ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาเวียดนามส่งออกข้าวรวมทั้งหมด 5.77 ล้านตัน

แบ่งเป็นส่งออกข้าวขาว 2.183 ล้านตัน ขยายตัว4% จากปี 2559 ที่ส่งออกได้ 2.10 ล้านตันและเป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดส่งออกข้าวหอมมะลิเวียดนามสามารถทำได้ถึง 1.94 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.55 ล้านตัน แต่หากเทียบย้อนหลังไป 10 ปีจะพบว่าเวียดนามส่งออกข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นถึง 1,991% จาก 92,861 ตัน ในปี 2550 ขณะที่

ภาพรวมข้าวไทยส่งออกได้ 11.6 ล้านตัน เป็นข้าวขาว 100% ปริมาณ 993,636 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 59.6% จากปี 2559 ที่ส่งออกได้ 622,450 ตัน แต่หากเทียบย้อนหลังไป 10 ปี จะพบว่ายอดส่งออกข้าวขาวไทยลดลง 30% จากปี 2550 ที่เคยส่งออกได้ 1.4 ล้านตัน ส่วนข้าวหอมมะลิ 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.53 ล้านตัน แต่หากเทียบย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่ายอดส่งออกหอมมะลิไทยลดลง 13.2% จากปี 2550 ที่เคยส่งออกได้ 1.85 ล้านตัน

จี้พัฒนาพันธุ์ข้าวไทย

อย่างไรก็ดี สมาคมผู้ส่งออกข้าวได้นำประเด็นนี้ไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เพื่อหาแนวทางรักษาตลาดส่งออกข้าวไทยในอนาคต โดยให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยเฉพาะพันธุ์ กข 53 และ กข 21 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเดิมที่ไทยมีอยู่ และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาก คือรสชาติดี เหนียวนุ่ม แต่ผลผลิตต่อไร่ต่ำเพียง 400 กก.ต่อไร่ ทำให้เกษตรกรไม่นิยมปลูก หันไปปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตเร็วเพื่อทำตลาด แต่หากไทยสามารถพัฒนาต่อยอดได้จะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น และชาวนาก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นด้วย แต่หากไม่เร่งแก้ไขในอนาคตไทยอาจเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่งไม่ใช่แค่เวียดนาม อาจจะเสียให้กับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นด้วย

“ปีนี้เราไม่มีปัจจัยเรื่องสต๊อกข้าวเป็นแรงกดดันราคาข้าวในตลาด แม้สต๊อกข้าวยังคงค้างบ้างแต่ก็ไม่ใช่ข้าวที่ใช้ในการบริโภค เป็นข้าวที่เข้าสู่อุตสาหกรรม ทิศทางราคาข้าวเปลือกตอนนี้ปรับตัวดีขึ้น เฉลี่ย 8,500 บาทต่อตัน เนื่องจากข้าวในมือชาวนามีน้อย โดยปีการผลิต 2561/2562 ประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกอยู่ที่ 30 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา”

ซ้ำเติมค่าบาท

นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งของไทย ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันอย่างมาก ส่งผลให้ไทยขายข้าวแพงกว่าเวียดนาม ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้ไทยมีโอกาสเสียตลาดให้คู่แข่งเพิ่มขึ้น จึงคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและควบคุมให้ค่าเงินบาทไทยมีเสถียรภาพ หากจะปรับค่าเงินให้อ่อนค่าก็ขอให้ค่อย ๆ ลง ผู้ส่งออกข้าวจะได้ปรับตัว รวมถึงผู้ส่งออกสินค้าอื่น ๆ ด้วย

ด้านแหล่งข่าวจากวงการส่งออกข้าวเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาการแข่งขันพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเกิดขึ้นรุนแรงช่วง 2-3 ปีนี้ และปีนี้รุนแรงมาก ส่วนหนึ่งเพราะราคาข้าวหอมมะลิพรีเมี่ยมของไทยสูงถึงตันละ 1,200 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด ผลผลิตลดลงทำให้ราคาสูงขึ้น เกษตรกรได้ประโยชน์ แต่เป็นจังหวะที่คู่แข่งได้เริ่มทำตลาด

ข้าวสายพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะข้าวเวียดนามมาแรงมาก แข่งกับข้าวหอมมะลิไทยในตลาดจีน ด้วยจุดแข็งที่ราคาถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง และมีความนุ่มเหนียวจึงได้รับความนิยมมากกว่า ปีที่ผ่านมาจีนนำเข้าไปหลายแสนตัน และยังมีอีกชนิดเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ของกัมพูชาที่ผู้ประกอบการจีนลงทุนเข้าไปพัฒนาสายพันธุ์ในกัมพูชา และส่งกลับไปขายตลาดจีนในราคาตันละ 500-600 เหรียญสหรัฐ

“ปัญหานี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากผู้ส่งออกไปแนะนำชาวนาให้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ราคาถูกมาแข่งกับข้าวเวียดนาม ก็อาจถูกกล่าวหาว่าทำให้เกษตรกรไทยขายข้าวหอมมะลิซึ่งมีราคาสูงได้ลดลง รายได้ลดลง แต่หากเราไม่พัฒนาพันธุ์ขึ้นมาแข่งขัน ไทยจะเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไปให้เวียดนามและกัมพูชาในอีกไม่ช้าแน่นอน ขณะนี้จึงมีผู้ส่งออกรายใหญ่บางราย เช่น

ธนสรรไรซ์ ได้เข้าไปหารือกับกรมการข้าว ขอให้เป็นผู้จำหน่ายข้าวพันธุ์ใหม่ที่กรมการข้าวกำลังจะทดลองวางตลาด ซึ่งเป็นพันธุ์ที่สามารถแข่งขันด้านราคากับเวียดนามได้”

ด้านนายสมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า คาดการณ์ปี 2561 จะส่งออกได้ 9.5 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวขาว 4.5 ล้านตันข้าวหอมมะลิ 1.8 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 2.3 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.4 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.5 ล้านตัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 1-16 มกราคม 2561 ไทยส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ปริมาณ 0.433 ล้านตัน อินเดียได้ 0.408 ล้านตัน และเวียดนามได้ 0.14 ล้านตัน

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 61 เจ้าหน้าที่หน่วยป่าไม้ ตก. ที่ 18 ( ผาลาด ) ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.เมืองตาก จ.ตาก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่เกียวข้อง สังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 จ.ตาก และตำรวจภูธรหนองบัวเหนือ อ.เมืองตาก ร่วมกันจับกุมนาย นิคม มั่นภัคดี ตรวจยึดซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ลิงแสม ) จำนวน 1 ซาก ประกอบด้วย หัว1หัว มือ 2 มือ เท้า 2 เท้า เนื้อที่ชำแหละจำนวน 2 กิโลกรัม และยึดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอลด้า จำนวน 1 คัน โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบ ว่า มีพรานป่าล่าสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ จึงรวบรวมของกลางทั้งหมด นำส่ง ดำเนินคดีที่สภ.หนองบัวเหนือ แล้ว

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายขุนไกร สุขสุมิตร นายอำเภอโพนสวรรค์ จ.นครพนมระดมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหารจาก มทบ.210 นครพนม ผู้นำชุมชนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาพายุฝนหลงฤดู เนื่องจากเป็นพื้นที่อำเภอที่ได้รับผลกระทบหนักสุด มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ รวม 4 ตำบล 22 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายรวม 320 หลังคาเรือน พังเสียหายหนักสุดรวม 20 หลังคาเรือน โรงเรียนอีก 2 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดุแล เร่งซ่อมแซมช่วยเหลือเบื้องต้น

จากการตรวจสอบ นอกจากมีบ้านเรือนของเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย ยังพบว่าพืชเศรษฐกิจสวนยางพาราของเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก เบื้องต้นจากการสำรวจพบว่า มีสวนยางได้รับผลกระทบจากพายุฝนหลงฤดูกว่า 300 ไร่ มีต้นยางหักโค่น เสียหายมากกว่า 5,000 ต้น เกษตรกรเดือดร้อนกว่า 150 ราย ส่วนใหญ่เป็นต้นยางที่มีอายุเกินกว่า 10 ปี และสามารถกรีดยางได้ทั้งหมด สร้างมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรสวนยางอย่างหนัก เนื่องจากต้องเจอวิกฤติราคายางตกต่ำ และยังมาเจอพายุฝนถล่มต้นยางเสียหายอีก

ด้านนายชุมพล แย้มวิจิตรจรรยา อายุ 51 ปี เกษตรอำเภอโพนสวรรค์ เปิดเผยว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมาก มาตั้งแต่ต้นปี ไม่เพียงฝนตกหนักยังมีลมแรง พื้นที่การเกษตรที่กระทบหนักสุดคือ สวนยางพารา สำรวจแล้วเสียหายกว่า 5,000 ต้น หักโค่นกลางลำต้นส่วนใหญ่ เพราะเป็นพายุหมุน และเป็นต้นที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ในระยะยาว ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือจะมีการช่วยเหลือดังนี้ สำหรับเกษตรกรที่เป็นสมาชิก องค์การสวนยาง หากได้รับความเสียหาย 20 ต้นขึ้นไป รับ 3,000 บาทต่อราย นอกจากนี้ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้ามาพิจารณาช่วยเหลือในกรณีไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การสวนยาง หรือหากไม่เข้าหลักเกณฑ์ทั้งสอง จะได้รับการช่วยเหลือจากเงินทดรองราชการ แต่ต้องเป็นความเสียหายแบบสิ้นเชิง เป็นเงิน ประมาณ 1,690 บาท ต่อไร่ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาจไม่คุ้มค่า แต่ทางราชการพยายามหาทางช่วยเหลือ ตามระเบียบหลักเกณฑ์ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ด้านนางสาวพัชรินทร์ กฐินสมมิตร์ อายุ 31 ปี เกษตรกรชาวสวนยาง เปิดเผยว่า ยอมรับว่าพายุฝนครั้งนี้หนักมาก มาแค่ชั่วโมงเดียว ต้นยางพาราในสวนหักโค่นไปกว่า 1,000 ต้น เห็นแล้วน้ำตาแทบร่วง เพราะต้นยางอายุมากกว่า 10 ปี ทั้งหมด กำลังให้ผลผลิตทุกวัน และปลุกมามีต้นทุนดูแลสูง บวกกับช่วงนี้ราคายางพารายิ่งตกต่ำ ยิ่งมาเจอภัยธรรมชาติซ้ำเติมอีก ขาดทุนหนัก เสียหายมาก คิดเป็นเงินหลายแสนบาท เพราะต้นยางแต่ละต้นยังสามารถกรีดยางได้อีกหลายปี ถึงแม้ทางภาครัฐจะช่วยเหลือเยียวยา แต่ยืนยันว่าไม่คุ้มค่า เพราะมูลค่าความเสียหายสูง แต่ต้องทำใจเพราะเป็นภัยธรรมชาติ

สศก. เผยผลติดตามโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง” ปี 2560 เกษตรกรได้องค์ความรู้ เข้าใจหลักทฤษฎีใหม่ ปรับแนวคิดสู่เศรษฐกิจพอเพียงได้มากขึ้น ช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายทางการเกษตร 20,832 บาท/ปี พร้อมเดินหน้าขยายความสำเร็จ ปี 2561 หนุนเกษตรกรยกระดับคุณภาพชีวิต พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ผลการขับเคลื่อนโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง” เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับส่วนราชการในสังกัด ปราชญ์เกษตร ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ขับเคลื่อนโครงการ และส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน และสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

สศก. ได้ติดตามประเมินผลการดำเนินงานปี 2560 (ผลการดำเนินงานระหว่างกุมภาพันธ์ – พฤศจิกายน 2560) พบว่า ซึ่งหลังจากที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98 เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจการจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการวางแผนการผลิต สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและลดรายจ่ายทางการเกษตรด้วยการพึ่งพาตนเองเฉลี่ย 1,736 บาท/เดือน หรือ 20,832 บาท/ปี โดยแบ่งเป็นลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เช่น การปลูกผัก เลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่ไข่ไว้บริโภคในครัวเรือน จำนวน 964 บาท/เดือน และลดรายจ่ายทางการเกษตร เช่น ใช้แรงงานตนเอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ สารไล่แมลง และอาหารสัตว์ใช้เอง จำนวน 772 บาท/เดือน นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของครัวเรือนได้ 132 บาท/เดือน เช่น ค่าบุหรี่ สุรา การเล่นพนันเสี่ยงโชค ส่งผลให้เกษตรกรมีการออมเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้นและชำระหนี้ได้ตรงเวลาจากการพึ่งพาตนเอง

พร้อมนี้ เกษตรกรให้ความเห็นว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว เกษตรกรตั้งใจจะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยจัดสรรพื้นที่ให้เป็นไปตามองค์ประกอบ คือ แหล่งน้ำ นาข้าว ปลูกพืช และที่อยู่อาศัย/เลี้ยงสัตว์ ส่วนเกษตรกรที่มีสภาพของพื้นที่ไม่เหมาะกับการขุดบ่อเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร และยังไม่พร้อมด้านสภาพพื้นที่ มีความตั้งใจจะทำการเกษตรแบบผสมผสาน

สำหรับการดำเนินงานในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น อีกจำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

“หมูย่าง-ปลาดุกร้า” หมูย่างหนึ่งเดียว พัทลุง ปลาดุกร้าสมุนไพรรายแรกประเทศไทย ยอดขายพุ่งหลายเท่าตัว หมูย่าง 1 สัปดาห์ ทำยอดขาย 300,000 บาท ปลาดุกร้าสมุนไพร ขยายตัว มูลค่ายอดขายเพิ่ม 4 เท่าตัว ชี้ ทิศทางตลาดอาหารสุขภาพ

นางเพียงเพ็ญ คงแสง ประธานกลุ่มแปรรูปปลาดุกร้าสมุนไพรชุมพล เงาะป่าซาไก เลขที่ 241 หมู่ที่ 1 บ้านชุมพล ต.ชุมพล อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2561 ปลาดุกร้าสมุนไพรชุมพล เงาะป่าซาไก จ.พัทลุง ยอดการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณจาก 40 กก./รอบ เป็น 200 กก./รอบ เนื่องจากได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูง แต่กำลังการผลิตก็ยังคงไม่เพียงพอ เพราะขาดโรงเรือนที่ทำการแปรรูป จึงไม่สามารถเพิ่มการผลิตได้

ทั้งนี้ปลาดุกร้าสมุนไพรชุมพล เป็นสูตรน้ำหมักสมุนไพรเงาะป่าซาไกที่กำลังได้รับความนิยม ได้รับการรับรองให้เป็นของดีจังหวัดพัทลุง คือ เป็นภูมิปัญญาเอกลักษณ์จังหวัดพัทลุงด้วย นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง กำลังทำการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้เป็นสินค้าซื้อเป็นของฝากได้ด้วย ปัจจุบันมีมูลค่าเพิ่มถึง 50,000 บาท จากเดิม 10,000 บาท จากอัตราผลิตเฉลี่ย 2 วัน/รอบ

“ปลาดุกร้า ยังคงราคาไว้ที่ 250 บาท/กก. มีการเปิดให้จองล่วงหน้า ตลอดจนออกบูธงานสำคัญหลายจังหวัด ไปจนถึงในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการขาย การตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก เพราะเป็นสินค้าบริโภคที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ทางด้านสุขภาพ”

“ส่วนการแปรรูปปลาดุกร้าสูตรสมุนไพร จะใช้ปลาดุกบิ๊กอุยที่รับซื้อปลาจากคนในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมนอกจากรับซื้อในตลาดทั่วไป โดยเลือกซื้อปลาดุกที่เลี้ยงจากบ่อดิน ทำให้ปลาเนื้อนุ่ม มีรสชาติอร่อย วิธีการผลิตก็จะนำปลาดุกสดประมาณ 50 กก. มาแปรรูปเป็นปลาดุกร้า เมื่อแปรรูปเสร็จจะได้ปริมาณ 16 กก. ไม่มีสารเจือปน เป็นสูตรเฉพาะของเงาะป่าซาไก มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย และถือว่าเป็นเจ้าเดียว และเจ้าแรกของประเทศไทย และนอกจากผู้บริโภคกจะได้รับโปรตีนจากเนื้อปลาแล้ว ยังได้รับประโยชน์จากสมุนไพรด้วย”

ด้านนายวีระ เพ็ญจำรัส นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า หมูย่างพัทลุง ต.อ่างทอง อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ได้ดำเนินการมาประมาณ 5 ปี และได้โอท็อปชวนชิมประมาณ 2 ปี ขณะนี้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาก เพราะได้ออกบูธงานต่าง ๆ ที่เมืองทองธานี คลองผดุงงกรุงเกษม กรุงเทพฯ และงานโอท็อปทั่วประเทศ ซึ่งงานผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปภูมิภาค ที่ จ.สุราษฎร์ธานี สามารถทำยอดขายได้กว่า 300,000 บาท ภายใน 7 วัน ส่วนยอดขายที่เมืองทองธานี กรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณวันละ 50,000 บาท – 60,000 บาท

“ปกติขายในวันเสาร์และอาทิตย์ ในพื้นที่ จ.พัทลุง เฉลี่ยขายหมูย่างได้ 2-3 ตัว/วัน ทั้งปลีกและส่ง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากร้านกาแฟใน จ.พัทลุง ที่มีการสั่งไปจำหน่ายต่อเพื่อรับประทานกับน้ำชา กาแฟ นอกจากหมูย่างแล้วยังมีการแปรรูปเป็นหมูแผ่น รูปแบบเหมือนกับปลาหมึกบรรจุถุงมีโลโก้ ราคาอยู่ที่ 400 บาท/กก. แต่ในกรุงเทพฯ ราคาจะอยู่ที่ 600 บาท เพราะต้องบวกกับค่าขนส่ง โดยใช้การส่งทางเครื่องบิน”

หมูย่างพัทลุง อนาคตจะสามารถวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าได้ แต่จำเป็นต้องเพิ่มอัตราการผลิตให้พอกับความต้องการของตลาดก่อน โดยจะต้องผลิตถึง 5-6 ตัว/วัน ในการผลิตจะต้องได้หมูที่มีขนาดน้ำหนักประมาณ 50 กก. เมื่อนำผลิตเป็นหมูย่าง จึงจะมีมูลค่าเพิ่มถึงตัวละ 10,000 บาท ส่วนระบบการผลิตบริหารจัดการถูกต้องเป็นไปตามตามสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป จ.พัทลุง ปี 2560 รวมแล้วทำยอดขายได้ 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มียอดขายเพียง 995 ล้านบาท โดยส่วนมากจะเป็นสินค้าระดับ 5 ดาว และมีส่วนแบ่งตลาด 40% ส่วนอีก 60% เป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ และในปี 2561 ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปจะตั้งเป้าเพิ่มประมาณการผลิตอีก 20% ทื้งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ มาตรฐาน อย. รวมถึงทำการตลาดต่างประเทศ ที่ขณะนี้มีประเทศ มาเลเซีย สหรัฐ ออสเตรเลีย เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น ฯลฯ กว่า 10 ประเทศที่สนใจ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 พ.ต.ท.วินัย นิ่มฟัก สารวัตรตำรวจน้ำขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อช่วงกลางดึกของเมื่อคืนที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ้งสิชล ให้เข้าร่วมตรวจสอบเหตุเสียชีวิตของลูกเรือประมงชาวเมียนมา 2 ราย ภายในเรือกระแสสินธุ์ 31 หลังจากที่ไต๋เรือได้ติดต่อแจ้งเหตุและขอนำเรือเข้าเทียบฝั่ง ที่บริเวณแพปลากระแสสินธุ์ บ้านหลักแดง หมู่ 2 ต.สิชล อ.สิชล

หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.โชคดีรักษ์ วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.สิชล แพทย์เวร รพ.สิชล และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พบภายในเรือมีลูกเรือเป็นชาวเมียนมานอนเสียชีวิตอยู่ 2 คน ในสภาพน้ำลายฟูมปาก ตัวแข็ง ผิวหนังซีด ส่วนอีกคนกำลังรอการช่วยเหลืออยู่ โดยมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้เร่งนำตัวส่ง รพ.เพื่อทำการรักษาจนพ้นขีดอันตราย

จากคำให้การของนายซูจี ทราบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองเป็นเพื่อนของตน โดยมีนายชิต อายุ 22 ปี และนายตาล อายุ 29 ปี ได้มาออกเรือประมงด้วยกัน ช่วงก่อนเกิดเหตุ ตนกับเพื่อนได้ตั้งวงดื่มสุรากันภายในเรือกลางทะเล พร้อมกับลากอวนหาปลา ซึ่งกับแกล้มที่กินกับเหล้าเป็นประจำนั้นคือไข่ปลาปักเป้าทอด แต่หลังจากที่กินไปเพียงไม่กี่นาที ตนพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คนได้เริ่มมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเข้าพัก เนื่องจากคิดว่าเป็นเพราะอาการเมาคลื่น แต่ตนได้รู้สึกผิดปกติกับตัวเอง ซึ่งมีน้ำลายเป็นฟองออกมามากผิดปกติ จึงแจ้งให้ไต๋เรือทราบจนได้รับการช่วยเหลือและรอดชีวิตมาในที่สุด

โดยเบื้องต้นนั้นคาดว่าน่าจะเป็นเพราะพิษของปลาปักเป้าที่ทั้งสามได้รับประทานเข้าไป โดยผู้เสียชีวิตอาจจะรับประทานเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าผู้รอดชีวิต อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้ทำการตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่าเป็นพิษที่มาจากไข่ปลาปักเป้าหรือไม่ พร้อมทั้งกล่าวเตือนไปยังผู้บริโภคที่ชอบเปิบเมนูพิสดาร ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ความคืบหน้ากรณีนางทองหลอม ยับยั้ง อายุ 72 ปี และนางทองหล่อ คุ้มปลื้ม อายุ 69 ปี เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด ซึ่งตั้งอยู่หมู่ 1 ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมา ร้องว่าไปถอนหุ้นสมาชิกจำนวน 15,960 บาท และ 9,200 บาท ตามลำดับ เพื่อจะนำเงินก้อนสุดท้ายเก็บไว้ใช้ยามเจ็บป่วยในบั้นปลายชีวิต แต่ถูกปฏิเสธ อ้างว่าสหกรณ์ยังขาดทุน มีกำไรจะคืนให้ ทำให้สองคุณยายเกิดอาการเครียดตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (คลิกอ่าน)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายไชยา บุญญานุภาพ สหกรณ์จังหวัดระยอง ชี้แจงว่าปัญหาของสหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด อยู่ในกลุ่มจับตาเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปฟื้นฟูการบริหารจัดการภายในสหกรณ์มา 3 ครั้งแล้ว ปีแรกก็เริ่มดีขึ้น ต่อมาสถานการณ์ก็เริ่มตกต่ำ ประสบปัญหาขาดทุนอีก เกิดปัญหาโกงตาชั่งรับซื้อยาง จับได้ก็ไล่ออก ขาดผู้จัดการมานาน 2 ปี หาคนไม่ได้ กรรมการบางคนในอดีตทำผิดระเบียบ ปล่อยเงินกู้ไม่มีหลักฐาน ทุจริตเงินฝาก รวมทั้งกรณีขายน้ำมันเงินเชื่อ ทำให้ประสบปัญหาเรียกเก็บเงินกู้รวมทั้งเงินเชื่อไม่ได้

“สหกรณ์เป็นนิติบุคคล” คณะกรรมการเขามีอำนาจเต็ม “สหกรณ์จังหวัดเป็นฝ่ายส่งเสริม” ต้องทำผิดจริงๆ จึงสั่งได้ บอกตามตรง เวลานี้จะหาใครมาเป็นคณะกรรมการบริหารสหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ สหกรณ์เป็นนิติบุคคล คณะกรรมการเลือกกันเอง

ด้านนางสุวภี โพธิ์คำ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์ จังหวัดระยอง กล่าวว่า ปัญหาหลักคือสมาชิกยังขาดวินัย คณะกรรมการไม่ค่อยเอาใจใส่การทำหน้าที่ของตน สหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด ขณะนี้ยังอยู่ในระยะฟื้นฟู เนื่องจากสินค้าขาดบัญชี เงินสดขาดบัญชี เก็บเงินลูกหนี้ไม่ได้ ทำให้สหกรณ์ประสบปัญหาการขาดทุน เป็นการขาดทุนสะสม ทำให้มูลค่าหุ้นของสมาชิกติดลบ ที่ยังอยู่และบริหารจัดการได้เวลานี้เพราะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้เงินกู้ช่วยเหลือมาจำนวน 8 ล้านบาท รวมทั้งกู้จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำติดต่อกันมาหลายปี

ปัจจุบันสถานะของสหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา มีลูกหนี้เกือบ 10 ล้านบาท ทำให้เวลานี้หุ้นติดลบ 30 บาท ขณะนี้คณะกรรมการสหกรณ์การเกษตรเขาชะเมาเตรียมยื่นฟ้องลูกหนี้รายใหญ่ก่อน ถ้าสหกรณ์ฯบริหารจัดการและมีกำไรปีละ 1 ล้านบาท ภายใน 5 ปีก็จะสามารถคืนหุ้นให้แก่สมาชิกที่ขอถอนหุ้นได้