ทั้งนี้ ประเทศบราซิลเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง

จากขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากร และเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรที่ใช้ในการผลิตอาหารกุ้ง ซึ่งยังมีโอกาสให้ซีพีเอฟสามารถต่อยอดลงทุนในธุรกิจกุ้งที่ซีพีเอฟมีประสบการณ์ยาวนานและเป็นผู้นำตลาดทั้งในการผลิตอาหารกุ้ง และการเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจสัตว์น้ำในอนาคต

ผู้ผลิตปลาร้ายืนยันยังไงก็ต้องมีกลิ่น อย่าบังคับไม่ให้ปลาร้าไม่มีกล่ิ่นเพราะใช้สารเคมี

แม่หวานปลาร้าบองเผยรับได้กับการควบคุมปลาร้า เพราะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นมีผลทางด้านการตลาดและการจำหน่ายได้ แต่ยืนยันว่าก็เป็นไปไม่ได้ที่ปลาร้าจะไม่มีกลิ่น เพราะผิดธรรมชาติ และยืนยันว่าของแท้ที่ถูกสุขลักษณะและถูกหลักอนามัย จะต้องมีหนอน แต่เป็นหนอนแมลงหวี่ ที่ ไม่ใช่หนอนแมลงวันจึงจะผ่านการรับรองจาก อย.เพราะคือสิ่งบ่งชี้ว่าปลอดภัยจากสารพิษ สารเคมีและยาฆ่าหนอน ซึ่งอย.จะไม่อนุญาต ในขณะที่เจ้าของโรงงานปลาร้าหมักขวดขาย กล่าวว่า กรรมวิธีการทำปลาร้าเปลี่ยนไปแล้ว แต่การบังคับด้านกลิ่นที่คือธรรมชาติของปลาร้า จะเป็นการบังคับให้การผลิตหันไปใช้สารดับกล่น และสารเคมีที่กระทบเป็นอันตรายกับผู้บริโภคให้ ควรทบทวนส่วนนี้ให้ชัดเจน เพราะกระทบและฝืนความรู้สึกของทั้ง 28 กลุ่มอาชีพชุมชนของจังหวัดร้อยเอ็ด ที่จะต้องถูกบังคับให้ใช้สารเคมีดับกลิ่นซึ่งเป็นอันตราย ฝืนความรู้สึกของผู้ผลิต ที่จะส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค

นางจันถวา พูนเพิ่ม อายุ 60 ปี เจ้าของ สินค้า แม่หวาปลาร้าบอง ถนนเทวาภิบาล คุ้มวัดเวฬุวัน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งทำปลาร้าบอง และสินค้าด้านปลาร้า มาตั้งแต่ปี 2542 ด้วยการทำปลาร้า เป็นอาชีพ ที่ลงมือด้วยตนเอง ทั้งหมดเองถอดเกล็ด ปาดไส้ ก่อนทำการหมักเป็นเวลา 6 เดือน ด้วยกรรมวิธีใส่รำข้าวใส่สับปะรดเพื่อลดความเค็ม ลดกลิ่นเหม็นทำให้เนื้อปลานุ่มอร่อยก่อนแปรรูปเป็นปลาร้าบอง ปลาร้าหมัก ปลาร้าผง น้ำปลาร้า เพื่อจำหน่าย ยืนยันว่า การที่มีการออกระเบียบ ไม่ให้ปลาร้ามีกลิ่น

เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะโดยธรรมชาติ ปลาร้าต้องมีกลิ่น แต่ปัจจุบันกรรมวิธี ที่ใช้ทำ ไม่ได้มีกลิ่นน่ารังเกียจเมื่อในอดีต ที่พ่อค้า นายทุนทำ แต่เป็นกลุ่มชาวบ้านทำกันเอง ทั้งบริโภค ทั้งการขาย จึงต้องเน้นที่ความสะอาด ถึงจะไม่มีกลิ่นก็เป็นกลิ่นหอม ที่รับได้ และก็ผ่านการรับรอง จากอย. ที่มาสุ่มตรวจทุกเดือน จึงยืนยันว่า ยังไงเสียปลาร้าก็ต้องมีกลิ่น แต่ไม่ใช่กลิ่นเน่าเหม็นเหมือนเดิม ในขณะที่ ส่วนหนึ่งของปลาร้า ยังไงเสียก็ต้องมีหนอนปรากฏที่ปากโอ่ง ซึ่งคือการยืนยันว่า เป็นการทำตามคำวิธีที่ถูกต้องปลอดภัย พระทุกองค์จึงต้องมีหนอน จึงจะผ่านการยอมรับ และอนุญาต ให้ผลิตจำหน่ายได้ ซึ่งนอนปัจจุบัน ก็ไม่ใช่หนอนแมลงวัน ที่ตัวใหญ่ๆเหมือนเดิม แต่เป็นหนอนแมลงหวี่ ตัวเล็กๆ ซึ่งคือหนึ่งในการยืนยันว่า ผ่านกรรมวิธีที่ปลอดภัย ไม่มีการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง เข้ามามีส่วนในการผลิต จึงผ่านการรับรองจากอย ให้จำหน่ายได้ และเป็นที่ยอมรับ ทั้งจำหน่ายหน้าบ้าน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 บาทขึ้น

นอกจากนั้น ยังเป็นที่ยอมรับ วางจำหน่าย ในห้างสรรพสินค้าดังๆ ทั้งจังหวัด สร้างรายได้ จากห้างสรรพสินค้า ประมาณเดือนละ 10,000 ถึง 15,000 บาท ได้สบายสบาย และยืนยันว่า ตนเองเห็นด้วย กับการเข้ามาควบคุม เพราะจะได้มีความเป็นมาตรฐาน ความสะอาด ถูกหลักอนามัย สร้างความสบายใจให้กับผู้บริโภคได้ แต่ไม่เห็นด้วย หากจะควบคุม ไม่ให้ ปลาร้า ไม่มีกลิ่นเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ควรจะมีการทบทวนเรื่องกลิ่น ก็น่าจะดี และเป็นที่รับได้ ของคนที่มีอาชีพ ทำปลาร้าขาย โดยถูกต้องตามหลักอนามัย ภายใต้การควบคุมของ อย. ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการอนุญาตให้ผลิต จำหน่ายได้ อย.ก็ไม่ได้เน้น เรื่องกลิ่น แต่เน้นเรื่องความสะอาด ถูกหลักอนามัย ที่มีการตรวจทุกเดือนอยู่แล้ว เป็นหลัก ก็น่าจะถือว่าเพียงพอแล้ว

ทางด้านนางจันทร์เพ็ญอากาศอายุ 38 ปี เจ้าของปลาร้า บรรจุขวด หมู่ 5 บ้านคุ้มใต้ ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ เจ้าของปลาร้าบรรจุขวด แซ่บอีสาน กล่าวว่า ได้ข่าว การออกมาตรการควบคุมกลิ่นของปลาร้า ตนเองไม่เห็นด้วย และคนที่ออกกฎหมาย คงไม่เข้าใจ และยึดติดกับภาพการผลิตเดิมเดิมๆ แบบบ้านๆ ของชาวบ้าน ที่ทำง่ายๆ หมักใส่ถัง ที่ไม่สะอาด จึงเกิดกลิ่น ลักษณะปลาเน่า ที่ปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้านการผลิต เพื่อการบริโภค เพื่อการจำหน่าย แบบรัดกุมมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นของตน ทำด้วยกำวิธี มีหม้อต้มฆ่าเชื้อ

เครื่องจักรบรรจุขวด เครื่องจักตอกฝา ที่สะอาดถูกหลักอนามัย ผ่านทั้ง ฮาลาล ผ่าน อย. GMP และเป็นสินค้าโอทอป ซึ่งเป็นที่ยอมรับ ยืนยันว่า กลิ่น คือธรรมชาติของปลาร้า ของแท้ ซึ่งจะต้องมีกลิ่นบ้าง แต่ไม่มาก หากไม่มีกลิ่น ถือว่าผิดธรรมชาติ เพราะขั้นตอนการหมัก ปลาร้า ตามวิธีการที่ถูกต้อง จะต้องมีกลิ่นบ้าง แต่ไม่ใช่กลิ่นเหม็น เหมือนในอดีตแล้ว ยืนยันว่า ปากปลาร้า ไม่มีกลิ่น ก็แปลกและผิดธรรมชาติ เหมือนน้ำปลาต้องมีกลิ่นน้ำตา เหมือนซอสก็ต้องมีกลิ่นซอส และปลาร้า ก็ต้องมีกลิ่นเฉพาะ แต่ทุกวันนี้ กลิ่นไม่เหม็นแล้ว ดังนั้นยืนยันว่าเห็นด้วยกับการควบคุมความสะอาด แต่ไม่เห็นด้วยกับการควบคุมกลิ่น เพราะอย่างน้อย ทุกวันนี้ ปลาร้า แม้จะไม่มีกลิ่น เหม็น เหมือนในอดีต แต่ก็ต้องมีกลิ่นบ้าง จึงเป็นที่ยอมรับ ของอย.

ยืนยันว่า ควรจะลด เงื่อนไข เรื่องกลิ่นของปลาร้าลง เพราะหากยังจะฝืน ควบคุมเรื่องกลิ่น ก็ เหมือนกับการบังคับ ให้ผู้ผลิต ที่พยายามทำตามหลัก ความถูกต้อง ด้านความสะอาด ถูกหลักอนามัย ปลอดสารพิษ สารเคมี อาจต้องใช้ตัวช่วย ด้านการดับกลิ่น เข้ามาใช้ ก็เท่ากับ นำสิ่งแปลกปลอมเข้ามาใช้ จะสร้างผลกระทบ และเป็นอันตราย สำหรับผู้บริโภคได้ เรื่องนี้ รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้อง

โดยตรง ควรคิดให้ถ้วนถี่ก่อน จากกำหนดมาตรการเรื่องกลิ่น โดยไม่ได้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ถือว่าเป็นผลเสียแน่นอน และกระทบต่ออาชีพ ของชาวบ้าน หลุ่มอาชีพการตั้งกลุ่มชุมชน กลุ่มโอทอป กลุ่มวิสาหกิจชุมชน อย่างแน่นอน จึงฝากพิจารณา เหล่านี้ด้วย เพราะผู้ผลิตปลาร้าทั้ง 28 กลุ่มในจังหวัดร้อยเอ็ด จะได้รับผลกระทบด้วยทั้งหมด หากบังคับให้ผลิตปลาร้าไม่มีกลิ่น จนต้องหันไปใช้สารบังคับกลิ่น ด้วยสารเคมี ก็คงฝืนความรู้สึก ด้านความมาปลอดภัย เพื่อผู้บริโภคของทุกกลุ่มอย่างแน่น่อน

หากเข้าไปในร้านลาบแถบอีสานใต้ จะพบตะกร้าผักแกล้มที่มีพืชใบรีกลิ่นหอมเปรี้ยวอ่อนๆ คล้ายยอดมะม่วงแซมอยู่ รสชาติของผักชนิดนี้ฝาดเปรี้ยว ซ่าที่ปลายลิ้นเล็กน้อย ตัดกับรสของเนื้อลาบที่เผ็ดเค็มได้เหมาะพอดีจนได้รับความนิยมอย่างยิ่ง แต่พืชชนิดนี้ไม่ได้เป็นของไทยแต่แรก และเพิ่งเข้ามาในร้านลาบไม่นานนี้โดยเหล่าแรงงานไทยในตะวันออกกลาง จึงเรียกกันว่า “มะตูมซาอุ” “มะตูมแขก” หรือ “สะเดาบาห์เรน”

มะตูมซาอุ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Schinus Terebinthifolius ชื่อภาษาอังกฤษว่า Brazilian Pepper Tree มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ แถบบราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะใบคล้ายมะตูม แต่มีดอกคล้ายสะเดา จึงได้ชื่อเรียกในภาษาไทยเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วเป็นพืชในวงศ์ใกล้เคียงกับมะม่วง ที่ประเทศต้นกำเนิดอย่างบราซิล ใช้เป็นเครื่องเทศ ส่วนตะวันออกกลางปลูกต้นมะตูมซาอุนี้ใช้เป็นไม้ประดับตกแต่งเนื่องจากปลูกง่ายและทนต่อสภาพอากาศ แต่แรงงานอีสานที่ไปทำงานในประเทศนั้นเห็นว่ามีลักษณะและกลิ่นน่าจะกินได้ จึงทดลองนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริก ลาบ และพบว่าเข้ากันได้ดี จึงลักลอบนำเมล็ดกลับมาปลูกด้วยเมื่อถึงเวลากลับบ้าน ซึ่งเหตุที่ว่ามะตูมซาอุนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ที่สภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกันจึงเติบโตได้ดีในประเทศไทยยิ่งไปกว่าอากาศแล้งร้อนแบบอาหรับ

มะตูมซาอุถูกนำมาเป็นผักแกล้มลาบในประเทศ ไทยครั้งแรก ไม่สามารถสืบได้ว่าเมื่อปีใดแต่น่าเชื่อว่าจะเริ่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากสามารถพบได้ในร้านลาบและอาหารอีสานในจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นของสามัญประจำตะกร้าผักมากกว่าในจังหวัดอื่น ก่อนจะแพร่ขยายความนิยมไปทั่วทั้งภาคอีสาน และเข้ามาถึงร้านลาบในกรุงเทพมหานคร ผ่านร้านอาหารอีสานตามริมทางยามค่ำคืนที่ส่วนมากลูกค้าเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่มาจากร้อยเอ็ด

โดยเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีตลาดขายส่งขายปลีกรับซื้อ-ขาย ไม่ต่างจากผักชนิดอื่น โดยราคาขายที่ตลาดคลองเตย พื้นที่ตลาดลาวซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าวัตถุดิบอาหารอีสานขายให้แก่ร้านอาหารหรือรถเข็นแผงลอยอีสาน ขายอยู่กำละ 10-15 บาท แล้วแต่ฤดูกาล ส่วนต้นพันธุ์ขายตามตลาดต้นไม้ในราคาต้นละ 80-100 บาท หาได้ไม่ยาก

แม้จะเป็นเอเลียนสปีชีส์ในทางหนึ่ง แต่มะตูมซาอุหรือสะเดาบาห์เรน ก็เหมาะกับประเทศเขตร้อนเช่นเดียวกับอเมริกาใต้ที่เป็นถิ่นกำเนิด ไม่แตกต่างจากพืชพื้นถิ่นอเมริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็น จามจุรี (Rain tree) หางนกยูง (Peacock’s crest, Flame tree) ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia) หรือศรีตรัง (Jaqaranda) ที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศในยุครัชกาลที่ 5-6 มาปลูกจนนึกกันไปเองว่าเป็นพืชท้องถิ่นของไทยที่พบได้ทั่วไปตั้งแต่ในกรุงจนถึงหัวไร่ปลายนาต่างจังหวัด แต่ในกรณีของมะตูมซาอุนั้น เป็นการนำมาปลูกเพื่อตอบสนองการบริโภคของชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่การนำเข้ามาปลูกประดับสวยงามตามรสนิยมของชนชั้นสูงในสังคม

จนถึงทุกวันนี้แม้จะไม่สามารถไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียได้อีกต่อไป แรงงานไทยอีสานที่ไปทำงานขายแรงยังประเทศอาหรับ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน หรือคูเวต ก็ยังสืบต่อการใช้มะตูมซาอุเป็นผักเคียงกินกับลาบและอาหารอีสาน ควบคู่ไปกับโลกยุคใหม่ที่สามารถขนส่งสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารทั้งสดและแห้งจากประเทศไทยไปปรุงรับประทานพร้อมกัน

มะตูมซาอุ จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์การเปิดรับสิ่งใหม่จากต่างแดนที่ชาวอีสานออกไปแสวงหานำเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และรสชาติเก่าแก่ของอีสาน จนได้ความแตกต่างแปลกใหม่ที่ลงตัวและกลายเป็นของมีมูลค่าที่ไม่มีมาก่อนทั้งในประเทศต้นทางและประเทศไทยเอง

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีอากาศร้อนโดยทั่วไป และมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนไว้ด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 24-27 เมษายน 2561 จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบริเวณประเทศไทยตอนบน โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าฝ่า และมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ ซึ่งจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน
ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีอากาศร้อนโดยทั่วไป ในขณะที่ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้าปกคลุมประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 12:00 วันนี้ ถึง 12:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี และบึงกาฬ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

น.ส.เพ็ญนภา หัสรังค์ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกร จ.จันทบุรี พร้อมด้วย นายสุนทร สันติมิตร นายกเทศบาลมนตรีตำบลตกพรม ตลอดจนผู้นำชุมชน ลงพื้นที่เข้าสำรวจความเสียหาย จากเหตุการณ์ พายุฤดูร้อนพัดถล่มสวนผลไม้ ในพื้นที่ ม.1 ม.4 และ ม.9 ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี โดยเฉพาะสวนทุเรียน มีต้นทุเรียนหมอนทองอายุกว่า 30 ปี แต่ละต้นสามารถให้ผลผลิตได้ ต้นละกว่า 40,000 บาท ต่อปี ถูกแรงลมพัดต้นหักโค่นระเนระนาดผลผลิตร่วงหล่นเสียหายโดยรวม เบื้องต้นกว่า 160 ตัน คิดเป็นค่าเสียหาย กว่า 12 ล้านบาท

จากการตรวจสอบพบมีผลผลิตทุเรียนพันธุ์หมอนทองและก้านยาว ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวถูกลมพัดร่วงหล่นกระจายเกลื่อน ความเสียหายคลอบคลุมพื้นที่กว่า 370 ไร่ ใน 3 หมู่บ้าน จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหาย จากหลายตำบล คิดเป็นน้ำหนักรวม กว่า 160 ตัน โดยมีเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน 37 ครัวเรือน และยังรวมไปสิ่งก่อสร้างบ้านพักอาศัยเสียหาย จำนวน 3 หลัง ค่าความเสียหายเบื้องต้นมากกว่า 12,000,000 บาท

ขณะที่เกษตรกรชาวสวนบ้างราย ถูกลมพายุพัดกระหน่ำเสียหายไปก่อนหน้านี้ ยังถูกผู้ประกอบการโรงงานทุเรียนทอดกดราคาลง เหลือเพียงกิโลกรัมละไม่ถึง 20 บาท หลังการเข้าสำรวจความเสียหาย เทศบาลตำบลตกพรม จะได้รายงานไปยัง อ.ขลุง เพื่อพิจารณาเข้าช่วยเหลือชดเชยให้กับพี่น้องเกษตรกรที่เสียหายต่อไป

อย่างไรก็ตามสถานีอุตุนิยมวิทยาจันทบุรี คาดหมายอากาศล่วงหน้าในพื้นที่ จ.จันทบุรี แม้ว่ามวลอากาศเย็นได้เริ่มปกคลุมแล้ว ทำให้ตั้งแต่วันนี้แนวโน้มของฝนจะลดลงอย่างชัดเจนในช่วงปลายสัปดาห์ ก็ยังคงจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน แต่บางพื้นที่เกษตรกรควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะตามที่ลาดเชิงเขารับลม ที่อาจทำความเสียหายกับพืชผลทางการเกษตร

รศ.ดร. ชยาพร วัฒนศิริ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน รากฐานนวัตกรรมและพัฒนายั่งยืน” จัดโดยสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า มฟล.ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 20 ได้ดำเนินกิจกรรมตามพระปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในการปลูกป่าสร้างคน มุ่งสร้างคน สร้างความรู้ สร้างคุณภาพ และสร้างคุณธรรม มหาวิทยาลัยตระหนักถึงการพัฒนาทรัพยากร ที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของพี่น้องภาคเหนือตอนบนตลอดจนประชาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้จัดตั้งโครงการสวนพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา มีภารกิจหลักในการเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทางพฤกษศาสตร์ในลักษณะที่เป็นอุทยานการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ รวบรวมและสะสมพรรณไม้ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งจัดแสดงพรรณไม้ในรูปแบบของสวนที่แตกต่างกัน อนุรักษ์และเผยแพร่พืชพรรณไม้ต่างๆ ที่หายากของประเทศไทย

รองอธิการบดี มฟล.กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวยังมีส่วนของสวนสมุนไพร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำพืชสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ของพืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ในการทำวิจัยเกี่ยวกับการสกัดผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ การนำผลิตภัณฑ์ธรรมชาติไปใช้เป็นยาและเครื่องสำอาง

“มีการวิจัยและพัฒนาจนในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรของมหาวิทยาลัย ในนาม เจ้าคุณวัน และมหาวิทยาลัยยินดีให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนางานวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ พื้นบ้านของไทยให้ก้าวหน้า” รองอธิการบดี มฟล.กล่าว

การประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ เป็นเวทีนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ่ายทอดเทคโนโลยีของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเกิดการเรียนรู้ ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ วิชาชีพ และการต่อยอดทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้านต่อไป

พวงคราม ชื่อวิทยาศาสตร์ Petrea Volubilis L. ชื่ออื่นๆ พวงม่วง ช่อม่วง ถิ่นกำเนิด หมู่เกาะเวสต์อินดีส บราซิล อเมริกากลางและแถบทะเลคาริบเบียน

เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ แข็งแรง เลื้อยแบบพาดพัน เลื้อยไปได้ไกล เนื้อไม้แข็ง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทาอมขาว เรียบไม่แตกสะเก็ด มีรูหายใจแตกเป็นเม็ดเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงกันข้าม แต่ละคู่ออกเรียงสลับ รูปรีหรือแกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและแข็งสากระคายมือ

ผิวด้านหลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอกสีม่วงครามหรือม่วงเข้ม ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบใกล้ปลายเถา ช่อดอกยาว 15-25 ซ.ม. กลีบเลี้ยงหรือใบประดับสีม่วงอ่อน โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตื้นๆ ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ออกดอกเดือน ธ.ค.-ก.พ. ผลขนาดเล็ก
ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ขยายพันธุ์โดยเมล็ดและตอนกิ่ง

ก้นจ้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff ex Sherff. เป็นพืชล้มลุก สูง 1-2 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนประปราย ใบประกอบ ใบย่อยรูปไข่ปลายเรียวแหลมโคนสอบ ขอบขยักฟันปลา ผิวมีขนบางๆ ทั้งสองข้าง ดอกเป็นกระจุกสีเหลือง กลีบเป็นฝอย ก้านดอกแข็ง ยาวประมาณ 5-10 ซ.ม. ผลยาว ปลายมีรยางค์ 2-5 อัน ผิวมีขนสั้นๆ ขึ้นอยู่ตามริมสวนไร่นาทั่วไป ขยายพันธุ์โดยชำเมล็ด

สรรพคุณสมุนไพร ใบรสจืดเย็น ใบสดตำคั้นเอาน้ำหยอดตา แก้ตามัว ตำพอกแผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก