ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง

กับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติ ความผันผวนของสภาพอากาศ และโรคระบาด ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย หรือไบโออิโคโนมี มูลค่าการลงทุน 200,000 ล้านบาท ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ว่า ต้องเร่งแก้กฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ

โดยเฉพาะการแก้ไขพระราชบัญญัติการผังเมือง เพื่อเปิดทางให้ตั้งโรงงานเคมีชีวภาพ และการแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรม เป็นประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่การแก้ไขพ.ร.บ.การผังเมือง ต้องใช้ระยะไม่ต่ำกว่า 1 ปี หากพื้นที่ใดล่าช้า อาจส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในภาพรวมทั้งประเทศได้ “แหล่งพื้นที่เกษตร ถือเป็นแหล่งผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยโรงงานจะต้องอยู่ในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนและเวลาการขนส่ง ลดความเสียหายของถนน เรื่องนี้จึงต้องเร่งแก้ไขต่อไป

โดยพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ 3 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), ภาคเหนือตอนล่าง จ.นครสวรรค์และกำแพงเพชร และภาคอีสานตอนกลาง จ.ขอนแก่น ในพื้นที่จ.ของแก่น จะติดปัญหาผังเมืองมากที่สุด หากการแก้ไขกฎหมายผังเมืองล่าช้า อาจทำให้เกิดอุตสาหกรรมชีวภาพช้ากว่าพื้นที่อื่น และอาจส่งผลกระทบทำให้โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพในภาพรวมทั้งประเทศได้” นอกจากนี้ ต้องแก้ไขพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ให้สามารถนำอ้อยไปผลิตสินค้าอื่นที่ไม่ใช่น้ำตาลทรายได้ และจัดสรรวัตถุดิบ หรือน้ำอ้อย

ที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเคมีชีวภาพให้เพียงพอและเหมาะสมกับอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) อยู่ระหว่างการนำเสนอร่างพ.ร.บ.ต่อที่ประชุม ครม. ขณะเดียวกันต้องแก้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กำหนดให้โรงงานที่ใช้อ้อย ต้องมีระยะห่างระหว่างกันไม่ต่ำกว่า 50 กิโลเมตร ต้องยกเลิกข้อกำหนดนี้ เพื่อให้ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อต่อยอดการผลิตจากโรงงานน้ำตาลได้ แต่ต้องได้รับการยินยอมจากโรงงานน้ำตาลในพื้นที่ และสอน. ก่อน ซึ่งอยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์โรงงานชีวภาพ เพื่อแยกอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพออกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ชุมชนที่เข้าไปตั้งโรงงานเคมีชีวภาพว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับผลที่ได้จากมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ จะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนรวม 200,000 ล้านบาท ใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ เคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และชีวเภสัชภัณฑ์ แบ่งเป็นพื้นที่ อีอีซี ในระหว่างปี 2560-2564 จะเกิดการลงทุนรวมทั้งสิ้น 9,740 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการผลิตน้ำยาล้างไต ไบโอคอมเพล็กซ์จากผลผลิตปาล์ม เฟส 1 ส่วนพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จ.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ระหว่างปี 2560-2569 มีมูลค่าการลงทุนรวม 51,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการไบโอคอมเพล็กซ์

การผลิตกรดแล็กติก สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ การผลิตโพลี แลคทิค แอซอิด, โพลี แลค, ไบโอ ซัสซินิค แอซอิดไบโอ-1, และแลคทิค แอซอิด สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โครงการผลิตดรายด์ ยิสต์, ยิสต์ แอคแทค, เบต้า กลูแคน สำหรับอุตสาหกรรมอาหารเบต้า กลูแคน สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และฟังชั่นเนล ซูก้า ต่อยอดจากอ้อยและมันสำปะหลัง พื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง หรือขอนแก่น ในระหว่างปี 2560-2569 จะมีมูลค่าการลงทุนรวม 35,030 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ เพื่อผลิตยิสต์ โพไบโอทิค เอนไซม์น้ำเบตา-กลูแคน จากกระบวนการหมักด้วยราแมลง เอนไซม์ไฟเตสสำหรับอาหารสัตว์ และแป้งทนการย่อยด้วยเอนไซม์ ต่อยอดจากอ้อยและมันสำปะหลัง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15 % ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาทั้งประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2561 เฉลี่ยตันละ 7,835 บาท โดยภาคกลางราคาเฉลี่ยตันละ 7,804 บาท

สำหรับข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 ปี 2561 เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท ซึ่งสถานการณ์การผลิตข้าว ปัจจุบันมีผลผลิตส่วนเกินจากความต้องการตลาด โดยไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ ประมาณ 71.8 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 32.63 ล้านตัน

ในขณะที่ความต้องการทั้งในและนอกประเทศเฉลี่ย 5 ปี ประมาณ 30.88 ล้านตัน ดังนั้นจึงเกิดผลผลิตส่วนเกิน 1.75 ล้านตัน เมื่อคำนวณกลับเป็นพื้นที่จะมีเนื้อที่ปลูกข้าวมากเกินความต้องการ 2.6 ล้านไร่

รัฐบาลจึงได้มีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกมิให้ออกสู่ตลาดในปริมาณมากเกินความต้องการของตลาด โดยให้เก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเพื่อรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ตลอดจนให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งดำเนินการทุกจังหวัดทั่วประเทศโดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2561/62 กับกรมส่งเสริมการเกษตร

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นๆ ที่ตลาดมีความต้องการ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri-Map โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 6.71 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิต 5.03 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการตลาดเฉลี่ยปีละประมาณ 7.95 ล้านตัน

ดังนั้น ตลาดต้องการเพิ่มอีกถึง 2.92 ล้านตัน ซึ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่นที่ 2 ช่วงพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ จะตรงกับช่วงนาปรังพอดี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน เกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปีต่อได้เลย

ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 โดยรัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นต้นทุนการผลิต ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วม 67,000 ราย พื้นที่ 500,000 ไร่ เกษตรกรได้ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ ขายได้ 7.3 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 7,300 บาท/ไร่ กำไร ประมาณ 3,300 บาท ซึ่งสูงกว่าการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งมีกำไรเพียงไร่ละ 560 บาท/ไร่ ทำให้มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คุณภาพดีออกสู่ตลาดกว่า 500,000 ตัน โดยไม่ต้องนำเข้าข้าวสาลี สามารถปรับสมดุลการผลิตข้าวในฤดูกาลผลิต 2560/61 ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เนื่องจากลดปริมาณข้าวนาปรังส่วนเกิน และเป็นการปรับระบบการปลูกข้าว ไม่ให้มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งสามารถช่วยลดการระบาดของศัตรูพืชลงได้

ชาวประมง ทนไม่ไหว ยื่น 8 ประเด็นปัญหา ให้รัฐบาลแก้ 1 ส.ค.นี้ หากไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน หยุดเรือออกหาปลาทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ไม่ต่ำกว่า 7 วัน เร่งอธิบดีกรมประมง ใช้มาตรา 83 กวาดเก็บแรงงานผิดกฎหมายในประเทศอีกรอบ รับแรงงานขาดหนักกว่า 4 หมื่นคน
รายงานข่าวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมประมงจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัดที่ประสบความเดือดร้อนมานานกว่า 3 ปี จากการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายการประมง

ระเบียบวิธีปฏิบัติของชาวประมง เพื่อแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) ภายหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้ใบเหลืองไทย เมื่อเดือน เม.ย. พ.ศ. 2558 แม้ตัวแทนชาวประมงจะประชุมหารือถึงแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ได้รับการแก้ไขปัญหาน้อยมาก จึงได้ทำหนังสือถึงสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยเปิดประชุมวิสามัญขึ้นในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเสนอ 8 ประเด็นปัญหา ให้รัฐบาลแก้ไขโดยเร่งด่วน

โดยที่ประชุมมีมติให้ผู้บริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำโดย นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคม พร้อมนายกสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรม และนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล และให้สมาคมประมงทั้ง 22 จังหวัด ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมที่ศาลากลางแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการแก้ไขปัญหาต่อไป พร้อมกับขอคำตอบภายใน 7 วัน

ทั้งนี้ หากไม่ได้รับคำตอบในการแก้ปัญหาข้อใดข้อหนึ่งภายใน 7 วัน จะมีการหยุดเรือ ไม่ออกจับปลา ไม่ต่ำกว่า 7 วัน แม้การหยุดออกจับปลาจะขาดรายได้

แต่ 3 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงเดือดร้อนหนักขึ้นทุกวัน ชาวประมงจำนวนมากต้องเลิกอาชีพการทำประมง หรือนำเรือไปจับปลาในเขตน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาที่เรือประมงพาณิชย์จากไทยโอนเป็นเรือประเทศกัมพูชาไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ลำ

สำหรับ 8 ประเด็นปัญหา ที่สมาคมประมงจังหวัดต่างๆ จะเสนอให้รัฐบาลแก้ไข คือ 1.ประเด็นปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 2.ประเด็นปัญหากฎหมายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 3.ปัญหากฎหมายประมง 4.ปัญหาการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) 5.ปัญหาเรื่องเรือปั่นไฟ 6.ปัญหาเรื่องการรับซื้อเรือคืน 7.ปัญหา VMS และ 8.ปัญหากระทรวงแรงงานจะดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา C188

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า ปัญหาเร่งด่วนอันดับแรกที่สมาคมประมงจังหวัดชายทะเลเสนอให้ภาครัฐแก้ไข คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง แม้เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา อธิบดีกรมประมงจะใช้อำนาจตามมาตรา 83 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานประมงต่างด้าวได้ประมาณ 1.3 หมื่นราย นอกเหนือจากการจับคู่ระหว่างนายจ้างเจ้าของเรือประมงกับลูกจ้างต่างด้าวได้ 3 หมื่นคนก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่เพียงพอ ล่าสุดยังขาดแคลนแรงงานประมงอีก 4 หมื่นคน จึงเสนอให้ภาครัฐโดยอธิบดีกรมประมงใช้อำนาจตามมาตรา 83 พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานประมง (ซีบุ๊ก) เพื่อเก็บกวาดแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมาเป็นแรงงานประมงโดยเฉพาะอีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากขณะนี้เรือประมงพาณิชย์ในไทยขาดแคลนแรงงานหนักมาก เรือไม่สามารถออกทำการประมงเกือบ 2,000 ลำ ขณะที่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างภาครัฐของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้ส่งแรงงานมาทำอาชีพประมงในไทยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีการส่งแรงงานมาให้แต่อย่างใด

ปัญหาเร่งด่วน อันดับ 2 ที่ต้องการให้ภาครัฐแก้ คือ ประกาศของกรมประมง วันที่ 17 มี.ค. 2560 ที่ให้เจ้าของเรือประมงต้องดำเนินการ 12 ข้อ ให้ครบถ้วน อาทิ ต้องมีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ ใบอนุญาตการทำประมง ใบอนุญาตนายท้ายเรือ ฯลฯ มิเช่นนั้นจะมีความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงตาม พ.ร.ก. การประมง ซึ่งกรมประมงควรดำเนินการในขอบเขตหน้าที่ที่กรมประมงทำก็พอ ไม่ควรไปก้าวล่วงหน้าที่ของกรมเจ้าท่าหรือกรมอื่นๆ ที่มีบทบัญญัติลงโทษอยู่แล้วหากทำผิด

นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปในวิธีการปฏิบัติ เช่น การลืมกรอกรายละเอียดในล็อกบุ๊กการจับปลาในบางวัน ก็มีการปรับสูงเป็นเงินกว่าแสนบาทขึ้นไป รวมทั้งกักเรือไว้ก่อน แต่ควรที่จะมีการเตือนก่อนเหมือนที่ อียู ดำเนินการ หรือเรื่องจำนวนปลาที่จับได้ ควรคลาดเคลื่อนได้ประมาณ 20-30% ไม่ใช่ 10% เพราะอย่างไรก็ต้องนำมาชั่งน้ำหนักก่อนจำหน่ายอยู่แล้ว เป็นต้น

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า อีกปัญหาที่กำลังจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวประมงภายใน 1-5 ปี ข้างหน้า คือ การที่กระทรวงแรงงานจะดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา C188 เรือประมงต้องรื้อเก๋งเรือเพื่อทำห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว ความสูงเพดานเก๋งเรือใหม่ต้องใช้เงินนับล้านบาทต่อราย ซึ่งเรื่องนี้กลุ่มประเทศ อียู มีผู้รับรองภาคีนี้เพียง 3 ประเทศ เท่านั้น ทั้งที่มีการรณรงค์มานานถึง 8 ปี แต่ในเอเชียก็ยังไม่มีประเทศใดได้รับการรับรอง หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน จีน ญี่ปุ่น ก็ยังไม่รับรอง เพราะมีแค่ความสมาร์ท แต่ชาวประมงเดือดร้อนหนัก

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน สรุปสถานการณ์อุทกภัย จากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ในช่วง วันที่ 17-19 กรกฎาคม 2561

-จังหวัดพิษณุโลก ในเขต อ.นครไทย น้ำล้นตลิ่งลำน้ำคาน ท่วมถนนสายบ้านป่าควาย-ห้วยเฮี้ย ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
-จังหวัดร้อยเอ็ด ในเขต อำเภอเสลภูมิ น้ำล้นตลิ่งลำน้ำยัง และมีการกัดเซาะพนังกั้นน้ำขาด ปัจจุบันปิดจุดขาดเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่น้ำท่วม 21,950 ไร่ ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดยโสธร อำเภอป่าติ้ว น้ำล้นตลิ่งในลำสาขาของลำเซบาย น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรประมาณ 2,800 ไร่ ปัจจุบัน น้ำในลำเซบายลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรอยู่
-จังหวัดนครพนม มีน้ำไหลบ่าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ. เมือง และ อ.โพนสวรรค์
ในเขต อ.เมือง ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว กรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำ ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ในเขต อ. โพนสวรรค์ มีน้ำท่วมเส้นทางสัญจรประมาณสูงประมาณ 1 เมตรยาว 600 เมตร ปัจจุบัน ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
-จังหวัดบึงกาฬ แมีน้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ. เมือง อ. เซกา และ อ. บุ่งคล้า ท่วมพื้นที่การเกษตร ชุมชน และเส้นทางสัญจร ทั้งนี้น้ำที่ท่วมในเขต อ.เมือง จะระบายลงสู่ลำห้วยบังบาด และลงแม่น้ำโขง ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
-จังหวัดเลย มีน้ำท่วมในพื้นที่ อ. ด่านซ้าย น้ำจากลำห้วยหมัน ไหลหลากท่วมพื้นที่การเกษตรและเส้นทางสัญจร ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.50 ม. คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติใน 1-2 วัน

– จังหวัดกาญจนบุรี มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชน ในเขต อ. สังขละ ระดับน้ำลดลงแล้วแต่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังในบางจุด
– จังหวัดพิจิตร มีสถานการณ์น้ำหลาก ในเขต อ.ทับคล้อ ปัจจุบันระดับน้ำลดลงแล้ว แต่อาจมีน้ำท่วมขังในบางจุด
– จังหวัดนครสวรรค์ ในเขต อ. ไพศาลี น้ำล้นสปิลเวย์ จากอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ ท่วมพื้นที่การเกษตรประมาณ 80 ไร่ แต่ระดับน้ำลดลงแล้ว

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำจากภาวะฝนตกในระยะนี้อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

มาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบการค้าโลก ได้สร้างความกังวลให้นักธุรกิจที่ต้องตระหนักถึงความร่วมมือเพื่อความอยู่รอดมากขึ้น แม้กระทั่ง “ภาคเกษตร” ที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศอาเซียน

ล่าสุดทางสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ประจำประเทศไทย ได้จัดงาน “Kick off ASEAN : สินค้าเกษตร” เชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุนด้านการเกษตรที่ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับสินค้าเกษตร โดยมีคณะผู้แทนจากเวียดนามกล่าวถึงโอกาสการค้าการลงทุน พร้อมเชิญชวนเข้าร่วม “HORTEX Vietnam 2019” งานประชุมและนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ด้านพืชสวน ผัก ผลไม้ และดอกไม้ ครั้งที่ 2 ในระหว่าง วันที่ 13-15 มีนาคม ปี 2019

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส กล่าวว่า พืืชสวน ผักผลไม้ และดอกไม้ ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจและเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักธุรกิจไทยเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามจาก 439 ล้านดอลลาร์ ในปี 2009 เพิ่มเป็น 3.5 พันล้านดอลลาร์ ในปีก่อน และครึ่งปีแรกของปีนี้ส่งออกได้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์ เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 19.70%

ขณะที่ นายดิน หว่าน เอือง ประธานสมาคมพืชผักและผลไม้ (VINAFRUIT) กล่าวว่า “หากนักธุรกิจต้องการไปเร็วให้ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปได้ไกลต้องเดินไปด้วยกัน”

โดยยึดมั่นว่า ทั้งไทยและเวียดนามจะร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตร รัฐบาลเวียดนามออกกฎระเบียบเพื่อสร้างบรรยากาศในการลงทุน และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้เต็มที่ เช่น การยกเว้นภาษีค่าเช่าที่ดินสำหรับการเกษตรนาน 15 ปี และปีที่ 16 เป็นต้นไป ลดภาษี 50%

สำหรับการทำเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเวียดนามยกย่องให้ไทยเป็น อันดับ 1 ในการทำเกษตรในพื้นที่เขตร้อน ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญในการจัดการกับความเสี่ยง ทั้งด้านการแปรรูปและแพ็กเกจกิ้ง ขณะที่รัฐบาลไทยได้ส่งเสริมการทำ “สมาร์ทฟาร์ม” หรือการเกษตรแบบก้าวหน้า เน้นการทำน้อย แต่ให้ผลผลิตที่มากขึ้น ต่างจากการเกษตรแบบเดิมที่ผลผลิตต้องพึ่งพาสภาพอากาศเป็นหลัก

“แม้ว่าปัจจุบันจีนคือกลุ่มนักลงทุน อันดับ 1 ของเวียดนาม และญี่ปุ่น อันดับ 2 ในด้านเกษตร แต่ว่าส่วนใหญ่จะถนัดการทำเกษตรแบบพืชเมืองหนาว ซึ่งจะเห็นว่าบางพื้นที่เขตหนาวของเวียดนาม เช่น ทางตอนเหนือที่มีการปลูกเมล็ดกาแฟจะเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยหลายปีมานี้คุณภาพและปริมาณการส่งออกเมล็ดกาแฟของเวียดนามแซงหน้าเมล็ดกาแฟของบราซิลไปแล้ว”

ประธาน VINAFRUIT ระบุว่า ปัจจุบันเป็นการค้าที่ต้องพึ่งพากันและกันสูง การเจรจาการค้าแบบรายประเทศอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกต่อไป หากไทยและเวียดนาม สามารถร่วมกันสร้างแบรนด์ในนาม “อาเซียนแบรนด์” ทั้งยังหมายถึงความสามารถในการขยายตลาดในภูมิภาคอื่นเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

ขณะที่ศักยภาพของพื้นที่เชื่อมต่อเวียดนามและไทย เช่น เส้นทาง R9 ที่เชื่อมโยง 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว และเวียดนาม กับเส้นทาง R12 ที่เชื่อมไปจนถึงจีนตอนใต้ สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางเหล่านี้ได้ เช่น ไทยส่งออกสินค้าเกษตรเข้ามาในเวียดนาม หรือการใช้เวียดนามเป็นฐานในการเพาะปลูก เพื่อส่งออกต่อไปยังจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และตะวันออกกลาง เป็นต้น

ส่วน นางจาง ไท ทัน ทูตการค้า สถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประชากรเวียดนามมีมากถึง 95 ล้านคน ทำอาชีพเกษตรกรรมถึง 70% ขณะที่ในไทยมีเพียง 25-30% เท่านั้น ด้วยจำนวนประชาชนวัยพร้อมทำงานที่มากกว่าไทย, ค่าจ้างแรงงานถูก (ระดับปริญญาตรี เงินเดือนราว 7,000 บาท), บุคลากรมีคุณภาพ และมีพื้นที่ว่างเพื่อรองรับการเพาะปลูก ทั้งยังมีสภาพดินและอากาศที่หลากหลาย จึงเป็นโอกาสของไทย และภาคเกษตรเวียดนามที่ได้รับการพัฒนาได้ไกลกว่านี้

ทูตการค้าฯ เวียดนาม กล่าวว่า การเกษตรคือกระดูกสันหลังสำหรับไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะ “ข้าว” ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทมากในเวทีการค้าโลก หากทั้งสองประเทศร่วมกันพัฒนาข้าวเพื่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ และมีคุณภาพที่ดีขึ้น มากกว่าการมองว่าต่างเป็น “คู่แข่ง” และช่วยกันผลักดันให้เกิดแบรนด์ของอาเซียน และเชื่อว่าจะทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียน ที่รวมถึงไทยและเวียดนามสามารถก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคทรงอำนาจที่ก้าวได้ไกลกว่านี้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรณีที่บริเวณป่ารกร้างติดกับถนนสายพระแท่นศิลาอาสน์-ด่านแม่คำมัน ถนนสายหลักเข้าและออกเมืองอุตรดิตถ์และอำเภอลับแล ไปยังอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย บริเวณบ้านพระแท่น หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล เลยวัดพระแท่นศิลาอาสน์พระอารามหลวง ประมาณ 1 กิโลเมตร พบฝูงนกกระยางขาวและนกปากห่างจำนวนมาก อพยพมาอาศัยเป็นระยะเวลากว่าครึ่งปี

โดยฝูงนกเหล่านี้ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกดังกล่าว และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา เนื่องจากส่งเสียงร้องดัง และสร้างปัญหากลิ่นรบกวน จึงได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอลับแล ด่านกักกันสัตว์อุตรดิตถ์ ประสานผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าตรวจสอบพื้นที่ และดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นพื้นที่ของเรือนจำอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นป่ารกร้าง เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่ติดกับถนนสายพระแท่นศิลาอาสน์-ด่านแม่คำมัน บริเวณบ้านพระแท่น หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล เลยวัดพระแท่นศิลาอาสน์พระอารามหลวง ไปทางอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ประมาณ 1 กิโลเมตร มีฝูงนกกระยางขาวและนกปากห่าง จำนวนมาก จับอยู่ตามกิ่งไม้และบินโฉบไปมา