ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างการปลูกบ๊วยกับการปลูกกาแฟ

จะมีข้อแตกต่างกันตรงที่กาแฟเมื่อลงต้นปลูกไปแล้ว เราก็ต้องมีการดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย แล้วก็พรวนดิน แต่ถ้าปลูกบ๊วยในสมัยก่อนที่พ่อแม่ปลูกไม่ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยเลย แต่มาตอนนี้ต้นบ๊วยที่พ่อแม่เราปลูกไว้มีอายุเยอะประมาณ 35 ปี ถ้าพูดถึงการดูแลในปัจจุบันก็ต้องมีการรดน้ำใส่ปุ๋ยบ้าง แต่ไม่มาก ใส่เพียงปุ๋ยคอก แต่ถ้าให้ตอบในช่วงแรกที่เริ่มปลูก คือไม่ต้องดูแล

เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นที่สวนถึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยบำรุงบ้าง โดยปุ๋ยที่ใส่จะใส่ปุ๋ยคอกขี้วัวบำรุงอย่างเดียว ใส่ในปริมาณต้นละ 1 ถ้วยตวงต่อปี และในช่วงหน้าแล้งจะรดน้ำให้บ้าง

เรื่องของการปลูกบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยจึงไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวล ซึ่งการปลูกบ๊วยสำคัญที่การดูแลในเรื่องของหญ้า ที่สวนจะมีการตัดหญ้าเดือนละ 2 ครั้ง การพรวนดิน และการตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ โดยเลือกตัดกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือแต่กิ่งที่สมบูรณ์ แล้วรอเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูถัดไป

ศัตรูพืช ที่น่ากลัวที่สุดของบ๊วยคือ แมลงวันทอง ที่จะเข้าไปเจาะผลบ๊วยตอนที่บ๊วยลูกโต และพอเจาะผลบ๊วยเสร็จแล้ว ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ลูกค้า ระหว่างการขนส่งใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน บ๊วยจะเริ่มสุกงอม ตัวอ่อนที่แมลงวันทองเจาะจะเริ่มฟักตัวกลายเป็นหนอนขึ้นมา ที่สวนก็จะมีวิธีป้องกันด้วยการใช้สารล่อแมลงวันทองออกไปให้ห่างจากพื้นที่ในสวนบ๊วย

ปริมาณผลผลิตต่อปี ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางปีได้มากได้น้อยไม่เท่ากัน หากเฉลี่ยปริมาณผลผลิตจะอยู่ที่ 5-10 ตันต่อปี หรือเก็บได้จำนวน 300 กิโลกรัมต่อต้น ใช้แรงงานคนในการเก็บ และต้องเลือกเก็บเฉพาะบ๊วยที่ลูกเต่งตึง แก่จัดแล้วนำมาคัดไซซ์ส่งให้กับลูกค้าอีกที

โดยบ๊วยของที่สวนจะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 เกรด ด้วยกัน คือ 1. เกรด AA ขนาดลูกใหญ่กว่าเหรียญ 10 ผิวสวย ไม่มีตำหนิ 2. เกรด A ขนาดผลเท่ากับเหรียญ 10 ผิวสวย ไม่มีตำหนิ 3. เกรด B ขนาดผลใหญ่กว่าเหรียญ 5 ผิวสวย ไม่มีตำหนิ และ 4. เกรด C ขนาดผลประมาณเหรียญ 2 บาท และเหรียญ 5 บาท ผิวสวย ไม่มีตำหนิ

ในแต่ละเกรดความต้องการของลูกค้าจะแตกต่างกันออกไป สำหรับลูกค้าที่นำไปดองใส่ขวดโหลโชว์ ต้องการความสวยงามก็จะเน้นสั่งบ๊วยเกรด AA หรือถ้าต้องการบ๊วยที่มีเนื้อเยอะ ต้องการนำไปทำเป็นแยมก็จะนิยมสั่งบ๊วยเกรด A ส่วนเกรด B, C เป็นลูกค้าที่อยากทดลองนำไปดองแต่มีงบน้อย ที่สวนสามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งหมด ไม่ว่าไซซ์ใหญ่หรือเล็ก เพราะบ๊วยแต่ละเกรดมีความแตกต่างกันที่ขนาดผลเท่านั้น ส่วนในเรื่องของคุณภาพและรสชาติไม่ต่างกัน

“ขายออนไลน์ ส่งโรงงาน”
สร้างรายได้ควบคู่กัน
คุณไหนอิง บอกว่า ปัจจุบันที่สวนทำตลาดบ๊วยอยู่ 2 ช่องทางด้วยกัน คือการเก็บส่งให้กับโรงงาน และขายออนไลน์ ส่งทั่วประเทศ โดยรูปแบบการขายทำตลาดทั้ง 2 ช่องทางนี้จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นทางสวนจึงเลือกทำควบคู่กัน และพยายามแบ่งสัดส่วนการส่งให้เท่ากันเพื่อรักษาลูกค้าไว้ทั้ง 2 ทาง และเพื่อให้ผลผลิตที่มีในแต่ละปี ขายได้มากที่สุด ไม่เหลือทิ้งไว้คาสวน

การขายส่งโรงงาน ข้อดีคือมีออร์เดอร์ที่แน่นอน และไม่ต้องเสียเวลาในขั้นตอนการคัดไซซ์ สามารถเก็บใส่ถุงบรรทุกส่งโรงงานได้เลย แต่จะขายได้ราคาที่ถูกกว่าการขายออนไลน์หน่อย

การขายผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อดีคือขายได้ราคาดี แต่การขายออนไลน์จะต้องเพิ่มขั้นตอนในการคัดไซซ์ แพ็กของส่ง เข้ามา ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนค่าแรงงาน ต้องจ้างแรงงานคัดพิเศษ สแกนทุกลูกด้วยมือ

ราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ 30-60 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่ไซซ์ คิดเป็นรายได้ต่อปีของบ๊วย มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 200,000-500,000 บาท เมื่อเทียบกับการดูแลไม่มาก โดยในช่วงนี้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ผลผลิตของที่สวนออก จะมีออร์เดอร์ส่งอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ปริมาณครั้งละ 500 กิโลกรัม

ในอนาคตอยากทำให้สวนมีรายได้จากการขายออนไลน์ทั้งผลสดและแปรรูป โดยตั้งเป้าหมายคือการแปรรูปเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง แบรนด์ตัวเอง สำหรับการสร้างมูลค่า และรองรับตลาดในอนาคตหากการขายส่งให้กับโรงงาน และตลาดออนไลน์ต้องชะงัก การแปรรูปก็ถือเป็นอีกทางออกหนึ่งของสวน

เทคนิคขายผลไม้ออนไลน์ยังไง
ให้ยอดขายสุดปัง ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
“การขายของออนไลน์เราต้องซื่อตรงกับลูกค้า คือเราขายแบบใช้ใจแรกใจ เราขายแต่ของดีให้ลูกค้า ไม่ดีเราไม่เก็บขาย เราซื้อใจลูกค้าในเรื่องบริการ ใจแลกใจ ไม่โกงลูกค้า ลูกค้าก็จะติด และพอเขาได้ของดี เขาก็จะบอกต่อๆ กันมา อันนี้คือสิ่งที่เราทำได้ที่สุด ในส่วนของรสชาติก็นับเป็นอีกส่วนหนึ่ง การถ่ายคลิปวิดีโอลงเพจให้ลูกค้าเห็นการทำกิจกรรมต่างๆ ของที่สวนก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง รวมถึงเพจเราจะเน้นให้ข้อมูลด้านความรู้ ผสมเข้าไปด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้ลูกค้าทั้งการปลูก หรือลูกค้าอยากสั่งบ๊วยแต่ไม่รู้จะสั่งบ๊วยแบบนี้ ข้อมูลตรงนี้ก็ช่วยในการตัดสินใจของลูกค้าได้” คุณไหนอิง กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 097-248-1582 หรือติดต่อได้ที่ช่องทางเฟซบุ๊ก : สวนอิงดอย ผลไม้สดเชียงราย

การบริโภคอาหารที่มีสารเคมีตกค้าง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างมาก หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างโดยเลือกบริโภคพืชผลปลอดสารพิษที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ แต่สินค้าเกษตรอินทรีย์ มีราคาค่อนข้างแพงสักหน่อย หากใครอยากปลูกผักกินเอง ลองคิดนอกกรอบดูบ้าง โดยทดลองปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วยเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

การเพาะต้นกล้า
เมล็ดผักพันธุ์ดี มักมีราคาแพงมาก บางชนิดมีราคาแพงมาก เรียกว่า นับเมล็ดขาย วิธีเพาะเมล็ดพันธุ์โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงกล้า จะได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพดีน้อย และเสียหายค่อนข้างมาก เพราะต้นกล้าส่วนหนึ่งจะถูกทำลายโดยด้วงหมัดผัก ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญมากของผักทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะกล้า และเมื่อย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต้นกล้าก็จะช้ำ หรือเหี่ยวเฉาหรือบางต้นอาจเน่าตายไปเลย ทำให้มีต้นทุนในการเพาะปลูกผักที่สูงมาก

วิธีใช้เมล็ดพันธุ์อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การตกกล้าลงในกระบะเพาะหลุมละ 1 เมล็ด ดินสำหรับเพาะกล้า อาจใช้ปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักมูลสัตว์ผสมกับเศษพืชผักที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว ขุยมะพร้าวหรือขี้เลื้อย และหรือเศษวัสดุอื่นๆ หมักจนได้ที่แล้วจึงนำมาร่อนด้วยตะแกรงที่มีรูขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร หรืออาจจะใหญ่กว่า เพื่อแยกเอาเศษวัสดุที่มีขนาดใหญ่ออก หรืออาจแยกโดยลักษณะคล้ายๆ กับการแยกกรวดออกจากทรายที่ใช้ในการฉาบปูนสำหรับก่อสร้างก็ได้

จากนั้นจึงค่อยนำดินที่มีความชื้นเหมาะสมปลูกใส่ในกระบะเพาะ หยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงไป จึงค่อยนำดินปลูกมาโรยปิดหน้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันเมล็ดพันธุ์กระเด็นหรือลอยเมื่อรดน้ำ

หลังจากนั้นจึงนำกระบะที่หยอดเมล็ดพันธุ์แล้วไปวางเรียงไว้บนชั้นที่ยกเหนือพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร ในโรงเรือน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืชที่อาจจะกระโดดขึ้นมาที่กระบะเพาะกล้าได้ คอยให้น้ำตามปกติ โดยให้น้ำ เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก หากมีละอองฝอยขนาดใหญ่ เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าที่งอกอาจจะเสียหาย เนื่องจากแรงกระแทกของน้ำได้

เมื่อต้นกล้าผักเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3-4 ใบ จึงนำออกจากกระบะเพาะโดยการให้น้ำก่อนแล้วจึงค่อยๆ เคาะออก ต้นกล้าก็จะหลุดออกมามีลักษณะเป็นแท่งตามรูปทรงของรูในกระบะเพาะ จากนั้นจึงนำไปปลูกในแปลงปลูก วิธีนี้แม้ว่าจะใช้เวลามากแต่เกษตรกรสามารถประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอันมาก และต้นกล้าแข็งแรง ไม่ชะงักหรือเหี่ยวเฉาเมื่อเคลื่อนย้ายลงแปลงปลูก และยังป้องกันความเสียหายของต้นกล้าพันธุ์จากด้วงหมัดผักด้วย

วิธีปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย
การปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย โดยปกติแล้วเกษตรกรมักตัดต้นกล้วยแก่ทิ้งทุกครั้งที่ตัดเครือ ขอให้เจาะรูที่ต้นกล้วยในลักษณะทแยงลงไป ให้รูมีขนาดเท่ากับแท่งดินที่ยึดรากต้นกล้าที่ย้ายมาจากกระบะเพาะ

จากนั้นจึงเอาต้นกล้า (ผักสลัด) ยัดใส่ลงไปในรูของต้นกล้วยที่เจาะไว้ โดยจำนวนรูที่จะเจาะหรือจำนวนผักที่จะปลูก จากนั้นก็ไม่ต้องรดน้ำให้ผักที่ปลูก หรือรดน้ำให้ต้นกล้วยแต่อย่างใด จะทำเพียงอย่างเดียวคือ คอยค้ำยันไม่ให้ต้นกล้วยล้มเท่านั้น

หลังจากนั้นประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก) ก็เก็บเกี่ยวผักไปขายได้เลย ผักสลัดที่ ปลูกมีรสชาติดีมาก หวาน และกรอบ ใบเป็นเงางาม ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นกล้วยมีธาตุโพแทสเซียมสูงนั่นเอง ใครจะนำวิธีนี้ไปทดลองปลูกก็ได้ แต่อายุผักที่ปลูกไม่ควรจะยาวนานเกิน 40 วัน เพราะต้นกล้วยจะโทรมและเหี่ยวแห้งตายเสียก่อน ผักที่ปลูกควรเป็นผักกินใบที่ไม่ต้องการแสงแดดที่แรงมากนัก เพราะใบของกล้วยจะช่วยพรางแสงแดดได้บางส่วน

ถึงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ฤดูทุเรียนเวียนมา ทางภาคตะวันออกอย่างจังหวัดจันทบุรี ก็ยังเป็นเจ้าแห่งวงการทุเรียนเหมือนเดิม ด้วยเป็นพื้นที่ปลูกมานาน จนกลายเป็นแหล่งที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดในประเทศไทย มาช่วงหลายปีหลัง ทุเรียนเริ่มได้รับกระแสนิยมจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก เกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศหันมาสนใจปลูกทุเรียนกันอย่างหนาแน่น รวมถึงจังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นภาคตะวันออกที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แต่ก็สามารถปลูกทุเรียนได้อร่อยไม่แพ้ทางจันทบุรี

คุณวันเพ็ญ สนลอย เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน พ่วงด้วยตำแหน่งหมอดินอาสาประจำจังหวัดปราจีนบุรี อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 5 ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เล่าว่า พ่อแม่ทิ้งมรดกที่ดินไว้ให้ 3 ไร่ พื้นที่เดิมพ่อกับแม่ใช้ปลูกทุเรียน แต่ไม่ค่อยได้ผล ดินไม่ดี เป็นกรดเยอะ ไม่สามารถสานต่อสวนทุเรียนได้ หลังเรียนจบจึงเข้าทำงานเป็นเสมียน แต่งงานมีครอบครัวมีลูก แต่เงินเดือนเสมียนกับเงินเดือนสามีรับข้าราชการในสมัยนั้นเลี้ยงลูกไม่พอ จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับมาทำเกษตรลองสู้อีกสักตั้งบนที่ดินมรดก

เมื่อเจอสถานการณ์บังคับแบบนี้จะทำยังไงดี ลูกก็ยังเรียนไม่จบ ต้องกัดฟันเพื่อลูก หาวิธีพาครอบครัวให้รอด ในใจก็ยังคิดจะทำเกษตรต่อไป และคิดว่าทางรอดคือต้องทำแบบลดต้นทุนให้ได้ โชคดีที่เปิดทีวีไปเจอรายการเกี่ยวกับเกษตรพอดี เขาสอนทำเกษตรแบบลดต้นทุน มีการทำสารชีวภาพ เขามาช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยก็เริ่มสนใจ เริ่มศึกษาข้อมูลเพิ่ม ตอนนั้นที่ดูก็ไม่เข้าใจทั้งหมด เขาบอกให้เตรียมโอ่ง 1 ใบ กับน้ำตาลโมลาส เราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ที่จริงมันคือกากน้ำตาล แต่เขาไม่บอก เมื่อไม่เข้าใจไปหาข้อมูลเพิ่มอีก ออกไปหาหนังสือมาอ่าน ซื้อมาอ่านเป็น 10 เล่ม เพื่อทำความเข้าใจ แล้วลงมือปฏิบัติ เริ่มทดลอง ในแปลงเกษตร 3 ไร่ ที่มีอยู่

การทดลองครั้งที่ 1 ใช้วิธีการหมัก นำผลไม้ในสวนหลากหลายชนิดมาผสมหมักลงถัง ขนาด 60 ลิตร ลองผิดลองถูกอยู่ 1 เดือน คิดว่าได้สูตรที่ดีแล้ว จึงนำสารที่ทำไปใช้ที่แปลงทดลอง แรกๆ ต้นก็งามแตกยอดดี ชาวบ้านเข้ามาเห็นต้นไม้ที่สวนแล้วแตกยอดดี เขาก็ถามว่าใช้อะไร เราบอกไปว่าใช้น้ำหมักที่ทำเอง เราก็บอกสูตรไปอย่างไม่หวง พอเขาใช้ไปสักพักเริ่มได้ผล ต้นงามดี เขาก็แถมสูตรใส่เพิ่มเอง ทีนี้ใส่มากไป ใบเริ่มไหม้ เราจึงบอกว่าอย่าใส่เกินสูตร ให้ตัดลงเท่าเดิม แล้วฉีดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ใช้แล้วได้ผลดี แต่พอเริ่มเข้าปีที่ 4 ปัญหาเริ่มเกิดทั้งของเราและของชาวบ้าน ต้นไม้ไม่ยอมแตกใบอ่อน เพราะใช้สารในอัตราที่มากไป ทั้งฉีดทางใบและรดที่ต้น ทำให้ต้นไม่ยอมแตกใบอ่อน ในที่สุดต้นก็เริ่มตายไปทีละต้น ครั้งแรกถือว่าล้มเหลว

การทดลองครั้งที่ 2 เปลี่ยนจากการหมักเป็นการกลั่น กลั่นเอาแต่น้ำ เอากากไปทำปุ๋ยหมัก แล้วเอาน้ำหมักไปทำฮอร์โมน ได้ผลดี แต่กว่าจะลงตัวก็ต้องทำทิ้งไปเยอะ พอใช้แล้วดี ชาวบ้านเข้ามาขอสูตรกันเยอะ และด้วยความที่เป็นหมอดินออกงานกับทางราชการบ่อย มีคนรู้จักหลายกลุ่ม ทั้งเกษตรกร หน่วยงานราชการ รวมถึงภาคเอกชนที่ติดต่อให้เราทำฮอร์โมนส่ง เดือนละ 2,000 ลิตร ทุกอย่างต้องนิ่ง เริ่มจากทำฮอร์โมนสมุนไพร 2 อย่าง ทำจนตอนนี้มีมากกว่า 20 สูตร แจกเกษตรกรให้ลองใช้ เพราะเราลองใช้คนเดียว เราจะไม่รู้ถึงปัญหา นอกเหนือจากของสวนเรา ถ้าดีเขาต้องกลับมา พอทำแจกเยอะมากๆ เริ่มไม่ไหว เกษตรกรบอกให้ขายสิ เราก็เริ่มทำขาย ลิตรละ 120 บาท พร้อมทั้งตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้อบรมความรู้เผยแพร่สูตรแบบไม่หวง หรือเกษตรกรอยากมากินนอนอาศัยครูพักลักจำก็มาได้

ปลูกทุเรียนให้รอด บนพื้นที่นาดอน
การปลูกทุเรียน ถือเป็นงานเกษตรที่ท้าทาย ค่อยๆ ขยายปลูกมาเรื่อยๆ จาก 30 ต้น ขยายเป็น 20 ไร่ เน้นปลูกหมอนทอง ชะนี พวงมณี และพันธุ์ดั้งเดิมของปราจีนฯ

คุณวันเพ็ญ บอกว่า ดั้งเดิมพ่อปลูกทุเรียนอยู่แล้ว แต่มีปัญหาตรงพื้นที่เป็นนาดอน ดินเป็นกรด ปลูกอะไรก็ไม่งามลงแต่เงิน เราเลยเปลี่ยนจากการปลูกทุเรียนมาทำกิ่งพันธุ์ขาย พอขยายพันธุ์ไม้แต่ก็ยังไม่โค่นต้นทุเรียนทิ้งทั้งหมด ต้นไหนตายก็ปล่อยให้ตาย ต้นไหนรอดก็เลี้ยงตามสภาพ ตอนนั้นจำได้ว่าทุเรียนเหลืออยู่ประมาณ 30 ต้น

แต่สังเกตว่าทุเรียนมีแค่นี้ก็จริง แต่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ต้นละ 20,000-30,000 บาท สร้างรายได้ดีกว่ากิ่งพันธุ์ที่ทำขายเสียอีก นี่จึงเป็นการจุดประกายครั้งใหม่ที่ทำให้เราหันมาปลูกทุเรียนอีกครั้ง แต่ด้วยสภาพดินเป็นกรด เป็นที่นาดอนมาก่อน เราจึงต้องมาปรับปรุงดินใหม่ อย่างตอนนี้เกษตรกรหลายภาคหันมาปลูกทุเรียนกันเยอะ แต่ปลูกแล้วตายหมด เราจะสอนตั้งแต่วิธีการบริหารจัดการพื้นดิน พื้นที่จะปลูกเป็นที่สูงหรือที่ต่ำ ถ้าเป็นที่ต่ำให้ทำเป็นร่องลูกฟูก ถ้าเป็นที่สูงต้องทำลูกฟูกเตี้ย เพื่อเป็นการระบายน้ำลดลงได้ดี

วิธีการปลูก
เริ่มขยายพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอด พอต้นสูงประมาณ 1 เมตร จะเริ่มเสียบยอดในแปลงเลย เคล็ดลับสำคัญจะปลูกทุเรียนให้โตต้องหันต้นไปทางทิศตะวันออก เมื่อลมมาจะพัดปากใบให้เปิดจะได้รับแสงทันที เมื่อฉีดอาหารเข้าไปทางปากใบต้นจะโตไว และสมัยก่อนเกษตรกรชอบใช้ต้นใหญ่ปลูก พอปลูกต้นใหญ่ระบบรากวน ต้นไม่โต ทางที่ดีให้เปลี่ยนจากปลูกต้นใหญ่มาปลูกต้นเล็กสูง 20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 6×6 เมตร หรือ 8×8 เมตร ปลูกพื้นต่ำไม่ต้องขุดหลุม วางต้นไว้เฉยๆ เอาถุงพลาสติกออกแล้วถากหญ้าถมดินขึ้นโคกเป็นลักษณะคล้ายกระทะคว่ำสัก 2 สัปดาห์ หญ้าที่คลุมไว้จะสลาย ดินจะฟูขึ้น รากจะหาอาหารได้เก่ง เพราะดินโปร่ง ไม่ต้องทำร่ม พอกลบต้นเสร็จให้ปล่อยสารชีวภาพที่หมักไว้ใช้แทนปุ๋ยปล่อยไปพร้อมน้ำทุก 2 วัน ต้นทุเรียนจะเจริญเติบโตได้ดี

ปลูกทุเรียนปัญหาที่พบบ่อย คือโรครากและโคนเน่า
แก้ได้ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน
เจ้าของบอกว่า ตั้งแต่ปลูกทุเรียนมาปัญหาที่เจอคือ เรื่องโรครากและโคนเน่า เนื่องจากพื้นดินตรงนี้เป็นนายกร่องมาก่อน เราอยู่กับร่องสวนมาแต่เล็ก รู้สึกว่าขี้เกียจกระโดดข้ามร่องไปมา จึงเริ่มปล่อยให้ร่องตื้น แต่การปลูกทุเรียนพอปล่อยให้ร่องตื้นปัญหาเกิดตรงฤดูฝน ระดับน้ำกับต้นเสมอกัน ทีนี้ระบบรากของทุเรียนไม่ชอบแฉะ รากก็เน่า พอฝนหมดต้นสลัดใบ โรคเริ่มเกิดก็ต้องมานั่งคิดอีกว่า จะทำอย่างไร หาอะไรมาแก้ จึงใช้ภูมิปัญญาที่มีมาคิดค้นสูตรแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าอีกครั้ง

สูตรแก้โรครากและโคนเน่า ทำได้ง่ายเห็นผลดี
เตรียมถัง 200 ลิตร
ขี้เถ้าแช่น้ำไว้ 2-3 คืน
ตักน้ำขี้เถ้าใสๆ ใส่ขมิ้นลงไป จะเป็นขมิ้นผง ขมิ้นสด หรือขมิ้นแห้งก็ได้ อัตราการใส่ขมิ้นสด ใส่ 3-5 กิโลกรัม ถ้าเป็นขมิ้นผง ใส่ 1-2 กิโลกรัม
ใส่ปูนกินหมากผสมลงไปอีก 1-2 กิโลกรัม
ผสมกระดูกปลาป่น เพื่อสร้างแคลเซียมให้ต้น
คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน น้ำจะออกเป็นสีแดง
วิธีใช้ นำไปฉีดทางใบ หรือรดทางดิน อัตราการฉีดพ่นทางใบ สารชีวภาพ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร อัตราการรดทางดิน สารชีวภาพ 1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ใช้รักษาได้ทั้งโรครากและโคนเน่า หรือพริกเป็นกุ้งแห้งใช้ได้หมด

ฝากถึงเกษตรกร
อยากให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรแบบปลอดสาร เรียนรู้การทำเกษตรแบบลดต้นทุน ถ้าอยากได้สูตรปุ๋ยชีวภาพเพิ่มเติม ให้โทร.มาสอบถามได้ตลอด เพราะตนเคยล้มเหลวมาก่อน ประสบปัญหาค่าปุ๋ยแพง เจ๊งไม่เป็นท่า เมื่อลืมตาอ้าปากได้แล้วก็อยากถ่ายทอดความรู้ช่วยเพื่อนเกษตรกร เพราะตอนนี้ถือว่าตนประสบผลสำเร็จกับอาชีพเกษตรกรรมแล้ว สามารถทำแบบลดต้นทุนได้ ผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจ

อย่างทุเรียนต้นที่มีอายุมากหน่อย ให้ผลผลิตต้นละ 150 ลูก 2 ไร่ เก็บได้เกือบ 5 ตัน รสชาติยิ่งไม่ต้องห่วงเพราะใช้สารชีวภาพ รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียด เม็ดลีบ ราคาดี กิโลละ 180 บาท ผลผลิตไม่เคยพอขาย การันตีความปลอดภัย มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นทุกปี จากฝากปีละ 2,000 ขยับเป็น 5,000 จนตอนนี้เงินเหลือฝากประจำได้ทุกเดือน เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการทำเกษตรแบบลดต้นทุน ใช้สารชีวภาพเข้าช่วย

เพิ่งพูดถึงเนเธอร์แลนด์ไปหยกๆ ในฐานะตลาดดอกไม้ใหญ่สุดของโลก วันนี้ยังต้องพูดต่อ เพราะประเทศเล็กๆ ประเทศนี้เพาะปลูกอย่างแข็งขัน และมีผลผลิตมากมายน่าชื่นใจ ทั้งที่มีพื้นที่เล็กนิดเดียว

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก อยู่กันอย่างหนาแน่น โดยมีประชากรมากกว่า 392 คนต่อตารางกิโลเมตร เกือบ 3 เท่าของไทยที่ความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ 136 คนต่อตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ 41,528 ตารางกิโลเมตร หรือราว 2 เท่าของเชียงใหม่ แม้จะเล็กจิ๋วแต่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากอเมริกาที่มีขนาดใหญ่กว่า 270 เท่า เฉพาะในปี 2560 เนเธอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 111 พันล้านดอลลาร์ ในนี้เป็นดอกไม้ 10 พันล้านดอลลาร์ ผัก 7.4 พันล้านดอลลาร์

เนเธอร์แลนด์ดูไม่เหมือนผู้ผลิตอาหารรายใหญ่รายอื่นๆ เลย ที่เพาะปลูกส่วนใหญ่มีขนาดเล็กถ้าว่ากันตามมาตรฐานธุรกิจการเกษตร การเพาะปลูกส่วนใหญ่ทำในโรงเรือน ไม่ใช่บนไร่นาขนาดใหญ่เหมือนของประเทศอื่น แต่เรือนกระจกของเนเธอร์แลนด์บางอันก็ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 500 ไร่เลยทีเดียว

โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิเหล่านี้ช่วยให้เนเธอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในเขตอากาศหนาวเกือบตลอดปี สามารถผลิตและส่งออกผลไม้ได้ตลอดโดยไม่ต้องกังวลกับความหนาวเหน็บที่เป็นศัตรูสำคัญ ชาวดัตช์เป็นผู้ส่งออกมันฝรั่งและหัวหอมรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นผู้ส่งออกผักรายใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของมูลค่าโดยรวม และเป็นผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ผักมากกว่า 1 ใน 3 ของการค้าเมล็ดพันธุ์ผักทั่วโลก

แล้วอะไรทำให้เนเธอร์แลนด์เป็นยักษ์จิ๋ว “ประเทศเราค่อนข้างแออัด ที่ดินเราค่อนข้างแพง แรงงานก็แพง เราต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นถึงจะแข่งขันได้ เราใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นอาวุธหลัก” คุณ Ad van Adrichem ผู้จัดการทั่วไปของ Duijvestijn Tomatoes ผู้ส่งออกมะเขือเทศรายใหญ่ อธิบาย

มะเขือเทศ Duijvestijn เป็นตัวอย่างของเกษตรนวัตกรรม ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา บริษัทนี้ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพมาให้ความร้อนแก่โรงเรือนปลูก และปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์เพื่อใช้น้ำน้อยลง

มะเขือเทศปลูกในถุงเล็กๆ ที่มีวัสดุปลูกจากหินบะซอลต์ที่หลอมละลายจนเป็นเส้นใยละเอียด มีสารอาหารและช่วยให้พืชอุ้มน้ำได้แม้ความชื้นจะต่ำ

นอกจากจะไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชแล้ว UFABETSIX.COM เขายังต่อท่อฟาร์มอากาศเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงกลั่นน้ำมันในท้องถิ่น ส่งเข้าไปในโรงเรือน เพื่อให้พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการเจริญเติบโต และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

เรือนกระจกเกือบทุกแห่งมีหลังคากระจกสองชั้นเพื่อรักษาความร้อนและไฟ LED ส่องแสงให้ต้นไม้เติบโตได้ตลอดทั้งคืน “โรงเรือนของเราครอบคลุมพื้นที่ 90 ไร่ ผลิตมะเขือเทศได้ประมาณ 100 ล้านลูกต่อปี” คุณ Van Adrichem บอก

การส่งออกสินค้าเกษตรของเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 9.4 เปอร์เซ็นต์ หรือโตขึ้นมากกว่า 100 พันล้านยูโรในปีที่แล้ว นึกเอาเถิดว่าเป็นเงินมหาศาลแค่ไหน

เยอรมนีเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของผักผลไม้ของเนเธอร์แลนด์ รองลงมาคือเบลเยียม ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ไม้ประดับและดอกไม้เป็นสินค้าส่งออกที่ร้อนแรงที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านยูโรในปี 2564 ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ เนื้อสัตว์ และผัก ทำกำไรรวมกันกว่า 2.5 หมื่นล้านยูโร โดยทั่วไปแล้ว นวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและสังคมของชาวดัตช์เสมอมา และมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาวิธีการเพาะปลูกในปัจจุบัน

ค่าใช้จ่ายด้าน R&D (การวิจัยและพัฒนา) ในเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของประเทศ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวดัตช์มีชื่อเสียงในด้านนวัตกรรมและการพยากรณ์สถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งแนวโน้มของการผลิตอาหารโลก

เกษตรกรเนเธอร์แลนด์ใช้เศษอาหารเลี้ยงปศุสัตว์ ฟาร์มวัวในท้องถิ่นจะเลี้ยงวัวด้วยอาหารที่เหลือจากร้านอาหารในท้องถิ่นของพวกเขา อาหารสัตว์ประมาณ 90,000 ตันต่อปีมาจากเฉพาะเศษอาหารของมนุษย์

ด้วยพื้นที่จำกัด เนเธอร์แลนด์ประกาศว่าประเทศตัวเองจะ “ผลิตอาหารมากเป็น 2 เท่าโดยใช้ทรัพยากรครึ่งหนึ่ง” เกษตรกรจำนวนมากลดการใช้น้ำได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในโรงเรือนเกือบทั้งหมด เขาเดินหน้าเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศมากว่าทศวรรษแล้ว

โลกจะต้องหาอาหารเลี้ยงคน 9 พันล้านคน และก็จะต้องรักษาสภาพอากาศให้ไม่ให้เลวร้ายเกินไปด้วยภายในปี 2050 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยไนโตรเจนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 เกษตรกรจึงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จะต้องแบกรับกฎเกณฑ์มากที่สุด

บริษัทอาหารเกษตร 5 อันดับแรกของโลกอยู่ในเนเธอร์แลนด์ อะไรที่เกิดขึ้นในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ย่อมส่งผลกระทบกับโลกทั้งใบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “เห็ด” นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ ปราศจากไขมัน อุดมไปด้วยวิตามินบีรวมและไนอะซิน รวมทั้งมีสรรพคุณทางยา นอกจากรสชาติที่อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์ แถมยังไม่มีไขมันที่ทำให้อ้วนอีกด้วย เห็ดจะแตกต่างไปจากพืชชนิดอื่น คือไม่มีคลอโรฟิลล์หรือสารสีเขียว จึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ต้องอาศัยสารอินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต
โดยปัจจุบันได้มีการจำแนก “เห็ด” ไว้มากกว่า 30,000 ชนิด มีทั้ง “เห็ดกินได้” และ “เห็ดกินไม่ได้” รวมถึง “เห็ดพิษ” บางชนิดที่กินแล้วเกิดอาการต่างๆ ดังนั้น ควรสังเกตให้ดีก่อนนำมากินกันด้วยนะ วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมเห็ดสุดฮิตทั้งหมด 8 ชนิดที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ