ททท.พิษณุโลก ชวนนักท่องเที่ยวท้าจับหมอกพิชิตขุนเขาโปก

วันที่ 14 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ ต.นครชุม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก สภาพอากาศหนาวเย็นลงลงต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงเช้าที่ผ่านมาอุณหภูมิที่หุบเขานครชุม ต.นครชุม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ลดลงเหลือเพียง 15 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดทะเลหมอกยามเช้าที่บริเวณหุบเขานครชุมอย่างสวยงาม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลนครชุม จัดโครงการท้าจับหมอกพิชิตยอดเขาโปกโล้นแห่งนครชุม ขึ้นในระหว่าง 14-15 มกราคม 2560 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเช้าวันแรกนั้นเรียกว่าผู้ที่มาร่วมท้าจับหมอกพิชิตยอดเขาโปกโล้นแห่งนครชุม ไม่ผิดหวังทีเดียว เนื่องจากสามารถชมทะเลหมอกได้ 2 จุด คือที่จุดชมวิวร่องเขานครชุม และที่บริเวณผาโปกล้นบน อย่างสวยงาม

โดยเฉพาะที่ยอดเขาโปกล้น นักท่องเที่ยวได้เดินไต่ไปตามไหล่เขาโปกโล้น ลัดเลาะผ่านเส้นทางธรรมชาติอันสวยงาม ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จะพบกับวิวทิวทะเลหมอกแบบ 180 องศา ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปคู่กับทะเลหมอกไว้เป็นที่ระลึก สวยงามยามแสงพระอาทิตย์กระทบกับไอหมอกยามเช้าที่ลอยตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นบรรยากาศยามเช้าที่สวยงามเป็นประจำทุกวันในช่วงฤดูหนาว หากผู้นักท่องเที่ยวที่สนใจ ต้องการไปเที่ยวชมทะเลหมอกในช่วงฤดูหนาวนี้ ก็สามารถโทรสอบถามเส้นทางได้ที่ อบต.นครชุม เบอร์โทร. 055-009808 เป็นประจำทุกวัน

กรมชลประทาน ระบุ น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สั่งการเตรียมรับน้ำฝน ระลอกใหม่ 16 – 18 มกราคมนี้

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าขณะนี้พื้นที่อุทกภัยส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังคงติดตั้งเครื่องสูบและผลักดันน้ำไว้ในพื้นที่เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกหนัก แต่ทั้งนี้ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนบนบางส่วนและตอนล่างบางส่วนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังคงมีน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำก่อนออกสู่ทะเล ประมาณ 450 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทาน จะเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 วันนี้ พร้อมเตรียมกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้วด้วย ขณะที่ความพร้อมของเขื่อนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา ยืนยันว่าสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่าร้อยละ 50 ส่วนเขื่อนอื่นที่มีความจุเกือบเต็มนั้น อยู่ระหว่างการบริหารจัดการ เพื่อรองรับน้ำใหม่ในพื้นที่ โดยจะคำนึงผลกระทบที่มีต่อประชาชนน้อยที่สุด

ทั้งนี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 16 – 18 มกราคม 2560 กรมชลประทาน ได้เตรียมมาตรการรองรับทั้งในส่วนของเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ 134 เครื่อง และสำรองพร้อมใช้งาน 105 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำรวม 78 เครื่อง สำรองพร้อมใช้งาน 34 เครื่อง และสถานีสูบน้ำอีก 8 สถานี และเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือจากส่วนกลาง ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำ 388 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 15 เครื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำให้มากที่สุด พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างไว้รองรับน้ำฝนที่จะตกมาในระลอกใหม่

นอกจากนี้ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าในวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.60) ตนเองจะลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ และตรวจสอบความพร้อมของมาตรการรองรับที่จัดเตรียมเอาไว้อีกด้วย

เว็บไซต์อินดิเพนเดนต์ของอังกฤษเผยแพร่ภาพถ่ายตื่นตะลึงของสุนัขจิ้งจอกที่หนาวตายในก้อนน้ำแข็ง หลังจากตกลงไปในแม่น้ำเยือกแข็ง ท่ามกลางสภาพอากาศเย็นสุดขั้วปกคลุมไปทั่วทวีปยุโรป

รายงานระบุว่า เจ้าจิ้งจอกเดินเหยียบแผ่นน้ำแข็งบางผืนแม่น้ำดานูบ ที่เมืองฟรีดิงเงิง รัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมบูร์ก ทางตอนใต้ของเยอรมนี เมื่อวันที่ 9 ม.ค. และมีคนพบอีก 4 วันถัดมา ชาวบ้านใช้เลื่อยตัดน้ำแข็งที่แช่แข็งจิ้งจอกไว้ สำหรับภาพถ่ายดังกล่าว โยฮันเนส สเตเลอ ช่างภาพ ได้ถ่ายเก็บเอาไว้ ทั้งนี้ พายุหิมะและสภาพอากาศหนาวอย่างรุนแรงส่งผลให้ทวีปยุโรปเผชิญความยากลำบาก จนคร่าชีวิตคนไปแล้ว 60 ราย

บ้านใหม่ร่องกล้าอากาศหนาวเย็นเกิดทะเลหมอกปกคลุม นักท่องเที่ยวยังแห่เที่ยวสัมผัสอากาศหนาวเช้านี้อยู่ที่ 12 องศาเซลเซียส เกิดปรากฎการณ์น้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า ตื่นตาแก่นักท่องเที่ยวอย่างมาก

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านใหม่ร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก หลังจากสภาพอากาศกลับมาหนาวเย็น เกิดปรากฎการณ์หมอกปกคลุมหมู่บ้าน เมื่อถ่ายภาพมุมสูงดูเป็นทะเลหมอกสร้างความสวยงามอย่างมาก ถูกใจกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาว

โดยอุณหภูมิเช้านี้อยู่ที่ 12 องศาเซลเซียส จึงเกิดหมอกปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน ในขณะที่อุณหภูมิยอดหญ้าอยู่ที่ 3-4 องศาเซลเซียส เกิดปรากฎการณ์แม่คะนิ้งบนยอดหญ้า นักท่องเที่ยวที่พบเห็นต่างพากันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ในขณะที่การท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ทั่วบริเวณคลาคล่ำไปด้วยรถราที่เดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม เช้านี้ที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ สภาพอากาศยังคงหนาวจัด ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง หรือ เหมยขาบ ตั้งแต่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 43

นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า แม้จะมีข่าวการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ อ.จอมทอง และแม่วาง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเขตอุทยานฯ แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่หวั่น ยังคงเดินทางขึ้นมาสัมผัสความหนาวเย็นและรอชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติกันค่อนข้างหนาแน่นเช่นทุกวัน ทั้งเหมยขาบ ทะเลหมอก และดอกนางพญาเสือโคร่ง เพราะสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวระบุว่า เป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาดเล็ก แม้จะรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนได้ก็ตาม

ทางด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า ภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 12-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-8 องศาเซลเซียส

ในช่วงค่ำประเทศไทยตอนบน มีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้าและอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

ขณะที่มีรายงานว่า วันที่ 16 มกราคม ยังคงมีรายงานแผ่นดินไหวต่อเนื่องที่เชียงใหม่ 3 ครั้ง ในพื้นที่จอมทองและแม่วาง แต่ไม่มีรายงานความเสียหายใดๆเกิดขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีออสเตรเลียแสดงความกังวลที่ไทยแก้ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำด้วยการกำหนดสัดส่วนให้ผู้นำเข้าข้าวสาลีต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 1 ต่อ 3 อาจขัดกับหลักการขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ว่า มาตรการฯที่ไทยนำมาใช้นั้น เป็นมาตรการแก้ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศตกต่ำ และใช้แบบชั่วคราว เมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะพิจารณายกเลิก ซึ่งในเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปีการผลิต 2560/61 หากสถานการณ์ราคาไม่ตกต่ำเหมือนปี 2559/60 อาจพิจารณายกเลิกการใช้มาตรการฯ

“ยืนยันว่า การกำหนดสัดส่วน 1 ต่อ 3 เป็นมาตรการดีที่สุด ที่ใช้แก้ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศตกต่ำ เพราะเหมือนเป็นการบังคับให้ผู้นำเข้าข้าวสาลี ต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ เช่น นำเข้าข้าวสาลี 1 ตัน ต้องซื้อข้าวโพด 3 ตัน ทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวโพดได้ ราคาจะขยับขึ้น เรื่องนี้ได้คุยกับออสเตรเลียแล้วซึ่งเขาเข้าใจไทย”นางอภิรดีกล่าว

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทางภาคใต้ของประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัด ส่งผลให้สัตว์ต่างๆทั้งปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ แพะ แกะ สุกร สัตว์ปีก สุนัข และแมว เกิดความเครียด และมีผลต่อระดับภูมิคุ้มกัน จากการขาดแคลนอาหาร โดนลม โดนฝน หรือยืนแช่น้ำเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายสัตว์อ่อนแอ โดยเฉพาะสัตว์ที่เคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สัตว์ที่ไม่แข็งแรงจะติดเชื้อโรคได้ง่าย และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โรคระบาดต่างๆแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆได้อีกด้วย

กรมปศุสัตว์จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่ ซึ่งประกอบด้วย นายสัตวแพทย์ สัตวแพทย์ นักวิชาการสัตวบาล จากส่วนกลาง และภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานปศุสัตว์เขต สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หน่วยพัฒนาสุขภาพและผลผลิตโคนม (DHHU) จำนวน 16 ทีม รวมประมาณ 60 นาย พร้อมอุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ยา ลงพื้นที่โดยด่วน โดยเข้าไปเสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา โดยจัดทำคอกพักสัตว์ อพยพเคลื่อนย้ายสัตว์จากพื้นที่อุทกภัย รักษาพยาบาลสัตว์ป่วย ฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ โดยทางกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนหน่วย DHHU ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2560 เวลา 10.30 น. ณ ด่านกักสัตว์เพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ทั้งนี้ โรคระบาดสัตว์ที่พบได้บ่อยในช่วงเกิดอุทกภัย ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย ในสัตว์กีบคู่ โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย (โรคคอบวม) ในกระบือและโค โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) พบได้ทั้งในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด โรคเพิร์ส ซึ่งมีผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบสืบพันธุ์ในสุกร โรคนิวคาสเซิล ในสัตว์ปีก และโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารในสุนัขและแมว เช่น โรคไข้หวัด โรคไข้หัด โรคลำไส้อักเสบ ดังนั้น เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง โดยเน้นย้ำให้ดูแลสัตว์ในโรงเรือน หรือคอก ที่มีหลังคา สามารถป้องกันลม ละอองฝนได้ จัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ให้แข็งแรง รวมถึงป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม หรือคอกพักสัตว์ โดยพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งยานพาหนะ และคน ก่อนเข้าและออกจากฟาร์ม

หากเกษตรกรพบเห็นสัตว์ป่วย หรือ ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ สามารถแจ้งได้ที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ หรือจุดให้บริการของกรมปศุสัตว์ใกล้บ้านท่าน หรือศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ โทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 2273 และ 3315 โทรสาร 0-2653-4928 หรือโทรศัพท์มือถือ 0-81-739-9234 ตลอด 24 ชั่วโมง อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากราคาล่าสุดวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ประมูลที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา กก.ละ 85 บาทเศษ เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกมีสูงมาก แต่เมื่อไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไทยประสบภัยธรรมชาติ คาดว่าผลผลิตยางของไทยปี นี้จะลดลงประมาณ 5-7 แสนตัน/ปี เหลือประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน/ปี เพราะไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ประสบปัญหาหนักมาก รวมทั้งสวนยางพาราขนาดใหญ่ในภาคใต้ 50-70% ขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากช่วงราคายางเหลือ กก.ละ 30 บาทเศษ แรงงานกรีดยางที่มีฝีมือมีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท จึงย้ายไปทำงานประเภทอื่นแทน

นอกจากนั้นประเทศผู้ซื้อรายใหญ่คือ จีนมีความต้องการยางสูงมาก เพราะต้องเร่งผลิตยางล้อรถยนต์ส่งเข้าสหรัฐอเมริกาเพราะกลัวนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้า 10% ตามที่หาเสียงไว้ และก่อนหน้านั้นจีนชะล่าใจ จะมาซื้อยางไทยในเดือน ธ.ค. 2559-ก.พ. 2560 ที่ผลผลิตยางออกมากไปผลิตและทดแทนสต๊อกที่ลดลงไปมาก แต่เมื่อไทยและประเทศผู้ปลูกยางในอาเซียนประสบภัยน้ำท่วม จึงเกิดปัญหาและไล่ราคาซื้อยางสูงขึ้น

ด้านนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ส่งผลให้พื้นที่สวนยางได้รับความเสียหายประมาณ 700,000 ไร่ ทำให้ผลผลิตยางพาราหายจากตลาดประมาณ 8% หลังน้ำลดนี้ต้องเร่งฟื้นฟูสวนยางกันใหม่หมด

ขณะเดียวกันบรรยากาศการซื้อขายยางในภาคอีสานและภาคเหนือมีความคึกคักมาก โดยมีพ่อค้ารายย่อยหน้าใหม่ ๆ ได้ตระเวนแย่งซื้อยางไปตุนเพื่อเก็งกำไรไว้ขายต่อในช่วงยางขาขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าราคาอาจทะลุถึง 100 บาท/กก.ในช่วงฤดูแล้งที่จะถึงนี้

สำหรับราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพาราอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 มกราคม ยางแผ่นดิบ 81.91 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 85.99 บาท/กก. ราคา FOB ทะลุ 92.20 บาท/กก. ส่วนราคาท้องถิ่นยางแผ่นดิบ 78.20 บาท/กก.น้ำยางสด ณ โรงงาน 73.00 บาท/กก.

กนร.เห็นชอบให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำที่จะหมดอายุในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์นี้จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

กนร.เห็นชอบขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและแรงงาน ในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่เป็นแรงงานคนเดิมออกไปอีกถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ โดยให้เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และสิ้นสุดการดำเนินการ ในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ และให้ใบอนุญาตทำงานหมดอายุในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เท่ากัน

นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า วันนี้ (๑๖ มกราคม ๒๕๖๐) ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม ศ. นิคม จันทรวิทุร ชั้น ๕ อาคารกระทรวงแรงงาน นั้น ที่ประชุมได้พิจารณาปัญหาการตรวจสัญชาติของแรงงานในกิจการประมงทะเลที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ และแรงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่ใบอนุญาตทำงาน

จะหมดอายุในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและแรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่เป็นแรงงานคนเดิมออกไปอีกถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เพื่อให้สอดคล้องกับการตรวจสัญชาติของประเทศต้นทาง ทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่อายุ ไม่เกิน ๑๘ ปี กรณีเกิน ๑๘ ปี อนุญาตให้ทำงานได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ไม่อนุญาตให้แรงงานที่อายุเกิน 55 ปีทำงาน โดยให้ดำเนินการ ณ สถานที่ตั้งของแต่ละหน่วยงาน หรือดำเนินการในลักษณะศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดย ๒๒ จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการตามความเหมาะสม สำหรับกรุงเทพมหานครให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบริหารจัดการ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และสิ้นสุดการดำเนินการในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ และให้ใบอนุญาตทำงานหมดอายุในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เท่ากัน เพื่อให้ดำเนินการตรวจสัญชาติให้แล้วเสร็จ สำหรับแรงงานที่ผ่านการตรวจสัญชาติให้ขอรับการตรวจลงตรา (Visa) และขออนุญาตทำงานโดยเร็ว

กรณีแรงงานประมงทะเลที่ไม่สามารถเข้าฝั่งได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าวดังกล่าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ๒๒ จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลภายในกำหนดก่อน และเมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้าฝั่งเมื่อใดให้ไปตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ รายงานตัว และขออนุญาตทำงานภายใน ๓๐ วัน สำหรับแรงงานในกลุ่มประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุก่อนวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ และได้รับอนุญาตให้เปลี่ยน/เพิ่มการทำงานในตำแหน่ง ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล และตำแหน่งผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาว เมียนมา อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตให้ทำงานได้ต่อไปจนถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ โดยให้ดำเนินการยื่นบัญชีรายชื่อ ตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ จัดทำทะเบียนประวัติ และขออนุญาตทำงานเช่นเดียวกับแรงงานในกลุ่มประมงทะเล และแรงงานในกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ

รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้สั่งการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามแนวทางที่คณะกรรมการเห็นชอบ โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.การขยายระยะเวลาการอยู่ในราชอาณาจักรและการทำงานของแรงงานในกิจการประมงทะเล และแรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นการดำเนินการกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ที่เคยทำงานในประเทศไทยให้ทำงานต่อไปได้ ไม่ใช่การเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรายใหม่ ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินคดีกับนายจ้าง ผู้นำพาแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างเคร่งครัด

3.ขอให้ประชาสัมพันธ์ สร้างความรับรู้ให้นายจ้างที่มีความต้องการแรงงานให้นำเข้าแรงงานย่างถูกกฎหมายตาม MOU ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดการควบคุมตรวจสอบ ห้องกันการหลอกลวงจากสาย นายหน้า และกำหนดอัตราค่าบริการจากบริษัทนำเข้าแรงงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนั้น ให้มีการจัดให้แรงงานต่างด้าวมีที่พักที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันและแก้ไขการถูกกล่าวหาว่ามีการละเลยต่อแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและอาจสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาการค้ามนุษย์

นางสังวาลย์ โพธิ์วัง บ้านหนองหลัก ตำบลหัวงัว fixcounter.com อำเภอสนม เผยว่า หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเข้าสู่หน้าหนาว ตามท้องทุ่งนา และป่าสาธารณะทั่วไปมีต้นสะเดา ช่วงนี้กำลังออกดอกเต็มต้นแต่ไม่ได้หาเก็บได้ง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน เพราะสะเดาบางต้นเจ้าของเขาก็หวง ต้องเดินลัดเลาะตามทุ่งนาหาต้นสะเดาที่เขาไม่หวงและไม่มีเจ้าของ ปีนขึ้นไปแล้วใช้ไม้สอย ต้องระวังฝูงมดแดงอีก หลังจากที่เก็บได้พอแล้วก็มาคัดแยกในส่วนที่ไม่ต้องการออก คือใบแก่ๆ จากนั้นก็จะทำเป็นมัดแล้วตัดแต่งให้เรียบร้อย สวยงาม แล้วส่งขายให้กับพ่อค้า แม่ค้า ที่เดินทางมารับซื้อในหมู่บ้าน เพื่อนำส่งต่อไปขายที่ตลาดไท มีพ่อค้า แม่ค้า มารอรับซื้อจากชาวบ้านที่เอามาขายให้

จะแพ็กใส่ถุงปุ๋ย ถุงละ 70 มัด ใส่น้ำแข็งใช้น้ำเทรดลงไปเพื่อจะไม่ให้ดอกสะเดาเหี่ยวเฉา หลังจากนั้นก็จะเย็บปากถุงแล้วขนลำเลียงขึ้นรถส่งให้กับพ่อค้าอีกต่อหนึ่ง ก่อนส่งต่อไปยังตลาดไท จังหวัดปทุมธานี แล้วกระจายขายไปทั่วประเทศต่อไป

ข่าวดีสำหรับผู้ส่งออกและเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ เร็ว ๆ นี้ ช่วงเดือนเมษายนจะสามารถส่งออกส้มโอพันธุ์ทองดีเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในการส่งออกไปญี่ปุ่นในอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 รวมไปถึงเพิ่มตลาดส่งออกเส้นทาง R3 ลาว-เวียดนาม-จีน และโดยเฉพาะ “ส้มโอเวียงแก่น” แหล่งปลูกแห่งเดียวที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป (EU) สร้างรายได้ให้ชุมชนปีละไม่ต่ำกว่าร้อยล้าน

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เร็ว ๆ นี้ไทยจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในการส่งออกส้มโอพันธุ์ทองดีในการส่งออกไปญี่ปุ่นโดยอัตราภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 ภายในเดือนเมษายน 2560 อันจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะขยายการส่งออกส้มโอสู่ต่างประเทศมากขึ้น ที่ผ่านมาญี่ปุ่นยังมีความต้องการส้มโออีกมากประกอบกับผู้บริโภคญี่ปุ่นมีกำลังซื้อสูง จึงนับว่าเป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ส่งออก ขณะเดียวกันตลาดส่งออกเวียดนามและลาวก็มีโอกาสและมีเเนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ตลาดจีนเเละฮ่องกงนั้นยังมีความต้องการนำเข้าส้มโอเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากชาวจีนเชื่อถือว่าส้มโอเป็นผลไม้มงคลสื่อถึงความสมบูรณ์พร้อม นิยมใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ ทุกเทศกาลโดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน

ส้มโอเป็นสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ขาวใหญ่ 60% และพันธุ์เซลเลอร์ 40% รวมพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 2,200,000 ผล เป็นแหล่งผลิตส้มโอที่ได้มาตรฐานทั้งจีเอพี (GAP) และจีเอ็มพี (GMP) และเป็นแหล่งปลูกเดียวที่สามารถส่งออกไปยังตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู (EU) ได้ตั้งแต่ปี 2552 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยปี 2559 นี้ ได้มีการส่งออกส้มโอเวียงแก่นไปยัง EU แล้ว ประมาณ 40,000 ผลสร้างรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท/ปี

เส้นทาง R3 เพิ่มช่องรุกตลาดจีน

ขณะนี้วิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นได้ส่งออกส้มโอไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และเวียดนามด้วย โดยเฉพาะจีนมีความต้องการนำเข้าค่อนข้างมากและมีโอกาสทางการตลาดสูง ซึ่งปีนี้คาดว่าจะส่งออกส้มโอเวียงแก่นไปจีนได้ถึง 140 ตู้คอนเทนเนอร์ (บรรจุตู้ละ 13,000-14,000 ผล) หรือประมาณ 1.82-1.96 ล้านผล โดยส่งออกผ่านเส้นทางสาย R3 จากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปลาวและเข้าสู่จีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ใช้ระยะเวลาขนส่งสินค้า 2-3 วัน สำหรับราคาส้มโอส่งออกเกรด A อยู่ที่กิโลกรัมละ 60-70 บาท ส่วนเกรดรองลงมาราคาประมาณ 30-50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา