ทดลองกับพืช ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขณะนี้ร่วมกับ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่กำลังเพาะกล้ากล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนมากต้นกล้าของพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะอ่อนแอในระยะอนุบาล และยังไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ เนื่องจากระบบท่อลำเลียงยังไม่สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยเคมีลงไปบางครั้งอาจจะทำให้พืชเน่าได้ เพราะปุ๋ยเคมีมีความเค็ม จะทำให้เสียเวลาในการงดใส่ปุ๋ย ประมาณ 20 วัน จึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยได้

แต่แหนแดงสามารถผสมลงไปในวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เลย เพราะแหนแดงสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนซึ่งเป็นอินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัยต่อกล้าพืช กล้าจะดูดซึมไนโตรเจนเข้าไปในรากพืชได้เลย ดังนั้น แหนแดงจึงเหมาะกับการปลูกพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

แหนแดง สายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้แก่เกษตรกร
แหนแดงสายพันธุ์พื้นเมือง “เราได้ทำการทดลองแหนแดงกับกล้ากล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถลดระยะกล้าลงจาก 60 วัน เหลือเพียง 45 วัน เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษา เมื่อนำกล้าลงแปลงปลูก ปรากฏว่าต้นกล้ากล้วยที่ใช้แหนแดงผสมกับวัสดุปลูกกล้วยสามารถเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นกล้าที่ไม่ได้ใส่แหนแดง”

การเพาะเลี้ยง
แม่พันธุ์แหนแดงไม่ยาก
หลังจากที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปดำเนินการเองก็มีเกษตรกรเริ่มรู้จักแหนแดงและมาขอจากกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดินกันมากขึ้น โดยทางกลุ่มงานวิจัยจะสนับสนุนแม่พันธุ์ให้ไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เอง โดยยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้ ซึ่งไม่ยาก

เริ่มต้นด้วยการใส่ดินนา ประมาณ 10 เซนติเมตร เติมปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม เติมน้ำ ให้สูงจากระดับดิน ประมาณ 10 เซนติเมตร ใส่แหนแดงลงในบ่อแม่พันธุ์แหนแดง 50 กรัม เมื่อเพาะเลี้ยงแหนแดงจนเจริญเติบโตเต็มบ่อจนแน่น จากนั้นปล่อยน้ำออกจากบ่อ หรือนำไปขยายต่อในที่ต้องการ กระชังขยายพันธุ์ เพื่อเพิ่มปริมาณแหนแดง

“การเพาะเลี้ยง เกษตรกรจะต้องทำบ่อแม่พันธุ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีไนโตรเจนสูง เนื้อเยื่อของแหนแดงค่อนข้างอ่อน แมลงจะลงทำลายได้ง่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ เมื่อเราใส่แหนแดงลงไปในแปลงนา และถูกแมลงทำลายเสียหายหมด เราก็ยังมีแม่พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อ โดยไม่ต้องมาขอรับแม่พันธุ์แหนแดงจากกรมวิชาการเกษตรอีก”

การขุดบ่อ เนื่องจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลึก เกษตรกรขุดบ่อให้มีลักษณะเหมือนท้องนาขังน้ำให้ลึก ประมาณ 4-5 เซนติเมตร เรียกว่าเป็นบ่อน้ำตื้น ควรจะมีร่มไม้รำไร ถ้าพื้นที่บ่อ ประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไป ประมาณ 10 กิโลกรัม 10-15 วัน แม่พันธุ์แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มบ่อ ซึ่งควรจะปล่อยแหนแดงลงบ่อก่อนฤดูฝน ถ้าปล่อยลงบ่อในหน้าแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย อาจจะใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ แหนแดงจึงจะเต็มบ่อ

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ถ้าเกษตรกรมีแม่พันธุ์ 10 กิโลกรัม ก็จะเพียงพอสำหรับนา 1 ไร่ หลังจากนำไปปล่อยในนา ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะขยายแหนแดงได้ถึง 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าหว่านแหนแดงลงไปในปริมาณมากจะขยายพันธุ์ได้เร็ว เพราะระบบขยายพันธุ์ของแหนแดงขยายให้น้ำหนักสดเป็น 2 เท่าตัว ทุก 3-5 วัน

การนำแหนแดงไปใช้
แหนแดงสด ถ้าจะใส่ในนาข้าว เกษตรกรควรนำไปหว่าน 2 ช่วง ด้วยกัน ช่วงแรก หว่านแหนแดงก่อนตีเทือก เพื่อให้แหนแดงไปเพาะขยายในท้องนา ประมาณ 20 วัน แล้วไถกลบ เมื่อแหนแดงย่อยสลายก็จะเริ่มปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา ดังนั้น เมื่อตีเทือกเสร็จก็หว่านข้าวหรือดำนาได้เลย อีกช่วงหนึ่งถ้าเป็นนาดำ ให้ดำนาไปก่อน แล้วหว่านแหนแดงลงไปในนา แหนแดงจะไปขยายพันธุ์เต็มท้องนา เพราะนาดำมีลักษณะเป็นบ่อน้ำตื้น ประโยชน์ที่ได้ตามมาก็คือ แหนแดงจะช่วยบดบังแสงแดด ป้องกันไม่ให้วัชพืช ข้าววัชพืช ข้าวลีบ หรือข้าวดีด ที่ติดมากับรถเกี่ยวข้าว ตกค้างอยู่ในนา เจริญเติบโตขึ้นมาในนาข้าว

นอกจากนั้น ยังมีรายงานผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติว่า การเลี้ยงแหนแดงในนาแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทัดเทียมกับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำก็ให้ผลผลิตทำนองเดียวกัน หรือการไถกลบทั้ง 2 วิธี ร่วมกันก็สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ โดยเฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่

เนื่องจากแหนแดงมีโปรตีน ไขมัน เซลลูโลส และแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี จากการวิเคราะห์พบว่า กรดอะมิโนที่จำเป็นในแหนแดงมีปริมาณสูงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของปลา จึงเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดงอยู่ด้วย สามารถทำให้น้ำหนักของปลาและขนาดของปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าปลาที่เลี้ยงในนาข้าวโดยไม่มีแหนแดงร่วมด้วย

นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวยังทำให้ต้นข้าวได้รับปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูทำนาจากมูลปลาที่ถ่ายออกมาหลังจากกินแหนแดงเข้าไป ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่าแหนแดงเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์มากในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร ดร. ศิริลักษณ์ กล่าว

แหนแดงแห้ง เนื่องจากแหนแดง เพิ่มปริมาณตัวเองอย่างรวดเร็ว เราก็เก็บรวบรวมมาตากแดดไว้ ประมาณ 2 วัน ก็แห้ง เก็บใส่กระสอบรวบรวมไว้สำหรับใช้ปลูกพืช อัตราที่นำแหนแดงแห้งไปใช้ ประมาณ 20 กรัม ต่อดินวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม จากผลการทดลองปลูกผักสลัดให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า แหนแดงแห้ง มีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแหนแดงสด เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีไนโตรเจนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปุ๋ยยูเรีย แหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เท่ากับ ปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการปลูกพืช

แหนแดง
เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์
เกษตรกรที่ปลูกผักหรือทำการเกษตรอินทรีย์ ถ้าใช้แหนแดงผสมกับดินปลูก จะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน จึงผลิตแหนแดงเพื่อสนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์หรือการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามระบบทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แบบครบวงจร แหนแดงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย กินได้ทั้งสดและแห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมกับฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีอะมิโนแอซิดครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์

โดยเฉพาะในหน้าแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์หรือมีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแห้ง สัตว์ก็จะได้อาหารที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยเลี้ยงในบ่อน้ำตื้น ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แหนแดงจะไม่มีวันขาดแคลน เก็บเกี่ยวได้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะแหนแดงจะเจริญเติบโตและขยายตัวไปได้เรื่อยๆ

“แหนแดง สามารถไปทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ปุ๋ยมีราคาแพง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของปุ๋ยปลอม” ดร. ศิริลักษณ์ กล่าวในที่สุด

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับแม่พันธุ์แหนแดง รวมทั้งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดงได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02-579-7523

การทำให้ลำไยให้ออกนอกฤดูปกติเหมือนกับที่หลายจังหวัดทำอยู่ขณะนี้ แม้จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่หลายแห่งสามารถขายผลผลิตแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติ แต่แนวทางนี้ต้องอาศัยกระบวนการ วิธี และข้อปฏิบัติ ตลอดจนการปลูกและดูแลที่ปลีกย่อย ใส่ใจทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดแต่งกิ่ง การใส่ปุ๋ย การป้องกันแมลง/โรค (ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน) จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะเอื้อประโยชน์แล้วทำให้ผู้ปลูกประสบความสำเร็จได้ทุกราย

คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร ชาวท่าม่วง เมืองกาญจน์ ปลูกลำไยนอกฤดู ร่วมไปกับการนำแนวทางแบบธรรมชาติมาใช้ดูแลโรค/แมลง โดยไม่ใช้สารเคมี ช่วยทำให้ลำไยมีคุณภาพทั้งขนาดและรสชาติ เป็นลำไยอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยมส่งขายให้โมเดิร์นเทรดมานานนับสิบปี พร้อมยกระดับชุมชนให้หันมาปลูกเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง

คุณโอภาส เป็นเจ้าของสวนลำไยชื่อ “บ้านสวนเพชร” ตั้งอยู่เลขที่ 81 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เดิมมีสวนชมพู่ที่ดำเนินสะดวก แต่รับภาระต้นทุนไม่ไหวจึงย้ายมาที่ท่าม่วง กาญจนบุรีเมื่อปี 2552 แล้วหันมาปลูกลำไยนอกฤดูแทน

เจ้าของสวนลำไยรายนี้บอกว่า เน้นสร้างผลผลิตออกนอกฤดูเป็นหลัก เพราะสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกตามเวลาที่ต้องการได้ ดังนั้น จึงเป็นข้อดีที่ช่วยให้ขายได้ตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ จึงวางแผนร่วมกับเพื่อนสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตลำไยเพื่อให้ขายได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนที่คุณโอภาสมองแผนในอนาคตว่าจะส่งไปขายเนื่องจากในช่วงที่ชาวจีนต้องการบริโภคลำไยแต่ยังไม่มีผลผลิตมากเพียงพอ

ปัจจุบัน ตลาดส่งลำไยของคุณโอภาสกับสมาชิกกลุ่มจะส่งให้กับท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก เป็นคู่ค้ากันมาตั้งแต่ปี 2544 โดยจะส่งให้ทุกสัปดาห์ แต่จะสอบถามออเดอร์ล่วงหน้าก่อน อีกทั้งการกำหนดราคาจะเป็นแบบลอยตัวตามความเหมาะสม สำหรับผลผลิตอีกส่วนจะส่งขายให้กับผู้รับซื้อตามตลาดประเภทต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

ทุกวันนี้ผลผลิตลำไยจากกลุ่มเป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจำนวนมาก ชนิดผลิตขายไม่ทันเพราะเป็นลำไยที่ปลูกจากแหล่งที่ควบคุมคุณภาพการปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี แต่นำวิธีการปลูก ดูแล ตลอดจนการป้องกันโรค/แมลงแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ ตลอดจนยังใส่ใจกับการบริหารจัดการภายในสวนอย่างเต็มที่ทุกขั้นตอน

ในสวนของคุณโอภาสปลูกลำไยไว้จำนวน 270 ต้น ในพื้นที่ขนาด 6 ไร่ (1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 40 ต้น) ใช้ระยะปลูก 6 คูณ 6 เมตร หลังเก็บผลผลิตจะรีบตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงต้นไม่ให้มีขนาดใหญ่มาก สวนลำไยปลูกในลักษณะร่องแบบเดียวกับสวนผลไม้แถวดำเนินสะดวก เจ้าของสวนบอกว่าความจริงแล้วลำไยจะปลูกแบบพื้นราบก็ได้ แต่ที่ต้องปลูกแบบยกร่องเนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ทำนาหากชาวบ้านปล่อยน้ำก็จะกระทบกับสวนลำไย ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงยกร่องปลอดภัยกว่า

หลังจากตัดแต่งทรงพุ่มเรียบร้อยแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย เพราะยังคงมีปุ๋ยเดิมอยู่ในดินเพียงพอกับการเจริญเติบโตไปสักระยะหนึ่ง จากนั้นพอมีใบอ่อนแตกรุ่น 2 จึงค่อยใส่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 เพื่อสะสมตาดอกใส่ต้นละครึ่งกิโลกรัม โรยรอบต้นแล้วรดน้ำจะใส่เพียงครั้งเดียว

จากนั้นรอเวลาไปจนถึงช่วงราดสาร พอออกดอกติดผลก็จะนำขี้ไก่ชนิดไม่มีแกลบมาใส่ต้นละ 3-5 กิโลกรัม เพราะมีไนโตรเจนสูงช่วยสร้างให้ผลใหญ่และมีเปลือกหนา เมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกจึงใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ใส่ต้นละครึ่งกิโลกรัมเพียงครั้งเดียวแล้วมาใส่ปุ๋ยอีกครั้งเมื่ออายุผลได้สัก 5 เดือน เป็นปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อต้องการขยายขนาด เร่งความหวาน ฉะนั้น สรุปแล้วจะใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง แล้วใส่ขี้ไก่ 1 ครั้ง ดังนั้น เมื่อดูแล้วจะไม่เปลืองต้นทุนปุ๋ยมากนัก

คุณโอภาส เผยว่า ช่วงราดสารจะดูว่าต้องการให้มีผลผลิตส่งขายช่วงใด จากนั้นจึงนับเวลาถอยหลังกลับไปประมาณ 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือน จึงราดสารควบคู่ไปกับการดูแลบำรุงต้นให้สมบูรณ์ พร้อมกับชี้ว่าพื้นที่ปลูกผลไม้แถวนี้อาศัยน้ำจากระบบชลประทาน ทำให้มีน้ำใช้ไม่ขาด แล้วสภาพดินยังมีความชุ่มชื้นซึ่งถือว่าได้เปรียบจึงเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการปลูกไม้ผลนอกฤดู

ลำไยในสวนของคุณโอภาสการันตีว่าปลอดสารจริง เพราะเจ้าของสวนเล่าถึงวิธีป้องกันโรค/แมลงที่นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ว่า มีสูตรผสมน้ำฉีดพ่นที่นำวัสดุจากธรรมชาติอย่างเปลือกไข่ ยาสูบ และเหล้าขาวมาใช้ โดยในพื้นที่สวนลำไยจำนวน 5 ไร่ ใช้เหล้าขาวขวดใหญ่จำนวน 4 ขวด ยาสูบ 3 ขีด เปลือกไข่ป่น 2 ขีด นำมาหมักรวมกันสัก 2 คืน แล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำเป็นหัวเชื้อไปผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร แล้วผสมกับน้ำยาล้างจานแบบถูกๆ 20 ซีซี แล้วนำไปฉีดพ่นทั่วต้น

คุณสมบัติของเปลือกไข่และยาสูบจะทำให้แมลงศัตรูเหม็น ส่วนน้ำยาล้างจานจะทำให้ติดที่ผิวของแมลงแล้วจะลื่น แนวทางนี้รับรองได้ผลเกินร้อย ทำให้ผลผลิตลำไยมีคุณภาพสมบูรณ์ ผิวสวย ลูกกลม ขายได้ราคาสูง

อย่างไรก็ตาม สูตรการทำน้ำยาป้องกันแมลงแนวอินทรีย์นี้ทางคุณโอภาสบอกว่า สามารถใช้ได้กับพืชผักผลไม้ชนิดต่างๆ ได้ทั้งหมดเพราะดูแลป้องกันแมลงแบบครอบจักรวาล แล้วยังไม่สงวนสิทธิ์หากนำไปใช้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเบอร์ที่แจ้งไว้

การวางแผนให้มีผลผลิตตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดนั้น คุณโอภาสเผยว่า ทั้งสวนของเขาและสวนของสมาชิกกลุ่มจะใช้แนวทางเดียวกันด้วยวิธีกำหนดให้ได้สวนละ 3-4 รุ่น เพื่อไม่ให้ขาดช่วง โดยแต่ละต้นสามารถให้ผลผลิตได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม จะป้อนขายให้ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เฉลี่ยวันละ 600-700 กิโลกรัม ราคาปกติกิโลกรัมละ 80 บาท (16 มกราคม 2562) แต่ถ้าช่วงตรุษจีนหรือเทศกาลสำคัญส่งขายราคากิโลกรัมละ 100 บาท

ส่วนลูกค้ารายอื่นจะเป็นลำไยอีกชุดที่ไม่เข้าเกณฑ์ แต่มีคุณภาพเช่นเดียวกับที่ส่งโมเดิร์นเทรด เพียงแต่ขนาดไม่ได้ตามเกณฑ์เท่านั้น โดยมีพ่อค้า-แม่ค้ามารับซื้อไปขายตามสถานที่ต่างๆ และขายส่งในราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยอดสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วจึงมาวางแผนการผลิตร่วมกับสมาชิกกลุ่ม โดยถือหลักว่าจะผลิตตามจำนวนให้เหมาะสมแล้วมีคุณภาพสูงสุดเพื่อรักษามาตรฐาน จะไม่ผลิตมากเกินไปเพราะจะล้นตลาดแล้วทำให้ราคาตก

จุดเด่นของลำไยกลุ่มนี้คือ มีคุณสมบัติเปลือกหนา เนื้อแห้ง กรอบหวาน ผลขนาดใหญ่ (บางรุ่นสมบูรณ์มากจะใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาท) ที่สำคัญเป็นลำไยที่ปลูกแบบปลอดสาร ไม่เน่าเสียง่ายแม้ไม่ต้องอบกำมะถัน จึงทำให้รับประทานได้มากโดยไม่เจ็บคอ ร้อนใน

คุณโอภาสรับตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามัคคีพัฒนาไม้ผล” โดยสมาชิกกลุ่มจะปลูกลำไยกันประมาณ 70 ราย มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 300 ไร่ นอกจากนั้น สมาชิกยังปลูกฝรั่งและผลไม้อื่นๆ ทั้งนี้ ผลผลิตลำไยที่จำหน่ายให้ลูกค้าก็จะใช้ทั้งสวนตัวเองและสวนสมาชิก ซึ่งเป็นสมาชิกระดับอำเภอของท่าม่วงจำนวน 13 ตำบล โดยกำหนดให้แต่ละตำบลปลูกกันในแต่ละเดือน

สำหรับผู้สนใจปลูกลำไยคุณโอภาสบอกว่า ใช้เวลาปลูกเพียง 3 ปีก็ได้ผลผลิตแล้ว โดยแนะนำคนที่ซื้อกิ่งพันธุ์ไปปลูกว่าผลผลิตรุ่นแรกให้เก็บไว้สัก 20 กิโลกรัม หากขายราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้ต้นเดียว 1,000 บาท แล้วถ้าปลูกเพียง 1 ไร่ จำนวน 40 ต้นจะมีรายได้ 40,000 บาท ซึ่งความจริงคงปลูกมากกว่า 1 ไร่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลผลิตลำไยตลอดจนรายได้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณหลังจากผลผลิตรุ่นแรกผ่านไป

ดอกไม้กินได้ ที่เรียกกันว่า “edible flower” เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรขายดีที่น่าจับตามอง เช่น พวงชมพู อัญชัน ปืนนกไส้ ทารากอน ไธม์ กุหลาบ ดอกมะลิ ฯลฯ เพราะดอกไม้เหล่านี้มีรูปทรง สีสัน กลิ่น และรส เป็นส่วนประดับตกแต่งสำคัญ ที่ช่วยเสริมเติมสีสันบนจานอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ให้โดดเด่นสะดุดตา น่ากินมากยิ่งขึ้น แม้ดอกไม้จะไม่ได้มีรสชาติอร่อยเหมือนผัก แต่ดอกไม้หลายชนิดก็มีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย เรียกว่ากินเป็นยา อิ่มตา อิ่มใจ เพิ่มพลังชีวิตอีกต่างหาก

“คุณฝน” จิราพร รอดมา ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนและปลูกดอกไม้รอบบ้านเป็นงานอดิเรก และโพสต์ภาพดอกไม้สวยงามที่ปลูกในเฟซบุ๊กส่วนตัว วันหนึ่งมีเพื่อนติดต่อขอซื้อดอกไม้ของเธอเพื่อนำไปใช้ตกแต่งจานอาหาร จุดประกายความคิดให้คุณฝนตัดสินใจโพสต์ขายดอกไม้กินได้บนสื่อออนไลน์ หวังขายสร้างรายได้เป็นเงินค่าขนมลูก

ปรากฏว่า ธุรกิจดอกไม้กินได้ของคุณฝน สร้างรายได้สูงกว่าเงินเดือนประจำ จึงตัดสินใจลาออก และเปิดเฟซบุ๊กชื่อ “ดอกไม้บ้านเรา” เพื่อเจาะตลาดดอกไม้กินได้ผ่านสื่อออนไลน์อย่างเต็มตัว สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3 หมื่นบาท ยิ่งช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ วาเลนไทน์ ฯลฯ โกยรายได้ 5-6 หมื่นบาทเลยทีเดียว

“คุณอ้อ” ถนอมวรรณ สิงห์จุ้ย ผู้บุกเบิกตลาดดอกไม้กินได้ และเป็นฟาร์มดอกไม้กินได้แห่งแรกของเมืองไทย ที่เชฟในร้านอาหารดังเลือกใช้ในการทำอาหารคือ ไอดอลในการขายดอกไม้กินได้ของคุณฝน นอกจากนี้ คุณฝนยังใช้เวลาว่างศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับชนิดดอกไม้กินได้ที่ตลาดต้องการ วิธีการปลูกดูแลดอกไม้แต่ละชนิด รวมทั้งศึกษาช่องทางการขายต่างๆ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน สวนดอกไม้ของคุณฝน ตั้งอยู่ย่านพุทธมณฑลสาย 2 ใช้แรงงานคนในครอบครัว ประกอบด้วย คุณฝน และสามี คุณแม็กซ์ ลูกสาว ลูกชาย และคุณแม่ ช่วยกันปลูกดูแลสวนดอกไม้รอบบ้าน ช่วงเช้าจะช่วยกันเก็บดอกไม้ตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งซื้อ จากนั้นนำดอกไม้ไปแช่แบบลอยดอก เพื่อทำความสะอาดล้างฝุ่นออก นำดอกไม้ขึ้นมาผึ่งลม จัดดอกไม้ลงกล่อง ประมาณ 30-70 ดอก แล้วแต่ขนาดของดอก น้ำหนักต่อกล่อง 30-70 กรัม ขึ้นกับชนิดของดอก จำหน่ายในราคากล่องละ 100 บาท สำหรับลูกค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าภายในวันเดียวด้วยรถควบคุมความเย็น หากลูกค้าอยู่ต่างจังหวัดจัดส่งแบบแช่เย็น ส่งวันนี้ได้รับวันรุ่งขึ้น โดยคิดค่าส่งตามระยะทาง

เมื่อดอกไม้จัดส่งถึงปลายทาง ลูกค้าสามารถนำไปใช้งานได้ตามที่ต้องการ เพราะดอกไม้ล้างทำความสะอาดแล้วสามารถใช้ได้เลย หากยังไม่นำไปใช้งาน คุณฝนแนะนำให้ลูกค้ารักษาคุณภาพความสด โดยเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาหรือช่องผักทั้งกล่องโดยใส่ถุงกระดาษหรือห่อกระดาษทั้งกล่องอีกชั้นหนึ่งก่อน ดอกไม้อยู่ในตู้เย็นได้ประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นบางดอกอาจจะยังใช้ได้อยู่ ขึ้นอยู่กับลักษณะของดอกไม้แต่ละดอก นอกจากนี้ ลูกค้าบางคนนิยมนำดอกไม้ไปแช่ฟรีซเป็นก้อนน้ำแข็งเพื่อเพิ่มความสวยงามในแก้วเครื่องดื่ม หากใครสนใจวิธีนี้ แนะนำให้เติมน้ำใส่แม่พิมพ์ทำน้ำแข็งก่อน จึงค่อยใส่ดอกไม้จะง่ายกว่า จึงค่อยนำแม่พิมพ์ทำน้ำแข็งไปแช่ช่องฟรีซ

“ทุกวันนี้ ใช้สื่อโซเชียลเป็นตัวกลางในการขายสินค้าและโปรโมตสินค้าผ่านกลุ่มดอกไม้กินได้ รวมทั้งเพจเฟซบุ๊ก “ดอกไม้บ้านเรา” และใช้ช่องทาง “แคชบี” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเหลือเกษตรกร นำผลผลิตไปส่งตรงให้กับลูกค้าเลย อย่างไรก็ตาม ตลาดดอกไม้กินได้มีการแข่งขันค่อนข้างสูงพอสมควร เพราะมีข้อมูลต่างๆ มากมาย คนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย จึงก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้กันมากขึ้น โชคดีที่เรามีกลุ่มลูกค้าประจำซึ่งเป็นกลุ่มเชฟร้านอาหาร ช่วยบอกต่อร้านเราให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเพื่อนเชฟด้วยกัน เพราะเขารู้สึกว่า สินค้าของเราคุ้มค่าคุ้มราคาและดอกไม้ก็หลากหลาย ตรงนี้ก็ทำให้เรามีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากการบอกปากต่อปากอย่างต่อเนื่อง” คุณฝน กล่าว

“ดอกไม้กินได้” ที่ตลาดต้องการ

สำหรับดอกไม้กินได้ที่ซื้อขายทั่วไปในท้องตลาดแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่ 1. ประเภทผัก เช่น ดอกพริก ดอกมะเขือ 2. ประภทผลไม้ เช่น ดอกมะเฟือง 3. ประเภทเครื่องเทศสมุนไพร เช่น ดอกโหระพา สมุนไพรทารากอน ฯลฯ ทุกวันนี้เพจ “ดอกไม้บ้านเรา” ของคุณฝน จำหน่ายดอกไม้หลากหลายชนิดซึ่งเป็นสายพันธุ์ดอกไม้สมุนไพรไทยและต่างประเทศที่กินได้ทุกชนิด ซึ่งรสชาติอาจจะไม่อร่อยสักเท่าไหร่ แต่สะอาดปลอดภัยแน่นอน อย่างไรก็ตาม คุณฝนยังมีสินค้าดอกไม้กินได้ไม่ครอบคลุมทุกชนิดที่ตลาดต้องการ จึงวางแผนขยายพื้นที่ปลูกสมุนไพรไทย สมุนไพรฝรั่ง รวมทั้งพืชผักต้นอ่อน หรือไมโครกรีนเพิ่มขึ้นในอนาคต

“การทำสวน เหมือนทำงานศิลปะ demconwatchblog.com ฝนมีความสุขกับการจัดดอกไม้ใส่กล่อง สินค้าของเรามีหลากหลายชนิด หากลูกค้าต้องการสินค้าโทนชมพูแดง จะแนะนำดอกมะเฟือง กุหลาบหนู หากลูกค้าต้องการดอกไม้โทนขาว-ม่วง ให้เลือกใช้ ดอกพวงคราม” คุณฝน กล่าว

ปัจจุบัน ดอกไม้กินได้ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วไป ได้แก่

ปืนนกไส้ ดอกไม้ชื่อแปลก ดอกกินได้ ใบก็กินได้ มีสรรพคุณทางสมุนไพร เหมาะสำหรับปลูกเป็นอาหารเลี้ยงผึ้ง เพราะผึ้งชอบดอกไม้ชนิดนี้มาก ดอกไม้อยู่ในตู้เย็นได้ประมาณ 5-7 วัน

ดอกมะแว้ง ดอกไม้จากสมุนไพรไทย ถึงลูกจะขม แต่ดอกเขาไม่ขมนะ จิ้มน้ำพริกก็อร่อย แต่งจานก็สวย ดอกมะแว้ง สีม่วงเหลืองดูมีเสน่ห์จริงๆ

ดาวนายร้อย กลีบบางๆ สีแดงสวย กินได้ ตกแต่งจานก็สวย

กระดุมทอง เหมือนทานตะวันดอกเล็กน่ารัก ช่วยเพิ่มความสดชื่นบนจานอาหารได้เยอะเลย มาร์กาเร็ตบอร์เนียว หลายคนเรียกกันติดปากคือ “เดซี่สีม่วง” เพราะหน้าตาเขาเหมือนเดซี่ กลีบดอกสีม่วงอ่อน ดูบอบบางแต่ก็ทน ด้วยรูปทรงเรียบง่ายน่ารัก จึงนิยมนำไปตกแต่งบนจานอาหารทั้งคาวและหวาน รวมถึงเครื่องดื่ม กลีบดอกมีรสชาติจืดแกมเปรี้ยว ถ้ากินส่วนเกสรไปด้วยจะรู้สึกเผ็ดซ่าและขมนิดๆ

กุหลาบหนู ช่วงวาเลนไทน์กุหลาบหนูเป็นที่ต้องการมาก นิยมใช้ตกแต่งจานอาหาร ขนม และเครื่องดื่มในช่วงวาเลนไทน์ คุณฝนสามารถขายกุหลาบหนูได้ดอกละ 5 บาท

ดอกแวววิเชียร Angelonia หรือ เทียนญี่ปุ่น คุณฝนเรียกว่า “ดอกเต่า” เพราะลองจับดอกแวววิเชียรคว่ำจะเหมือนลูกเต่าตัวน้อยๆ น่ารัก แวววิเชียรมีหลายสายพันธุ์ ทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ และมีสีให้เลือกเยอะ ที่สำคัญรสชาติอร่อย ไม่ขม ใช้ตกแต่งเป็นช่อหรือเด็ดออกมาเป็นดอกก็สวย เห็นกลีบบางๆ แต่ทนใช้ได้เลย คุณฝน กล่าวว่า ลูกค้าแต่ละรายมีออร์เดอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแต่ละชนิดที่เขาต้องการ ร้านอาหารส่วนใหญ่ต้องการดอกไม้ที่มีสีสันหลากหลาย ส่วนใหญ่นิยมใช้พวงชมพู เพราะใช้ง่าย ตกแต่งอาหารได้ทุกจาน ร้านเครื่องดื่มนิยมสั่งซื้อดอกไม้ที่ตัดก้านยาวนิดหนึ่ง เช่น ดอกหางนกยูง มีรูปทรงสวย ใช้แค่ดอกเดียวใส่ประดับแก้วเครื่องดื่มก็สวยงาม ส่วนร้านเบเกอรี่นิยมสั่งซื้อดอกมาร์กาเร็ตบอร์เนียว เพราะใช้กับขนมได้ทุกชนิด แต่งง่าย วางดอกเดียวก็จบ

“ตลาดดอกไม้กินได้ มีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องเพราะเมืองไทยกลายเป็นสังคมโซเชียล “ชิม แชะ แชร์” คนนิยมถ่ายรูปอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เน้นภาพที่สวยงาม ฉะนั้นภาพที่มีดอกไม้ไปตกแต่งในอาหารหรือขนม เวลาถ่ายรูปออกมาแล้วมันสวย จะช่วยเพิ่มมูลค่าอาหาร หากไม่ได้ใช้ เหมือนกับคนที่ไม่ได้แต่งหน้า ดอกไม้กินได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจานอาหารไปแล้วค่ะ” คุณฝน กล่าวในที่สุด