ทั้งนี้จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ระยะหลังเรือประมงไทยจำนวน

หนึ่งปรับไปทำประมงในกัมพูชา และขายให้พ่อค้าในกัมพูชา เนื่องจากกฎระเบียบไม่เข้มงวด อีกทั้งศักยภาพด้านประมงกัมพูชายังด้อยกว่าไทย โดยเฉพาะเมืองสีหนุวิลล์ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าไปมาก

ปูม้าราคาลิ่วกิโลกรัมละ 550 บ.

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สำรวจตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี โดยสอบถามพ่อค้าแม่ค้าพบว่า ราคาอาหารทะเลปรับขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากวัตถุดิบที่ลดน้อยลง อาทิ หมึกหอม กิโลกรัมละ 240-300 บาท หอยแครง กิโลกรัมละ 150-180 บาท ปูม้า กิโลกรัมละ 300-550 บาท ปูทะเล กิโลกรัมละ 280-450 บาท ปลากะพง ตัวละ 170-190 บาท

ขณะที่ราคาอาหารทะเลในตลาดสดเทศบาลเมืองตราด อาทิ ปลาน้ำดอกไม้ กิโลกรัมละ 140-160 บาท ปลาอินทรี 200-280 บาท ปลาเรียวเซียว 180 บาท ปลากุเลา 170 บาท ปลากะพง 150 บาท ปลาหมึกกระดอง 200-250 บาท กุ้งทะเล 240-250 บาท กุ้งลายตัวใหญ่ 650-700 บาท เป็นต้น

นางสาวลลิตา เฉยศิริ ร้านปูม้าสด ล็อก 104 ตลาดอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ปกติที่ร้านจะรับซื้อปูม้าจากเรือวันละ 80-90 กิโลกรัม มีหลายขนาด ตั้งแต่ราคา 380-550 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันผู้บริโภคบางรายนิยมซื้อปูไข่โดยเฉพาะ เราต้องคัดไว้ทุกวัน แต่จะมากหรือน้อยนั้นกำหนดไม่ได้ เพราะปูม้าต้องจับในทะเล

“คนนิยมปูม้า เพราะอร่อย เนื้อหวาน ยิ่งตอนนี้ฮิตปูไข่ดอง มีแม่ค้าออนไลน์ที่ลองขายแล้วขายดี ก็มาสั่งที่ร้าน ออร์เดอร์ปูไข่สัปดาห์ละ 70-180 กิโลกรัม ส่วนราคาขายส่งและขายปลีกไม่ต่างกันมากนัก ขนาดใหญ่สุด 5 ตัว 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 550 บาท”

นายภาวร ถวิลวงษ์ ผู้ประกอบการรับซื้อปูม้าและกั้งเป็น บ้านอ่าวกรูด ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมืองตราด จ.ตราด กล่าวว่า ปูม้าเป็นได้รับความนิยมสูง โดยตนจะรวบรวมส่งให้ร้านอาหารทะเลที่พัทยา วันละ 50-60 กิโลกรัม โดยราคาปูม้าในปี 2560 สูงกว่าปี 2559 โดยปูขนาดใหญ่จากกิโลกรัมละ 270-280 บาท เป็น 300-320 บาท ขนาดกลาง 230 บาท ขึ้นเป็น 250-270 บาท ทั้งนี้เนื่องจากสภาพอากาศและปัญหาน้ำท่วมภาคใต้

“ปูม้าที่รับซื้อจะคัดขนาดปูเป็น 5 ตัว/กิโลกรัมเนื้อแน่นส่งร้านอาหาร ส่วนที่ตกไซซ์จะต้มแกะเนื้อขายและดองน้ำแข็งส่งแม่ค้า ขายปลีก ร้านส้มตำ ร้านอาหารทำปูดอง” นายถาวรกล่าว

แห่นำเข้าจากกัมพูชาต้นทุนต่ำ

นายเฉลิม สุดประเสริฐ เจ้าของเรือประมงอวนปู และผู้รวบรวมปูม้าเป็น บ้านตาหนึก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด กล่าวว่า ทำธุรกิจส่งปูม้าเป็นมากว่า 10 ปี มีเรืออวนปูของตัวเอง 5 ลำ และรับซื้ออีก 3 ลำ ปัจจุบันปริมาณปูที่จับได้น้อยลงมาก ต้องใช้เรือใหญ่วางอวนปูในทะเลนาน 1 เดือน และกลับเข้าฝั่ง 1 ครั้ง ระหว่างนั้นจะใช้เรือทัวร์ หรือเรือเร็วมารับปูมาจากกลางทะเลทุกวัน โดยใส่ถังออกซิเจนมาขึ้นท่าเรือคลองใหญ่ เพื่อรวบรวมคัดแยกส่งลูกค้ารายใหญ่ที่พัทยา ในราคากิโลกรัมละ 300-400 บาท นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันนำเข้าปูม้าเป็น ๆ จากฝั่งกัมพูชาที่ต้นทุนต่ำกว่า เพราะไม่ต้องทำตามกฎหมายประมงที่ออกมาบังคับใช้กับเรือประมงไทย เพียงแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าสัตว์น้ำ โดยให้ชิปปิ้งจัดทำให้ และแม้ว่าปูม้าจะเป็นที่ต้องการของตลาดก็ไม่คิดขยาย เพราะปูม้าจับได้น้อย บางวันไม่ถึง 100 กิโลกรัม

ล่าสุด มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และศูนย์พัฒนาประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) ได้เข้าสำรวจเพื่อทำข้อมูลปูม้าจังหวัดตราด โดยให้ติดคิวอาร์โค้ดระบุแหล่งที่มา เพื่อทำคุณภาพเป็นอาหารส่งตลาดกำลังซื้อสูง เช่น โรงแรม 5 ดาว หรือร้านอาหารหรู ที่สั่งอาหารทะเลสดจากญี่ปุ่น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปูม้าของจังหวัดตราดที่มีรสชาติอร่อยแตกต่างจากที่อื่น

ปูไข่ดองฮิตทำเงินวันละแสน

ด้านนางสาวชลดา อุปวรรณ หุ้นส่วนบริษัท ปูขี่พริก จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความนิยมเมนูปูไข่ดอง ขณะนี้ทำให้ธุรกิจบูมมาก แต่มองว่าตลาดปูเป็นตลาดที่ใหญ่ ไม่คิดว่าใครจะมาแย่งมาร์เก็ตแชร์ อีกทั้งมีสูตรเฉพาะตัว คือ เป็นร้านต้นตำรับปูดองน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรปลาร้านัวเจ้าแรกของโลก มีขายทั้งปูม้าและปูทะเล ในช่วงแรกที่ทำธุรกิจนั้น ปูมีราคาแพงมาก แล้วพบความเสี่ยง คือ รับวัตถุดิบจากรายเดียว สั่งวัตถุดิบจากจังหวัดทางภาคใต้ คัดคุณภาพ เวลาสั่งจะไม่สั่งทีเดียวมาก ๆ เช่น ครั้งละ 500 กิโลกรัม เพราะเราเน้นความสด จะสั่งวันละ 60 กิโลกรัมเท่านั้น และมีคนครัว 10 คน ทำทุกวัน แต่เนื่องจากเคยมีกรณีปูขาด เพราะฝนตกทั้งสัปดาห์ จึงตัดสินใจลองรับวัตถุดิบเจ้าอื่นมาขาย พบว่าเป็นไข่กลวงเยอะ คือ อาจจะมีไข่ที่ตัว แต่ที่กระดองมีนิดเดียว ครั้งนั้นได้ตัดสินใจลดราคาสินค้า จึงเป็นที่มาของการสต๊อกของ ปัจจุบันมีการสต๊อกในช่วงหน้ามรสุม มีทั้งหมด 8 ตู้ ขณะนี้เริ่มสต๊อกแล้ว 4 ตู้ บรรจุได้ตู้ละ 180-200 ตัว

ราคาสินค้าเกษตรตกสะเทือนกำลังซื้อเกษตรกร เอสเอ็มอีเมืองตรังเดินหน้าเร่งพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 2561 มุ่งเจาะตลาดต่างประเทศ หวังชดเชยกำลังซื้อภายในประเทศฮวบ ชี้ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง-โอท็อปเป็นสินค้าดาวรุ่ง

ดร.พิทักษ์พงษ์ ชัยคช รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง ฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดตรังมีผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 100 ราย มูลค่าจดทะเบียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมกิจการทุกรูปแบบ เช่น โรงงาน ผลิตภัณฑ์อาหาร โอท็อป เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดทุน เนื่องจากปัจจุบันราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกษตรกรซึ่งเป็นกำลังซื้อสำคัญ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองยังคงพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ รวมถึงเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น ด้วยการเปิดตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้เมื่อสำรวจดูการลงทุนต่าง ๆ พบว่าส่วนใหญ่ผู้ประกอบการยังคงใช้เงินทุนหมุนเวียนของตัวเอง ไม่ค่อยกู้เงินจากสถาบันการเงินมากนัก แม้ภาครัฐจะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี แต่พบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากู้เงินลงทุนจากสถาบันการเงินประมาณ 100 ล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ด้านการตลาด ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีตลาดเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งในและต่างประเทศ และที่ผ่านมาได้มีการปรึกษาหารือว่าในปี 2561 จะเร่งเปิดตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างยอดจำหน่ายใหม่ ชดเชยในส่วนที่ขาดไปจากยอดจำหน่ายภายในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออก หรือเอ็กซิมแบงก์ ให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจังหวัดตรังจะเดินทางไปเปิดตลาดที่ประเทศอินเดีย ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2561

“ธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง สินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อปหลายชนิด ที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมองว่าแนวโน้มการส่งออกของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีของ จ.ตรัง ในปีนี้น่าจะดีขึ้นตามลำดับ”

ดร.พิทักษ์พงษ์กล่าวว่า สำหรับโรงงานของตนผลิตสินค้ากว่า 30 ชนิด เช่น ขนมเค้ก ขนมเปี๊ยะ ขนมเต้าส้อ เป็นต้น โดยผลประกอบการจะอยู่ที่ประมาณ 50-80 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายลดลงเช่นกัน โดยลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลประกอบการอยู่ที่ 50 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ตกต่ำ สำหรับการตลาดนั้น นอกจากจำหน่ายที่ร้านเค้กขนิษฐา ซึ่งรองรับกรุ๊ปทัวร์ รถประจำทาง และบริการนักท่องเที่ยวแล้ว ยังส่งจำหน่ายร้านต่าง ๆ รวมถึงตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน ที่มีออร์เดอร์เข้ามาต่อเนื่อง

วันที่ 8 ม.ค. นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผวจ.อุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดตลาดประชารัฐของดีจังหวัด ในงานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาดจังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปี 2561 ที่สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งตลาดประชารัฐของดีจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นตลาดจำหน่ายสินค้าโอท็อปเด่นของจังหวัดและสินค้าบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดอุตรดิตถ์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด โดยความร่วมมือของจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดอุตรดิตถ์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด

โดยมีผู้ประกอบการที่มาลงทะเบียนเพื่อจำหน่ายในตลาดประชารัฐ ของดีจังหวัด จำนวน 16 รายและผู้ประกอบการโอท็อป ร่วมจำหน่ายในงาน จำนวน 32 ราย รวมทั้งสิ้น 48 ราย คาดว่าจะมียอดจำหน่ายตลอดงานไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท

นายเสฐียรพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักดำเนินงานโครงการตลาดประชารัฐทุกจังหวัด (76 จังหวัด) และทุกอำเภอ (878 อำเภอ) โดยทำงานบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนตลาดประชารัฐ เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชน และเพื่อให้ได้รับบริการและเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเสมอภาค

ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เปิดตลาดประชารัฐ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2560 โดยรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้มีพื้นที่ตลาดใหม่ ขยายพื้นที่ตลาดเดิม เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่ค้าขายมากขึ้นทั้งผู้ประกอบการสินค้าเกษตร โอท็อป เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน ร้านอาหาร หาบเร่ แผงลอย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีสถานที่ค้าขายให้มีพื้นที่ค้าขาย เป็นการเพิ่มโอกาสและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

วันที่ 8 ม.ค. ที่สโมสรโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง ถนนพระราม 4 คณะผู้จัดงาน “โครงการมือถือเก่า ไปชีวิตใหม่มา” พร้อมดารานักแสดง บรรดาจิตอาสา ตัวแทนหน่วยงานรัฐและเอกชนได้เข้าร่วมงาน พร้อมกับร่วมกันมอบเงินให้กับตัวแทนมูลนิธิต่างๆ สำหรับโครงการที่รับบริจาคมือถือเก่าที่เสียเราได้รับบริจาคมือถือจากประชาชนจากทั่วประเทศจำนวน 1.7 ตัน ก่อนนำไปรีไซเคิลและสามารถนำเงินรายได้ที่เกิดจากการรีไซเคิลจำนวน 3,620,000 บาท

โดยวันนี้ได้มอบเงินให้กับ 1.มูลนิธิรามาธิบดีเพื่อสมทบทุนสร้างอาคารสถาบันการแพทย์ จักรีนฤบดินทร์ จำนวน 1,560,000 บาท, 2.ศิริราชมูลนิธิเพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 ปี จำนวน 1,560,000 บาท, 3.กลุ่มพหุ ชนคนอาสา (The CAP) เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้มีจิตสาธารณะที่จะช่วยสร้างสรรค์และบรรเทาทุกข์ให้กับสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 200,000 บาท และมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) เพื่อสนับสนุนการทำงานช่วยเหลือสิ่งมีชีวิต ด้อยโอกาสและสัตว์ยากไร้ จำนวน 300,000 บาท

โดย น.ส.สายฝน อภิธนัง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์โครงการ มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา พร้อมคณะได้เริ่มเฟสที่ 2 ของโครงการชื่อ “มือถือเก่าไป เครื่องมือแพทย์ใหม่มา” รายได้จะถูกส่งมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ 30 แห่งทั่วประเทศ โดยสามารถบริจาคมือถือเก่าได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ม.ค.61 ที่จิตอาสาประจำโครงการ 2 หมื่นคนทั่วประเทศและที่โรงพยาบาลส่งเสริมคุณภาพตำบล (รพ.สต.) หรือสถานีอนามัย ทั่วประเทศ, ศูนย์ ทสม. ประจำตำบล ทั่วประเทศ, ที่ทำการไปรษณีย์ ทั่วประเทศ, ร้านเจมาร์ท ทุกสาขา โดยสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่างๆ ของโครงการฯได้ที่ Facebook: มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าชาวบ้านพบซากฟอสซิลสุสานหอยซึ่งคาดว่ามีอายุหลายพันปี วางเรียงรายอยู่ ในพื้นที่ที่ ม.11 ต.ด่านสวี อ.สวี จ.ชุมพร ซึ่งเป็นเขตรอยต่อในพื้นที่ของชาวบ้านกับเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จึงอยากให้มาตรวจสอบเพื่อประชาสัมพันธ์พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยงแห่งใหม่ของจ.ชุมพรต่อไป

นายภูษิต หรือไข่เจียม วงษ์ทอง อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/1 ม.11 ต.ด่านสวี อ.สวี จ.ชุมพร ได้พาไปดูซากฟอสซิลหอยดังกล่าว พบว่าวางเรียงรายเป็นจำนวนมากอยู่บริเวณหน้าบ้านริมเชิงเขา มีความสูงจากริมชายทะเล 10-15 เมตร เมื่อสังเกตุดูใกล้ๆเห็นเป็นซากฟอสซิลหอยตามที่ได้แจ้ง ฝังอยู่กับก้อนหินขนาดเล็กใหญ่ แต่ซากหอยดังกล่าวยังไม่ทราบว่าเป็นชนิดใดมีขนาดลำตัว 2-3 เซนติเมตร ทั้งนี้ ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

นายภูษิต กล่าวว่า เมื่อปี 2540 ตนได้ขุดปรับที่ดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ติดกับทะเลเพื่อปลูกบ้าน พบว่าขณะที่รถไถกำลังปรับพื้นดินอยู่นั้น ได้ขุดเจอก้อนหินขนาดเล็กใหญ่จำนวนหลายก้อน จึงแจ้งไปยังกรมทรัพยากรธรณีเพื่อให้มาตรวจสอบสำรวจ ภายหลังการตรวจสอบจึงรู้ว่าเป็นซากฟอสซิลหอยฝังอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งซากดึกดำบรรพ์อายุหลายพันปีมีมูลค่าสูง

นายภูษิต กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นก็ได้แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับรู้และได้ขอซากฟอสซิลไปจำนวนหนึ่ง จนถึงปัจจุบันก็ไม่เห็นมีหน่วยงานไหนให้ความสนใจ จนกระทั่งได้ประสานมายังผู้สื่อข่าวให้เป็นสื่อกลางในการประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาตรวจสอบสำรวจดูอีกครั้ง เพื่อที่จะได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจ.ชุมพร ซึ่งตนคิดว่าในเมื่อจ.ชุมพรเรามีของดีอยู่ในมือไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เช่น ซากฟอสซิลหอยดึกดำบรรพ์ใกล้เคียงจ.กระบี่

นายภูษิต กล่าวอีกว่า ซึ่งสุสานหอยหรือฟอสซิลหอยดังกล่าว คาดว่าจากสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง พืชและสัตว์ล้มตายลงตามวงจรชีวิต เกิดการสะสมและทับถมกัน อีกนับล้านปีต่อมา ก็เกิดเป็นชั้นหินแข็งตามกระบวนการทางธรณีวิทยา ซากหอยกลายเป็นฟอสซิล หรือซากดึกดำบรรพ์ ส่วนซากพืชกลายเป็นถ่านหินลิกไนต์ซึ่งอยู่ชั้นล่างซากหอยอีกที

นายภูษิต กล่าวด้วยว่า njcarpet-cleaning.com ต่อมาเปลือกโลกและสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวถูกยกตัวสูงขึ้นเป็นที่ดอน จนเมื่อ 1,000-6,000 ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก แล้วลดระดับลงมาเรื่อยๆ ทำให้บริเวณสุสานหอยกลายเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลเช่นปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ซากฟอสซิลหอยดังกล่าวต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรธรณีเข้ามาสำรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อยืนยันให้แน่ชัด ก่อนจะร่วมกันหาแนวทางพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป

จากกรณีชาวบ้านพบความผิดปกติการซื้อปัจจัยการผลิตโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ของ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ซึ่งมีการตั้งราคาซื้อพันธุ์ข้าวเปลือกนาปรัง พันธุ์ปลาดุก หัวอาหาร และสารปรับปรุงดินแพงกว่าท้องตลาด และในพื้นที่ อ.นาคู อ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง เขาวง และ อ.สมเด็จ มีการจัดซื้อพันธุ์ปลาดุกขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับราคา อีกทั้งยังมีหัวอาหารปลาดุก และปุ๋ยชีวภาพมีราคาแพงกว่าท้องตลาด จนชาวบ้านต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องทุกข์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์ดำรงธรรมเรียกร้องให้ตรวจสอบและเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ไม่ใช่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.อ.มานพ ไขขุนทด รอง ผอ.รมน.กาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ นายอำเภอยางตลาด นายอภิรัตน์ ภูตีกา เกษตรอำเภอยางตลาด นายสนุน แจะหอม นิติกรศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบปัญหาการแจกจ่ายพันธุ์กบให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมบ้านโคกก่อง หมู่ 7 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ตามโครงการ 9101 ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีการแจกจ่ายพันธุ์กบผิดสเปก หัวอาหารผิดประเภท และราคาแพง จนทำให้กบตายจำนวนมาก

โดยการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มเลี้ยงกบ บ้านโคกก่องหลายราย และส่วนใหญ่ได้รับการแจกจ่ายกบในรอบแรกอายุประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งคณะกรรมการและผู้รับเหมาอ้างว่าเป็นพันธุ์พ่อกบ แม่กบ คนละ 15 ตัว แยกเป็นกบตัวเมีย 13 ตัว และตัวผู้ 2 ตัว ซึ่งไม่ตรงกับอัตราส่วนของกบตัวผู้และตัวเมีย และเกิดปัญหากบทยอยล้มตายทุกวัน และบางรายกบตายทั้งหมด เนื่องจากกบมีแผลตามตัว และยังมีอายุน้อย จากนั้นคณะกรรมการและผู้รับเหมาจึงได้นำกบมาซ่อมทดแทนให้กับเกษตรกรตามจำนวนกบที่ตาย แต่ก็ยังประสบปัญหากบทยอยล้มตายเช่นเดิม เนื่องจากกบที่นำมาส่งในรอบใหม่ก็ยังเป็นกบที่มีอายุน้อยและไม่เหมาะสมเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ อีกทั้งหัวอาหารที่นำมาแจกจ่ายก็เป็นหัวอาหารปลาดุกผิดประเภท และราคากระสอบละ 600 บาท ซึ่งสูงกว่าท้องตลาด

พ.อ.มานพ ไขขุนทด รอง ผอ.รมน.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบปัญหาการแจกจ่ายพันธุ์กบให้กับประชาชนที่บ้านโคกก่อง หมู่ 7 นั้น พบว่าเป็นการส่งปัจจัยการผลิตผิดสเปก ไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านต้องการพันธุ์กบเล็กมาเลี้ยง ซึ่งจะได้คนละประมาณ 2,000 ตัว แต่กลับมีการนำกบอายุประมาณ 4-5 เดือน และอ้างว่าเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กบมาแจกจ่าย และกบไม่สมบูรณ์ จึงเกิดปัญหากบตาย อีกทั้งยังมีการนำหัวอาหารปลาดุกมาให้ ซึ่งผิดประเภทและราคาแพง

พ.อ.มานพกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในพื้นที่ ต.บัวบาน ยังพบการจัดซื้อปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวเปลือก และสารปรับปรุงดินราคาสูงกว่าท้องตลาด ซึ่งรวมทั้งสองอย่างมีส่วนต่างของราคาอยู่ที่ชุดละ 500 บาท และหากเทียบกับยอดการจัดซื้อพันธุ์ข้าวอย่างน้อยประมาณ 2,000 กระสอบ และสารปรับปรุงดินอีก 2,000 กระสอบ จะมีส่วนต่างอย่างต่ำอยู่ที่ประมาณ 1,000,000 บาท โดยส่วนต่างเหล่านี้จะเป็นกำไรของผู้รับเหมาและส่วนหนึ่งจะอยู่ที่ข้าราชการและกลุ่มผู้นำชุมชนที่ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาการซื้อปัจจัยการผลิตแพงและส่งของผิดสเปกแล้ว ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ยังตรวจพบการทำสัญญาซื้อขายของประธานและคณะกรรมการที่มีการจัดซื้อปัจจัยการผลิตเองทั้งหมด ซึ่งเป็นการทำผิดระเบียบ และเจตนาดำเนินการที่ส่อไปในทางทุจริตตั้งแต่ต้น โดยเรื่องดังกล่าวคณะกรรมการตรวจสอบจะสรุปผลส่งให้กับผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อพิจารณาลงโทษตามขั้นตอนต่อไปภายในสัปดาห์นี้