ททท. ตราด หนุนประชาสัมพันธ์ ไฮไลต์ 1 ปี มีครั้งเดียว

ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์แมงกะพรุนสีของจังหวัดตราดมีจำนวนมากและหลากสี ทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดตราดมีสีสันมากขึ้น ฤดูกาลช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 1 ปี มีเพียงครั้งเดียว เพียง 20-30 วัน เท่านั้น จังหวัดตราดจึงได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ออกสำรวจเมื่อกลางเดือนตุลาคมและพบว่ามีตั้งแต่หาดพลอยแดง หาดมุกแก้ว หาดคลองสน สามารถเที่ยวชมได้ทุกจุด

สอบถามข้อมูลพื้นที่จุดชมแมงกะพรุน ระยะเวลา และสภาพอากาศก่อน ที่สำนักงาน ททท. ตราด โทร. (082) 486-3448 และ (085) 123-1115 คุณสมนึก หงษ์วิเศษ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแหลมกลัด โทร. (089) 095-1588 หรือ คุณวิโรจน์ วงษ์ทอง (084) 095-1588 และ คุณจเร ปิ่นศร กลุ่ม หมู่ที่ 9 ร่วมใจ โทร. (095) 541-7341

จากปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำโดยช่วงเปิดฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ปี 2559 ชาวนาถูกพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อข้าวเปลือก กข 15 กิโลกรัมละ 5-6.50 บาท หรือประมาณ 5,000-6,500 บาท/ตัน ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากต้นทุนการผลิตข้าวขยับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าเตรียมดิน ค่าปุ๋ย และค่าเก็บเกี่ยวข้าว เป็นต้น ทางรัฐบาลต้องเร่งระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้เร่งประสานความร่วมมือขบวนการสหกรณ์กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำด้วย โดยมุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาตลาดและราคาข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ว่า นอกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนิน “โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร” ปีการผลิต 2559/60 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรัฐบาลได้จัดสรรสินเชื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินรวม 12,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี มีเป้าหมายรวบรวมข้าวเปลือก 2.5 ล้านตัน คาดว่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจในระบบสหกรณ์รวมกว่า 20,000 ล้านบาท เกษตรกรสมาชิกได้รับประโยชน์กว่า 1 ล้านคน และสามารถพยุงราคาข้าวเปลือกในพื้นที่ไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป

ล่าสุดกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งหารือกับชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียน ชุมนุมสหกรณ์บริการ ชุมนุมสหกรณ์ร้านค้า ชุมนุมสหกรณ์นิคม ชุมนุมสหกรณ์ประมง และชุมนุมสหกรณ์การเกษตร เพื่อเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายตลาดข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์เพิ่มขึ้นผ่านระบบสหกรณ์ ทำให้ผู้บริโภคในภาคสหกรณ์สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการผลิตสินค้าเกษตรของสหกรณ์ โดยเฉพาะสินค้าข้าวในราคายุติธรรมจากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง อีกทั้งยังมุ่งให้ขบวนสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดข้าวได้เองทั้งระบบ เกิดการพึ่งพาและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในขบวนการสหกรณ์ ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผลการหารือได้ข้อสรุปว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จะร่วมมือกับขบวนการสหกรณ์เพิ่มช่องทางการตลาดข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์สู่ผู้บริโภคให้สะดวกและทั่วถึงยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกของเกษตรกรสมาชิก โดยกำหนด 6 กิจกรรม คือ 1. การจัดกิจกรรม “สินค้าสหกรณ์ไทย ร่วมใจช่วยเกษตรกร” 2. ใช้กลไกศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในการจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ 3. ชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทร่วมมือในการสำรวจความต้องการซื้อข้าวของเกษตรกรสมาชิกและสั่งซื้อข้าวในโครงการ 4. กระจายข้าวหอมมะลิไปยังร้านสวัสดิการของส่วนราชการและเอกชน 5. ส่งเสริมการทำตลาด อี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) ผ่านแอพพลิเคชั่นโคออพ-คลิก (Co-op click) ของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) และ 6. การจัดเทศกาลของขวัญปีใหม่ ประจำปี 2560 มีเป้าหมายยกระดับราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากสมาชิกสหกรณ์ ไม่ต่ำกว่าตันละ 10,000 บาท

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ ชสท. บริหารการรับคำสั่งซื้อและบริหารสต๊อคผ่าน “ศูนย์กลางการค้าสินค้าสหกรณ์” (CITC) ชสท. โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559-เมษายน 2560

นอกจากนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้เร่งคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ 10 แห่ง จากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ เชียงใหม่ เชียงราย และบุรีรัมย์ เข้าร่วมโรดโชว์สินค้าข้าวคุณภาพของสหกรณ์ไทยในต่างประเทศด้วย อาทิ จีน ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของข้าวสหกรณ์ไทยแก่ประเทศคู่ค้า โดยมีแผนร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผลักดันส่งออกข้าวสารสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 40,000 ตัน คาดว่า เป็นช่องทางที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวเปลือก และขยายลู่ทางจำหน่ายสินค้าข้าวสารสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่า ชาวนาในภาคสหกรณ์จะจำหน่ายข้าวเปลือกคุณภาพได้ราคาสูงขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับอาชีพทำนาเป็นธุรกิจทำนาแบบครบวงจร และมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีแผนส่งเสริมตลาดข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จังหวัด และศูนย์กระจายสินค้าแม่ข่าย 24 แห่ง และเร่งจัดคาราวานสินค้าสหกรณ์ลงพื้นที่ 640 อำเภอ ทั่วประเทศ โดยจะนำข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ และผลิตภัณฑ์สินค้าอื่นๆ ที่ผลิตภายใต้ขบวนการสหกรณ์ เช่น นม น้ำดื่ม ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล กุ้ง ปลาหมึก รวมถึงสินค้าอุปโภค-บริโภค ไปจำหน่ายให้ผู้บริโภคในราคายุติธรรม ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559-กุมภาพันธ์ 2560 คาดว่า จะมียอดขายและนำรายได้เข้าสู่ระบบสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 80 ล้านบาท และยังช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคได้ค่อนข้างมากด้วย

“อนาคตกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนพัฒนาต่อยอดข้าวเฉพาะถิ่นสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น ข้าวหอมกระดังงา และข้าวพื้นถิ่นอื่นที่มีศักยภาพ โดยจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร โดยไม่ยึดติดการจำหน่ายผลผลิตข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียวตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นายวิณะโรจน์ กล่าวในที่สุด

รศ.ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว จัดโดย สาขาวิชาพืชไร่ ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ว่า กิจกรรมการดำนาที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้ ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงความยากลำบากในการปลูกข้าว ตั้งแต่เริ่มต้นที่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ การเตรียมแปลงนา ซึ่งการปลูกข้าวของนักศึกษาก็ไม่ลำบากนัก เพราะปลูกในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงชาวนาต้องเฝ้ารอน้ำฝน เมื่อปลูกต้นกล้าแล้วไม่รู้ต้นกล้าจะขึ้นหรือไม่หากฝนไม่มาในระยะเวลาที่ต้องการ นักศึกษาได้เรียนรู้ในระดับหนึ่ง เมื่อดำนาแล้วก็ต้องมาดูแลแปลงข้าว สุดท้ายก็มาลงแขกเกี่ยวข้าวกัน เป็นประสบการณ์ที่สำคัญของนักศึกษาที่จะได้เรียนรู้ประเพณีสำคัญของคนไทย เรียนรู้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเรียนรู้สภาพความเป็นจริงด้วยว่า การลงแขกเกี่ยวข้าวช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนา การจ้างแรงงานเกี่ยวข้าวมีผลกระทบกับต้นทุนการผลิตข้าว ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขายข้าวไม่ได้ราคา เมื่อขายข้าวได้ราคาไม่สูงพอทำให้เกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

ด้าน รศ.ดร. มนต์ชัย ดวงจินดา คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า คณะเกษตรศาสตร์ตระหนักดีถึงความสำคัญของการผลิตบัณฑิตให้มีสำนึกอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อรักษาคุณค่าและเพิ่มมูลค่าในระดับชาติและนานาชาติ ทั้งนี้ การอนุรักษ์จะต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จากงานจริงที่ทำ อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักเสียสละ อุทิศตน กิจกรรมการสืบสานอนุรักษ์ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวจัดขึ้นหลังจากได้สอนนักศึกษาฝึกงานชั้นปีที่ 1 ตั้งแต่การดำนา การดูแลข้าว จนกระทั่งถึงวันเก็บเกี่ยว

“คณะเกษตรศาสตร์นำเมล็ดพันธุ์มาให้นักศึกษาปีที่ 1 ปลูกในรายวิชาฝึกงานด้านพืชศาสตร์ เน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อขายซึ่งจะได้ราคามากกว่าการผลิตเป็นข้าวเพื่อบริโภค โดยจำหน่ายได้ถึงราคาตันละ 25,000 บาท และเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้ส่วนใหญ่มีผู้จองไว้เพื่อนำไปปลูกในฤดูกาลผลิตในปีหน้า จึงทำให้เห็นว่าแม้จะมีวิกฤตราคาข้าวตกต่ำและผลผลิตเกินความต้องการไปมาก แต่การผลิตเพื่อขายเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญและสร้างรายได้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เป็นกิจกรรมที่สร้างความตระหนักรู้ให้นักศึกษาได้เห็นว่าการทำเกษตรกรรมนั้นสามารถเพิ่มมูลค่าได้ และเป็นแบบอย่างให้นักศึกษานำไปประกอบอาชีพในอนาคต” คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าว

วันที่ 7 ธันวาคม 2559 ช่วงนี้ในพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ หลังจากชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านที่มีวัว ควาย ต่างก็นำสัตว์เลี้ยงลงลุยท้องทุ่งนาหากินหญ้าและตอซังข้าว โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ต่างก็นำวัว ควาย ลงไปกินตอซังข้าวที่กำลังเริ่มแตกหน่อขึ้นมาใหม่ ด้วยเช่นกัน แต่ที่ท้องทุ่งนาเขตพื้นที่นี้จะมีสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่เพิ่มเติมมาอีก นั้นก็คือช้าง ช้างที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เพื่อใช้งานและรับจ้าง ทั้งงานบวชงานแต่ง และงานในพิธีมงคลต่างๆ ช้างเชือกไหนที่ไม่มีงานก็นำมาผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งนาข้างหมู่บ้าน อยู่ปะปนกับวัว ควาย ของชาวบ้านโดยไม่มีการทำร้ายกัน เพื่อให้ช้างได้กินตอซังข้าว ไม่ต้องนำไปเลี้ยงไกลถึง 2-3 กม.ที่แม่น้ำมูลเหมือนช่วงที่ยังไม่เกี่ยวข้าว บางเชือก หลังกินตอซังข้าวอิ่มก็นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ก็มี

นายอัษฎาวุธ สดใส ควาญช้างอายุ 18 ปี อยู่บ้านหนองบึง ม.17 ต.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ บอกว่า ตนได้นำช้างของอาที่อยู่บ้านท่าลาด ต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี มาเลี้ยง 1 เชือก ทุกเช้าจะนำมาผูกไว้ที่ทุ่งนาเพื่อให้กินตอซังข้าว พอตกเย็นก็จะนำกลับเข้าบ้าน ช่วงนี้สบายหน่อยไม่ต้องนำช้างไปเลี้ยงไกลเหมือนช่วงก่อน ที่ต้องนำไปเลี้ยงที่ป่าข้างแม่น้ำมูลไกลถึง 2-3 กม. แต่หากช้างเบื่อที่จะกินตอซังข้าวหรือซังข้าวหมด ตนก็จะไปหาตัดกิ่งต้นกระถินป่านำมาให้กินต่อไป

วันที่ 7 ธันวาคม 2559 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ว่าพบปลาลอยขึ้นมาหงายท้องตายมาติดอยู่ตามิมตลิ่งเป็นจำนวนมาก
รวมระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร สร้างความแตกตื่นและหวากผวาให้กับชาวบ้าน เพราะเกรงว่าจะเกิดอาเพศหรือน้ำในแม่น้ำเป็นพิษ โดยจากการสำรวจร่วมกับชาวบ้านพบว่ามีปลาลอย
ตายทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ เป็นจำนวนมาก ไหลมาตามน้ำ อยู่กลางแม่น้ำบ้าง และบางส่วนไปติดตามริมตลิ่งบ้าง โดยสภาพปลาส่วนใหญ่พุงเริ่มเปื่อยจนเครื่อง
ในไหลออกมานอกตัวปลา

จากการตรวจสอบคาดว่ามีปลาที่ลอยตายมากกว่า2 ตัน ซึ่งมีหลากหลายชนิดเช่นปลาเทโพ ปลาลึง ปลาม้า และปลาสังฆวาส รวมมูลค่าประมาณ 200,000บาท
โดยยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการตายครั้งใหญ่ของปลาทั้งหมดได้

นายไพฑูรย์ ปวีณมณีกุล ผู้ดูแลโครงการฟื้นฟูสัตว์น้ำและอนุรักษ์พันธุ์ปลาตามพระราชเสาวนีย์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เปิดเผยว่าการตายของปลา
แบบนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ หลังจากเมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่มีปลาน็อกน้ำตายแต่ก็ไม่มากมายเท่าครั้งนี้ โดยเมื่อตรวจสอบกับโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยา
ทราบว่า ได้หยุดเดินเครื่องจักรเพื่อซ่อมแซมเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาหลายชั่วโมง ซึ่งเมื่อไม่มีเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าตีน้ำเติมอ๊อกซิเจนให้น้ำ อาจจะเป็นสาเหตุได้
เพราะจากการตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้น พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตามยังต้องนำตัวอย่างน้ำและหน้าดินท้องแม่น้ำ ไปตรวจสอบคุณภาพในห้องแล็ปอย่างละเอียด
เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง โดยฝากเตือนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำไม่ควรเก็บปลาที่ลอยตายไปรับประทานเพราะยังไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ว่ามีสารปนเปื้อนใดหรือไม่

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ กระทรวงพลังงาน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขานรับแผนอนุรักษ์พลังงานของรัฐบาล จับมือ อิมแพ็คฯ และ MEX Exhibitions เตรียมพร้อมจัดงาน “Thailand Energy Efficiency Week 2017” ผนึก 3 งานใหญ่โชว์นวัตกรรมประหยัดพลังงานของประเทศไทย และนานาชาติ พร้อมเป็นเวทีกลางในการเจรจาธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน คาดมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 20,000 ราย และมีเงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาท โดยงานฯ จะจัดขึ้นวันที่ 11 – 13 พฤษภาคม 2560 อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วันนี้ (7 ธันวาคม 2559) นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า จากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้รับการยกย่องให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” ทรงวางแนวทางในการพัฒนาพลังงานบนพื้นฐานของทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ทรงมีพระราชดำรัสคอยย้ำเตือนพวกเราทุกคนให้รัก และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าอยู่เสมอ กฟผ. ในฐานะองค์กรภาครัฐ จึงมีภารกิจสานต่อพระราชปณิธานงานในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงพลังงานยุคใหม่ของโลก เนื่องจากสถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 2560 ได้คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุด ถึงประมาณ 30,000 เมกะวัตต์

“กฟผ. จึงเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน “Thailand Energy Efficiency Week 2017” งานแสดงสินค้านานาชาติด้านระบบควบคุมพลังงานและเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์พลังงานระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไฟฟ้าแสงสว่าง พลังงาน และอิเล็กทรอนิกส์ อันจะเป็นประโยชน์โดยรวมต่อประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 13 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงผลิตภัณฑ์กว่า 400 บริษัท มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 ราย และมีเงินสะพัดภายในงานกว่า 1,000 ล้านบาท” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าว

ด้าน นางสาวพรพรรณ บุลเนอร์ ผู้อำนวยการ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า งาน “Thailand Energy Efficiency Week 2017” เป็นการรวบรวม 3 งานใหญ่ไว้ในงานเดียว ประกอบด้วย “LED Expo Thailand 2017” งานแสดงสินค้านานาชาติด้านระบบไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์LED , “Thailand Energy Saving Expo 2017” งานแสดงสินค้านานาชาติด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่ออนาคต และ “PCB Expo Thailand 2017” งานแสดงสินค้านานาชาติด้านแผ่นวงจรพิมพ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บนพื้นที่จัดงาน 25,000 ตารางเมตร ถือเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติด้านการประหยัดพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งจากการจัดงานต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากองค์กรที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมประหยัดพลังงานจากทั่วโลกเป็นอย่างดี โดยในปี 2016 มีผู้ประกอบการจากนานาประเทศเข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 400 บริษัท จากทั้งหมด 14 ประเทศ มีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งชาวไทย และต่างประเทศมากกว่า 16,197 ราย จาก 56 ประเทศ

งาน Thailand Energy Efficiency Week 2017 เป็นลักษณะการเจรจาธุรกิจ (Trade Fair) จำนวน 2 วันแรก และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมงาน และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานในราคาพิเศษ ในวันสุดท้าย อาทิ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่างๆ ตามแนวคิด LED Lighting for Smart Livingเช่น Architectural Lighting Pavilion ระบบไฟฟ้าแสงสว่างสำหรับการใช้งานด้านสถาปัตยกรรม, Smart Lighting Pavilion นวัตกรรมแสงสว่างที่สร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน, LED Signage Pavilion จอแสดงผล LED ที่มีความละเอียดและคุณภาพสูง อีกทั้งในส่วนอุปกรณ์และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การจัดแสดงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใต้สัญลักษณ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5, การนำเสนอแนวทางประหยัดพลังงานในรูปแบบการจัดการพลังงาน หรือ ESCO และ Energy Efficiency Measure รวมถึงนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานจาก กฟผ. และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัด Thailand Energy Saving Summit & Thailand LED Summit งานสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติด้านเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและผลิตภัณฑ์ LED โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายหลายองค์กร พร้อมทั้งการจัดแสดง Gallery Zone และอุโมงค์ไฟ LED รวมไปถึงการจับคู่เจรจาธุรกิจ และแคมเปญ VIP Hosted Buyer โปรแกรมพิเศษสำหรับกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ระดับผู้บริหาร หรือผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจากต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมชมนวัตกรรมสินค้าและบริการต่างๆ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.ตรัง รวม 8 อำเภอเริ่มคลี่คลาย และบางพื้นที่ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังคงส่งผลกระทบหนักในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.กันตัง โดย อ.เมือง ประกอบด้วย เขตเทศบาลนครตรัง ต.บางรัก ต.นาตาล่วง ต.หนองตรุด ต.นาโต๊ะหมิง และ อ.กันตัง ใน ต.ควนธานี ที่กระแสน้ำยังไหลเชี่ยว บางพื้นที่ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 4 เมตร ก่อนที่จะระบายลงสู่ทะเลอันดามัน โดยในพื้นที่ที่ระดับน้ำคงที่และเริ่มลดลงนั้น ชาวบ้านได้นำเอาไซ โพงพาง กลัด และยอ ดักจับปลาตามแหล่งน้ำล้นบนถนนต่างๆ

ล่าสุดในช่วงเช้าวันนี้ ชาวบ้าน ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง mo-rpg.com ได้นำ ไซ โพงพาง มาดักปลาในบริเวณช่องน้ำไหล ท่อระบายน้ำ ในนาข้าว ซึ่งในช่วงที่น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร สวนยางพารา จึงไม่สามารถทำการเกษตรได้ จึงหันมาดักจับปลาแทน มีชาวบ้านที่ขับรถผ่านแวะเข้าคิวซื้อลูกปลากันเป็นจำนวนมากเพื่อไปประกอบอาหาร ซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ช่วงหลังน้ำท่วม

นางเปี่ยม รัตนะ อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145/1 หมู่ 6 ต.โคกสะบ้า และนางหนูจัด หนูช่วย อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ 6 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง มีอาชีพทำสวนยางพารา กล่าวว่า ตนและครอบครัวออกมาหาปลาช่วงน้ำหลาก เนื่องจากสวนยางพาราถูกน้ำท่วมไม่สามารถกรีดยางได้ จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่มาหาปลา ด้วยการนำเอาไซลา โพงพาง มาดักตามช่องน้ำไหล จับลูกปลาขายในราคาถ้วยละ 30 บาท ช่วงนี้ทำให้มีรายได้วันละประมาณ 2-3 พันบาท เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ และคาดว่าน่าจะหาปลาได้ไปอีก 3-4 วัน จนกว่าระดับน้ำจะลดลงสู่ภาวะปกติ ปลาที่ดักได้ส่วนใหญ่จะมากับกระแสน้ำ

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้ายกระดับราคาข้าวช่วยเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล สนับสนุนสหกรณ์รวบรวมข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิต 2559/60 ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีสหกรณ์ 139 แห่งใน 26 จังหวัด รวบรวมข้าวเปลือกแล้วปริมาณ 299,414.10 ตัน มูลค่า 2,158.63 ล้านบาท ควบคู่กับการเปิดจุดจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ สร้างกระแสตอบรับดีเกินคาดสามารถจำหน่ายข้าวสารไปแล้ว 3,583.442 ตัน มูลค่า 114.69 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในพื้นที่ขยับสูงขึ้นแตะ 11,000 บาท/ตัน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกและข้าวสารตามนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในฤดูกาลผลิต 2559/60 ผ่านกลไกสถาบันเกษตรกร โดยรัฐบาลได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกข้าวให้ได้รับรายได้ที่เป็นธรรมจากการผลิตข้าว เพิ่มปริมาณการแปรรูปข้าวสารในระบบสหกรณ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตข้าวเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค ผ่านโครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา โดยสนับสนุนให้สหกรณ์รวบรวมข้าวเปลือกในฤดูกาลจากสมาชิกนำมาเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ผ่านโรงสีของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ผลิตข้าวสารจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นตัวกลางในการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆเพื่อกระจายข้าวสารสหกรณ์ไปเปิดจุดจำหน่ายแก่ผู้บริโภค โดยเริ่มจากในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งกระแสตอบรับดีเกินคาด ประชาชนให้ความสนใจอุดหนุนข้าวสารสหกรณ์ และมีหลายหน่วยงานติดต่อเพื่อสั่งซื้อข้าวสารอีกจำนวนมาก และมีแผนจะกระจายข้าวสารสหกรณ์ให้ถึงมือผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนเมษายน 2560

จากการรวบรวมผลการดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรระบายผลผลิตข้าวผ่านกลไกสหกรณ์ในฤดูกาลผลิต 2559/60 แบ่งเป็นการรวบรวมข้าวเปลือกโดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งได้เปิดจุดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 139 แห่งในพื้นที่ 26 จังหวัด รวบรวมข้าวเปลือก ทั้งข้าวขาว ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิขนาดความชื้นไม่เกิน 15% ข้าวหอมมะลิขนาดความชื้นเกิน 15% และข้าวเหนียว จำนวนทั้งสิ้น 299,414.10 ตัน มูลค่า 2,158.63 ล้านบาท และจะมีการเปิดจุดรับซื้อไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูกาล ซึ่งการที่สหกรณ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ส่งผลทำให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรขยับสูงขึ้นอยู่ที่ 11,000 บาท/ตัน โดยได้ดำเนินการควบคู่กับการจัดจำหน่ายและกระจายข้าวสารสหกรณ์ ซึ่งได้มีการเปิดจุดจำหน่ายขึ้นที่หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 12 แห่ง สำนักงานสหกรณ์จังหวัด 77 แห่ง หน่วยงานภายนอกกระทรวงเกษตรและภาคเอกชน 16 แห่ง และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ