ถ้าไทยแลนด์ 4.0 คือการต่อยอดสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในทุกๆด้าน

ทั้งในด้านการประยุกต์ การสื่อสารโทรคมนาคม การเก็บข้อมูล การใช้ข้อมูล รวมทั้งบริการการเงินการธนาคาร การอุตสาหกรรม การเกษตรและอื่น ๆ จะถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทำให้ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ต้องปฏิวัติตามไปด้วย ก็เป็นปรากฏการณ์ธรรมดา เหมือนกับยุคโชติช่วงชัชวาลก็ทำการโฆษณากันยกใหญ่ เพราะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ แต่ไม่เรียกว่ายุค 4.0 อย่างในปัจจุบัน เพราะเกิดการค้นพบแหล่งธรรมชาติในอ่าวไทย อันเป็นรากฐานของการเกิดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯฉบับที่ 5 ในด้านหนึ่งเป็นแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจโดยเปลี่ยนจากเป้าหมายหลักที่เป็น “คน” ให้เป็นพื้นที่ โดยกระทรวงหลักคือ มหาดไทย สาธารณสุข พาณิชย์ และกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งก็ได้รับผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

อีกด้านหนึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือที่เรียกว่า Eastern Seaboard โดยการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง คือ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง สำหรับเรือขนาด 20,000 ตัน และนิคมอุตสาหกรรมเบาที่ไม่มีปัญหามลพิษ ที่ประชาชนไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย กับท่าเรือน้ำลึกเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมปุ๋ยแห่งชาติหลังจากนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใหญ่ ๆ ก็หยุดนิ่งเพราะปัญหาการเมือง มีแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขนาดกลางและขนาดย่อม และสืบต่อโครงการต่าง ๆ เรื่อยมา สนามบินสุวรรณภูมิที่พูดกันมานานก็เกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ส่วนการตัดสินใจใช้สนามบินดอนเมือง ก็เกิดขึ้นสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การตัดสินใจพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ก็คงจะเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทหารนี้

ส่วนการขยายตัวของอุตสาหกรรมจากพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ที่ขยับสูงขึ้นมาที่ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรีก็กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลเพียงแต่ขยายทางหลวง 304 ขยายทางเพิ่มขึ้น จัดหาแหล่งน้ำอุตสาหกรรม สนับสนุนนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้วตามความต้องการของเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องไปตั้งนิคมที่ชายแดนลาว พม่า หรือที่อื่น ๆ เพราะจะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าจะเกิดคงเกิดขึ้นไปแล้วเรื่องที่เมืองไทยเรียก 4.0 หรือดิจิทัล ก็คงต้องเกิดขึ้นเอง ถ้ารัฐบาลไม่ขัดขวาง เพราะกลัวประชาชน ไม่ไว้ใจประชาชน เพราะไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนมันก็แค่นั้นเอง

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนชายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาใน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าระดับน้ำเริ่มทรงตัว โดยวัดได้ 16.70 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งบ้านเรือนของประชาชนบางส่วนที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขังใต้ถุนบ้านสูง 29-30 เซนติเมตร ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าสถานการณ์ยังไม่น่าวางใจมากนักเพราะน้ำในแม่น้ำเริ่มมีสีขุ่นแดงมากขึ้น คาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีก จึงยกสิ่งของบางส่วนขึ้นไว้บนที่สูงเพื่อความไม่ประมาท เช่นเดียวกันกับด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาใน ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงเล็กน้อยโดยวัดได้ 10.42 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลดลง 11 เซนติเมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาลดอัตราการระบายน้ำลงมาอยู่ที่ 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

และเมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในรอบ 24 ชั่วโมง พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเช้านี้ที่จุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ วัดได้ 1,094 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้น 24 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำที่เริ่มเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาใน อ.มโนรมย์ อ.วัดสิงห์ และ อ.เมืองชัยนาท เพิ่มขึ้นได้อีก 5-10 เซนติเมตร

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงาน มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017 ที่จังหวัดจันทบุรี ส่วนสถานการณ์ผลไม้ปีนี้ราคาดี มีการกว้านซื้อส่งออกเมืองจีนจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ (3 มิถุยายน) ที่เวทีกลาง งาน “จันทบุรี มหานครผลไม้” ลานขนถ่ายสินค้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ได้จัดให้มีพิธีเปิด “งานจันทบุรี มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017” โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมของดีเมืองจันท์ การประกวดผลไม้, การจำหน่ายผลไม้อินทรีย์ปลอดภัย, การแสดงประวัติผลไม้ 15 สายพันธุ์, มหกรรมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของดีเมืองจันท์ และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 นิทรรศการนวัตกรรม และเทคโนโลยีการเกษตร การจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค

โดยแบ่งพื้นที่การจัดงานออกเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย โซน A : Fruit Shopping ร้านค้าผลไม้แปรรูปในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก และเครือข่าย OTOP ระหว่างภูมิภาค / โซน B : Fruit Farming ร้านค้าผลไม้สด (ปลอดภัยและอินทรีย์) และกิจกรรมของสภาเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร 10 อำเภอ / โซน C : Fruit Learning ส่วนจัดแสดงเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร การค้าผลผลิตทางการเกษตร การอบรมสัมมนา การจับคู่ทางธุรกิจ / โซน D : Fruit Loving นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ปลูกดี กินดี ใต้ร่มพระบารมี” และ โซน E : Fruit Playing การจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร เครื่องมือทางการเกษตร ร้านค้า สินค้า อุปโภค บริโภค

นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรี สวนผลไม้ที่เปิดให้เที่ยวชมสวนในช่วงเทศกาล การจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับที่ศูนย์อัญมณีเครื่องประดับจังหวัดจันทบุรี โดยคาดหวังว่าการจัดกิจกรรมต่างๆ ในงานจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นและสร้างองค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างกลไกทางการตลาดไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบ
ส่วนสถานการณ์ผลไม้ปีนี้ เกษตรกรเก็บขายได้ราคาดี มีพ่อค้าและผู้ประกอบการส่งออกมารับซื้อผลผลิตในจังหวัดจันทบุรีจำนวนมาก โดยเฉพาะการส่งออกต่างประเทศ จีน กัมพูชา มาเลเซีย และ เวียดนามขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการส่งออกผลไม้ของไทย

วิกฤตการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นช่วง ปี 2558-2559 จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะโลกร้อน มีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแพร่หลายและหนักเป็นประวัติการณ์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา น้ำบาดาลจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ได้ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งของชุมชนที่ขาดแคลนน้ำใช้ในครัวเรือนอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่แล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี การดำเนินการภายใต้โครงการเกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้งที่ผ่านมา ประกอบด้วย 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ใน 4 อำเภอ (หนองปรือ เลาขวัญ ห้วยกระเจา และบ่อพลอย) ของจังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี จนช่วยลดสภาวะวิกฤตภัยแล้งให้กับชุมชน มากกว่า 30 แห่ง และยังได้ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ของวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) จังหวัดสระบุรี หรือวัดธรรมยาน จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น

ส่วนสำคัญของการดำเนินโครงการคือ ค่าใช้จ่ายในการเจาะมาจากหลายส่วน เช่น งบประมาณของ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเอง สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และผู้ใจดีช่วยบริจาค เช่น คณะสัตวแพทยศาสตร์ มก., กลุ่มนักศึกษา ปศส. 10 สถาบันพระปกเกล้า, รศ.ดร.ธงไชย โรหิตะดิษฐ ศรีนพคุณ และ รศ.ดร.เพ็ญจิตร ศรีนพคุณ, กลุ่มศิษย์เก่า วทอ. 19 มก. และ IDYLLIC Concept Resort (เกาะหลีเป๊ะ) เป็นต้น

บ่อน้ำบาดาลชุมชน มก. ส่วนใหญ่จะตั้งบริเวณพื้นที่หาน้ำยากมีศักยภาพของน้ำใต้ดินต่ำอยู่แล้ว พบว่ายังได้น้ำใช้จากบ่อบาดาลจากโครงการให้กับชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงแล้ง 2 ปีที่ผ่านมา จากเหตุผล 2 ความยั่งยืน คือ

ยั่งยืน 1 หาระบบชั้นน้ำใต้ดินอย่างละเอียด ทำให้เข้าใจในการเลือกตำแหน่งเจาะที่มีศักยภาพน้ำมากที่สุด ด้วยการประยุกต์เทคนิคการสำรวจประสิทธิภาพสูงในการหาแหล่งน้ำใต้ดิน มก. ได้พัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิค วิธีการเฉพาะ ใช้เครื่องมืออ่านค่าอัตโนมัติหลายขั้ว (60 ขั้วไฟฟ้า หรือมากกว่า) แล้วทำการวัดค่าแบบ 2 มิติ ระยะห่างขั้วไฟฟ้า 10 เมตร ออกแบบระบบขั้วไฟฟ้าแบบชลัมเบอร์เจร์ ศึกษาชั้นน้ำได้ลึกกว่า 100 เมตร ตามแนวเส้นสำรวจ ยาว 600 เมตร (หรือมากกว่า ในการตั้งอ่านค่า 1 ครั้ง) จึงประหยัดเวลาในการสำรวจ เมื่อทำการประมวลผล ทั้งแบบเชิง 2 มิติ ได้เป็นภาพแบบภาคตัดขวาง แสดงผลโดยรวมของพื้นที่ และแบบเชิง 1 มิติ เสมือนการวัดค่าแบบหยั่งลึก (เป็นการสำรวจที่ใช้โดยทั่วไปในประเทศไทย) ทุกๆ ระยะห่าง 10 เมตร

การวิเคราะห์ผลที่ให้ความต่อเนื่องและละเอียด ทำให้ประสิทธิภาพของการแปลความหมายข้อมูลที่จะวิเคราะห์ชั้นน้ำทั้งในรอยแตกของหินแข็งและชั้นน้ำในหินร่วนได้ผลสัมฤทธิ์สูง เช่น การวิเคราะห์ชั้นน้ำจากค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า ประมาณ 30-50 โอห์มเมตร แยกจากชั้นหินที่มีค่าสูง มากกว่า 100 โอห์มเมตร ส่วนบางบริเวณที่เป็นชั้นหินผุ หรือมีชั้นดินเหนียวแทรกที่ไม่ให้น้ำมีค่าต่ำ น้อยกว่า 10 โอห์มเมตร ผลการเจาะหาน้ำจึงประสบผลสำเร็จทุกพื้นที่ ได้น้ำดิบใช้ในปริมาณที่เพียงพอกับการใช้เป็นประปาหมู่บ้านและสามารถได้ใช้ตลอดช่วงแล้งที่ผ่านมา (และน่าจะยังได้น้ำใช้อีกนาน)

ยั่งยืน 2 เป็นความร่วมมือของชุมชนเองในการบริหารจัดการบ่อน้ำบาดาล เช่น การกำหนดเวลาในการสูบน้ำต้องสัมพันธ์กับศักยภาพของน้ำใต้ดินหรือปริมาณน้ำที่ได้จากแต่ละบ่อ การตรวจคุณภาพของน้ำรวมทั้งมีการแนะนำการใช้น้ำให้เหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อสุขภาพของคนในชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชนทุกขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญ ผู้นำชุมชน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นผู้บริหารจัดการการใช้น้ำอย่างเป็นระบบ เช่น ควรติดตั้งมิเตอร์เก็บค่าใช้น้ำของชุมชน (ไม่ควรเป็นการใช้น้ำฟรี) เพื่อเป็นค่าการจัดการโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ การออกช่วยเหลือชุมชนแก้ปัญหาภัยแล้งของ มก. ยังมีการนำนิสิตออกฝึกปฏิบัติจริงในสนาม สามารถหาแหล่งน้ำใต้ดินได้อย่างมืออาชีพ จากทั้งการฝึกใช้เครื่องมือชั้นสูงรุ่นใหม่และการประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมที่ทันสมัย เป็นการช่วยให้นิสิตนำความรู้ ประสบการณ์ ตลอดจนการสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงานช่วยเหลือสังคมของเยาวชนอีกทางหนึ่ง ตามกิจกรรมลงพื้นที่บริเวณตำบลช่องสาริกา จังหวัดลพบุรี เป็นกิจกรรมช่วยภัยแล้ง ปี 2560 โดยมีสำนักกิจกรรมเพื่อสังคม เครือเบทาโกร เป็นผู้ประสานงาน ค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะ ได้รับการสนับสนุนจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มก.

มากกว่า 30 บ่อน้ำบาดาลชุมชน จากโครงการเกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้ง ในช่วง 2558-2559 ได้ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้ในเชิงประจักษ์ เป็นผลจากการประยุกต์งานวิจัยของ มก. ทำให้สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่ขาดแคลนน้ำใช้อย่างแสนสาหัสในช่วงวิกฤตการณ์แล้งให้มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง และเน้นความเป็นเจ้าของเพื่อรักษาสภาพบ่อน้ำบาดาลให้ใช้งานได้ยาวนาน

จึงขอเชิญชวนเจ้าของกิจการและผู้ใจดี ร่วมสนับสนุนโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งช่วยเหลือชุมชนในท้องถิ่นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช่วยภัยแล้งสู่ชุมชน นอกจากเป็นน้ำที่ใช้ในครัวเรือน ยังได้แหล่งน้ำใต้ดินช่วยส่งเสริมให้มีอาชีพหลังเก็บเกี่ยวเพิ่มรายได้ของชุมชน เช่น ปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์ในหน้าแล้ง เป็นต้น โดยการดำเนินโครงการต่อเนื่อง ปี 2560 หรือในปีต่อๆ ไปมากกว่า 30 บ่อน้ำบาดาลชุมชน จากโครงการเกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้ง ในช่วง 2558-2559 ได้ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้ในเชิงประจักษ์ เป็นผลจากการประยุกต์งานวิจัยของ มก. ทำให้สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่ขาดแคลนน้ำใช้อย่างแสนสาหัสในช่วงวิกฤตการณ์แล้งให้มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง และเน้นความเป็นเจ้าของเพื่อรักษาสภาพบ่อน้ำบาดาลให้ใช้งานได้ยาวนาน

เบทาโกรชูนโยบาย เป็น “คู่คิด” ให้”คู่ค้า” ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร สร้างทีม Food Solution ให้คำปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจในทุกมิติให้กับลูกค้าในซัพพลายเชน เพื่อเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดของการส่งต่ออาหารคุณภาพและปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทุกระดับ
ดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก THAIFEX – World of food ASIA 2017 ว่า

ปัจจุบันผู้บริโภคมีการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกสบาย รวดเร็ว หากแต่ยังคงใส่ใจในคุณภาพและรสชาติของอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการด้านอาหาร ต่างเร่งปรับมาตรฐานและการผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้า เบทาโกรให้ความสำคัญนโยบายด้าน Food Safety และ Food Quality อย่างเคร่งครัด ทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น มีความตั้งใจที่จะพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารสำหรับผู้ประกอบการในซัพพลายเชนให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อเสริมสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” แก่ผู้บริโภคทุกระดับ ให้เข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะและมีความปลอดภัย

เครือเบทาโกร ได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Center) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนของสินค้าใหม่และบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น และหน้าที่สำคัญของศูนย์คือการสร้างทีมที่ปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจในทุกมิติและแก้ไขปัญหา (Food Solution) ให้กับลูกค้ากลุ่มธุรกิจอาหาร เพื่อการก้าวเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

“เบทาโกรจะเป็น “คู่คิด” ให้ “คู่ค้า” เราสร้างทีม Food Solution ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ออกไปทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แก้ไขปัญหา เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการธุรกิจอาหารในมิติต่าง ๆ อย่างครบวงจรให้กับผู้ประกอบการด้านอาหาร ลูกค้าของเรา ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า เช่น คิดเมนูใหม่ พัฒนาสูตร รสชาติอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า รวมทั้งการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายในร้าน เช่น เพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย การจัดซื้อ การขนส่ง ฯลฯ ด้วยการออกแบบโปรแกรมการให้บริการ ซึ่งเรียกว่า Service Menu วิเคราะห์ตามความต้องการและศักยภาพของลูกค้าแต่ละราย

ยกตัวอย่างเรือซีทรานเฟอร์รี่ ซึ่งให้บริการบรรทุกรถยนต์และผู้โดยสารข้ามฟากจากดอนสักสู่เกาะสมุย เราส่งเชฟส่วนกลางเข้าไปช่วยพัฒนาเมนูอาหารคาวและสอนทำเบเกอรี่ ทั้งการเลือกวัตถุดิบคุณภาพ ช่วยคิดเมนูใหม่ การตกแต่งจานอาหารที่สวยงาม ประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพให้กับครัวของลูกค้า เป็นต้น โดยมุ่งหวังให้ธุรกิจของ “คู่ค้า” ก้าวเดินและเติบโตไปพร้อมกับเบทาโกรอย่างยั่งยืน ในจุดมุ่งหมายที่สำคัญร่วมกันคือการส่งมอบอาหารคุณภาพและปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทุกระดับ” ดร.ณรงค์ชัยกล่าว

สำหรับปีนี้ยังมีแนวคิดในการขยายช่องทางอาหารคุณภาพ ให้เข้าถึงผู้บริโภคครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) ผ่านผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มรถทอดลูกชิ้น ไส้กรอก ทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ การเก็บรักษาคุณภาพสินค้า การปรุงอาหารที่ถูกวิธี เช่น วิธีทอด การเปลี่ยนน้ำมัน และความสะอาด ถูกสุขลักษณะของผู้ขาย เพื่อให้ผู้ซื้อได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่วนผู้ขายมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ เบทาโกรมีการวางกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์และการเพิ่มมาตรฐานการผลิตเพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานสูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้าอาหารแบรนด์ BETAGRO และแบรนด์ S-Pure ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกระดับ ตั้งแต่การขนส่งที่พัฒนาระบบควบคุมอุณหภูมิแบบ Fully Cool Chain ช่วยคงความสดและคุณภาพของสินค้าก่อนถึงปลายทางการพัฒนาพื้นที่จุดจำหน่ายร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ที่ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้าเช่นเดียวกับเบทาโกร

“ไทยโคโค” ลอนช์โปรดักต์สปาร์กลิ่งมะพร้าว BLANC COCO-แป้งมะพร้าวอบกรอบ COCO Rice ชูนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม หวังดันยอดขายปี”60 โต 20% สวนทางปัจจัยเสี่ยงวัตถุดิบมะพร้าวแพง-ขาดตลาด
นางสาวชัญญา ธนศักดิภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยโคโคนัท จำกัด (มหาชน) (THAICOCO) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากมะพร้าวมีการขยายตัวต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ขยายตัวกว่า 10% และในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัว 20% จากกระแสความนิยมสินค้าเพื่อสุขภาพที่ในตลาดส่งออกหลัก ทั้งสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพิ่มมากขึ้น หลังจากมีงานวิจัยระบุว่า ไขมันจากมะพร้าวไม่ใช่ไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ยิ่งส่งผลทำให้ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิ โคโคนัทมิลค์

ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปีจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20% จากผลดีของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้มีการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ได้นำมาเปิดแสดงในงาน ThaiFEX 2017 คือ น้ำมะพร้าวสปาร์กลิ่ง “BLANC COCO” ทั้งแบบที่เป็นน้ำมะพร้าวธรรมชาติอัดแก๊ส (Natural) และแบบอัดแก๊สผสมแอลกอฮอล์ 5% ซึ่งบริษัทวางแผนส่งออก 100% โดยจำหน่ายในราคาขวดละ 70 บาท และสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจากแป้งมะพร้าวอบกรอบ “COCO Rice” ภายในซองบรรจุมีซอสดิป 3 รสชาติ ได้แก่ รสซอสมะเขือเทศ รสซอสพริกศรีราชา และรสซอสพริกหยวก สินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทส่งออกเกิน 90% ไปยังตลาด 60-70 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดหลักเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง เป็นต้น

“จุดเริ่มต้นของไอเดียในการพัฒนาสปาร์กลิ่งจากพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าในกลุ่มสหภาพยุโรปจะนิยมเครื่องดื่มสปาร์กลิ่งอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าช่วยย่อยไม่ให้ท้องอืด ซึ่งเค้าทานมานานมาก ใส่เฟเวอร์ลงไป แต่เรามีน้ำมะพร้าวของไทยรสชาติดีอยู่แล้ว แต่ทดลองอัดแก๊สลงไป ใส่นวัตกรรมเข้าไป สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะพร้าว เราให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา มีทีมที่ทำวิจัยและพัฒนา เราตั้งเป้าอยู่แล้วว่าปีหนึ่ง ๆ ต้องพัฒนาสินค้าใหม่ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายจะขยับเพิ่มขึ้น desktopexchange.net แต่ยังมองว่าอัตราผลกำไรปีนี้จะไม่เพิ่มมากเท่าที่ควร เนื่องจากตลาดกลุ่มนี้มีการแข่งขันสูง บริษัทเน้นทำตลาดส่งออกเป็นหลักจึงต้องเผชิญกับปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก และค่อนข้างจะผันผวนสูง ทำให้แข่งขันได้ยาก เพราะค่าเงินบาทแข็งกว่าคู่แข่งทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับ 35.00-35.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ธุรกิจยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปริมาณวัตถุดิบมะพร้าวในประเทศไทยมีไม่เพียงพอ และมีการปรับราคาขึ้นไปสูง เช่น มะพร้าวน้ำหอม ลูกละ 20 บาท จึงต้องปรับแผนการผลิต โดยการนำเข้าวัตถุดิบมะพร้าวสำหรับทำแกงจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมะพร้าวลูกจากอินโดนีเซียเป็นตลาดหลัก ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้า 0% ตามกรอบอาเซียน

“ด้วยจุดเด่นของไทยโคโค คือ บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ และออกผลิตภัณฑ์ใหม่สม่ำเสมอ ไม่ได้ขายเฉพาะมะพร้าวแต่มีการใส่นวัตกรรมลงไปทำให้ได้ทั้งกลุ่มลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นด้วย เหมือนว่าขยายตัวฐานลูกค้าเดิมให้มีไอเทมโปรดักต์ใหม่ ๆ มากขึ้น เพราะความต้องการในตลาดมี และเราพยายามเปิดจุดกระจายสินค้า (Distributor) ของเราเอง ในประเทศมาเลเซีย จีน และอังกฤษ ส่งออกโดยใช้แบรนด์ของเรา “Thai Coco” และยังมีรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับลูกค้าที่มีแบรนด์ด้วย”

บริษัทมีแผนขยายตลาดในประเทศ โดยขายช่องทางห้างค้าปลีกเครือเดอะมอลล์ เช่น พารากอน เอ็มโพเรียมก่อน มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยม กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าท่องเที่ยวในไทย

สมาคมอุตฯทูน่าไทยคาดส่งออกปี”60 โต 5% มูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท ชี้กังวลค่าเงินเเข็งรัฐควรรักษาเสถียรภาพหวั่นกระทบส่งออกครึ่งหลัง อยากให้อยู่ในระดับ 35 บาท/เหรียญ พร้อมแสดงจุดยืนต้านไอยูยู-ค้ามนุษย์

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมทูน่าและอาหารทะเลไทยว่า ภาพรวมการส่งออกอุตสาหกรรมทูน่าปีนี้ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว 5% โดยปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวบวกกับดีมานด์ที่ไม่มากนักแต่ผู้บริโภคยังคงมีกำลังซื้อสูง ประกอบกับสถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดใหม่ที่ไม่ใช่ตลาดยุโรปเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินบาทเเข็งในขณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารเนื่องจากค่าเงินบาทเป็นตัวแปรสำคัญหากรัฐบาลไม่รักษาเสถียรภาพอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมภาคเกษตร เนื่องจากอุตสาหกรรมประมงมีมูลค่าสูงมาก อย่างไรก็ดีสมาคมยังคงวางเป้าส่งออกปีนี้เพิ่ม 5% ซึ่งภาพรวม 4 เดือนแรกในปีนี้ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 2-3%

“อุตสาหกรรมทูน่าไทยเป็นสินค้าที่มีความต้องการบริโภคสูงและต่อเนื่อง จึงขอฝากรัฐดูแลค่าเงินบาท ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของอาหารและภาคเกษตร เงินบาทแข็งในรอบ 2 เดือน ยอมรับว่ากระทบออร์เดอร์บ้าง อยากให้อยู่ในระดับ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จึงจะเหมาะสม ภาคเอกชนจำเป็นต้องเตือนรัฐเพราะไม่อย่างนั้นจะยิ่งแย่ ค่าเงิน

อย่าเเข็งเกินไปกว่านี้ หากไม่ดูตรงนี้ก็จะกระทบวงกว้างโดยเฉพาะภาคเกษตรและประมงที่มีมูลค่าสูง แม้ตอนนี้ยังมีไม่ได้รับผลกระทบมาก เป้ายังคงเดิม แต่ต้องดูสถานการณ์ครึ่งปีหลัง”