ถ้าบริเวณที่อยู่อาศัยเป็นดินเหนียว ส่วนมากน้ำไม่ซึม ให้ขุดเพิ่มอีก

แนะเทคนิคการเพาะเมล็ดผักหวานให้มีเปอร์เซ็นต์การรอดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ นำเมล็ดผักหวานที่เก็บมาแกะเยื่อหุ้มออกให้หมด (ถ้าเอาออกไม่หมด เมล็ดผักหวานจะเกิดเชื้อราได้)
เมื่อแกะเยื่อหุ้มเสร็จ นำเมล็ดที่ได้ไปหมกไว้ในกองทราย ทิ้งไว้ประมาณ 8-10 วัน
เมื่อเมล็ดแตกลายงา รากจะงอกออกมา
แล้วนำเมล็ดที่มีรากงอกไปใส่ถุงเพาะชำ เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน แล้วจึงนำไปลงหลุมปลูกได้
ปลูกเสร็จใช้ตะกร้าครอบต้นไว้ก่อนเพื่อกันแดด ครอบทิ้งไว้ 2-3 เดือน พอให้ต้นแข็งแรงต่อสู้กับแสงแดดได้แล้ว

ใครมาถามป้าก็จะแนะนำให้เพาะวิธีนี้มาตลอด

เพราะถ้านำเมล็ดไปหยอดหลุมปลูกเลย จะไม่ค่อยได้ผลดี

อัตราการรอดน้อย หลายคนบอกวิธีป้าเสียเวลา แต่ความคุ้มค่าของป้าคุ้มกว่ามาก ลงไปกี่หลุมก็เป็นหมด เป็นที่น่ายินดี เมื่อทราบจาก คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภูหมาดๆ ว่า พื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง และไม่เคยได้รับการประกาศว่าเป็นจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง แม้ว่าจะไม่มีระบบชลประทานภายในพื้นที่ เกษตรกรจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงด้านเดียวก็ตาม

แต่ก็เป็นที่น่าตกใจเช่นกัน เมื่อทราบข้อมูลว่า จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นจังหวัดที่ใช้สารเคมีในภาคเกษตรมากที่สุดลำดับต้นๆ ของประเทศ เมื่อได้พูดคุยกับ คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้ทราบว่า พื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู มีปัญหาในภาคเกษตร ซึ่งประมวลแล้วจำเป็นต้องแก้ปัญหาเร่งด่วน ได้แก่

การเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากพบว่า เกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภู มีรายได้ต่อครอบครัวเฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศไทย อยู่ที่ 53,000 บาท ต่อครอบครัว ต่อปี จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมดกว่า 70,000 ครัวเรือน ทำให้ต้องพิจารณาพืชหลักที่เป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด 4 ชนิด ได้แก่ อ้อย พื้นที่ปลูกกว่า 700,000 ไร่ ข้าวกว่า 600,000 ไร่ ยางพารากว่า 100,000 ไร่ และมันสำปะหลัง ประมาณ 70,000 ไร่

รายได้ของพืชเศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิด เฉลี่ยครัวเรือนละ 53,000 บาท ต่อปี

เป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร คือ 60,000 บาท ต่อครอบครัว ต่อปี โดยกำหนดเพิ่มรายได้ภายในปี 2564 ตั้งเป้าไว้ที่ปี 2563 เพิ่มรายได้ 3,000 บาท และปี 2564 เพิ่มอีก 4,000 บาท รวมรายได้เดิมต่อปีต่อครัวเรือน เท่ากับประชากรภาคการเกษตรจะมีรายได้เพิ่มเป็น 60,000 ต่อครัวเรือน ต่อปี

ไก่ครัวเรือนละ 5 ตัว เป็นไก่พื้นเมือง ขายเป็นไก่เนื้อ หากให้ลูกรอบละ 5 ตัว 2 รอบ ต่อปี จะได้ไก่จำนวน 50 ตัว ราคาจำหน่ายไก่เนื้อกิโลกรัมละ 80-100 บาท จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นอีก 5,000-10,000 บาท ต่อปี

ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นในกลุ่มของไม้ยืนต้นและไม้ผล เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ไผ่ เงาะ และอินทผลัม ซึ่งพืชทั้งหมดมีเกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบของการปลูก จึงจะนำไปส่งเสริมกับพื้นที่ที่มีความเหมาะสม

การปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า โดยกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู มีต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว จึงเห็นควรขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เพื่อเพิ่มรายได้ได้ด้วย

ปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้น ในเรื่องของสารเคมีซึ่งตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดของเกษตรกรจำนวน 58 คน จากทั้งหมด 59 คน ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่พบว่ามีการใช้สารเคมีในภาคเกษตร จังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ เห็นว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรแก้ไข โดยมุ่งเป้าไปที่การทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากหากจะปรับให้เกษตรกรปลูกพืชโดยใช้อินทรีย์เพียงอย่างเดียว จึงเริ่มต้นจากเยาวชน ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ด้วยการทำโครงการ 1 ตำบล 1 เกษตรกรยุวเกษตรอินทรีย์ โดยทั้งจังหวัดมีทั้งสิ้น 59 ตำบล จะได้เกษตรกรยุวเกษตรอินทรีย์ 59 กลุ่ม ให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติ สอนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ การแปรรูปสินค้าเกษตร ส่วนเกษตรกรจะจัดโครงการศึกษาดูงาน พาไปยังจังหวัดที่มีต้นแบบอินทรีย์ที่แข็งแรง เพื่อนำกลับมาพัฒนายังพื้นที่

นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงการสร้างมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว จึงนำข้าวพื้นเมืองของจังหวัดนำมาผลิตให้ได้มาตรฐาน แล้วทำให้เป็นข้าวพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของจังหวัด หรือราชินีข้าวเหนียว คือพันธุ์สันปลาหลาด เนื่องจากข้าวพื้นเมืองชนิดนี้ ในอดีตปลูกกันมาก เพราะนึ่งขึ้นหวด ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม สามารถนึ่งเป็นข้าวเหนียวนึ่งได้ถึง 2 กิโลกรัม

ส่งท้ายปัญหาภัยแล้ง ที่แม้จะไม่ได้เป็นจังหวัดที่ได้รับการประกาศว่าประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ด้วยพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทาน ภาคเกษตรอาศัยแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงวางมาตรการเตรียมพร้อมหากเกิดปัญหาภัยแล้งขึ้น

เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ระบุว่า การแก้ปัญหาทำโดยการลดพื้นที่ทำนาลง เช่น นาปีจากกว่า 40,000 ไร่ ลดเหลือกว่า 30,000 ไร่ นาปรังเคยทำในพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ลดลงให้เหลือเพียง 90,000 ไร่ โดยยกตัวอย่างการทำนาจากเดิมที่เกษตรกรจะทำนาด้วยการปล่อยน้ำขังในนา สูง 15 เซนติเมตรตลอดเวลา เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำ ขอให้เกษตรกรปรับการทำนามาเป็นรูปแบบของการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งจะสามารถลดการใช้ปริมาณน้ำลงเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู มีข้อมูลการทำนาเปียกสลับแห้งและการทำนาแบบเดิมของเกษตรกรในพื้นที่พบว่า ผลผลิตที่ได้ไม่แตกต่างจากเดิม รวมถึงการเจาะน้ำบาดาลโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มองเห็นปัญหาล่วงหน้าและระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูค่อนข้างดี จึงดำเนินการขุดเจาะบาดาลไปแล้วกว่า 10,000 บ่อ

ทั้งหมด เป็นประมวลการดำเนินการเร่งด่วน ในยุคที่เกษตรกรต้องลืมตาอ้าปาก อย่างมีรายได้และมีความสุข ในระยะนี้เป็นช่วงที่มะม่วงเริ่มออกดอก กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังเพลี้ยจักจั่น ซึ่งระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อย หรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้ใบมะม่วงเปียก ต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของมะม่วงได้

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วง โดยช่วงที่มะม่วงกำลังออกดอก ให้หมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบแมลงขนาดเล็กคล้ายจักจั่น กระโดดไป-มา เวลาเดินเข้าใกล้ต้นมะม่วง หรือพบน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบ ช่อดอก ผล และมีราดำขึ้นปกคลุม สามารถจัดการเบื้องต้น โดยในระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การฉีดพ่นน้ำเปล่าในตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น และยังช่วยลดปัญหาช่อดอกและใบดำจากราดำด้วย ใช้กับดักแสงไฟดัก จับตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นมะม่วงที่บินมาเล่นไฟ เพื่อช่วยลดความความเสียหาย

นอกจากนี้ เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มต้นมะม่วง หลังจากการเก็บเกี่ยวให้โปร่งอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดที่หลบซ่อนต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของเพลี้ยจักจั่นมะม่วงได้ “KUBOTA Farm” ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของจังหวัดชลบุรี ที่ใครๆ ก็เดินเข้ามาชมได้ง่ายๆ เพราะที่นี่ยังเป็นฟาร์มปิด ที่อนุญาตให้เกษตรกรและผู้สนใจอาชีพเกษตร หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานพันธมิตร เข้ามาศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ ที่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ทุ่มทุนกว่า 160 ล้านบาท ในการจัดสร้างและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน

KUBOTA Farm เนื้อที่กว่า 220 ไร่ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด End to End Solutions ที่มีการออกแบบและติดตั้งระบบจัดการฟาร์ม ด้วย IoT (Internet of Things) มาใช้ในระบบบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจด้านการเกษตรได้รู้จักและทดลองใช้งานนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรอันทันสมัยของสยามคูโบต้า

นายทาคาโนบุ อาซึมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา แนวโน้มการเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องเกษตรอัจฉริยะและเกษตรอัตโนมัติ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรทั่วโลก คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยบริหารจัดการฟาร์ม เพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน ตลอดจนทำให้การเกษตรเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

ซึ่งเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัยและนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ ที่ คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น ผลิตได้ ถูกนำมาจัดแสดงภายในคูโบต้าฟาร์ม (KUBOTA Farm) ที่มุ่งสร้างประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีการเกษตรสมัยใหม่ ให้ความรู้และเน้นการปฏิบัติจริงในการทำการเกษตรเต็มรูปแบบแห่งแรกในอาเซียน ทำให้เกษตรกรไทยและเกษตรกรในภูมิภาคอาเซียนได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัยเช่นเดียวกับเกษตรกรญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าพัฒนา KUBOTA Farm ให้เป็นโมเดลนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน มุ่งยกระดับภาคการเกษตรอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถทางด้านการผลิตแบบยั่งยืน

คูโบต้าฟาร์ม ถูกพัฒนาต่อยอดจากแนวคิด KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ซึ่งเป็นการจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า ด้วยการใช้เทคนิคการเพาะปลูกผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันมีระบบจัดการฟาร์มที่ช่วยในการวางแผน ปฏิบัติการ ตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขในการทำการเกษตร

ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร แก้ไขได้โดยใช้โดรนฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ทดแทนแรงงานคน นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยี loT และ Robot ในการช่วยลดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแม่นยำมากขึ้น เพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ผลผลิตและรายได้ ตลอดจนยกระดับและสร้างมาตรฐานเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเกษตรกร รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรไทย

ปัจจุบัน คูโบต้า ฟาร์ม แบ่งการใช้ประโยชน์เป็น 9 โซน ประกอบด้วย โซนให้คำปรึกษาเกษตรครบวงจร ซึ่งจะเป็นโซนแนะนำการทำเกษตรแบบครบวงจรของสยามคูโบต้าและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตร

2. โซนเกษตรแม่นยำข้าวและพืชหลังนา คูโบต้าได้นำเสนอ 5 นวัตกรรม เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำเกษตรมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 2.1 Zero Broadcast (โครงการปลอดนาหว่าน) โดยแสดงตัวอย่างด้วยการส่งเสริม 3 วิธี ด้วยกัน คือ การปักดำ การหยอดน้ำตม และ การหยอดข้าวแห้ง

2.2 KAS Crop Calendar ปฏิทินการเพาะปลูก

2.3 Zero Burn (โครงการเกษตรปลอดการเผา) โดยแนะนำวิธีการและนวัตกรรมเกษตรต่างๆ ที่เหมาะสมในการลดการเผาหลังจากเก็บเกี่ยว

2.4 การปลูกพืชหลังนาเพิ่มรายได้ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชหลังนา เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว

2.5 การใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิตในข้าว ด้วยเครื่องจักรกลอัจฉริยะ อย่าง KUBOTA Intelligent Solutions (KIS) ซึ่งคือ ระบบ GPS telematics ที่จะมาช่วยให้สามารถระบุพิกัดของเครื่องจักรกลคูโบต้า และสามารถดึงข้อมูลรายงานออกมาให้เกษตรกรพัฒนาประสิทธิภาพการทำเกษตรได้ รวมทั้งยังมีการสาธิตการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตร ระบบควบคุมทิศทางอัตโนมัติ ตลอดจนสถานีวัดสภาพอากาศ ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันบริหารเครื่องจักรกลอย่างมีประสิทธิภาพ

โซนเกษตรสมัยใหม่พืชไร่ แสดงรูปแบบการเพาะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรในทุกขั้นตอนการเพาะปลูก เทคนิคการลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร ด้วยโซลูชั่นเกษตรครบวงจร แนะแนวทางการจัดการน้ำ เทคนิคการปลูกอ้อยน้ำน้อย การปรับระดับดินตามแนวความลาดชันด้วยเลเซอร์ ตลอดจนแนะนำวิธีการและนวัตกรรมเกษตรต่างๆ ที่เหมาะสมในการลดการเผาหลังจากเก็บเกี่ยว (Zero Burn)

4. โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริในการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า และนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนารูปแบบการเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบน้ำสั่งการด้วย Smart Device เทคโนโลยีวัดความหวานเพื่อเพิ่มมูลค่า เทคโนโลยีเครื่องปลูกผักกึ่งอัตโนมัติ เทคโนโลยีเตรียมแปลงปลูกผัก เทคโนโลยีเพาะกล้าผัก และการปลูกพืชในโรงเรือน มุ่งเน้นการบริหารจัดการให้สร้างรายได้เป็นแบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เป็นต้น

โซนก่อสร้าง นำเสนอโซลูชั่นเครื่องจักรกลสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและการเกษตรแบบมืออาชีพ การขุดบ่อน้ำขนาดเล็ก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อประสบปัญหาน้ำท่วม หรือภัยแล้ง

6. โซนวิจัยเกษตรโซนปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ นำเสนอรูปแบบการเพาะปลูกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า และการสร้างรายได้จากการปลูกพืชเสริมในร่อง หรือแถวระหว่างต้น

โซนวิจัยเกษตรครบวงจร วิจัยและพัฒนาโซลูชั่นเกษตรครบวงจรด้วยนวัตกรรมเกษตร รวมถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพดิน ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน

8. โซนอบรมเกษตรครบวงจร พื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรครบวงจรให้กับเกษตรกรและผู้สนใจเพื่อให้เกิดทักษะและนำกลับไปใช้พัฒนาในพื้นที่ของตนเองได้

9. โซนสร้างประสบการณ์เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า พื้นที่สำหรับทดลองใช้และเลือกเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้าที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกของเกษตรกร

ในระยะยาว คูโบต้า คาดหวังว่า เกษตรกรที่เข้าเยี่ยมชม เมื่อมีโอกาสทดสอบ ทดลองการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลด้วยตนเอง จะมองเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับหากใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกับองค์ความรู้ของสยามคูโบต้า เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในอนาคต ขณะเดียวกันการมอบประสบการณ์ที่ดี จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์คูโบต้าเสมือนเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้าง ตามแนวคิด On Your Side

ในปีที่ผ่านมา มีหน่วยงานราชการ องค์กรพันธมิตร และเกษตรกรจากทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนสนใจเข้าศึกษาดูงานคูโบต้าฟาร์มแล้วกว่า 7,700 ราย คาดว่าในอนาคตจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า 10,000 ราย ในแต่ละปี

หลายคนคงสงสัยว่ายางพารา พืชเศรษฐกิจที่สำคัญชองภาคใต้ มาโผล่อยู่บนผืนแผ่นดินของจังหวัดบึงกาฬได้อย่างไร บุคคลที่พอจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราต้นแรกในบึงกาฬได้ คือ นายสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ซึ่งนายสมหมายกล่าวว่า จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ยางพาราต้นแรกของจังหวัดบึงกาฬ ถูกปลูกขึ้นราว ปี พ.ศ. 2503 โดยมีพระธุดงค์รูปหนึ่ง ได้เดินทางไปธุดงค์ที่จังหวัดพัทลุง แล้วนำเมล็ดพันธุ์ยางพารากลับมาปลูกในพื้นที่บ้านหนองแวง ตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคายในขณะนั้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2525 ชาวบ้านเกิดความสงสัย ว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นยางพาราจริงหรือไม่ จึงชักชวนให้ตนไปพิสูจน์ ผลปรากฏว่า เป็นต้นยางพาราจริง

การพิสูจน์ในครั้งนี้ทำให้นายสมหมาย แก้วมณี ตกตะกอนทางความคิดได้ว่า ยางพาราสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ประกอบกับตนเองมีพื้นเพเดิมอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และมีความรู้ด้านการปลูกยางพารา นับจากนั้นมา นายสมหมาย แก้วมณี จึงเริ่มส่งเสริมการปลูกยางพาราให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกร หลังจากนั้นไม่นาน ความร้อนแรง และกระแสนิยมของพืชชนิดใหม่ ที่ชื่อว่า “ยางพารา” จึงเริ่มขยายขอบเขตออกไปมากกว่าเดิม

เริ่มมีเกษตรกรในพื้นที่อื่นให้ความสนใจ และสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกไปทั่วทั้งอำเภอโซ่พิสัยและอำเภอใกล้เคียง ซึ่งหลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2554 มีการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ โดยแยกอำเภอบึงกาฬ อำเภอพรเจริญ อำเภอโซ่พิสัย อำเภอเซกา อำเภอปากคาด อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ออกจากการปกครองของจังหวัดหนองคาย เป็นจังหวัดที่ 76 ของประเทศไทย ปัจจุบันจังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางพารามากกว่า 8 แสนไร่ เป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอันดับ 7 ของประเทศไทย

ใครจะคิดว่ายางพารา พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ จะสามารถเติบโตและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดบึงกาฬได้อย่างมหาศาล ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ ในเดือนมิถุนายน ปี 2562 มีปริมาณการซื้อขายยางพารา มากกว่า 38,712.89 ตัน หรือมีมูลค่ามากถึง 700 ล้านบาท หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางพาราก้าวสู่พืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของจังหวัดบึงกาฬได้ คือ การใช้ระบบส่งเสริมการเกษตร หรือ T&V System ผ่านการทำงานเจ้าหน้าส่งเสริมการเกษตร เข้ามาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการผลิตยางพาราในพื้นที่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

อย่างที่ทราบกันดี การผลิตยางพาราของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ ส่วนใหญ่จะผลิตในรูปแบบยางก้อนถ้วย เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตยางพาราในรูปแบบอื่น ซึ่งพบว่า ราคายางก้อนถ้วยมีแนวโน้มลดลงและก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร จึงดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบของแปลงใหญ่ยางพาราในแต่ละตำบล เพื่อลดความเสี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำยางก้อนถ้วยเป็นการทำน้ำยางคุณภาพเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป

เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่ยางพารา วิสาหกิจชุมชนยางพารา และการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบริษัทเอกชน เช่น บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด ที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อสนับสนุนการแปรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสถาบันเหล่านี้สามารถสร้างงาน สร้างเงิน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นและยั่งยืน อีกทั้งยังเป็น แหล่งเรียนรู้ให้กับ เกษตรกรและผู้สนใจเกี่ยวกับการ แปรรูปยางพารา เพื่อต่อยอดแนวความคิดและการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป

ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพยางพาราให้ได้มาตรฐาน เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ใช้กระบวนการอบรม (Training) เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งในเรื่องของการจัดการสวนยาง การปรับปรุงคุณภาพน้ำยาง รวมทั้งการดูแลรักษาต้นยางให้มีความสมบูรณ์พร้อมให้ผลผลิตมากที่สุด ตลอดจนการติดตาม และการเยี่ยมเยียนเกษตรกร (Visiting) ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรนำมาใช้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถรับรู้ถึงการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่การเกษตรของเกษตรกร การปรับตัวต่อสภาวะหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำไปสู่การค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหายางพาราอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายและทิศทางในแบบเดียวกัน เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) มาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำหนดกรอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ ช่วยให้งานส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่มีสิทธิภาพ สามารถเข้าใจบริบทของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับท้องถิ่นอีกด้วย

คุณเจือ พุ่มทับทิม อยู่บ้านเลขที่ 48/4 หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์เป็นอาชีพ แม้พื้นที่ปลูกต้องรอน้ำในช่วงฤดูฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกษตรกรท่านนี้ก็ยังสามารถปลูกและสร้างเงินให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

คุณเจือ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่มาทำสวนมะม่วงเหมือนเช่นทุกวันนี้ ได้เน้นการปลูกพืชจำพวก ถั่วเหลือง ฝ้าย และทำนาข้าว ด้วยผลตอบแทนที่ได้รับของการเกษตรในรูปแบบนั้น ยังไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก จึงมีการคิดเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่นขึ้นภายในใจ

“พืชล้มลุกพวกนั้น ปีหนึ่งปลูก 2 ครั้งเอง เว็บแทงฟุตบอล ได้เงินมาก็ยังไม่ถึง 5,000 ต่อไร่เลย นี่ยังไม่ได้หักต้นทุนด้วยนะ ก็เริ่มคิดแล้วว่าแบบนี้ไม่ดีแน่ ต้องหาอะไรที่มันได้รายได้มากขึ้น โดยที่เราไม่ต้องมีพื้นที่มากกว่าเดิม แต่รายได้ต้องมีมากกว่าเดิมที่เราทำ ก็ลองปลูกมาหลายอย่าง ช่วงนั้นโชคดีที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับมะม่วงโชคอนันต์ ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำขึ้นมาในตอนนั้นเลย” คุณเจือ เล่าถึงความเป็นมาในสมัยก่อน

ซึ่งสวนมะม่วงของเขาเป็นมะม่วงแบบระยะชิด เพื่อไม่ให้เปลืองเนื้อที่มากนัก ปลูกประมาณ 150-200 ต้น ต่อไร่ และเน้นตัดแต่งทรงพุ่มเพื่อไม่ให้ต้นมะม่วงโชคอนันต์สูงมากจนเกินไป ซึ่งสวนมะม่วงที่เขาทำทั้งหมดมีประมาณ 10 ไร่

คุณเจือ บอกว่า ในขั้นตอนแรกนำเมล็ดมะม่วงกะล่อนมาปลูก ใช้สำหรับเป็นต้นตอ ปลูกห่างช่วงประมาณ 3×4 เมตร เมื่ออายุต้นตอได้ประมาณ 1-2 ปี จึงนำยอดกิ่งพันธุ์ของมะม่วงโชคอนันต์มาเสียบยอด

“ช่วงที่เหมาะสมเสียบยอด ก็จะเป็นช่วงต้นตุลาคมจนถึงพฤศจิกายน ช่วงนั้นความเสียหายมันจะน้อยหน่อย เพราะว่าเราเสียบทีเป็นหลักพันต้น ประมาณปลายกุมภาพันธ์ไอ้ที่เราเสียบยอดไปก็เตรียมออกดอกมีลูกพอให้ติดลูกขายได้นิดหน่อย” คุณเจือ กล่าว

เนื่องจากการทำสวนมะม่วงของคุณเจือเป็นแบบปลูกเลี้ยงตามธรรมชาติ รอฝนตกตามฤดูกาล ไม่ได้มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ภายในสวน การดูแลจึงต้องเน้นฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันแมลง แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะเริ่มมีการใส่ปุ๋ย และต้นมะม่วงที่มีทรงพุ่มใหญ่ ขนาด 1 เมตร ก็จะมีการราดสารเพิ่มเข้ามาอีกขั้นตอนหนึ่ง

“สวนของผมจะใส่ปุ๋ยช่วงต้นฝน แล้วอีกครั้งจะเป็นช่วงใกล้หมดท้ายฝน เท่ากับว่าเราใส่ปุ๋ย ปีละ 2 ครั้ง ส่วนต้นที่เป็นพุ่มใหญ่ ประมาณ 1-2 เมตร เราก็จะมีการราดสารประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพราะว่ามะม่วงที่สวนปลูกต้นที่มีขนาดไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งเดือนกรกฎาคมนี่ถือว่าทำพร้อมกันเลย ทั้งตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ราดสาร” คุณเจือ อธิบาย