ทั้งนี้ ตัวแทนของอาลีบาบาได้แจ้งความประสงค์ที่จะทำธุรกิจ

ซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์โดยตรง คาดว่าสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตในฤดูกาลปีหน้าและส่งทุเรียนให้กับอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 โดยทางจีนจะทดลองสั่งซื้อรอบแรก 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 20 ตัน ซึ่งก่อนการซื้อขาย ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายจะเจรจาในรายละเอียดเรื่องราคา ปริมาณทุเรียนและระยะเวลาในการส่งมอบสินค้ากันอีกครั้งหนึ่ง โดยในระยะแรกของการซื้อขายทุเรียนระหว่างสหกรณ์ภาคตะวันออกกับบริษัท Win Chain Supply Management ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจระหว่างกัน

ทางอาลีบาบากรุ๊ป จึงได้แต่งตั้งบริษัท KAF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านการส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนและมีโรงคัดคุณภาพตั้งอยู่ในจังหวัดจันทบุรี เป็นจุดรวบรวมทุเรียนจากสหกรณ์ในภาคตะวันออก และคัดแยกคุณภาพให้ได้มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งทุเรียนที่จะส่งไปตลาดประเทศจีนจะต้องมีปริมาณการสุกอยู่ที่ 80% และแบ่งเกรดเป็นระดับ A B C ซึ่งทุเรียน เกรด A ต้องมีขนาด 4 พลู น้ำหนัก 4-6 กิโลกรัม/ลูก เกรด B ขนาดไม่ถึง 4 พลู แต่ไม่ต่ำกว่า 3 พลู น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม/ลูก และเกรด C ขนาดไม่ถึง 3 พลู น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม/ลูก

“การตกลงทางการค้าร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับอาลีบาบา กรุ๊ป คาดว่าจะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการเชื่อมโยงให้สหกรณ์ชาวสวนผลไม้ทำธุรกิจส่งออกผลไม้ให้กับทางอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีบทบาทในการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นและมีตลาดที่ยั่งยืนในอนาคต และส่งผลต่อการยกระดับราคาผลผลิตให้กับสมาชิก

สิ่งสำคัญคือเกษตรกรควรหันมาให้ความสำคัญในการผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองตามมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ซึ่งสหกรณ์ในภาคตะวันออกส่วนใหญ่จะเน้นส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตผลไม้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในฤดูกาลปี 2562 ทุเรียนในภาคตะวันออกจะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20%” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลจากแกลลอนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเพื่อผลิตแกลลอนใหม่

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President – Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Greenovative Lube Packaging กับ บางจาก ซึ่งมี คุณสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าการตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม ธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนลงนาม และ คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บางจากฯ เป็นประธานในพิธีฯ ณ อาคาร M Tower ถ.สุขุมวิท ซอย 62

โครงการ Greenovative Lube Packaging ถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาโมเดลการจัดการบรรจุภัณฑ์แกลลอนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว ซึ่งนับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยรวบรวมบรรจุภัณฑ์แกลลอนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว จากสถานีบริการน้ำมันบางจากและศูนย์บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น FURiO Care มาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นแกลลอนบรรจุน้ำมันหล่อลื่นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีเป็นผู้คิดค้นพัฒนาสูตรการทำเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษรวมถึงขั้นตอนการผลิตที่ประสานความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก ผู้ขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้รับรีไซเคิล

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2561 โดยวัดจากดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาสินค้าเกษตร และดัชนีรายได้เกษตรกร พบว่า

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43 เมื่อเทียบกับปี 2560 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ อาทิ ทุเรียน เงาะ และลำไย และปศุสัตว์ คือ สุกร
ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และโคเนื้อ ด้าน สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง และมังคุด

ในขณะที่ ดัชนีราคาสินค้าเกษตร ลดลงร้อยละ 5.86 เมื่อเทียบกับปี 2560 สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน สับปะรด และปศุสัตว์ คือ สุกร ไก่เนื้อ และโคเนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทุเรียน ลำไย และไข่ไก่

หากมองถึงดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 พบว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.19 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลง และเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกร ในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผล รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.46 โดยสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ คือ ทุเรียน เงาะ และลำไย

หมวดปศุสัตว์ รายได้เกษตรกร ลดลงร้อยละ 3.04 เนื่องจากผลผลิตสินค้าปศุสัตว์หลักทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และโคเนื้อ ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาส่วนใหญ่อ่อนตัวลง และหมวดประมง ลดลงร้อยละ 22.11 เนื่องจากราคากุ้งขาวแวนนาไมลดลง ซึ่งสอดคล้องกับราคาในตลาดโลกที่ลดลงตามภาวะอุปทานส่วนเกิน ทั้งนี้ แม้ดัชนีรายได้เกษตรกรของสาขาปศุสัตว์ และประมงจะลดลง แต่ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรยังเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของสาขาพืชเป็นหลัก รวมทั้งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการทางด้านการเกษตร ประกอบกับส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาด ด้วยหลักการตลาดนำการผลิตอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายพื้นที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2562 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2562 เน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้ดัชนีรายได้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

ผศ. กฤษณพงษ์ สังขวาศรี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มทร.ศรีวิชัย พร้อมด้วย อาจารย์ และ นักศึกษา ร่วมโครงการการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สู่ตลาดอาเซียน ครั้งที่ 2 โดย นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ ทั้งนี้ อาจารย์พรพโยม วรเชฐวราวัตร์ และ อาจารย์พันยศ วรเชฐวราวัตร์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ นำผลงานที่ประสบความสำเร็จ มาแสดงและแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลในการสัมมนา สำหรับช่วงบ่าย อาจารย์บุญรัตน์ บุญรัศมี อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในครั้งนี้ ณ โรงแรมราชมังคลาสงขลาเมอร์เมด จังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

จังหวัดลพบุรี โดยกรมการพัฒนาชุมชน จังหวัดลพบุรี สานแนวคิดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ลดปัญหาความเหลื่อมทางสังคม มุ่งเน้นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น เดินหน้าโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถขายได้และเป็นที่ต้องการของตลาด ดึงเสน่ห์ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมในท้องถิ่น สร้างอัตลักษณ์ให้สินค้ามีความโดดเด่น เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน วางเป้าหมาย 34 หมู่บ้าน ในจังหวัดลพบุรี สู่การสร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน เสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า “รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคมที่มุ่งเน้นสร้างรายได้และความเจริญ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง พัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน และมีคุณภาพ สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ลพบุรี

เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งมีชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจหลายชุมชน สามารถเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ในแต่ละปีจังหวัดลพบุรีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 3 ล้านคน สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวปีละ ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยล่าสุดจะมีการจัดงานเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และงานมหกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ในเดือน มกราคม 2562 และกุมภาพันธ์ 2562 เป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านท่องเที่ยวจากทุกอำเภอมาแสดงและจัดจำหน่าย

เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาล จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านยุคการผลักดันการขายสินค้า OTOP ออกจากชุมชน สู่การสร้างรายได้ ตามความต้องการ (Demand Driven Local Economy) โดยการขายสินค้าอยู่ในชุมชน ที่มาจากการท่องเที่ยว โดยใช้เสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ แปลงเป็นรายได้ ทั้งนี้ ครอบครัวและลูกหลานยังอยู่ร่วมกัน ไม่ต้องแข่งขันนำผลิตภัณฑ์ออกไปขายนอกชุมชน เป็นชุมชนท่องเที่ยว ที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ผลิตสินค้าและบริการ

รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระดับชุมชน ที่มีเสน่ห์ ดึงดูด และมีคุณค่าเพียงพอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน และใช้จ่ายเงินในทุกกิจกรรมของชุมชน เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ขณะนี้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ลพบุรี ทั้ง 34 หมู่บ้าน มีศักยภาพ และมีความพร้อมในการให้บริการด้านการท่องเที่ยว โดยจะให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ ประชาสัมพันธ์ และการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

นายพีรพงษ์ นุชรักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี ให้แนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดลพบุรีว่า “จังหวัดลพบุรีมีชุมชนที่น่าสนใจอยู่จำนวนมาก มีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต เราให้ชุมชนมีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของตนเอง โดยมีหน่วยงานต่างๆ เป็นพี่เลี้ยง ให้ความสำคัญกับการให้บริการในฐานะเจ้าบ้านที่ดี และพัฒนายกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านการท่องเที่ยว

เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน ในปีงบประมาณ 2562 เราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวชุมชน สร้างการรับรู้ให้กว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวของเมืองหลัก และเมืองรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับจังหวัดต่างๆ ในกลุ่มจังหวัดตอนบน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรีให้เกิดประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น”

นายวินัย พันธุ์อยู่ พัฒนาการจังหวัดลพบุรี ให้รายละเอียดถึงการจัดงานเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และงานมหกรรมชุมชนท่องเที่ยว ว่า “การจัดงานส่งเสริมการตลาดชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ของจังหวัดลพบุรี จะจัดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เป็นงานเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ใน วันที่ 9-13 มกราคม 2562 ณ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี

โดยให้หมู่บ้านเป้าหมายอำเภอละ 1 หมู่บ้าน แสดงนิทรรศการข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP นอกจากนี้ยังมีการประกวดร้องเพลง การประกวด “หนูน้อย นวัตวิถี” และมีการแสดงดนตรีทุกวัน ส่วนครั้งที่ 2 เป็นงานมหกรรมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยจะจัดระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์การค้า เซ็ลทรัลเวสท์เกต จังหวัดนนทบุรี โดยจะมีนิทรรศการด้านการท่องเที่ยวชุมชน การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของหมู่บ้านเป้าหมาย และผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีคุณภาพของจังหวัดลพบุรี

นายบุรินทร์ สิงโต ผู้นำชุมชน บ้านนิคม 3 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี) กล่าวทิ้งท้ายถึงความตื่นตัวของชุมชนต่อโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีว่า “ประชาชนในหมู่บ้านมีเห็นความสำคัญ และให้ความร่วมมือในจัดการด้านการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ได้เรียนรู้และพัฒนาการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญา ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการจัดตลาดนัดชุมชนซึ่งประสบความสำเร็จ มีนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าไปเยี่ยมชม และซื้อสินค้าของชุมชน ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว และพี่น้องประชาชนเข้ามาเยี่ยมชม และอุดหนุนสินค้าของชุมชน ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้เข้มแข็งต่อไป

ในยุคที่สังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ หากแต่จะต้องคำนึงถึงการดำเนินงานที่ช่วยสร้างสมดุลทั้งด้านสังคมที่มั่นคงและสิ่งแวดล้อมที่ดี ไปพร้อมๆ กับการเติบโตทางธุรกิจด้วย

ด้วยเหตุนี้ ในเวทีมอบรางวัลให้แก่องค์กรที่เป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านต่างๆ อย่าง “Thailand Corporate Excellence Awards 2018” ที่จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจึงตัดสินให้ “เอสซีจี” เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน / ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นปีที่ 9 นอกเหนือจากรางวัลอื่นๆ ที่เอสซีจีได้รับอีก 7 รางวัล

ความร่วมมือ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President – Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ และประธานคณะทำงาน Circular Economy เอสซีจี กล่าวว่า “ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้เอสซีจีได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่องถึง 9 ปี เกิดจากความร่วมมือของพนักงานทุกคนที่มี Passion ในการทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ตั้งแต่การวางแผนจนถึงการปฏิบัติจริง รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกัน ทำให้โครงการต่างๆ ขับเคลื่อนได้อย่างสัมฤทธิ์ผลและยั่งยืน โดยเชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะมีส่วนช่วยให้ประเทศชาติของเราเติบโตอย่างยั่งยืนได้เช่นกัน

สำหรับการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น เอสซีจีมีจุดยืนที่มั่นคงว่าเราจะพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานในทุกๆ ด้านอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้ริเริ่มและถ่ายทอดประสบการณ์ในการพัฒนากระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ตั้งแต่การผลิตที่ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด พัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพสูง สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงทน และคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ หลังการใช้งานของผู้บริโภค ยังสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตเดิมหรือกระบวนการอื่นที่ใกล้เคียงได้ด้วย”

ความมุ่งหวังต่อไปของเอสซีจี

“หากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวาง และอยู่ในจิตสำนึกของทุกคน การใช้ทรัพยากรของประเทศก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดประโยชน์กับภาพรวมของประเทศและโลกต่อไป” นายศักดิ์ชัย กล่าวสรุป

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของเอสซีจีที่มุ่งมั่นสร้างคุณค่าเพื่อตอบแทนสังคม และหวังให้องค์กรอื่นๆ นำไปต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นร่วมกันได้

ชุมชนบ้านแหลม ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นชุมชนที่มีทรัพยากรสัตว์น้ำหลากหลาย หอยตลับหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หอยปะ เป็นหอยประจำถิ่นมีอยู่จำนวนมาก แต่การนำมาใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ ที่จะสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่มี จึงนำไปสู่การแปรรูปหอยตลับให้มีมูลค่ามากขึ้น

ทั้งนี้ หอยตลับ หรือ หอยปะ มีเปลือกค่อนข้างหนา มีเนื้อน้อย มีให้เก็บทุกฤดูกาล มีการจับหอยตลับได้ในปริมาณที่มากกว่าแหล่งอื่นในลุ่มน้ำปะเหลียน โดยการจำหน่ายในรูปหอยตลับสด แปรรูปผลิตภัณฑ์หอยในรูปของหอยตลับดอง หอยตลับปรุงรส แต่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายตามเทศกาล ตามออเดอร์ที่สั่งของลูกค้า

โดยหอยตลับขนาดใหญ่และขนาดกลาง ชาวบ้านจะนิยมขายแบบสด ในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด ส่วนหอยตลับขนาดเล็กมีเนื้อค่อนข้างน้อย ซึ่งหอยตลับขนาดเล็ก ชั่งทั้งเปลือกมีประมาณ 110-140 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ชาวบ้านจึงนิยมนำมาลวกเอาแต่เนื้อของหอยมาทำกับข้าว และนิยมนำมาแปรรูปเป็นหอยตลับสมุนไพรเก็บไว้รับประทานในครัวเรือน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมพูนุช โสมาลีย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์ประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ทำวิจัยโครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านในเขตลุ่มน้ำปะเหลียนเพื่อยกระดับมาตรฐานอาหาร ซึ่งสนับสนุนโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมพูนุช กล่าวว่า ชุมชนบ้านแหลม ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน ดังนั้น การนำทรัพยากรในท้องถิ่นนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าจะสร้างความยั่งยืนในอาชีพและสร้างสินค้าให้ชุมชนในระยะยาว

จากแนวคิดดังกล่าว นักวิจัยได้ต่อยอดหอยตลับปรุงรส ปัญหาที่พบ คือ ทรายในหอย หอยมีการกินอาหารแบบกรอง (Filter feeder) และฝังตัวในทราย ทำให้ในเนื้อหอยจะมีทราย นักวิจัยแก้ปัญหาโดยใช้วิธีนำหอยสดมาแช่น้ำเค็ม 1 คืน เพื่อให้หอยมีการคายทรายออกก่อน จึงจะนำมาลวกเอาแต่เนื้อ

ส่วนกรรมวิธีการปรุงหอยแต่ละขนาดพบว่า ข้อดีของหอยตลับไซซ์เล็ก ถ้านำมาแปรรูปปรุงรส เวลาทอดจะได้เนื้อหอยที่กรอบและสามารถเก็บได้นาน ถ้าใช้หอยไซซ์กลางได้ความกรอบได้ไม่นานและเมื่อเก็บในระยะเวลานานจะทำให้เนื้อหอยเหนียวขึ้น

จากการวิจัยด้านการพัฒนาสูตรหอยตลับปรุงรส ที่มีด้วยกัน 3 รสชาติ คือ รสสมุนไพร รสน้ำจิ้มซีฟู้ด และรส 3 รส ผลการทดลองในด้านรสชาติและการสำรวจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า หอยตลับปรุงรส 3 รส เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุด ด้วยสูตรที่พัฒนาจากน้ำปรุงรสซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะขามเปียก ประกอบกับขนาดของหอยที่เหมาะสม ทำให้ได้หอยปรุงรส 3 รส ที่มีรสชาติกลมกล่อม อร่อย เคี้ยวเพลิน และอุดมไปด้วยโปรตีนจากหอย

น.ส.วรรณวิลัย มะเส็น กลุ่มแปรรูปหอยปะ (หอยตลับ) บ้านแหลม กล่าวว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ก่อนได้มีการมาพัฒนาคือ รสชาติของผลิตภัณฑ์ที่ไม่คงที่ การเก็บรักษา และการผลิตที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตไม่ทราบอายุเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพดีและอายุการเก็บที่ยาวนานขึ้น หลังจากการวิจัยและพัฒนาสูตร พบว่า ทำให้ได้สูตรการปรุงรสที่คงที่ แน่นอน มีการชั่งส่วนผสมอย่างถูกต้อง ด้วยกระบวนการผลิตที่ดี ทำให้เราสามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์หอยตลับปรุงรสได้นานถึง 2 เดือน โดยไม่มีการใส่สารกันบูด ผลการวิจัยได้นำลงสู่กลุ่มแปรรูปหอยตลับได้จริง เป็นความภาคภูมิใจที่ผลการวิจัยได้มีส่วนช่วยแก้ปัญหาและส่งเสริมให้ชุมชนมีการผลิตหอยปรุงรสมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ที่ตนเองผลิต จำหน่าย ทำให้สินค้าเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นและขยายตลาดไปได้มากขึ้น”

นอกจากนั้น ทางกลุ่มแปรรูปฯ ยังคงมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์หอยตลับดอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่หากินได้ยาก และหอยดองที่มีกลิ่นหอม รสชาติดี ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถทำหอยดองได้สูตรอย่างลงตัวต้องมากินที่บ้านแหลม การแปรรูปหอยดองต้องนำหอยสดที่ผ่านการแช่แล้ว คายทรายออกแล้ว นำมาผ่าให้ได้เนื้อแล้วนำมาดอง

โดยใส่น้ำแช่จากแป้งข้าวเหนียว 80 กรัม เกลือ 75 กรัม น้ำตาลทราย 25 กรัม กระเทียม 60 กรัม ระยะเวลาในการดองทั้งหมด 3-4 วัน จึงจะนำมารับประทาน โดยการนำหอยดองมายำใส่หอมแดงซอยและพริกขี้หนูหั่น

ซึ่งการจำหน่ายเดิมผู้ผลิตจะนำหอยดองใส่ถุงรัดยางวง ในงานวิจัยได้พัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์โดยนำหอยดองที่ได้ที่แล้วบรรจุในขวดแก้ว ปิดฝา ติดฉลาก และปิดด้วยฟิล์มหดรัดที่ปากขวด ทำให้ผลิตภัณฑ์หอยดองดูดี มีมาตรฐานสามารถเป็นของฝากของที่ระลึกได้