ทรงเล็งเห็นความสำคัญของงานด้านอนุกรมวิธาน

คือการจัดจำแนกชนิดพันธุ์ของพืช อยากให้มีคนทำอย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาดห้วง เพราะคนรุ่นเก่าที่ทำงานด้านนี้เริ่มเกษียณอายุราชการ พระองค์ทรงอยากเห็นคนรุ่นใหม่สนใจงานด้านนี้ให้มากขึ้นเพราะมีความสำคัญต่อประเทศชาติทรงมีรับสั่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางส่งเสริมและสนับสนุนส่งคนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศให้มากขึ้นและกลับมาสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านนี้ต่อในประเทศไทยให้ดีเพราะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ดอยหัวหมดที่เป็นแหล่งค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยนั้น มีสภาพเป็นภูเขาหินปูน โล่งเตียนมีหญ้าขึ้นปกคลุม ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ขึ้น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเขาหัวโล้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหน่วยงานป่าไม้เข้ามาดำเนินโครงการปลูกป่าในพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิมในพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะของดอยหัวหมดได้

นอกจากถั่วเหลืองจะมีดีตรงที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทสแล้ว ยังช่วยลดไขมันในเลือด และชะลอความ “ภาวะไขมันในตับ” ที่อาจเรื้อรังจนเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดร.ฮง เฉิน นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ทดสอบนักเรียนชั้นประถม ตั้งแต่ 6-12 ขวบ โดยให้เด็กๆ เลือกทานสารพัดเมนูถั่วเหลือง ทั้ง นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ และซุปเต้าหู้ เป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ แล้วจึงตรวจร่างกาย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับปริมาณไขมันส่วนเกินก่อนการทดลอง จนพบว่า ลดระดับไขมันไตรกลีเซอ ไรด์ในเลือด ต้นเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด ระบบประสาทบกพร่อง และยังส่อแววช่วยลดไขมันสะสมในตับได้อีกต่างหาก

เพราะถั่วเหลืองมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลและไขมันตัวร้าย ก่อนที่หนูน้อยนักหม่ำจะป่วยออดๆ แอดๆ เพราะโรคอ้วน และอาการลงพุงในอนาคต นายสุดี มิตรยอดดอย อายุ 47 ปี ชาวเผ่ากะเหรี่ยง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 18 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ได้ถือรูปที่เคยเฝ้ารับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และห้อยเหรียญพระราชทานที่ได้รับตกทอดมาจากบิดาและมารดาไว้ที่คอ โดยมีอักษร “ภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙” และอีกด้านมีอักษร “เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา ชม 175114” กล่าวว่า ตอนที่ทราบข่าวว่าพระองค์สวรรคต ตนรู้สึกเสียใจมาก ชาวกะเหรี่ยงทุกคนก็เสียใจ และอยากเดินทางมาสักการะพระบรมศพ แต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ ได้แต่ไปแสดงความอาลัยที่ทางจังหวัดจัดพื้นที่ไว้ให้ ส่วนตนก็ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เพื่อจะมาสักการะพระบรมศพ เพราะเกรงว่าถ้าใส่ชุดชาวเขาที่มีสีแดงอาจจะไม่สุภาพ

นายสุดีกล่าวต่อว่า เมื่อประมาณปี 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาทอดพระเนตรแปลงปลูกผักที่หมู่บ้านตน ซึ่งตนได้เฝ้าฯ รับเสด็จด้วย ขณะนั้นตนอายุ 13 ปี เมื่อได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจและภูมิใจมาก ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าพูดอะไรบ้างและพระองค์รับสั่งอะไร เพราะตนยังพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่มีล่ามแปลให้ ตนรู้สึกได้ว่าพระองค์ไม่รังเกียจประชาชนเลย แม้กระทั่งพวกตนที่เป็นชาวเขา พระองค์ก็ยังมาให้ความช่วยเหลือ ทำให้หมู่บ้านพัฒนาขึ้นมาก โดยมีถนนสัญจรไปมาสะดวก

นายสุดี กล่าวอีกว่า เมื่อก่อนครอบครัวตนยากจนมาก ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย แต่พอได้ปลูกผักสลัดแก้วส่งโครงการหลวงก็ทำให้ตนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก เพราะมีรายได้แน่นอนและมั่นคง โดยเฉลี่ยเดือนละ 10,000-20,000 บาท ซึ่งตนได้ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดสรรพื้นที่ปลูกผักหลากหลาย ปลูกดอกไม้ และเลี้ยงไก่ไว้กินเอง รวมถึงสอนลูกหลานให้ดำเนินชีวิตตามรอยพระยุคลบาทด้วย

“ผมติดตามข่าวก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักมาตลอดและทรงเหนื่อยมามากแล้ว เพราะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือคนทุกที่ ด้วยพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อชาวเขาก็ทำให้พวกผมมีชีวิตที่ดีและอยู่อย่างเป็นสุข ผมได้อธิษฐานขอพระบารมีพระองค์ปกป้องคุ้มครองให้ประเทศไทยมีความสงบสุข” นายสุดีกล่าวด้วยความตื้นตันใจ

“ฉัตรชัย” เตรียมเสนอ ครม.ยืดอายุสินเชื่อเกษตรแปลงใหญ่จาก 1 ปีเป็น 3 ปี หวังดึงเกษตรกรเข้าร่วมโครงการให้มากที่สุด เพื่อรับมือกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้านนายกรัฐมนตรีบุกตรวจงานกระทรวงเกษตรฯ เน้นเรื่องการเชื่อมโยงในลักษณะบูรณาการกับทุกหน่วยงาน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปี 2560 จะเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องเกษตรแปลงใหญ่ และผลักดันเรื่องสินเชื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ทันในสัปดาห์นี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการให้มากที่สุด และช่วยเหลือชาวนาให้เร็วขึ้น โดยจะขอปรับปรุงเงื่อนไขอายุสินเชื่อตามโครงการนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล จากเดิมที่กระทรวงเกษตรฯเสนออนุมัติสินเชื่อไว้ครั้งที่ 1 เสนอตามแผนยุทธศาสตร์ข้าว วงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาทต่อแปลง ระยะเวลาชำระหนี้ 1 ปี ดอกเบี้ยที่เกษตรกรต้องชำระอัตรา 0.01% ต่อปี จะขอเปลี่ยนเป็นวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาทต่อแปลง อายุสินเชื่อ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อจูงใจเกษตรกรเข้าสนับสนุนเเละร่วมโครงการมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามาตรการดังกล่าวยังไม่จูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมกิจกรรมแปลงใหญ่ เพราะระยะเวลาในการชำระหนี้และคืนเงินต้นเร็วเกินไป

การเสนอให้ ครม.พิจารณาปรับปรุงอายุสินเชื่อเพื่อโครงการแปลงใหญ่นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาลในเรื่องยุทธศาสตร์ข้าว 20 ปีให้สามารถขับเคลื่อนเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ซึ่งเดิมกำหนดการที่กระทรวงเกษตรฯจะเสนอ ครม.คือวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ในรายละเอียดเงื่อนไขนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรยังไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ เเละที่สำคัญคือต้องการปรับเงื่อนไขเพื่อเพิ่มวงเงินและกรอบระยะเวลาซึ่งจะเพิ่มไปอีก 5-10 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ในที่ประชุม ครม.ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้หลักการในการวางกลยุทธ์และนโยบายว่า ให้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ โดยให้เอาประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง อย่าให้งบประมาณมาปิดกั้นการพัฒนาและยกระดับราคาสินค้าเกษตร ต้องเดินหน้าในงบประมาณที่มีอยู่ให้เต็มที่ไปก่อน หากมีโครงการที่ดีมีประโยชน์แล้วงบประมาณไม่พอค่อยของบฯกลางปีเพิ่ม ซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนงบประมาณเพื่องานของเกษตรกรเต็มที่ อาทิ เรื่องปรับเกษตรกรโดยใช้เครื่องจักรกล เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีเครื่องมือที่จะเสริมเพิ่มเติม ทำให้เกษตรกรมีช่องทางการผลิตและตลาดมากขึ้น พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาติดตามงานกระทรวงเกษตรฯ ในภารกิจที่เชื่อมโยงในลักษณะบูรณาการกับทุกหน่วยงาน พร้อมกับให้นโยบายเพิ่มเติมในการที่ต้องดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ที่แบ่งเป็น 7 ยุทธศาสตร์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานตาม 7 ยุทธศาสตร์หลักแล้ว เช่น เรื่องของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

รวมถึงการปฏิรูปการเกษตรเพื่อไปสู่เป้าหมาย การเป็นเกษตรดิจิทัล ตามวิสัยทัศน์ของประเทศ การเป็น Thailand 4.0 ที่ต้องนำความรู้ด้านต่าง ๆ มาพัฒนาสร้างเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farmer และเน้นย้ำต้องวางกรอบและประเมินผลทุก ๆ 5 ปี ผ่านความร่วมมือในลักษณะประชารัฐ และทุกแผนงานต้องสอดคล้องกับการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความเชื่อมั่นในการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมย้ำว่าขณะนี้รัฐบาลได้แก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในทุกด้าน โดยเฉพาะการวางแนวทางในระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร แต่บางครั้งอาจต้องใช้เวลาบ้างก็เป็นสิ่งที่ต้องขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำความเข้าใจ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวย้ำด้วยว่า การที่ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่การเป็น 4.0 นั้นจะทำให้ทุกภาคส่วนมีการพัฒนาในลักษณะที่เป็นห่วงโซ่เชื่อมโยงกัน และที่สุดประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากรายได้ประเทศที่สูงขึ้น โดยสิ่งที่ต้องร่วมมือกันคือการสร้างเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนและภาคธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นต่อประเทศ

นายสุเมธ ท่านเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยถึงที่มาของโครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่งานอาชีพ โดยการจัดทำหลักสูตรงานอาชีพในอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ว่า มหาวิทยาลัยพยายามหาอาชีพอื่นเข้ามาทดแทนการปลูกข้าวโพดแบบยั่งยืน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่การพัฒนาด้านการศึกษาและพัฒนาอาชีพให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องจากจังหวัดน่านเป็นพื้นที่ภูเขาสูงติดชายแดน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่มากกว่า 10 ชนเผ่า เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มาจากครอบครัวที่พ่อและแม่พูดภาษาไทยไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออก ฐานะยากจน ถูกเลี้ยงมาในสังคมปิดและใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง จึงต้องการฝึกให้มีทักษะไปประกอบอาชีพสร้างรายได้โดยไม่ทิ้งถิ่นฐานที่อยู่

นายสุเมธ กล่าวต่อไปว่า มจธ. จึงสนับสนุนให้โรงเรียนที่อยู่บนดอย จัดทำหลักสูตรงานอาชีพ 1 โรงเรียน 1 อาชีพ (อย่างน้อย) เพื่อสนับสนุนการศึกษาสู่การมีงานทำ โดย มจธ. จับมือกับวิทยาลัยบการอาชีพปัว สนับสนุนให้โรงเรียนในเครือข่ายดรุณสิกขา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอบ่อเกลือ รวม 7 แห่ง เข้าร่วมจัดทำหลักสูตรงานอาชีพขึ้นในโรงเรียน เพื่อเด็กที่จบสายสามัญหรือชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแต่ไม่มีโอกาสเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาจะได้นำทักษะความรู้พื้นฐานอาชีพที่เรียนไปทำงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะอาชีพช่างด้านต่างๆ อาทิ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ฯลฯ โดยนักเรียนที่เรียนจบจากหลักสูตรทวิศึกษานี้จะได้รับประกาศนียบัตร 2 ใบ ทั้งใบสำเร็จการศึกษาวุฒิ ม.6 และใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งจะสามารถนำไปสมัครงานได้

โครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่งานอาชีพจัดกระบวนการบ่มเพาะ สนับสนุน พัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ภายใต้แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งนี้ โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงหลักสูตรสำหรับจัดการเรียนรู้งานอาชีพเดิมของแต่ละโรงเรียน และเพื่อสร้างหลักสูตรสำหรับการจัดการเรียนรู้อาชีพที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยการดำเนินงานใน 2 อำเภอของจังหวัดน่าน ครั้งนี้วิทยาลัยการอาชีพปัว จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนทั้ง 7 แห่ง

นายพงษ์ศักดิ์ ศรีวรกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู กล่าวว่า ได้ร่วมกับ นายมงกุฎ จำนงค์นิต กรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู พ.อ. ธนาวีร์ วิชาชัย รอง ผบ.กกล.รส.จังหวัดหนองบัวลำภู คณะกรรมการโครงการศึกษาวิจัยการเลี้ยงควายไทยแบบประณีต และกลุ่มอนุรักษ์ควายไทยจังหวัดหนองบัวลำภู แถลงข่าวการเปิดศูนย์อนุรักษ์ควายไทยหนองบัวลำภู ตามโครงการศึกษาวิจัยการเลี้ยงควายไทยแบบประณีต เพื่อการอนุรักษ์สืบสานจังหวัดหนองบัวลำภู กิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อหลวง” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และอนุรักษ์ควายไทยไว้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของประชาชนไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากจังหวัดหนองบัวลำภู

“จากข้อมูลของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหนองบัวลำภู พบว่า ปี 2553 มีควาย 7,360 ตัว ต่อมาปี 2558 ลดลงเหลือ 4,050 ตัว มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ วิทยาลัยชุมชนจึงมีแนวคิดอนุรักษ์ควายไทย โดยตั้งศูนย์อนุรักษ์ควายไทยสวยงามขึ้น เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสานให้เยาวชนและประชาชนร่วมอนุรักษ์ควายไม่ให้สูญพันธุ์ ขณะนี้กองทุนเพื่อการอนุรักษ์ควายไทยหนองบัวลำภูได้รับทุนจาก นายวิทวัส วธานิโยบล ประธานกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู 200,000 บาท เพื่อตั้งกองทุนหรือมูลนิธิ มีควายในโครงการเริ่มต้น 3 ตัว พร้อมเปิดรับบริจาคควาย หรือทุนทรัพย์จากประชาชนผู้มีจิตอันเป็นกุศล”

“เงิน 100 บาท” ในมือชาวนา มลายหาย…ไปไหน ?

โค้งท้ายปีอีก 45 วันก็จะข้ามไปสู่ศักราชใหม่อีกครั้ง วัน-เวลาไม่คอยใครจริง ๆ จึงมีความจำเป็นต้องวางแผนการใช้ชีวิตในปีหน้า หรือปีถัด ๆ ไปไว้ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินการทอง รายรับ-รายจ่าย การก่อหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่บางครั้งเราเองก็ละเลย แกล้งลืม ๆ หรือชั่ววูบใช้เงินไปตามประสาความอยากมี อยากเป็น อยากได้ แต่ตอนนี้คงต้องกลับมาขันนอตตัวเองอีกครั้ง

เพราะสถานการณ์ในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ สังคมโลกก็พลิกผันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการส่งออกที่เคยเป็นเสาหลักในการสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศก็ยังอยู่ในภาวะริบหรี่

ตอนนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักทั้งการบริโภค การลงทุนภาครัฐที่วาดหวังว่าจะมาเป็นหัวหอกกระชากการลงทุนให้เกิดการจ้างงานแทนภาคเอกชน จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในประเทศก็ยังไม่มีพลังพอ เพราะเมกะโปรเจ็กต์หลายโครงการยังไม่เกิดขึ้นจริง

แม้จะมีภาคบริการมาพยุงรายได้บ้าง แต่ขณะนี้การท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ก็ซบเซาหนัก หลังจากใช้มาตรการหักดิบจัดการทัวร์ศูนย์เหรียญ นักท่องเที่ยวจีนลดวูบในหัวเมืองหลัก

เมื่อเหลียวหลังมาดูภาคเกษตรอันเป็นพื้นฐานของประเทศ ราคาตกต่ำมากทุกชนิดทั้ง ๆ ที่เป็นแหล่งอาหารของคนทั้งประเทศและของโลก

หากเทียบราคากันเป็นกิโล ข้าวเปลือกหอมมะลิ กิโลกรัมละ 8-10 บาท มันสำปะหลัง (หัวสด) กิโลกรัมละ 1 บาทเศษ ราคาตกต่ำในรอบ 20 ปี ข้าวโพด 3.50 บาท/กก. ยางพาราราคาดิ่งมา 3 ปี ตอนนี้ยางก้อนถ้วยไต่ระดับจาก 20 กว่าบาทขึ้นมาอยู่ที่ 29-30 บาท/กก. น้ำยางสด 50 กว่าบาท/กก. ยางแผ่นรมควัน 58-60 บาท/กก.

วันนี้ก็ถือว่ายางพาราสามารถทำเงินเป็นก้อนมาจุนเจือครอบครัวได้มากกว่าพืชชนิดอื่น และยังมีเวลากรีดทำเงินต่อเนื่องนาน 8-9 เดือน ถ้าปลูกข้าว ข้าวโพด หรือมันสำปะหลังใช้เวลาเป็นปีและได้ผลผลิตแค่ครั้งเดียว

ปีใดฝนฟ้าดี น้ำไม่ท่วมไม่แล้ง เกษตรกรก็โชคดีไป ปีนี้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยดี แต่ก็โชคร้ายมาเจอปัญหาราคาตกต่ำ แถมมีฝนตกลงมาทำให้ข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยวจมน้ำอีก ชาวนารับความเสี่ยงเต็มร้อยทุกด้าน ความยืดหยุ่นในการผลิตภาคเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย มีปัจจัยที่คุมไม่ได้เยอะแยะไปหมด และต้องใช้เวลาเพาะปลูกนานแรมปี ซึ่งแตกต่างจากภาคอุตสาหกรรม

มโนแบบสุดขั้วไปว่า หากเราตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งแล้วไม่มีชาวนา ไม่มีคนปลูกข้าวให้เรากินเลย เมืองไทยจะเป็นอย่างไร

มานั่งไล่เรียงดู ไม่ใช่แค่ว่าอาชีพชาวนาจะหายไป ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องตลอดซัพพลายเชน และหน่วยงานรัฐบางแห่งก็คงต้องยุติบทบาทไป เช่น 1.ชาวนา 2.แลนด์ลอร์ด หรือเจ้าของที่นา 3.ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ 4.ผู้ค้าปุ๋ย 5.ผู้ค้ายาฆ่าหญ้า/แมลงศัตรูพืช 6.รถไถนา 7.รถเกี่ยวข้าว/นวดข้าว 8.โรงสี 9.ผู้ส่งออกข้าว 10.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรกร 11.กรมชลประทาน 12.อุตสาหกรรมแปรรูปข้าว เป็นต้น

โจทย์อีกข้อก็คือ ถ้าเราไม่เป็นชาวนาแล้วเราจะเป็นอะไร เพราะส่วนใหญ่คนทำนาก็มีอายุเลย 50 ปีไปแล้วทั้งนั้น และกำลังก้าวเข้าสู่โหมดของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มใหญ่ของประเทศ

ชาวนาบางส่วนที่ปรับมาใช้ชีวิตแบบพอกินพอใช้ แต่ก็ต้องห้ามเจ็บไข้หามส่งโรงพยาบาล เพราะเงินค่าหมอ ค่ารักษาสูงลิบลิ่ว สวนทางกับเงินออมของผู้คนในเจเนอเรชั่นนี้

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่เพียงแต่ชาวนาที่ต้องคิดทำสิ่งใหม่ บรรดามนุษย์เงินเดือน คนในเมือง สถาบันการศึกษา ผู้มีโอกาสในสังคม ล้วนต้องปรับตัวและให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วคนเราจะรวยอยู่คนเดียวไม่ได้

“เงิน 100 บาท” ที่ชาวนาได้รับจากการขายข้าว หรืองบประมาณจากรัฐ เกือบร้อยทั้งร้อยมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าเงิน 100 บาทแน่นอน เพราะมีต้นทุนคงที่ในชีวิต (Fix Cost) มากอยู่แล้ว เมื่อมีรายได้มาอันดับแรกก็ต้องนำเงินไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. ใช้หนี้เงินนอกระบบ จ่ายค่าเล่าเรียนบุตรหลาน จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าเกี่ยวข้าว ค่าปุ๋ย รวมทั้งเอาไปซื้อกับข้าว หมู ไข่ ไก่ ของใช้ในบ้าน และจ่ายค่ามือถือ ผ่อนงวดรถ

ฉะนั้นเงิน 100 บาทไม่ได้แช่อยู่ในมือเกษตรกรนานหรอก เพราะจะหมุนเปลี่ยนมือไปอย่างรวดเร็วไปสู่เจ้าหนี้ ไปสู่เจ้ามือหวยไปสู่มือผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าระดับต้น ๆ ของประเทศนั่นเอง

เกษตรกรหรือคนฐานราก ก็เป็นแค่ทางผ่านของเงิน มีน้อยคนนักที่จะสามารถเก็บออมไว้ใช้ในอนาคตบ้าง

วันนี้ความมั่งคั่งก็ยังคงกระจุกอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นยอดพีระมิดเช่นเดิม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แม่แจ่ม เชียงใหม่ 1 แสนตันเคว้ง ทุนใหญ่ไม่รับซื้อ เหตุพื้นที่ปลูกมากกว่า 95% ไม่มีเอกสารสิทธิ เผยมีใบ สทก.ให้สิทธิทำกินในป่าสงวนฯไม่ถึง 5,000 ไร่ เกษตรกรจำใจขายขาดทุนยับ 4.50 บาท/กก. วอนรัฐบาลช่วยเหลือด้านตลาด พร้อมยอมปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดใหม่ที่มีตลาดรองรับแน่นอน ชี้เศรษฐกิจแม่แจ่มตกต่ำสุดในรอบ 20 ปี

นายอุทัย บุญเทียม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดเชียงใหม่ในฤดูกาลผลิตปี 2559 ถือว่าประสบปัญหาหนักมาก โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากผลผลิตในปีนี้ประมาณ 100,000 ตัน ยังไม่มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน และมีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันเกษตรกรได้เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตไปบ้างแล้วราว 20% โดยขายผ่านพ่อค้าคนกลางที่มีตลาดรับซื้อเป็นกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่และเลี้ยงสุกรในพื้นที่เชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งเกษตรกรจำใจขายและจำเป็นต้องขายในภาวะขาดทุน ขณะที่ผลผลิตที่ยังรอการเก็บเกี่ยวนับจากนี้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์อีกกว่า 70-80% ยังไม่มั่นใจว่าจะมีตลาดรับซื้อหรือไม่

สำหรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2559 คาดว่าจะมีปริมาณมากเกือบ 2 แสนตัน โดยเป็นผลผลิตของอำเภอแม่แจ่มราว 1 แสนตัน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดราว 120,000 ไร่ โดยปีนี้บริษัทผู้รับซื้อรายใหญ่ประกาศว่าจะไม่รับซื้อผลผลิตข้าวโพดที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่จะรับซื้อเฉพาะพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ปลูกข้าวโพดของอำเภอแม่แจ่มกว่า 95% ไม่มีเอกสารสิทธิ

แม่แจ่มมีใบ สทก. 5 พันไร่ นายอุทัยกล่าวว่า พื้นที่เอกสารสิทธิที่ออกโดยกรมที่ดินในอำเภอแม่แจ่มมีราว 20,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นโฉนด และ น.ส.3 ก. ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยราว 40% และเป็นพื้นที่การเกษตร 60% ส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปีและพืชอื่น ๆ ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวโพดของอำเภอแม่แจ่มมีราว 120,000 ไร่จะปลูกในป่าสงวนแห่งชาติเกือบทั้งหมด และคาดว่าเป็นพื้นที่ที่มีใบ สทก.(สิทธิทำกิน) ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เป็นพื้นที่ทำกินในเขตป่าสงวนฯ ไม่ถึง 5,000 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 115,000 ไร่ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ เลย จึงยังไม่มีตลาดรองรับ

ทั้งนี้ ประชากรในอำเภอแม่แจ่มมีจำนวน 60,000 คน หรือราว 12,000 ครัวเรือน ซึ่งจำนวนกว่า 8,000 ครัวเรือนมีอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะตำบลบ้านทัพ และตำบลปางหินฝน 95-99% ไม่มีทั้งเอกสารสิทธิพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย

นายอุทัยกล่าวว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (สีเป็นเม็ดแล้ว) ในอำเภอแม่แจ่มระดับความชื้น 20-25% อยู่ที่ 4.50 บาท/กิโลกรัม ความชื้น 28-29% ราคา 3.85 บาท/กิโลกรัมขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 8.25 บาท เกษตรกรขาดทุน 3.75 บาท แต่จำเป็นต้องขายขาดทุน ส่วนผลผลิตที่ยังรอการเก็บเกี่ยวก็ไม่มีตลาดรองรับ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในภาคเหนืออยู่ในภาวะสิ้นหวัง และต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเรื่องการตลาด

“การเปิดให้มีการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ปลูกข้าวโพดทุกราย หากรัฐบาลต้องการให้เลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ควรมีพืชชนิดอื่นที่มีตลาดรองรับมาทดแทน เพราะเกษตรกรก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิจของอำเภอแม่แจ่มตกต่ำมากในรอบ 20 ปี”

“มหาภูมิพล” มิ่งขวัญชาวนา พระบิดาแห่งงานวิจัยและพัฒนาข้าวไทย

ตลอดเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญต่อการทำนาปลูกข้าว อาชีพหลักและอาหารหลักของคนไทย ขณะเดียวกันก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งส่งเสริมพัฒนาและแก้ปัญหาด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนา ก่อให้เกิดโครงการเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาข้าว ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้ชาวนาไทยในแหล่งปลูกข้าวหลักทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ที่ทรงก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2504 ด้วยทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยมุ่งเน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับนาข้าวทดลอง สวนจิตรลดา โรงสีข้าวตัวอย่าง โรงบดแกลบ ธนาคารข้าว ธนาคารโค-กระบือ ซึ่งใช้เป็นที่ศึกษาทดสอบพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการทำงาน การปลูกพืชหมุนเวียนในนาข้าว รวมทั้งโครงการพระราชดำริฝนหลวง อ่าง-เขื่อนกักเก็บน้ำ ฝ่ายชะลอน้ำ ฯลฯ คือรูปธรรมที่ชัดเจนของพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการวิจัย ทดลองในลักษณะปฏิบัติจริง จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทั่วโลกว่า ทรงเป็น “กษัตริย์เกษตร” และ “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” มุ่งมั่นทุ่มเทกำลังพระวรกายพัฒนาเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ทรงให้ความสำคัญต่ออาชีพการทำนาและปัญหาขาดแคลนข้าวในถิ่นทุรกันดารเพื่อให้ปวงชนชาวไทยอยู่ดีกินดี

ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัส “ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง ทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากอยู่มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่าง ๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน ……” (พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อ พ.ค. 2504)

ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลด้านการศึกษา sportboard.net วิเคราะห์ วิจัย ทดลอง อนุรักษ์ ส่งเสริม รวมทั้งเพิ่มมูลค่าข้าว เชื่อมโยงทั้งด้านการผลิต แปรรูป การตลาด นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงภารกิจในการสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการส่งเสริมพัฒนาการทำนาปลูกข้าว

พระบิดาแห่งการวิจัยพัฒนา

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนาด้านข้าวของประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำนุบำรุงการเพาะปลูกข้าวและพัฒนาข้าวของไทยให้มีคุณภาพ โดยให้มีการขุดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านชลประทานที่ใช้ในการปลูกข้าวของชาวนา และจัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวจากทุ่งหลวง ซึ่งอยู่ใน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต่อมาในปี 2459 ได้มีการก่อตั้งหน่วยงานวิจัยด้านข้าวขึ้นเป็นแห่งแรก คือ “นาทดลองคลองรังสิต” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการปฏิรูปข้าวไทย

ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงสนพระทัยงานด้านวิจัยและพัฒนาข้าวไทยมาโดยตลอด มีการส่งเสริมสนับสนุนข้าวไทย จนเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก

เห็นได้จากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ได้น้อมเกล้าฯถวายเหรียญทอง “International Rice Award” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้แด่พระองค์

นอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็น “พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย”

และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ในส่วนของกรมการข้าว นอกจากจะปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่ รวมทั้งงานสำคัญ ๆ ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรฯและรัฐบาลแล้ว ที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการสานต่อพระราชปณิธานในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว และส่งเสริมพัฒนาข้าวครบวงจร

“ไม่มีอาชีพใดสำคัญกว่าปลูกข้าว”

จริง ๆ แล้วเรื่องข้าวถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของไทย ตั้งแต่วันที่พระองค์ท่านทรงขึ้นครองราชย์ได้เสด็จเยี่ยมพสกนิกรถิ่นทุรกันดาร และพสกนิกรของพระองค์ท่านส่วนใหญ่นั้นคือชาวนา

ดังนั้นพระองค์ท่านได้ให้ความสำคัญกับเรื่องข้าว ได้ทุ่มเทพระวรกาย สร้างแหล่งทดลองวิจัยพันธุ์ข้าว คือ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ก่อตั้งขึ้นในปี 2504 ด้วยทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ มุ่งเน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ให้พึ่งพาตนเองได้

มีนาข้าวทดลองเพื่อใช้เป็นที่ศึกษาทดสอบพันธุ์ข้าว การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและถั่วพันธุ์ดี ซึ่งกรมการข้าวได้สนองงานของพระองค์ท่านมาตลอด

โดยแปลงนาแห่งนี้พระองค์ท่านได้ทรงไถนาเอง หว่านข้าวเอง และทรงเก็บเกี่ยวเอง และได้รวบรวมพันธุ์ข้าวต่าง ๆ นำไปปลูกทดลอง ตอนหลังได้ใช้แปลงทดลองในสวนจิตรลดาทำพันธุ์ข้าวพระราชทาน ใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พันธุ์ข้าวมงคลที่ใช้ในพิธีแรกนาขวัญ รวมไปถึงหลาย ๆ ศูนย์ศึกษาพัฒนา