ถามถึงการขายผลผลิต เจ้าของสวนวังพลากรบอกว่าขายในตลาด

การท่องเที่ยวเป็นหลัก อย่างตลาดดอยมูเซอ เป็นเกรดรองๆ เพราะขายมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ถ้าเกรดสูงหน่อยจะส่งเข้ากรุงเทพฯ แต่ยังไม่มีปริมาณมากพอที่จะส่งห้าง ซึ่งที่ผ่านมาทางห้างก็ติดต่อไปคุยเหมือนกัน แต่ผลผลิตยังไม่มากพอส่ง ขณะที่มีเงื่อนไขต่างๆ อีกอย่างผลผลิตทุกวันนี้ก็มีพ่อค้ามาถึงสวนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปขายที่อื่น

ยามนี้นอกจากสวนพลากรขายผลผลิตแล้ว ยังขายกิ่งพันธุ์ที่ใช้วิธีทาบกิ่งด้วย พร้อมกันนี้ก็ยังชักชวนเกษตรกรในละแวกนั้น และที่จังหวัดกำแพงเพชรมาเป็นเครือข่ายปลูกอะโวกาโด โดยสนับสนุนในเรื่องกล้าพันธุ์ พร้อมรับซื้อผลผลิต ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ประมาณ 700 กว่าไร่ แต่ปีนี้ตั้งเป้าให้ได้ 1,200 ไร่

ในการปลูก คุณวรเชษฐ์ แนะนำว่า ต้องขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตรครึ่ง ไม่ให้ปลูกในหลุมลึก จะได้ดูแลในเรื่องของระบบรากได้ดีขึ้น ใส่มูลสัตว์ ขี้วัว ขี้ไก่ ลงไปในหลุม แต่ถ้าเป็น ขี้ไก่ต้องหมักก่อน หากช่วงปลูกไม่มีฝนก็ให้รอฝน ส่วนการปลูกด้วยเมล็ดนั้น กลายพันธุ์ 100%

วิธีดูแลบำรุงแต่ละช่วง
สาเหตุที่มีเกษตรกรหันมาปลูกอะโวคาโดกันมากขึ้นนั้น คุณวรเชษฐ์ มองว่า เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์สุขภาพมาแรง และสื่อต่างๆ ที่โฆษณาเผยแพร่ช่วยให้อะโวกาโดเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งการที่ตนเองลงยูทูบให้เป็นวิทยาทานในเรื่องของการเสียบยอด ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ๆ โดยเสียบตั้งแต่อายุประมาณเดือนครึ่ง ต่างจากสมัยก่อนที่เสียบกันตั้งแต่เพาะต้นสต๊อคให้ได้ 6-7 เดือน ถึงจะใช้ได้ ซึ่งเหมาะกับพวกมะม่วง ทุเรียน แต่ไม่ใช่กับอะโวกาโด เพราะเมื่อไปดูที่นิวซีแลนด์ เพาะมาได้แค่เดือนครึ่ง ยอดแดงๆ ยอดแค่นี้เองก็เสียบได้แล้ว และจะสมานแผลได้ดี

คุณวรเชษฐ์ กล่าวถึงเกี่ยวกับเทคนิคการเสียบยอดของอะโวกาโดว่า ต้องใช้ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนจะเสียบได้ ถ้าจะให้ดีเลยไม่เกิน 2 เดือน ดีที่สุด ก็กำลังโผล่มาแดงๆ และอุปกรณ์การเสียบต้องสะอาด เพราะว่าต้นยังเล็กๆ อยู่ เหมือนผ่าตัดตอนผ่าลงไปไม่ได้ ต้องสะอาด ติดเชื้อไม่ได้ ถ้าติดเชื้อจะไม่ค่อยติด สักระยะหนึ่งจะตาย และเมล็ดที่นำมาเพาะ ต้องทำความสะอาด ต้องแช่ EM อะไรต่างๆ แล้วถึงจะเอามาลงดิน อีกทั้งดินก็ต้องหมักเป็นปีๆ ราดเป็นชั้นๆ

เจ้าของสวนรายนี้ให้รายละเอียดอีกว่า อะโวกาโดมีดอกแล้วติดลูกจนครบการเก็บเกี่ยว จากนั้นจะออกดอกมาซ้อนกัน โดยเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ตรงนี้จะเก็บผลผลิตได้ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมของอีกปี ตกประมาณ 11 เดือน ซึ่งใช้เวลานานมาก ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นพันธุ์ไม่ดีจะแขวนอยู่บนต้นได้ไม่นาน และมีโอกาสจะขาดทุน ประกอบกับปัจจุบันนี้คนรับประทานอะโวกาโดเป็นยังมีจำนวนน้อย อีกทั้งยังมีเสียงสะท้อนในด้านลบเยอะ เช่น ซื้อไปแล้วไม่ได้กิน ไม่รู้จะกินอย่างไร

ฉะนั้น เมื่อมีการออกดอก การบำรุงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ปุ๋ยคอกต้องใส่อย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อปี

โดยใส่ในช่วงต้นฝนกับปลายฝน ต้นฝนประมาณเดือนพฤษภาคม หลังเดือนเมษายนก็เตรียมใส่เลย ถ้าอายุต้น 4-5 ปี ใส่ 30 กิโลกรัม เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก พอใกล้ๆ ปลายฝน ประมาณเดือนกันยายน ตุลาคม ก็ใส่อีก จะได้มีอาหารเพียงพอ เพื่อไม่ให้ต้นโทรมเพราะออกลูกตลอดปี

ดังนั้น ช่วงที่ยังเก็บลูกไม่หมด ขณะที่ยังออกดอกด้วย ถ้าดูแลตรงช่วงนี้ไม่ดี ผลผลิตอาจจะตกต่ำหรืออาจจะไม่ออก แต่ถ้าดูแลดีๆ บำรุงให้ถึงๆ จะออกผลผลิตเท่าเดิม สำหรับการดูแลต้นอะโวกาโดนั้น จะใช้เคมีพ่นในช่วงฝน เพื่อป้องกันพวกเชื้อราไม่ให้ทำลายขั้ว เพราะที่อำเภอพบพระฝนตกชุกมาก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน นอกจากนี้ ก็มีปัญหาหนอนเจาะลำต้นบ้าง แต่ไม่เป็นไรแค่ใช้ไซริงจ์ฟอสฟอรัสโอเอซิสไปจิ้มๆ ขูดๆ แต่สิ่งที่ทำลายมากที่สุดก็คือ ไฟท็อปทอร่า เชื้อราตัวนี้ถ้าเกิดแล้วจะลามง่าย ซึ่งหลังจากพ่นสารเคมีแล้วก็ปลอดภัย เพราะหลังจากนั้นไม่ได้พ่นแล้ว จะเป็นช่วงฤดูใกล้เก็บเกี่ยว และพอเก็บเกี่ยวจะบำรุงดอก ใช้ยาฆ่าแมลงไม่ได้

จากประสบการณ์ที่ปลูกอะโวกาโดมา คุณวรเชษฐ์ ระบุว่า อะโวกาโด เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบดินเหนียวเลย ไม่ชอบน้ำแฉะ และต้องระบายน้ำได้ดี อีกทั้งจากการเปรียบเทียบระหว่างใส่ปุ๋ยเคมีกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อะโวกาโดค่อนข้างจะตอบโจทย์กับปุ๋ยอินทรีย์มากกว่า โดยเฉพาะขี้แพะ

ที่ผ่านมา ผลผลิตของสวนเป็นที่น่าพอใจ อย่างที่คุณวรเชษฐ์บอก ถ้าเป็นพันธุ์แฮส ต้นอายุประมาณ 6 ปี ให้ผลผลิตอยู่ที่ 150 กิโลกรัม ต่อต้น ต่ำสุด 30-40 กิโลกรัม ซึ่งในจำนวน 3,000-4,000 ต้น หรือ 25 ต้น ต่อไร่ ก็เป็นตัวเลขที่เกษตรกรอยู่ได้แบบสบายๆ และมีเวลาด้วย ไม่ต้องไปดูแลเยอะ ถ้าเทียบกับการปลูกลำไย

ขายกิ่งพันธุ์ พร้อมแปรรูป
คุณวรเชษฐ์ เล่าด้วยว่า ปีนี้อะโวกาโดติดลูกเป็นบางต้น เนื่องจากต้องการจะขยายพันธุ์ให้ได้มากที่สุด โดยตัดยอด ตัดไปเสียบ เนื่องจากตอนนี้ให้ลูกไร่นำไปปลูก อีก 3 ปีข้างหน้า ค่อยเก็บเงิน เพราะทางสวนไม่ได้ต้องการจะขายกล้าพันธุ์แต่ต้องการให้แต่ละสวนมีผลผลิตให้ ซึ่งช่วง 5 ปีแรกนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องส่งผลผลิตมาให้ โดยแต่ละหมู่บ้านก็มีหัวหน้ากลุ่มที่มีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน การขายจะมีการกำหนดราคาแต่ละเกรดไว้

กรณีช่วงปลูก 3 ปี อะโวกาโดยังไม่ออกผลผลิต เขาแนะนำเกษตรกรว่า ปัจจุบัน ปลูกผัก ปลูกข้าวโพด ปลูกพริก อยู่ก็ปลูกได้ตามปกติ แต่ถ้าใช้สารเคมีประเภทยาฆ่าหญ้าจะมีผลต่ออะโวกาโด โดยเฉพาะตอนที่ต้นยังเล็กอยู่ ดังนั้น ต้องล้อมด้วยซาแรน 1 เมตร

ในการขายกิ่งพันธุ์นั้น คุณวรเชษฐ์ ขายกิ่งละ 200 บาท ทุกพันธุ์ และในการปลูกแต่ละต้น ควรมีระยะห่าง 7-8 เมตร เพื่อไม่ให้ต้นติดกันจนเกินไป

ส่วนกรณีที่เกษตรกรบางคนคิดว่า อะโวกาโด ต้องปลูกในที่สูงและในเมืองหนาวนั้น ประเด็นนี้คุณ วรเชษฐ์ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า ที่ปลูกตั้งแต่ 400-1,200 เมตร จะเห็นความแตกต่าง คือตั้งแต่ 600-800 เมตร ช่วงนี้จะเป็นช่วงดีที่สุด ผลผลิตสูง คุณภาพเนื้อค่อนข้างดี

แต่ช่วงที่ความสูงสัก 1,000 เมตรขึ้นไป เปลือกเริ่มเปลี่ยน เริ่มจะแข็งๆ และเก็บได้ช้าขึ้น จากเดิมต้องเก็บ 10 เดือน จะเลื่อนเป็น 11-12 เดือน ส่วนคุณภาพถ้าปลูกในพื้นที่ 1,200 เมตร คุณภาพจะด้อยลงมา แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ต่ำกว่า 400-500 เมตร ผลผลิตจะสุกเร็วขึ้น และจะมีความฉ่ำเรื่องน้ำเพิ่มขึ้นมา

คุณวรเชษฐ์ เปรียบเทียบผลผลิตอะโวกาโดบ้านเรากับทางนิวซีแลนด์ว่า เรื่องคุณภาพผลของไทยค่อนข้างดี เพราะเก็บที่ความแก่ประมาณ 80% ขึ้น แต่ถ้าเป็นอะโวกาโดจากนิวซีแลนด์ เก็บแค่ 70% เท่านั้น เพราะถ้าเก็บที่ความแก่ 80%โอกาสที่จะขายในตลาดจะสั้น จะสุกเร็ว เพราะฉะนั้นของไทยได้เปรียบ แต่ของบ้านเรายังขาดความรู้ เทคนิค เทคโนโลยีต่างๆ และอย่าไปคิดว่าเมืองนอกไม่ใส่สารเคมี เท่าที่เห็นมาใช้หนักว่าเมืองไทยเสียด้วยซ้ำ

เจ้าของสวนวังพลากร ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากปลูกอะโวกาโดว่า ในเบื้องต้นต้องดูว่ามีความรู้แค่ไหน มีตลาดรองรับไหม และก่อนที่จะมีผลผลิต จะมีพืชตัวไหนทำรายได้ให้บ้าง กรณีสนใจอยากรู้เรื่องอะโว กาโด หรืออยากจะเข้าไปดูสวน ซื้อกิ่งพันธุ์ ติดตามได้ที่ เพจ Avocado in Thailand สอบถามได้ที่ 081-950-5574

นอกจากสวนวังพลากรจะขายกิ่งพันธุ์และผลผลิตแล้ว คุณวรเชษฐ์ ยังนำผลอะโวกาโดตกเกรดไปสกัดแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็น แชมพู ครีมนวด และสบู่ก้อนที่มีส่วนผสม จากอะโวกาโด ชื่อแบรนด์ “เมอตี้” (Merty) ทำให้ตลอดทั้งปีมีรายได้จากการขายผลอะโวกาโดสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอะโวกาโด ราว 1.2 ล้านบาท ต่อปี

นับเป็นเกษตรกรอีกรายที่ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งทำให้ คุณวรเชษฐ์ วังพลากร มีรายได้เป็น กอบเป็นกำ และยังได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้ต่างๆ มาถ่ายทอดให้ผู้สนใจโดยไม่หวงวิชาแต่อย่างใด

ด้วยสภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแต่ประเทศมหาอำนาจยังใหญ่ยังสั่นคอน ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปในหลายๆ ด้าน รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนทั้งเรื่องวัคซีนและเรื่องปากท้องของประชาชน โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้ผุด โครงการ “โคก หนอง นา โมเดล” จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางรอดที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส !! สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ยุค โควิด-19 ในปัจจุบัน

คุณนวลสรี กองน้อย เป็นอีกหนึ่งคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ในพื้นอำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 1 ไร่ โดยที่ให้สามี และบุตรชาย คือ คุณหนุ่ย-คุณประมวน กองน้อย เป็นผู้ดูแลบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด ภายใต้ชื่อ “ไร่สลิลทิพย์”

คุณประมวน กองน้อย เจ้าของไร่สลิลทิพย์ กล่าวว่า อดีตเคยเป็นนักสื่อสารมวลชนมาก่อน ทำงานในสายข่าวกับหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เก็บสะสมความรู้ประสบการณ์มาบ้าง…เมื่อวงการสื่อสารมวลชนเข้าสู่ยุคดิจิตอล จึงได้ผันตัวเองออกมาหันหลังให้วงการสื่อมวลชนกลับสู่บ้านเกิดที่อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม มาทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อในนาม “ร้าน ป๋าหนุ่ย” จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดในชุมชน

หลังจากนั้น ได้เข้าไปร่วมเป็นหนึ่งใน “นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” หรือ (นพต.) มีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมการเป็นนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ที่สำนักงานพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม ได้จัดขึ้น ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านกำพี้ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม นำความรู้มาต่อยอดเป็นครูพาทำช่วยเหลือกิจกรรมเรื่องขององค์ความรู้ให้กับครัวเรือนในด้านต่างๆ ให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่แปลงและพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนในยุคโควิด-19”

นอกจากนี้ บริเวณรอบพื้นที่ยังได้ทำการปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆ เช่น มะม่วง ลำไย มะไฟ ขนุน มะนาว ดอกกระเจียวขาว ดอกกระเจียวหวาน ฝรั่ง ผักหวาน และกล้วยสายพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งยังมี “คันนาทองคำ” ใช้เป็นพื้นที่ในการปลูกพืชผักสวนครัว เช่น หอม ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะเขือ แตงกวา บวบ และถั่วฝักยาว เป็นต้น โดยใช้องค์ความรู้ต่างๆ ทั้งการทำน้ำหมัก การห่มดิน การทำแซนด์วิชปลา การทำปุ๋ยหมักแห้ง การทำหลุมพอเพียง เข้ามาช่วยในการลดต้นทุนและรักษาความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่แปลงครัวเรือนต้นแบบได้เป็นอย่างดี

“ปัจจุบันไร่สลิลทิพย์ถือว่าเป็นแหล่งอาหารที่สามารถเลี้ยงชุมชนได้เป็นอย่างดีในยุคโควิด-19 พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและครัวเรือน มีรายได้จากการขายพืชผักในโครงการ ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆ วัน ความสำเร็จดังกล่าวประสบความสำเร็จได้ เพราะการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนแกดำ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมหาสารคาม และกรมการพัฒนาชุมชน ที่มอบโอกาสให้เราได้เข้าร่วมโครงการ” คุณประมวน กล่าวทิ้งท้าย

ทางด้าน คุณสไบแพร เฉลยพจน์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแกดำ กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทหน้าที่พัฒนากรคือส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานให้นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ทำหน้าที่ตามภารกิจในการไปขับเคลื่อนในแปลงครัวเรือนที่รับผิดชอบในตำบล/ส่วนครัวเรือนโคก หนอง นา โมเดล พัฒนากรก็มีหน้าที่ไปติดตามสนับสนุนในองค์ความรู้ของครัวเรือน ให้ครัวเรือนได้พัฒนาและเรียนรู้เพื่อเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้การลงมือปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละด้าน สนับสนุนการจัดทำฐานเรียนรู้ ประสานงานหน่วยงานภาคีเพื่อร่วมสนับสนุนองค์ความรู้แก่ครัวเรือน เข่น ด้านปศุสัตว์ก็ช่วยประสานทางด้านปศุสัตว์ เพื่อให้ความรู้ทั้งการเลี้ยง/การทำอาหาร/การรักษาโรคในสัตว์ เป็นต้น รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนหรือผู้สนใจได้มาเรียนรู้และขยายผลต่อไปจนสุดท้ายครัวเรือนสามารถพึ่งตนเองได้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

“ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ที่ดินในการเข้าร่วมโครงการ มีทัศนคติที่ดีต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมให้ประสบผลสำเร็จ ดำเนินการปรับรูปแบบแปลงที่ดินตามแบบรายละเอียดงานปรับรูปแบบแปลงที่ดินตามแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล พื้นที่ครัวเรือนต้นแบบ พื้นที่ 1 ไร่ และ 3 ไร่ เพื่อให้พื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดับครัวเรือน โดยมีนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบรับผิดชอบในการติดตาม สนับสนุน ประสานการดำเนินงานขับเคลื่อนกิจกรรมในแปลงร่วมกับนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและครัวเรือนเจ้าของแปลง ดำเนินการกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ครัวเรือนละ 3 ครั้ง เพื่อให้ครัวเรือน เกิดการถ่ายทอดความรู้ ฝึกทักษะปฏิบัติทางหลักกสิกรรมธรรมชาติ การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญจากบุคคลสู่บุคคล ผ่านการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มกันพัฒนาพื้นที่ เกิดความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน”

“โคก หนอง นา พัฒนาชุมชนอำเภอแกดำ” มุ่งมั่น พัฒนา เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อให้รอดจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เป็นต้นแบบการขับเคลื่อนกิจกรรม โคก หนอง นา ช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นที่พึ่ง สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนในพื้นที่” สนใจเยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่…โคก หนอง นา โมเดล “ไร่สลิลทิพย์” สามารถติดต่อได้ที่ เลขที่ 85 หมู่ที่ 3 บ้านเสือกินวัว ตำบลมิตรภาพ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม 44190 โทร.

แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata)

ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ

ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว

“กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยค้นคว้า เรื่องแหนแดง มาตั้งแต่ ปี 2520 ช่วงเวลาดังกล่าวกรมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ส่งเสริมให้มีการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความจริงประเทศจีนได้มีการใช้แหนแดงในนาข้าวก่อนประเทศอื่นๆ เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว

เริ่มต้นคัดสายพันธุ์
ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย
ดังได้กล่าวมาแล้ว แหนแดง iocco-uk.info มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทย มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตร นำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์

ดร. ศิริลักษณ์ เล่าว่า หลังจากที่เราคัดเลือกได้สายพันธุ์แหนแดงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยแล้ว เราก็ได้ปรับปรุงพันธุ์โดยการฉายแสง แล้วคัดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น มีความเหมาะสมสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี เมื่อเทียบคุณสมบัติกับแหนแดงสายพันธุ์ที่มีอยู่ในบ้านเรา พบว่า มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า คือ ตรึงไนโตรเจนได้น้อยกว่า ขนาดของต้นเล็กกว่า ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์และขยายพันธุ์แหนแดงสายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (microphylla) มาตั้งแต่ ปี 2520 ได้มีการรักษาพันธุ์มาเรื่อยๆ และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง เมื่อประเทศไทยหันมาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมาพัฒนาการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อีกครั้งหนึ่ง ใน ปี 2540

คุณสมบัติของ
แหนแดง พันธุ์กรมวิชาการเกษตร
เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่า มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ สูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม (3 ตัน) เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว

วิจัยครั้งแรก
ทดลองกับการปลูกข้าว
จากผลงานวิจัยของ นายประยูร สวัสดี และคณะ อดีตนักวิชาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ปี 2520-2521 พบว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว 1 ชุด หรือ 2 ชุด สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพอๆ กับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 6-12 กิโลกรัม/ไร่ และจากผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ พบว่า การเลี้ยงแหนแดงแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้เทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำแล้วไถกลบก็ให้ผลทำนองเดียวกัน การไถกลบ 2 วิธี ร่วมกัน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ เฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับการเพาะกล้าเมื่อใส่แหนแดงลงไปในแปลงกล้า 1-2 วัน จะสามารถลดระยะกล้าจาก 40 วัน เหลือเพียง 30 วัน เท่านั้น

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ในการวิจัยครั้งแรก กรมการข้าว ยังมิได้แยกตัวออกไปจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสถาบันวิจัยข้าว ปัจจุบันได้แยกตัวออกไปเป็นกรมการข้าวแล้ว กรมวิชาการเกษตร ได้สนับสนุนแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปเพาะเลี้ยงเอง โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อให้กรมการข้าวสามารถเพาะเลี้ยง เพื่อจะได้นำไปใช้ในกิจการของกรมการข้าวเอง