้าเราให้น้ำเยอะใบก็แตกเยอะ แมลงกินไม่ทัน ก็แบ่งๆ แมลงกินบ้างไม่เสียหาย ดีกว่าเสียเงินไปซื้อยาฆ่าแมลง ทั้งเพิ่มต้นทุนและทำลายระบบนิเวศที่สมบูรณ์อยู่แล้ว

ผักกูดนำมาประกอบอาหารอร่อยเลิศ

หากท่านใดเคยได้ลิ้มลองผักกูดในเมนูอาหารต่างๆ มาแล้ว มั่นใจว่าท่านจะต้องติดใจในรสชาติความหวานและความกรอบของยอดผักกูดอย่างแน่นอน สำหรับท่านที่ยังไม่เคยได้ลองเมนูผักกูดถือว่าพลาดมาก รีบไปหามารับประทานได้เลย ผักกูดสามารถประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นยำ แกงส้มผักกูด ผัดผักกูดใส่หมูกรอบ หรือจะลวกจิ้มน้ำพริกอร่อยสุดยอด และยังมีคุณค่าทางสมุนไพรอีกด้วย

การตลาดหาไม่ยาก เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว

“แก่งกระจาน มีรีสอร์ตเยอะ ดังนั้น การตลาดของผมจึงไม่ต้องคิดมากเลย มุ่งหน้าทำตลาดกับรีสอร์ตก่อนเป็นอันดับแรก เหตุผลที่เลือกส่งรีสอร์ตจะเป็นในเรื่องของความสะดวก ไม่ต้องเสียเวลานั่งขาย ได้รายได้แน่นอนกว่า แต่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ผมก็จัดสินค้าบางส่วนส่งให้ตลาดในท้องถิ่นและตลาดที่กรุงเทพฯ ซึ่งแม่ค้านำสินค้าจากในพื้นที่เข้ากรุงเทพฯ ก็จะติดผักกูดไป กิโลกรัมละ 50 บาท ลองคิดดูเล่นๆ ตกยอดละบาทกว่าเลยนะ แปลงนี้เรายังไม่เน้นขาย เน้นทำพันธุ์และเก็บกิน แจก เหลือก็ขาย พอสร้างรายได้เลี้ยงคนงาน”

แนะนำสำหรับคนที่อยากปลูก

สิ่งแรกที่ต้องดูคือ ตลาด ว่าผู้บริโภคต้องการไหม เพราะพืชบางตัวผู้บริโภคไม่ต้องการก็มี สองยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูก 3 ประโยชน์ 4 เพื่อลดความเสี่ยงในการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แถมได้รายได้หลายทาง ไม่ต้องปลูกเยอะเริ่มจากน้อยๆ เพื่อรับรู้ลองถูกลองผิด เมื่อชำนาญแล้วจึงขยาย ถ้าทำแบบนี้ได้จะปลูกอะไรก็สำเร็จ และสร้างอาชีพได้อย่างยั่งยืน

การทำไร่หญ้า หรือการปลูกหญ้าเพื่อจำหน่าย นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพทำเงินได้เป็นอย่างดี โดยแหล่งผลิตหญ้าปูสนามที่สำคัญเกือบทั้งหมดจะอยู่ในพื้นที่มีนบุรี, จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนครนายก เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม ประกอบกับการเป็นแหล่งซื้อขายต้นไม้ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงง่ายต่อการติดต่อซื้อขาย ถ้าหากใครที่ต้องการจัดสวน ปูสนาม ก็ต้องนึกถึงแหล่งผลิตที่นี่ แต่การปลูกหญ้าปูสนาม ยังเป็นอาชีพที่ไม่ใช่ใครทำก็ได้ เนื่องจากต้องใช้พื้นที่เยอะในการปลูกขยายพันธุ์ และต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญของทั้งเจ้าของธุรกิจและคนงานอยู่มากพอสมควร ถึงจะประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าท่านใดสามารถก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดเหล่านี้ไปได้ การทำธุรกิจหญ้าสนามถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมที่น่าสนใจไม่น้อย

คุณมูฮัมหมัดศอดิก ประดับญาติ หรือ บังหมัด เจ้าของสวนประดับสกุล พันธุ์ไม้ ไร่หญ้า ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 35/5 หมู่ที่ 4 คลองสิบสาม ซอยประดับญาติ ตำบลบึงคอไห อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี Young Smart Farmer รุ่นใหม่ไฟแรง ที่ยึดอาชีพการทำหญ้าปูสนามมานานกว่า 6 ปี พร้อมกับการทำไทรช้อนเงินช้อนทองเสียบยอด เป็นอาชีพเสริมฟันรายได้ต่อเดือนไม่น้อย

บังหมัดเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วงการปลูกหญ้าปูสนามให้ฟังว่า การปลูกหญ้าปูสนามเกิดขึ้นหลังจากที่ตนเองเรียนจบจากต่างประเทศ จากนั้นได้แต่งงานมีครอบครัว ซึ่งธุรกิจหญ้าปูสนามเป็นธุรกิจที่ครอบครัวภรรยาแนะนำสนับสนุน โดยมีพี่ชายของภรรยาประกอบอาชีพนี้อยู่ และได้ให้คำปรึกษาเรื่องการทำไร่หญ้ามาตลอด ประกอบกับพื้นฐานที่บ้านคุณพ่อและญาติพี่น้องคลุกคลีอยู่ในวงการเกษตรปลูกไม้ประดับเป็นอาชีพมาก่อนแล้ว ตนเองเริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 12 ปี เริ่มจากการทำต้นไม้ประดับไทรเสียบยอดช้อนเงินช้อนทอง ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อและคุณลุง จนทุกวันนี้ผ่านมา 18-19 ปี ไทรเสียบยอดช้อนเงินช้อนทองก็ยังได้รับความนิยม ส่วนการปลูกบอนไซทำด้วยใจรัก ตนเองจึงเลือกที่จะทำทั้งสองอย่างด้วยใจรักควบคู่ในการสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้มั่นคง

“หญ้านวลน้อย” สายพันธุ์หลักสร้างรายได้
ปลูกง่าย ตลาดต้องการสูง จัดเป็นหญ้าอเนกประสงค์
บังหมัด บอกว่า การทำไร่หญ้าของตนเองจะเน้นปลูกหญ้านวลน้อยเป็นหลักเพียงสายพันธุ์เดียว เพราะเป็นหญ้าสายพันธุ์ที่ปลูกและดูแลง่าย ทนทุกสภาพอากาศ ทนต่อการเหยียบย่ำ ตลาดมีความต้องการสูง ใช้งานได้หลากหลาย เช่น นำไปปูสนามกีฬา สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ สวนหย่อมบริเวณบ้าน สนามกอล์ฟ เป็นต้น หากนำมาเปรียบเทียบกับหญ้ามาเลเซียที่ใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่มีการดูแลที่แตกต่างกันคือ หญ้ามาเลเซีย เป็นหญ้าที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอหรือดินมีความชุ่มชื้นเสมอ ควรปลูกไว้ในสถานที่มีแดดรำไร หรือถ้าหากเป็นหญ้าพาสพาลั่ม เป็นหญ้าสายพันธุ์ที่สนามฟุตบอลระดับโลกไว้วางใจ ใช้ปูสนาม ให้ความสวยงาม เดินแล้วนุ่มเท้า และยังช่วยลดการบาดเจ็บของนักกีฬาได้ แต่ยังไม่ได้รับความนิยมในไทยเท่าที่ควรเนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้ความพิถีพิถันในการปลูกและดูแลมากเป็นพิเศษ

โดยปัจจุบันมีพื้นที่ทำนาหญ้าทั้งหมด 8 ไร่ แบ่งปลูกเป็น 4 ล็อก ล็อกละ 1,200-1,400 ตารางเมตร ในแต่ละล็อกหญ้าจะออกมาไม่พร้อมกันเป็นการวางแผนการวางเพื่อให้มีหญ้าขายได้ตลอดทั้งปี หรือถ้ามีการสั่งจองล่วงหน้าก็สามารถวางแผนให้หญ้าออกจำหน่ายได้พร้อมกัน

การเตรียมพื้นที่ปลูกหญ้า
สำหรับการทำไร่หญ้าครั้งแรก บังหมัด บอกว่า อาจจะต้องใช้ต้นทุนสูงในการปรับหน้าดินให้เสมอกันและดินต้องแน่น น้ำอย่าให้ขาด แต่ถ้าผ่านครั้งแรกไปได้ครั้งต่อไปก็ไม่มีอะไรมาก

“ในแต่ละครั้งที่เราแซะหญ้าไปขาย catflux-forum.net เราจะเหลือหญ้าส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อทำการขยายพันธุ์ในครั้งต่อไป ซึ่งก่อนที่จะเริ่มดำหญ้า เราจะต้องล้างทำความสะอาด ฉีกเศษหญ้าเก่าออกให้หมด ล้างทำความสะอาดพื้นจนมั่นใจว่าสะอาดพอแล้ว จากนั้นจะใช้คนงานฉีกหญ้าเป็นแผ่นเล็กๆ มาดำ เรียกว่าการดำหญ้า โดยในระหว่างการฉีกแปะหญ้า จะมีการเปิดน้ำหล่อไปด้วย ทีนี้หลังจากดำหญ้าเสร็จจะเป็นขั้นตอนการขึ้นเลน คือการดูดเลนขึ้นมารดหญ้า เพื่อให้หญ้ายึดเกาะติดกับพื้น แล้วตากเลนทิ้งไว้ 1 วัน แล้วรดน้ำในวันถัดมา เพราะถ้ารดน้ำในวันเดียวกัน น้ำจะชะล้างเอาเลนออกไปหมด”

การดูแลใส่ปุ๋ย พื้นที่ปลูกประมาณ 1,400 ตารางเมตร ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 40 วัน ถึง 1 เดือน เฉลี่ยค่าปุ๋ยประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อ 1 ล็อก ซึ่งในระยะเวลาก่อนที่จะแซะหญ้าขายได้จะมีการตัดใบ 2 ครั้ง และในเรื่องของการหว่านปุ๋ยจะหว่านทั้งหมด 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1 หลังจากการขยายพันธุ์เสร็จ 1-2 วัน เริ่มใส่ปุ๋ยครั้งแรก โดยปุ๋ยที่ใส่จะมีอยู่ 2 สูตรหลักๆ คือ ปุ๋ยยูเรีย กับปุ๋ยสูตร 18-4-5 ครั้งละประมาณครึ่งกระสอบ ในช่วงนี้ปุ๋ยยูเรียมีราคาแพงอาจจะแบ่งใส่เป็น 3 ส่วน ให้ได้ 3 ครั้งต่อ 1 กระสอบ นำปุ๋ยทั้ง 2 สูตรมาผสมกันแล้วหว่านให้ทั่ว

ส่วนปุ๋ยเกล็ด 25-5-5 ใช้ผสมน้ำฉีดในช่วงหลังตัดใบครั้งที่ 2 เป็นสูตรเฉพาะของที่ไร่ เพื่อเป็นการบำรุงให้หญ้ามีความเขียว สวยงาม ก่อนที่จะจำหน่าย

ระบบน้ำ ให้ดูจากสภาพอากาศเป็นองค์ประกอบ หากวันไหนสภาพอากาศค่อนข้างร้อน ฝนไม่ตก จะรดน้ำวันละ 3 ครั้ง ด้วยระบบน้ำสปริงเกลอร์ และพอถึงช่วงใกล้ครบกำหนดก่อนแซะหญ้าขายประมาณ 1 อาทิตย์ ให้งดน้ำ 1-2 วัน เพื่อไม่ให้หญ้าพุ่งจนเกินไป ซึ่งถ้าหากวันที่แซะหญ้าแดดแรงไป ให้โชยน้ำสักหน่อยเพื่อให้แซะหญ้าได้ง่ายขึ้น

โรคแมลง จะเจอหนอนที่มากัดกินหญ้า พบมากในช่วงฤดูหนาว หรือมีวิธีการสังเกตง่ายๆ คือถ้ามีนกลงมาเมื่อไหร่ แปลว่ามีหนอน ที่ไร่จะป้องกันและกำจัดด้วยการผสมฮอร์โมนฉีดพ่น

ราคาขายหญ้าต่อ 1 ตารางเมตร ขึ้น-ลง ตามกลไกของตลาด ต้องดูสถานการณ์ตลาดกลางประกอบว่าความต้องการของหญ้ามีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีความต้องการของตลาดมาก หญ้าอาจจะหาได้ยากขึ้น ราคาหญ้าก็จะปรับสูงขึ้นตาม หรือถ้าช่วงไหนหญ้าล้น ติดช่วงเทศกาลราคาก็จะปรับลดลงมา

“ในช่วงเทศกาลเช่นเดือนเมษายน คือคนหยุดงานพักผ่อน ไปเที่ยวออกต่างจังหวัด ถ้าเกิดไร่ไหนมีหญ้าหลงเหลืออยู่ในช่วงนี้ ราคาหญ้าก็อาจจะดรอปลงมา ซึ่งถ้าหากสวนไหนขายหญ้าในไร่เพียงอย่างเดียว ไม่รับจัดสวน ไม่รับปูสนาม ทุนกำไรก็ได้ไม่มาก สมมุติว่าหญ้า 1 ล็อก มีเนื้อที่ใช้ขยายพันธุ์หญ้าอยู่ 1,900 ตารางเมตร เราสามารถที่จะขายหญ้าในล็อกนี้ได้เพียงแค่ 1,400 ตารางเมตร ส่วนอีก 500 ตารางเมตร เราจะเก็บไว้เป็นหญ้าพันธุ์ เพื่อที่จะขยายพันธุ์ในครั้งถัดไป แล้วในขั้นตอนตั้งแต่การดำหญ้าจนถึงขั้นตอนแซะหญ้า มันจะมีงบลงทุน ถ้าในตอนนั้นขายหญ้าได้ตารางเมตรละ 15 บาท จากในไร่ 1,400 ตารางเมตร จะตกที่ 21,000 บาท หักต้นทุนออกไป 10,000 บาท ในเรื่องของค่าดูแลของคนงาน จะมีค่าดูแลตกตารางเมตรละ 1 บาท แล้วจะมีค่าแซะหญ้าตารางเมตรละ 2.50 บาท ค่าปุ๋ยต่อ 1 ล็อก อีกประมาณไร่ละ 3,000 กว่าบาท”