ถนนยางพาราสร้างง่ายการทำถนนยางพาราดินซีเมนต์สูตรมจพ

สามารถใช้ยางพาราธรรมชาติ ทั้งน้ำยางสด และน้ำยางข้น ร่วมกับดิน ปูนซีเมนต์ และน้ำยาดัดแปร ด้วยกรรมวิธีการทำถนนแบบดินซีเมนต์ (Soil Cement) ตามมาตรฐานดินซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ ของกรมทางหลวงชนบทได้ ทั้งนี้ มจพ. ได้ดำเนินการทดลองและทดสอบ “น้ำยาดัดแปร” ด้วยการก่อสร้างถนนยางพาราที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมาตรฐาน ผ่านการประเมินผลจากภาควิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับกรมทางหลวงชนบท เช่น ค่าการรับน้ำหนัก-UCS (ASTM D2166), ค่าความทึบน้ำ-Permeability (ASTM D2434), ค่าแรงดึง-Indirect Tensile (ASTM C496) โดยใช้ระยะเวลาทดสอบนานกว่า 2 ปี

การทำถนนยางพาราใช้น้ำยางพาราสด 2 กิโลกรัม น้ำยาดัดแปร 0.25 ลิตร และปูนซีเมนต์ 5% ของน้ำหนักวัสดุดิน โดยทั่วไป การทำชั้นโครงสร้างถนนระยะทาง 1 กิโลเมตร หน้ากว้าง 6 เมตร จะใช้ยางพาราสดถึง 12,000 กิโลกรัม (12 ตัน) คิดเป็นปริมาณเนื้อยางแห้งถึง 4 ตัน

ขั้นตอนการสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ เริ่มจากสำรวจพื้นที่ถนนก่อน หลังจากนั้นเตรียมน้ำยางพาราดัดแปร และเตรียมการผสมของปูนซีเมนต์ให้เข้ากับดินลูกรังในคันทางเดิม ขั้นตอนต่อมา ดัดแปรเพื่อผสมกับดินและซีเมนต์ นำส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยรถเกรดเดอร์ บดอัดและปรับระดับถนนให้ได้ตามมาตรฐาน

ผศ.ดร. ระพีพันธ์ คาดหวังว่า นวัตกรรมนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำและยกระดับความเป็นอยู่ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน ผลักดันการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นถึง ร้อยละ 20-30 ของปริมาณยางพาราที่เข้าสู่ตลาด และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 30-50 ในอนาคต

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เบอร์ติดต่อ 065-681-8491 อีเมล: cii@tggs.kmutnb.ac.th

กรมชลประทาน สร้างถนนยางพารา 2,000 กม.

ในปี 2562 กรมชลประทาน เตรียมจัดสรรงบประมาณ 6,900 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อน้ำยางพารา ประมาณ 35,021 ตันเพื่อนำไปซ่อมแซมและปรับปรุงถนนดินลูกรังบนคันคลองชลประทานและถนนในบริเวณหัวงานโครงการชลประทานทั่วประเทศ จำนวน 2,000 กม. เพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ดั่งคำขวัญที่ว่า ชลประทาน งานเพื่อแผ่นดินไทย

กรมชลประทาน วางแผนสร้างถนนยางพารา ใน 2 รูปแบบ คือ ถนนยางพาราแอสฟัลติก (ถนนยางมะตอยผสมยางพารา) และถนนยางพาราดินซีเมนต์ ในบริเวณหัวงานโครงการชลประทานและถนนคลองชลประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนดินลูกรัง

ช่วงฤดูแล้ง ดินลูกรังจะมีฝุ่นฟุ้งกระจาย ช่วงฤดูฝน จะมีปัญหาน้ำท่วมขัง ถนนมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ แผนการทำถนนยางพาราในพื้นที่ชลประทาน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และเพื่อสุขภาพอนามัยของเกษตรกรผู้ใช้ทางสัญจรดังกล่าว

เพราะผลวิจัยพบว่า ถนนยางพารา มีความเหมาะสมทั้งในแง่คุณสมบัติด้านวิศวกรรม ทำให้ถนนลูกรังที่ผสมน้ำยางมีความแข็งแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันสภาพผิวถนนยางเป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้ขนส่งสินค้าทางการเกษตรหรือใช้สัญจรทั่วไป

การทำถนนยางพาราดินซีเมนต์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร ความหนาของถนน 15 เซนติเมตร ถนนกว้าง 6 เมตร จะใช้น้ำยางประมาณ 15.12 ตัน/กม. ซึ่งมีสัดส่วนการใช้น้ำยางมากกว่าการสร้างถนนยางพาราแอสฟัลติก ที่ใช้ปริมาณน้ำยางเพียงแค่ 1.65 ตัน/กม.

นอกจากนี้ กรมชลประทานร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำยางพารามาผลิตเป็นอุปกรณ์มาตรวัดน้ำ เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ไร่นาเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาเป็นทุ่นดักผักตบชวาไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ เพราะผักตบชวามักจะไหลไปกองปิดกั้นประตูระบายน้ำ โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก ทำให้อัตราการไหลของน้ำช้าลง 40% และเกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมาก เพราะผักตบชวาดูดน้ำไปหล่อเลี้ยงตัวเองมากถึง 4 เท่า ของอัตราการระเหยของน้ำ กรมชลประทานจึงพยายามกำจัดผักตบชวาออกจากแหล่งน้ำชลประทานให้ได้มากที่สุด

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังจะใช้เป็นโมเดลในการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยและแนวโน้ม

ตลาดในประเทศยังมีความต้องการสูง โครงการนี้จึงเป็นการประสานความร่วมมือ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทานและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในการร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ พร้อมกับมาตรการจูงใจเกษตรกร ทั้งการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนซื้อหาปัจจัยการผลิตและเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด การประกันภัยผลผลิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงหากได้พื้นที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และประสานกับบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามารับซื้อข้าวโพดผ่านสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตข้าวโพดทั้งหมดจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ

จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่นำร่องของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา และเลือกพื้นที่อำเภอพรหมพิรามเป็นเป้าหมายแรก โดยมีสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด รับเป็นแม่งาน เชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังและหันมาปลูกข้าวโพด มีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการนำร่อง 83 ราย พื้นที่ 1,181 ไร่ ซึ่งมีทั้งพื้นที่เขตชลประทานและบางพื้นที่ใช้น้ำบาดาล เกษตรกรเริ่มลงมือปลูกข้าวโพดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ซึ่งสหกรณ์ได้ ช่วยดูแลสมาชิกตั้งแต่การสนับสนุนเงินทุนเพื่อปลูกข้าวโพด

โดยขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 5 ล้านบาท เพื่อนำมาให้สมาชิกกู้ยืมรายละ 3,000 บาท ต่อไร่ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 พร้อมทั้งจัดหาปัจจัยการผลิต ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ดูแลสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และจัดหาตลาดมารับซื้อ ซึ่งขณะนี้ผลผลิตข้าวโพดในพื้นที่นำร่องเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว สหกรณ์จึงเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกในพื้นที่โครงการแล้ว จำนวน 13 ราย ได้ปริมาณผลผลิต 74.43 ตัน ซึ่งผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 1,200-1,500 กิโลกรัม และในบางพื้นที่ได้ผลผลิตสูงถึง 2,000 กิโลกรัม ซึ่งสหกรณ์กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดความชื้นเฉลี่ย 30% ในราคากิโลกรัมละ 7 บาท และคาดว่า ผลผลิตในพื้นที่นำร่องจะเก็บเกี่ยวได้หมดภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

นายผิน ถือแก้ว ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ยังไม่เคยทำธุรกิจรวบรวมข้าวโพด เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก และปลูกข้าวปีละ 2 รอบ แต่รายได้ยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากผลผลิตข้าวต่อไร่เฉลี่ยอยู่ที่ 800 กิโลกรัม ต้นทุนการปลูกข้าวประมาณไร่ละ 4,500 บาท ขณะที่ราคาข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 บาท เท่านั้น

สหกรณ์จึงต้องหาอาชีพอื่นมาเป็นทางเลือกให้กับสมาชิก จนกระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ทางสหกรณ์จึงยินดีที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ และพยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและหันมาปลูกข้าวโพดทดแทนการทำนาปรัง ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ดีกว่า และเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3,280 บาท/ไร่ เกษตรกรจะมีกำไรจากการปลูกข้าวโพดไร่ละประมาณ 5,000 บาท

สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมในด้านอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง ลานตาก ที่จะรองรับผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง ซึ่งข้าวโพดที่รับซื้อจากสมาชิกจะนำมาอบลดความชื้น และแยกสิ่งเจือปน เพื่อให้ได้ข้าวโพดที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และจะนำข้าวโพดที่ปรับสภาพลดความชื้นแล้วส่งขายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท ซีพี ที่ตั้งอยู่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งถือว่ามีความสะดวกและประหยัดค่าขนส่ง ขณะนี้ทางโรงงานผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดความชื้น 14.5% ราคาเฉลี่ย 9 บาท/กิโลกรัม

ซึ่งจากการประเมินผลจากการดำเนินโครงการนี้ สมาชิกส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในรายได้ที่ดีกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียว และเห็นถึงประโยชน์ของการปลูกข้าวโพดทดแทนการทำนาปรัง และได้วางแผนที่จะปลูกในปีต่อๆ ไป ซึ่งสหกรณ์ได้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดให้สมาชิกมาเข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งอำเภอพรหมพิรามและอาจจะเชื่อมโยงกับสหกรณ์ในอำเภอใกล้เคียงเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก และจะรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ข้างเคียงเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพส่งจำหน่ายให้กับทางโรงงานอาหารสัตว์ต่อไป

ด้าน นายทองอยู่ ดีคำ ซึ่งเป็น 1 ในสมาชิกสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในพื้นที่นำร่อง เล่าถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดในครั้งนี้ว่า แต่เดิมยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก ปีที่ผ่านมาได้ปลูกข้าวในพื้นที่ 15 ไร่ แต่ต้องประสบปัญหาขาดทุนกว่า 30,000 บาท เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ต่ำ และต้องใช้เงินลงทุนปลูกข้าวไร่ละเกือบ 5,000 บาท จึงได้หันมาทดลองปลูกข้าวโพดแทนการทำนาปรัง และมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้เพราะส่วนราชการได้เข้ามาให้คำแนะนำและมีมาตรการจูงใจให้เข้าร่วมโครงการจนเกิดความมั่นใจ

ขณะเดียวกันทางสหกรณ์ก็ได้เข้ามา ส่งเสริมและรับประกันว่าจะรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด จึงตัดสินใจปรับพื้นที่นา 20 ไร่ ให้กลายเป็นไร่ข้าวโพด เริ่มลงมือปลูกตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 ซึ่งจากการทดลองปลูกข้าวโพดครั้งแรก พบว่าข้าวโพดมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าข้าว และใช้น้ำน้อยกว่า การดูแลแปลงข้าวโพดง่ายกว่าการปลูกข้าว หากทำตามคำแนะนำของเกษตรอำเภอและคอยระวังเรื่องแมลงศัตรูพืช จะทำให้ข้าวโพดมีความสมบูรณ์และให้ผลผลิตดี เฉลี่ยผลผลิตต่อไร่ 1,200-1,500 กิโลกรัม

ขณะนี้นายทองอยู่ได้ทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตแปลงแรก จำนวน 7 ไร่ ส่งขายให้กับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้นและการกำหนดราคารับซื้อที่เป็นธรรม ซึ่งผลผลิตข้าวโพด 7 ไร่ ที่รวบรวมส่งขายให้สหกรณ์ได้ปริมาณ 8,860 กิโลกรัม หรือเฉลี่ย 1,200 กิโลกรัม ต่อไร่ สหกรณ์รับซื้อข้าวโพดความชื้นเฉลี่ย 30% ในราคา 7 บาท/กิโลกรัม ทำให้มีรายได้รวม 62,020 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว คาดว่าจะมีกำไรเหลือประมาณ 34,000 บาท และหากเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดครบ 20 ไร่ จะมีกำไรจากการปลูกข้าวโพดภายในระยะเวลา 4 เดือน เป็นเงินเกือบ 100,000 บาท ซึ่งนายทองอยู่ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการนี้ว่าเป็นโครงการที่ดีที่ช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจที่จะหันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และอยากให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สานต่อโครงการนี้ในปีต่อๆ ไป

คุณเสกสันติ์ รอบรู้ และ คุณอัญชลี พงค์ศิริแสน สองสามีภรรยา จากชีวิตจริงในอดีตจากการไม่รู้สู่การเรียนใฝ่คว้าหาความรู้ ฝึกฝนการทอผ้าไหมจนชำนาญ ผลิตผ้าไหมไทยยกดอกจนเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว ออกสู่สายตาชาวไทยและต่างประเทศจนได้รับรางวัลระดับ Asian

ฉบับนี้ ผู้เขียนได้นำสิ่งดีๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยมานำเสนอท่านผู้อ่านโดยผู้เขียนได้ไปสนทนากับสองสามีภรรยา ณ ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม

คุณเสกสันติ์และคุณอัญชลี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 2 บ้านท่อสมาน ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 54120 ภายในบริเวณบ้านเปิดเป็นศูนย์ท่องเที่ยว โรงทอผ้าไหม ห้องแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้คุณเสกสันติ์-คุณอัญชลี เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อ 20 กว่าปีก่อนทั้งสองไปทำงานเกี่ยวกับผ้าไหมที่จังหวัดลำพูน และได้ขอรับการฝึกหัดทอผ้าไหม พอได้ทักษะประสบการณ์ก็กลับมาทอผ้าเองที่บ้าน ต้องทำเองทุกอย่างในการทอผ้าไหม

ในช่วงเวลาหนึ่งได้รับการสนับสนุนให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยได้ไปออกงานแสดงนิทรรศการมีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาดูและชื่นชมในผลงาน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความมุ่งมั่นผลิตผ้าไหม และได้รับเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน จากกรมหม่อนไหม เมื่อปี พ.ศ. 2552 ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอาเซียน ชื่อรางวัล Asian Top Award ผ้าไหมไทยที่ได้รับรางวัลเป็นลายประยุกต์มาจากไก่ฟ้าพญาลอ

ซึ่งเป็นเรื่องราวบางตอนในลิลิตพระลอ ตำนานเล่าขานของอำเภอสอง แต่ก่อนที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์เด่นๆ ของ “อัญชลีไหมไทย” ทั้งสองได้เริ่มก่อตั้งโรงทอผ้าไหมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จากกี่เพียงหลังเดียว และเป็นผู้ริเริ่มเจ้าแรกในการทอผ้ายกดอกเจ้าเดียวในเมืองแพร่ก็ว่าได้ ต่อมาก็ชักชวนคนในชุมชนให้มาฝึกทอผ้าไหมจากง่ายไปหายากทั้งมีค่าตอบแทนให้ด้วย วัตถุประสงค์ที่มุ่งมั่นทุ่มเทการทอผ้าไหมก็ต้องการจะเผยแพร่ อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม พัฒนาสร้างสรรค์ ผ้าทอให้เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในจังหวัดแพร่

ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยของ “อัญชลี ไหมไทย” มีให้เลือกชมหรือหาซื้อหลายรูปแบบและหลายลวดลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและทรงคุณค่าต่อการสวมใส่

ได้แก่ ผ้าไหมยกดอกลายไก่ฟ้าพญาลอ คุณเสกสันติ์ อธิบายให้ฟังว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นของกลุ่ม มีการนำเอาเรื่องราวในท้องถิ่นมาผูกไว้ในผ้าทอ แนวคิดในการออกแบบได้มาจากเรื่องราวบางตอนในลิลิตพระลอโดยส่วนที่ทอยกขึ้นเป็นรูปลักษณะของตัวไก่ฟ้า มายกลายกับดอกไม้เครือเถาว์ ซึ่งเป็นลวดลายตรงในส่วนท้องผ้า ซึ่งทอยกด้วยไหมและมีช่อแทงลายวิ่งตลอดขอบบนและขอบล่างของท้องผ้า มีสังเวียนขอบผ้าประกอบทั้งด้านบนและด้านล่างทอยกด้วยดิ้นทอง ในส่วนของกรวยเชิงเป็นรูปทรงใบโพธิ์ด้านในทอเป็นลายไก่ฟ้าคู่ประกอบใบเทศ ที่นับว่าเป็นเอกลักษณ์ คือ ผ้าไหมยกดอกลายไก่ฟ้าพญาลอ มีลวดลายผ้าทอที่สวยงดงาม

ผ้ายกทองสังเวียนแบบโบราณ

เป็นผ้ายกที่มีจำนวนตะกอดอกมากกว่าพันตะกอ ซึ่งใน 1 ลวดลาย จะทอผ้าขึ้นมาเพียง 1 ผืน แต่ละผืนต้องใช้เวลาถึง 8 เดือน เนื่องจากเป็นผ้าที่ต้องใช้กรรมวิธีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน เข้าไปแล้ว กับใช้เวลาทอผ้าอีก 5 เดือน ซึ่งผู้ออกแบบคือ คุณเสกสันติ์ ส่วนคนทอคือ คุณอัญชลี จึงมีเพียง 1 ชิ้น นับว่าเป็นงาน Master piece ระดับโลกเลยทีเดียว ผ้ายกทองนี้โบราณใช้นุ่งสำหรับคนระดับบน ในการออกงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ปัจจุบันหาคนทอได้ยาก จึงเป็นที่ต้องการของคนที่ชอบสะสมผ้ายกทองแบบโบราณ

คุณสมบัติและลักษณะเด่น ผ้าไหมยกดอกแบบดั้งเดิมมีข้อดีคือ ทำให้ได้รวมกันอนุรักษ์วิถีชีวิตในงานศิลปวัฒนธรรมแบบเก่าก่อน โดยรักษาเอกลักษณ์และจิตวิญญาณ ดั้งเดิมของงานเอาไว้ได้ ลักษณะเด่นคือ การนำเรื่องราวในท้องถิ่นบวกการผสมผสานกับการออกแบบลวดลายที่เน้นความวิจิตร สวยงามของลายไทย เพื่อให้ลวดลายผ้าที่ทอออกมามีลักษณะที่โดดเด่นสวยงาม ชิ้นงานมีความเรียบร้อย มีความประณีตในการทอ จึงได้คุณภาพงานที่ดี ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทางกลุ่มให้ความสำคัญที่สุด ส่วนลวดลายก็ให้มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยของ “อัญชลี ไหมไทย” ได้เริ่มออกสู่ตลาดเมื่อปี พ.ศ. 2543 จากผ้านุ่งหน้าบางลายไก่ฟ้า ต่อมาก็มีผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ผ้าถุงไหมทอยกดอก กลุ่มผู้ซื้อจะเป็นผู้ซื้อทั่วๆ ไป ผ้าถุงเจ้านางแกมดิ้นทอง เป็นสินค้าของกลุ่มตลาดผู้ซื้อระดับกลางถึงระดับบน ที่ใช้สวมใส่ในงานพิธีต่างๆ หรือสำหรับการถ่ายทำปฏิทินและผ้าไหมยกทองแบบโบราณ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีคุณค่าราคามาตรฐาน คุณภาพโอท็อป ระดับ 5 ดาว และเครื่องหมายตรานกยูง เป็นเครื่องการันตีคุณภาพ

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ้าไหมไทยในอนาคต

คุณเสกสันติ์ บอกว่า เมื่อประเทศไทยได้เข้าสู่ AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ได้คิดวางแผนเตรียมผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่มีการสื่อ อธิบายหรือผูกเรื่องราวหรือเล่าเรื่องวิถีชุมชนความเป็นชาติพันธุ์ที่มีศิลปวัฒนธรรมและการแต่งกายที่เป็นอัตลักษณ์ของคนไทย เพื่อให้ชาวต่างประเทศได้เข้ามาศึกษาชื่นชมในงานฝีมือ เพราะงานในลักษณะนี้ปัจจุบันหาคนทำได้ยากยิ่งแล้ว

หากท่านประสงค์จะติดต่อ “อัญชลี ไหมไทย” ได้ทางโทรศัพท์ (081) 289-4853 ถ้าท่านจะเดินทางไปเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่บ้าน คุณเสกสันติ์-คุณอัญชลี ขับรถผ่านหน้าโรงพยาบาลสอง ไปจนสุดถนน 4 เลน ก็จะเป็นถนน 2 เลน ตรงไปอีกนิดจะข้ามสะพานคลองชลประทานเล็กๆ เลยปั๊มน้ำมันเลี้ยวขวาตรงศาลาริมทางหลังคาสีเหลือง เห็นป้ายหมู่บ้านท่อสมาน เข้าไป 500 เมตร มีป้ายอัญชลี ไหมไทย

ขอขอบคุณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ แพร่นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้รับเชิญจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประธานและเจ้าภาพการจัดงานการประชุมผู้นำ กลุ่ม 20 (G20 Summit Meeting) ประจำปี 2562 เพื่อเข้าร่วมประชุม G20 Summit Meeting ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายน 2562 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 แห่ง

ประกอบด้วย สหภาพยุโรป กับ 19 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ 11 ประเทศ (อาร์เจนตินา บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี) ทั้งนี้ จะมีการจัดการประชุมเป็นประจำทุกปี โดยประเทศผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย ประเทศสมาชิก G20 และประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกแต่ประเทศเจ้าภาพ ได้เชิญให้เข้าร่วมด้วยในฐานะ Guest Countries

ในส่วนของประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุม G20 Summit Meeting ล่าสุดเมื่อปี 2559 โดยนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) เมื่อเดือนกันยายน 2559 ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะที่ไทยเป็นประธาน กลุ่ม 77 ซึ่งการประชุมครั้งนั้น ไทยได้สะท้อนวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานนโยบายและความเป็นหุ้นส่วนในรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา (Global Partnership) มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ

ควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยไทยยังได้แบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการดำเนินการที่จะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติอีกด้วย

สำหรับการประชุมที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2562 ครั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประธานและเจ้าภาพอยู่ระหว่างการกำหนดหัวข้อหลักและประเด็นสำคัญของการประชุมฯ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมการค้าเสรีและนวัตกรรม การลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกับการพัฒนา โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ ยังจะผลักดันให้มีการหารือเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ การสาธารณสุขระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจดิจิตอล การขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ และนโยบาย Society 5.0 ทั้งนี้ หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตร จะมีการประชุมหารือภายใต้ Meeting of Agriculture Deputies ในช่วงเดือนมีนาคมและพฤษภาคม 2562 ณ กรุงโตเกียว และเมืองนิอิกาตะ ประเทศญี่ปุ่น ตามลำดับ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างการพิจารณาหารือประเด็นและท่าทีการเจรจา เพื่อให้การประชุมดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์กับไทยและภูมิภาคอาเซียนได้มากที่สุด

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 8 จังหวัด ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้พระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ( ส.ป.ก.) เมื่อปี 2518 เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรใช้เป็นที่ดินทำกิน

ส.ป.ก. ส่งเสริมวิถีชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง” บนแผ่นดินพ่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกร ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกๆ ด้าน ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและการพัฒนาการเกษตรเป็นปัญหาหนึ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัย และทรงเป็นผู้ริเริ่มในการพัฒนาด้านการเกษตรต่างๆ

เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประกาศใช้บังคับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในพื้นที่ 8 จังหวัด จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้กันเนื้อที่บางส่วนออก เนื่องจากที่ดินไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตรและมีภาระผูกพันกับหน่วยงานราชการอื่น จึงคงเหลือพื้นที่ให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินได้ 43,902 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี

การดำเนินการปฏิรูปที่ดินในผืนดินพระราชทานทั้ง 5 จังหวัด ส.ป.ก. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเส้นทางคมนาคม ชลประทาน และที่สำคัญคือการพัฒนาเกษตรกรตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสร้างโอกาส “การเข้าถึงองค์ความรู้”, “การเข้าถึงระบบตลาด” และ “การเข้าถึงแหล่งทุน”

ปัจจุบัน มีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน 3,264 ราย ส.ป.ก. ได้น้อมนำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาท ส.ป.ก. ได้จัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินจัดตั้งศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานขึ้น สร้างเครือข่ายเกษตรกร สร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน สร้างเครือข่ายสหกรณ์ในผืนดินพระราชทานให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้สมกับที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้ขับเคลื่อนกิจกรรมสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทานสืบสานพระปณิธานแผ่นดินพ่อ เพื่อการพัฒนาศักยภาพผืนดินทำกิน เพิ่มผลผลิตสร้างรายได้ ให้ความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้และเข้าถึงโอกาสทางเลือกในการเปลี่ยนอาชีพควบคู่กับการสนับสนุนการตลาดและปัจจัยพื้นฐาน ทำให้เกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทานมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้คงอยู่กับเกษตรกรตลอดไป สมดังพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าวไทย

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าวไทย และศูนย์ปราชญ์เกษตรช้างใหญ่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 1 ตําบลช้างใหญ่ อําเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับ “ผืนดินพระราชทาน…สืบสานพระราชปณิธานแผ่นดินพ่อ” ในเขตปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก.

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าวไทย ได้จดทะเบียนวิสาหกิจฯ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ภายใต้วิสัยทัศน์ เพื่อคืนสภาพแวดล้อม สร้างความมั่นคงแก่คนในชุมชน และมีพันธกิจสำคัญคือ มุ่งศึกษาเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ การทำเกษตรชีวภาพ

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าวไทย เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรเพื่อสนับสนุนการทำนา ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำนา การเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาล จัดหาพันธุ์ข้าวและทดลองปลูกพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อเป็นการทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่และให้ผลผลิตสูงที่สุด การทดลองทำนาแบบชีวภาพโดยอาศัยหลักการใช้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ การผลิตสารกำจัดแมลง ปลอดภัย เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อราเมตาไรเซียม