ทะยอยปลูกหมุนเวียน 12 ไร่คุณบุญส่งเล่าว่า พื้นที่ปลูกสับปะรด

ลาดเทเล็กน้อย ก่อนปลูกไถพรวน แล้วปลูกสับปะรดด้วยหน่อ พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ 7,500 ต้น ที่มาของต้นพันธุ์นั้น คุณบุญส่งสะสมมานาน ปลูกครั้งแรกไม่กี่ต้น จากนั้นขยายเพิ่มขึ้น หากมีการซื้อขายกัน หน่อสับปะรดเพชรบุรี 1 ตกหน่อละ 10-15 บาท เป็นหน่อขนาดใหญ่ คุณภาพดี เมื่อนำลงปลูก ให้ผลผลิตตามระยะเวลาที่ต้องการ สนนราคาหน่อพันธุ์ หากมีการซื้อขายกันมากๆ ราคาก็มีการขยับได้

อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรบอกว่า ตนเองปลูกสับปะรด 12 ไร่ ทั้งนี้เพื่อให้มีผลผลิตทยอยเก็บเดือนละ 1 ไร่ ในทางปฏิบัติ อาจจะปลูกพร้อมกันครั้งละ 3 ไร่ แต่ระยะเวลาที่กำหนดได้คือการหยอดแก๊สที่ยอด จะหยอดเดือนละ 1 ไร่

ผลผลิตของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 เฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัมต่อผล นั่นหมายถึง จำนวนต้นที่ปลูก 7,500 ต้น คิดผลละ 1.5 กิโลกรัม จะได้ผลผลิตต่อไร่ 11,250 กิโลกรัม หรือ 11 ตันเศษๆ แต่คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองคัดผลผลิตที่มีคุณภาพ จะได้ของดีจริงๆ ออกวางขายในตลาด 5,000 กิโลกรัม หรือ 5 ตันต่อไร่ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภค ได้บริโภคของดี จะได้มีทัศนคติที่ดีต่อสับปะรดพันธุ์นี้และพันธุ์อื่นๆ

“สับปะรดส่งโรงงาน ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ 4 ปี ของผมนี่ ปลูกเก็บผลผลิตครั้งเดียว รื้อปลูกใหม่ เพราะจะควบคุมคุณภาพได้ ความหวานของสับปะรดที่ปลูก อยู่ที่ 15-17 บริกซ์” คุณบุญส่งบอก

ดูแลทั่วถึง ใช้ปัจจัยการผลิตเท่าที่จำเป็น
หลังปลูก หากไม่ใช่ช่วงฝน คุณบุญส่งจะให้น้ำกับสับปะรดโดยระบบสปริงเกลอร์ ด้วยเหตุนี้ หลังปลูกไป 1 เดือน สับปะรดจะรากเดินอย่างรวดเร็ว เจ้าของจึงใส่ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ให้ที่โคนต้น จำนวน 30 กิโลกรัมต่อไร่

เมื่อสับปะรดอายุได้ 4 เดือน ใส่ปุ๋ยที่โคนต้น สูตร 15-5-20 จำนวน 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงนี้ดูใบสับปะรดประกอบ หากงามมากๆ ก็อาจจะใส่ให้แค่ 30 กิโลกรัมต่อไร่

พอถึงเดือนที่ 6 เจ้าของฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 46-0-0 บวกกับสูตร 0-0-60 เพื่อเตรียมตัวบังคับให้ออกดอก

เดือนที่ 7 เจ้าของหยอดแก๊สแคลเซี่ยมคาร์ไบน์ให้ที่ยอด ต้นละ 2 หยิบมือเล็กๆ คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองถนัดแบบนี้ ซึ่งแก๊สแคลเซี่ยมคาร์ไบน์ มีขายกิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่อื่น อาจจะใช้อเทธิฟอนฉีดพ่นให้

ก่อนหยอดแก๊ส ที่ยอดสับปะรดควรมีน้ำขัง หากไม่ใช่ช่วงฝน เจ้าของจะให้น้ำระบบสปริงเกลอร์

หลังจากหยอดแก๊สได้ 45 วัน สับปะรดก็จะมีดอกและผลสีแดงแทงออกมาที่ยอด

หลังออกดอกราว 4 เดือนครึ่ง คุณบุญส่งบอกว่า สามารถเก็บผลผลิตได้ “ให้สังเกตเมื่อดอกสีม่วงของสับปะรดโรย ฉีดพ่นปุ๋ยสูตร 10-20-30 บวกกับปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองให้ ต่อมากอีก 1 เดือน ฉีดพ่นสูตรเดียวกันนี้อีกครั้งหนึ่งก็เก็บผลผลิตได้ การให้ปุ๋ยทางใบประหยัดกว่าให้ปุ๋ยเม็ดทางดินเสียอีก ต้นไม้รับได้ง่าย”

คุณบุญส่งบอก เละเล่าอีกว่า

“ปุ๋ยให้ 5 ครั้ง ทางดิน 2 ครั้ง ฉีดพ่นให้อีก 3 ครั้ง ศัตรูอย่างอื่น วัชพืชหมั่นดูแล ถากถางบ้าง ใช้สารกำจัดวัชพืชบ้าง แมลงมีเพลี้ยแป้ง ผมใช้น้ำส้มควันไม้ได้ผลดี โรคเน่าไม่เจอ ของผมพื้นที่ค่อนข้างลาดชัน ปัจจัยการผลิตใช้เท่าที่จำเป็น อะไรที่ทำได้ก็ทำ ไม่ต้องจ้างเขา”

อยู่ห่างกรุงเทพฯ 120 กิโลเมตร แวะเวียนไปปรึกษาหารือได้

คุณบุญส่งบอกว่า ผลผลิตที่มีอยู่ ตนเองได้นำออกจำหน่ายตามรีสอร์ทต่างๆ ตามร้านขายกาแฟ รวมทั้งร้านขายผลไม้ที่รู้จักกัน

ราคาขายนั้น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรบอกว่า เขาตั้งไว้ค่อนข้างชัดเจนและคงที่ โดยแบ่งเป็น 2 แบบด้วยกัน

แบบแรกขายให้คนที่ซื้อไปกินโดยตรง

แบบที่สอง ขายให้กับผู้ค้า เพื่อนำไปขายต่ออีกทีหนึ่ง

ราคาทั้งสองแบบ มิตรภาพมากๆ ส่วนจะเท่าไหร่นั้นต้องคุยกับคุณบุญส่ง

สำหรับผู้ที่อยากจะไปติดต่อเพื่อซื้อขาย ให้คุณบุญส่งผลิตให้โดยตรง จำนวนเท่านั้นเท่านี้ เจ้าของบอกว่ายินดีจะพูดคุยด้วย ไร่ส่งตะวัน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 120 กิโลเมตร คุณบุญส่งแนะนำว่า แถบนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เช่นน้ำตก ตลาดน้ำ และที่พิเศษสุดนั้น ที่นั่นมีน้ำพุร้อน องค์กรในท้องถิ่น จัดที่ให้อาบน้ำแร่สะอาดเป็นสัดส่วน

ใครที่ไปหนองหญ้าปล้อง แล้วจะต่อไปยังแก่งกระจานก็ใกล้มาก หรือจะออกไปสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ก็ใช้เวลาไม่นาน คำพูดเหล่านี้หญิงแกร่งคนนี้ ไม่เคยลืม แต่ ณ ปัจจุบัน คำพูดสบประมาทเหล่านี้ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง หากคนเรามุ่งมั่น และมีแบบแผน อย่างไรแล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

คุณธวัลรัตน์ คำกลาง เกษตรกรดีเด่น ปี 2561 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หญิงผู้รักต้นไม้ รักป่า ชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงความเป็นมาของสวนป่าว่า แรกเริ่มพื้นที่ตรงนี้พ่อกับแม่อพยพมาจากอำเภอสูงเนิน แล้วมาได้งานเฝ้าสวนที่ตำบลวังกะทะ แต่เวลาผ่านไปเจ้าของที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจึงเอ่ยปากขายที่ให้กับพ่อแม่ของตน พ่อกับแม่จึงตกลงซื้อ แต่ตอนนั้นซื้อแบบเงินผ่อน โดยมีพ่อแม่และพี่น้องช่วยกันผ่อน ที่ดินจำนวน 100 ไร่ และเมื่อตนมีครอบครัวพ่อแม่ก็แบ่งสันปันส่วนที่ให้กับเราและพี่น้องอีก 6 คน คุณธวัลรัตน์ ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมา 24 ไร่ เพื่อนำมาปลูกป่าที่ตนเองรักและสร้างครอบครัวต่อไป

แรกเริ่มปลูกสวนป่า
เพราะความชอบไม่ได้คิดอะไร
คุณธวัลรัตน์ เป็นคนชอบป่า ชอบสีเขียว ชอบความสงบของป่า อยู่แล้วตั้งแต่แรก ดังนั้น เมื่อมีพื้นที่จึงไม่ลังเลที่จะปลูก ปลูกอะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียว ปลูกแบบไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดถึงกำไรขาดทุน เริ่มจากการปลูกสวนป่ากับสามี คือ คุณชัชนรินทร์ อ่อนราษฎร์ ช่วยกันทำสองคน เริ่มจากเงินทุนน้อย อะไรที่ได้มาฟรีก็นำมาปลูกก่อนเลย ไปขอจากกรมป่าไม้บ้าง หรือหาซื้อไม้หอมราคาถูกมาปลูก เริ่มปลูกสะสมมาเรื่อยๆ เมื่อทำจนลงตัว ตนทั้งคู่จึงค่อยเริ่มแบ่งงานกันชัดเจนขึ้น คือเรามีลูกสองคน เราเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก ขายของ สามีทำสวน ถ้าว่างเราก็ไปช่วยสามีทำ

ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
ทำน้อย แต่ได้มาก
ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง พูดง่ายๆ คือ

ประโยชน์ที่ 1 คือ สามารถกินได้ ประโยชน์ที่ 4 คือ การช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ สังเกตได้ง่ายๆ จากตอนเริ่มมาอยู่ใหม่ตรงนี้ยังไม่มีลำธาร ไม่มีน้ำ แต่พอป่าอุดมสมบูรณ์ลำธารก็เกิดขึ้นมาเอง

“คำว่า ‘สวนป่า’ คือเน้นความหลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบดิน ตอนที่เริ่มมาอยู่ใหม่ๆ คือดินไม่มีคุณภาพ เป็นดินที่เสีย มีแต่หิน เราต้องปลูกป่า ปลูกต้นไม้ยืนต้น หยุดการไถ ต้องเริ่มปลูกป่าเน้นระบบนิเวศมากที่สุด คือ

1. ปลูกแบบไม่เป็นแถวเป็นแนวเพื่อป้องกันดินชะล้าง

2. ต้นไม้แต่ละชนิดจะไม่ซ้ำประเภทกัน ปลูกสลับกันไป ต้องมีไม้โตเร็ว โตช้า ทรงพุ่ม สลับกันไป และต้องมีไม้รุ่นที่สองคือไม้เรี่ยดิน”

เจ้าของบอกและเล่าต่ออีกว่า

“โดยที่สวนป่าของเราปลูกไม้มากกว่า 200 ชนิด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ไม้โตเร็ว
2. ไม้โตปานกลาง
3. ไม้โตช้า ย่อยออกมาเป็นไม้กินได้ ไม้ใช้งาน และไม้เศรษฐกิจ แยกออกมาเป็น 2 ชนิด คือ

ชนิดที่ 1 ไม้ต้นทุน คือไม้ที่ลงแรงปลูกหรือไม้ที่ต้องใช้งบประมาณ

ชนิดที่ 2 ไม้กำไร คือไม้ที่โตขึ้นมาเองจากการทิ้งเมล็ดจากไม้อื่นๆ ถือเป็นไม้พลังงาน ทำถ่าน ทำฟืน สร้างบ้าน ซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน เริ่มต้นที่

ไม้โตช้า ตะเคียนทอง มะค่าโมง ลำดวน พะยูง ชิงชัน

ไม้โตปานกลาง สัก ประดู่ ยางนา คือไม้ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป

ไม้โตเร็ว ขี้เหล็ก สะเดา ตะกู กระถินเทพา กระถินณรงค์

ไม้กินผล ขนุน มะม่วง ลำไย สะตอ ชมพู่ ละมุด เหลียง มะนาว มะกรูด มะพร้าว กล้วย มะละกอ ลูกเนียง ส้มโอ มะเฟือง ขนุน น้อยหน่า

ไม้พลังงาน ไผ่หวาน ไผ่บง ไผ่กิมซุ่ง ไผ่เลี้ยง กระถิน ตัดไปทำฟืน หรือสร้างบ้าน” การนำไม้ที่ปลูกมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้
ต้องบอกก่อนเลยว่า ไม้ที่สวนป่าของคุณธวัลรัตน์ ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น เน้นธรรมชาติ และทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยการเก็บเศษใบไม้ที่ร่วงมารวมกัน แล้วหมักมาใช้ประโยชน์ใส่ในแปลงผักบ้าง โคนต้นไม้บ้าง ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดีพอสมควร ดังนั้น ที่สวนจึงมีต้นทุนต่ำ สร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้ไม่ขัดสน

ประโยชน์ที่ได้คือ

1. การใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกระยะแรก จะใช้ประโยชน์จากไม้กำไรที่ขึ้นมาเอง อย่าง กระถิน ถ้าต้องการใช้งานเราก็ตัดไปเผาถ่าน สร้างรายได้ กระสอบละ 300 บาท หากแบ่งขายเป็นถุงเล็ก ถุงละ 30 บาท คือที่นี่จะมีรายได้จากการขายถ่านทุกวัน และนอกเหนือจากการขายถ่าน เราก็ยังสามารถมีรายได้จากการขายน้ำส้มควันไม้จากถ่าน ถ่านผลไม้ และทำเป็นผงถ่านมาทำปุ๋ยก็ได้

2. สร้างรายได้จากการเก็บไม้ผล ไม้โตเร็ว มาขาย อย่างเช่น ขายหน่อไม้สด หรือหน่อไม้ดอง มีรายได้จากการขายสะตอ ขายมะนาว หรือผลไม้แช่อิ่มที่ทางสวนนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผลผลิตที่มีน้อย อย่างเช่น หน่อไม้มีแค่ วันละ 40-50 กิโลกรัม แทนที่เราจะขายได้เงินกิโลกรัมละ 8 บาท เราก็เอามาแปรรูปทำเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้นึ่ง เพิ่มมูลค่า หรือถ้าตัดไม่ทันก็ปล่อยให้ขึ้นลำ เราก็ใช้ประโยชน์จากลำได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดด้วย

3. ใช้ประโยชน์จากไม้โตช้า คือ ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ชนิดนี้เราจะนำมาใช้ตอนที่ลูกโต ขายเป็นทุนการศึกษา เพราะเป็นไม้ที่มีราคาสูง เป็นเกษตรกรก็สามารถมีเงินส่งลูกเรียนจบปริญญาได้
หากมีการวางแผนที่ดี
อย่างที่เกริ่นไว้ว่า เป็นเกษตรกรก็สามารถหารายได้ส่งลูกเรียนจบสูงๆ ได้อย่างสบาย หากมีการวางแผนที่ดี ยกตัวอย่างพี่ธวัลรัตน์ และพี่ชัชนรินทร์ ได้บอกเล่าถึงแผนจัดการเรื่องการศึกษาของลูกทั้ง 2 คน ให้ผู้เขียนฟังก็ต้องอึ้งความคิดของพี่ทั้งสอง พี่ทั้งสองบอกว่า ก่อนจะทำอะไร ทุกอย่างต้องมีการวางแผน ไม่ใช่แค่เรื่องการทำเกษตร เรื่องครอบครัวก็เช่นกัน หลายคนมองว่าอาชีพเกษตรกรรมได้เงินน้อย แต่เหนื่อย ซึ่งก็จริงแต่ไม่ทั้งหมด เราต้องคิดแล้วว่าหากอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่เรารัก เราจะทำอย่างไร ให้อาชีพที่เรารักสามารถเลี้ยง ครอบครัวเราได้ อย่างแรกคือ

1. ทั้งสองคนเริ่มจากการศึกษา การศึกษาที่ดีที่สุดคือ โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด เพราะสามารถใกล้ชิดหรือคุยกับคุณครูของลูกได้ แต่ถ้าเราเห่อตามกระแส คิดว่าลูกต้องเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด โรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน 50-60 กิโลเมตร เด็กจะเหนื่อย และถือเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผล

2. วางแผนปลูกป่าเพื่ออนาคตลูก ที่นี่มีพื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด 24 ไร่ แบ่งเป็น 6 แปลง แปลงละ 4 ไร่ แปลงที่ 1 พื้นที่บนสุดเป็นพื้นที่ลาดชัน คือ เป็นป่าปล่อย เอาไว้เก็บกำไรกิน คือได้ไม้ที่ไม่ต้องปลูก ใช้หลักการของศาสตร์พระราชา ปลูกในที่บนที่สุดก่อน เสร็จแล้วให้ลูกไม้หล่นมาขึ้นใหม่ ไว้เก็บกินรายวัน หรือตัดมาเผาถ่านทำฟืน

แปลงที่ 2 ถัดลงมาเมื่อลูกเกิดเราจะปลูกแปลงนี้ก่อน 4 ไร่ ปลูกไม้โตช้า ไร่ละ 200 ต้น 4 ไร่ เท่ากับ 800 ต้น ถ้าลูกโตมา จบ ม.6 อายุ 18 ปี เท่ากับต้นไม้มีอายุ 18 ปี ต้นนี้จะตีราคา สักต้นละ 5,000 บาท 800 ต้น เขาจะมีเงิน 4 ล้านบาท เงิน 4 ล้านบาทนี้ ก็เก็บไว้ให้เขาเป็นทุนการศึกษาสำหรับลูกคนที่ 1

แปลงที่ 3 ปลูกไม้โตช้าไว้อีก 4 ไร่ ให้ลูกสาวคนที่ 2 จัดสันปันส่วนให้เท่ากับลูกคนที่ 1 ทุกอย่าง

แปลงที่ 4 และแปลงที่ 5 เป็นแปลงด้านล่าง แบ่งไว้ให้อีกคนละ 4 ไร่ คนละ 800 ต้น ส่วนนี้เก็บไว้ให้สำหรับการแยกเรือน หรือใครอยากจะขายและนำเงินไปเรียนต่อก็ได้ หรือเก็บไว้สร้างเรือนก็แล้วแต่ลูกทั้งสอง

แปลงที่ 6 แปลงสุดท้าย คือส่วนของสามีและภรรยา แบ่งไว้ปลูกผักสวนครัว ทำนา ป่าปล่อย เก็บกินรายวันไป “แค่ 4 ไร่ ก็เหนื่อยแล้วสำหรับคนแก่ 2 คน” นับว่าเป็นการวางแผนครอบครัวและตัวอย่างเกษตรกรดีเด่นมากๆ

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกสวนป่า หรืออยากได้แง่คิดการใช้ชีวิตที่ดี สามารถโทร.ปรึกษาหรือเข้าไปเยี่ยมชมที่สวนคุณธวัลรัตน์ คำกลาง และ คุณชัชนรินทร์ อ่อนราษฎร์ โทร. 082-141-5474

ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae (สายพันธุ์ต่างประเทศ) ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชนำเข้ามาจากต่างประเทศ นำเข้ามาเลี้ยงขยายเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช จนปัจจุบันได้รับความนิยมให้นำไปใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชมากมาย เช่น หนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง หนอนกระทู้หอม ตัวอ่อนด้วงหมัดผัก หนอนด้วงกินรากสตรอเบอร์รี่ หนอนผีเสื้อโรงเห็ด ด้วงงวงมันเทศ แมลงศัตรูในสนามหญ้า ฯลฯ ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นำไปใช้ในหลายพื้นที่ แต่ขั้นตอนและวิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดนี้มีความยุ่งยากที่จะนำไปเพาะขยายต่อ ทางกลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จึงได้หาวิธีการผลิตไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศอย่างง่ายขึ้นมา เกษตรกรสามารถนำไปผลิตเองได้

ทำความรู้จักกับไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง
สายพันธุ์ต่างประเทศ
ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า มีรูปร่างยาวเรียวบางคล้ายเส้นด้าย ส่วนหัวกลมมน ไม่มีข้อปล้อง ส่วนหางแคบและปลายเรียว มีลำตัวยาวประมาณ 0.4-1.0 มิลลิเมตร ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์โดยอาศัยอยู่ภายในตัวแมลงเท่านั้น

ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการค้นหาแมลงศัตรูเป้าหมาย และทำให้แมลงตายในเวลาภายใน 24-48 ชั่วโมง สามารถเลี้ยงเพิ่มปริมาณได้ด้วยการใช้แมลงอาศัยและอาหารเทียม มีความปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น

ต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงและแมลงอาศัย
ต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง คือพ่อแม่พันธุ์ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศที่บรรจุอยู่ในฟองน้ำ ผลิตโดยกลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ ที่ผ่านการคำนวณแล้วว่ามีจำนวนไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงประมาณ 1 ล้านตัวที่อยู่ในฟองน้ำ และสามารถนำไปเพาะขยายต่อได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

แมลงอาศัย คือแมลงที่เป็นที่อยู่อาศัยของไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งทางกลุ่มงานแนะนำให้ใช้คือ หนอนกินรังผึ้ง Galleria mellonella (Linnaeus) ซึ่งหาได้จากรังผึ้งเก่า หรือตามร้านค้าอาหารสัตว์ทั่วไป เนื่องจากหนอนกินรังผึ้งเพาะเลี้ยงง่ายเหมาะสำหรับเกษตรกร หนอนชนิดนี้ เมื่อผีเสื้อได้รับการผสมพันธุ์ ผีเสื้อเพศเมียวางไข่ประมาณ 50-150 ฟองต่อกลุ่ม ประมาณ 5-7 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอน มี 6 วัย โดยระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 35-40 วัน จากนั้นหนอนจะพัฒนาไปเป็นระยะดักแด้อีกประมาณ 10-15 วัน และกลายเป็นตัวเต็มวัยในเวลาต่อมา มีอายุขัยตลอดวงจรชีวิตประมาณ 62-83 วัน

คุณอัจฉรียา นิจจรัลกุล SBOBETG8.COM ตำแหน่งนักกีฏวิทยาปฏิบัติการ และ คุณปาริชาติ จำรัสศรี ตำแหน่งนักกีฏวิทยาปฏิบัติการ กลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัย ทดลอง และผลิตไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศ ได้อธิบายถึงการเลี้ยงแมลงอาศัยสำหรับเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง (หนอนกินรังผึ้ง) ดังนี้

วิธีเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงหนอนกินรังผึ้ง
1. นำรำข้าวสาลีไปอบที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมงหรือจนกว่ารำข้าวแห้ง เพื่อกำจัดแมลงที่ติดมากับรำข้าวสาลี

2. เทรำข้าวสาลี 1 กิโลกรัม และน้ำเชื่อม 800 มิลลิลิตร ลงในกะละมัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน อาหารจะมีสีเข้มขึ้น จะได้อาหารสำหรับเลี้ยงหนอนกินรังผึ้ง น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม วิธีเลี้ยงหนอนกินรังผึ้ง
1. นำไข่ผีเสื้อหนอนกินรังผึ้งน้ำหนัก 1 กรัม หรือประมาณ 30 กลุ่ม วางกระจายในกล่องพลาสติก ขนาด 4x6x2 นิ้ว ภายในกล่องบรรจุอาหารเทียมเลี้ยงหนอนปริมาณ 100 กรัม พร้อมปิดฝา (ฝากล่องเจาะและปิดทับด้วยมุ้งลวดที่มีตาถี่) และวางกล่องบนชั้นเพาะเลี้ยงเพื่อป้องกันมด ไว้ภายในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

2. ตั้งทิ้งไว้เป็นเวลา 10 วัน หนอนจะฟักตัวออกมาและเจริญเติบโตเข้าระยะวัย 2 มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร อาหารในกล่องจะแห้ง จากนั้นแบ่งก้อนอาหารที่มีหนอนออกเป็น 3 ส่วน ย้ายลงกล่องพลาสติกขนาด 7x11x3 นิ้ว ภายในกล่องจะบรรจุอาหารหนอนประมาณ 300 กรัม แล้วนำหนอนจากกล่องเดิมที่แบ่งแล้ว 1 ส่วน วางลงด้านบนของอาหารกล่องใหม่ที่เตรียมไว้

3. เลี้ยงหนอนกินรังผึ้งต่ออีก 25 วัน ระหว่างการเลี้ยงให้คอยสังเกตอาหาร เมื่ออาหารเริ่มแห้งให้เติมอาหารใหม่ลงไปอีก 300 กรัม หรืออาจจะย้ายลงกล่องใหม่พร้อมเติมอาหาร 300 กรัม เมื่อครบ 25 วัน หนอนจะมีขนาดความยาวประมาณ 1 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดหนอนที่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอย

คุณอัจฉรียา กล่าวถึงวิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศ ดังนี้

การเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง
1. เตรียมกล่องพลาสติกขนาด 4x6x1 นิ้ว ที่ไม่เจาะฝากล่อง รองก้นกล่องด้วยกระดาษที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดี เช่น กระดาษฟางหรือกระดาษปรู๊ฟ

2. นำฟองน้ำที่บรรจุต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงวัย 3 ซึ่งจะได้รับจากกรมวิชาการเกษตร นำมาขยำด้วยน้ำสะอาดปริมาณ 500 มิลลิลิตร โดยแบ่งขยำออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 250 มิลลิลิตร (สามารถตวงน้ำจากถุงที่ใส่ฟองน้ำก็ได้ โดย 1 ถุง จุน้ำได้ประมาณ 250 มิลลิลิตร) จากนั้นนำมาเทรวมกันตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วรินน้ำใสส่วนบนทิ้งให้เหลือแค่ไส้เดือนฝอยและน้ำส่วนล่าง 100 มิลลิลิตร

3. หยดต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่เตรียมไว้แล้วด้วยหลอดฉีดยาลงบนกระดาษที่รองไว้ในกล่อง ปริมาณ 0.8 มิลลิลิตร (ซีซี) โดยหยดต้นเชื้อให้กระจายทั่วทั้งกระดาษ จากนั้นใส่หนอนกินรังผึ้งจำนวน 40 ตัว ปิดฝา นำไปเก็บบนชั้นวางเพื่อป้องกันมดที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 3 วัน จะสังเกตเห็นหนอนตาย ลักษณะหนอนที่ตายด้วยไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงลำตัวจะไม่เละ สีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีม ถึงสีน้ำตาลเข้ม มีสีที่สม่ำเสมอตลอดทั้งตัว