ทั้งนี้ พบว่าเกษตรกรรายย่อยเริ่มหันกลับมาฟื้นสวนส้มอีกครั้ง

ตั้งแต่ปี 2558 โดยมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นราว 10% เนื่องจากสามารถจัดการและควบคุมโรคแมลงหรือโรคกรีนนิ่งได้แล้ว ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่ปริมาณผลผลิตจากจำนวน 40,000 ไร่ ซึ่งมีปริมาณไม่มาก สามารถขายได้ราคาดี เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันกลับมาขยายกิจการสวนส้มกันเพิ่มมากขึ้น

สำหรับผลผลิตส้มของเชียงใหม่ในช่วงกว่า10ปีที่ผ่านมามีประมาณ3.5 แสนตัน/ปี แต่หลังจากได้รับผลกระทบโรคแมลงระบาด ทำให้ผลผลิตลดเหลือเพียง 3 หมื่นตัน/ปี โดยฤดูกาลผลผลิตส้มในปี 2560 ซึ่งให้ผลผลิตมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ค่อนข้างติดผลน้อยจากผลกระทบภัยแล้งในช่วงเดือนมษายน-พฤษภาคม ซึ่งปีนี้ผลผลิตส้มของทั้ง 3 อำเภอลดเหลือเพียง 1 ตัน/ไร่ จากในปี 2558 ผลผลิตอยู่ที่ราว 5 ตัน/ไร่ ทำให้ราคาขายในฤดูกาลปีนี้ค่อนข้างดี โดยราคาขายหน้าสวน (คละไซซ์) อยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาท

เพิ่มพื้นที่ปลูก 20% รับตลาดโต นายครรชิตกล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าพื้นที่ปลูกส้มจะขยายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20% จากพื้นที่ปลูกปัจจุบัน 40,000 ไร่ ซึ่งในส่วนของสวน ช.เจริญมีพื้นที่ปลูกราว 500 ไร่ คาดว่าผลผลิตในปีนี้จะอยู่ที่ราว 600 ตัน ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่กันไปด้วย อาทิ มะม่วง (พันธุ์มหาชนก) และลำไยกว่า 100 ไร่

ด้านนายสุชาติ วงศ์ชื่น เกษตรอำเภอฝาง เปิดเผยว่า สวนส้มของอำเภอฝางมีพื้นที่ปลูกในปี 2559 จำนวน 13,784 ไร่ และคาดว่าปี 2560 พื้นที่ปลูกจะเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหลายร้อยไร่ ซึ่งจะทราบจำนวนที่แน่ชัดเมื่อมีการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกส้ม โดยปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ธุรกิจสวนส้มเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็คือ การจัดการควบคุมโรคแมลงในส้มได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะต้านไวรัสและแบคทีเรียผสมน้ำฉีดเข้าต้นส้ม ซึ่งสามารถลดการแพร่ระบาดโรคแมลงลงไปได้มาก อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรเริ่มหันกลับมาปลูกส้ม เพราะต้นทุนลดลงอยู่ที่ 10 บาท/กิโลกรัม แต่สามารถขายได้ในราคา 40-52 บาท/กิโลกรัม

ราคาดี – สถานการณ์ราคาส้มสายน้ำผึ้งและส้มเขียวหวานปี 2560 ปรับตัวดีขึ้น และผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น 50% จากปัจจัยอากาศที่ไม่ร้อนจัดและศัตรูพืชลดลงทำให้เกษตรกรใน จ.เชียงใหม่ และกำแพงเพชรเตรียมปลูกเพิ่มรับตลาดโต

กำแพงเพชรเฮ ราคาพุ่ง

นางลดาวัลย์ ศิริคุม เจ้าของไร่ส้มชาญลดา จังหวัดกำแพงเพชร ผู้ปลูกและจำหน่ายส้มเขียวหวาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไร่ส้มชาญลดามีพื้นที่ปลูกในอำเภอโกสัมพีนครจำนวน 112 ไร่ ผลผลิตส่งมาจำหน่ายยังตลาดไท ภาคอีสานและภาคใต้ และยังนำส้มมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งสถานการณ์ผลผลิตในปี 2560 จะออกสู่ตลาดมากกว่าปี 2559 ถึง 50% เนื่องจากส้มติดดอกมากขึ้น และผลผลิตมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด

นอกจากนี้ปัญหาเรื่องโรคระบาด เช่น โรคเพลี้ยไฟ โรคกรีนนิ่งลดลง ทำให้ผลผลิตออกมาเต็มที่ และราคาปรับตัวดีขึ้นเฉลี่ยราคารับซื้อหน้าสวนจะอยู่ที่ 20-40 บาท/กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับเกรด ซึ่งถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากปี 2559 ราคาอยู่ที่ 15-35 บาท/กก. โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปัจจุบันตลาดมีความต้องการต่อเนื่องเพราะส้มไทยมีรสชาติดีกว่าส้มจากประเทศจีนที่เข้ามาตีตลาด แม้ว่าจะมีราคาที่สูงกว่า แต่ผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมสินค้าที่มีคุณภาพ

“ปีนี้เป็นปีทองของผู้ปลูกส้ม แหล่งปลูกที่สำคัญคือจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก พิจิตร กำแพงเพชร ผลผลิตจะออกมากกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา แถมยังราคาดีอีกด้วยเพราะตลาดมีความต้องการสูง ทำให้ชาวสวนส้มกลับมามีกำลังใจอีกครั้งหลังจากหลายปีที่ผ่านมาเจอกับปัญหาโรคระบาด สภาพอากาศร้อนจัดเกินไป ดูแลรักษายากเพราะส้มต้องใช้เวลาปลูกถึง 3 ปีจึงจะให้ผลผลิต ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่างที่รุมเร้าทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย” นางลดาวัลย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ราคาส้มเขียวหวานที่ปรับตัวสูงขึ้นและปริมาณผลผลิตปี 2560 ที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น จากปัจจัยบวกโรคระบาดลดลง สภาพอากาศที่เย็นสบาย ทำให้ปีนี้มีเกษตรกรในอำเภอโกสัมพีนคร คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร หันมาปลูกส้มเขียวหวานรับตลาดที่เติบโตแทนการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงด้านศัตรูพืช และราคาที่ผันผวน

วันที่ 10 มกราคม นายวิเชียร พวงลำเจียก อดีตนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมีฝนตกบ้างในพื้นที่ภาคกลาง และในทุ่งยังพอมีน้ำขังอยู่บ้าง อันเป็นผลมาจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ขอเตือนชาวนาว่าไม่ควรเร่งทำนาปรังเต็มพื้นที่การเพาะปลูกทั่วทั้งภาคกลาง เพราะเชื่อว่าจากการพยากรณ์อากาศและประเมินสภาพอากาศจากหลายหน่วยงาน คาดว่าจะเกิดภาวะภัยแล้งแน่นอนในช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้ และแน่นอนว่าในทุ่งนาจะขาดน้ำเพื่อการเกษตรอย่างหนัก

นายวิเชียรกล่าวว่า ต้นข้าวนาปรังจะมีอายุ 120 วัน หรือ 4 เดือน จึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และช่วงนี้เป็นต้นฤดูกาลเพาะปลูก หมายความว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเมษายน ดังนั้น จึงเกิดความเสี่ยงอย่างมาก หากชาวนาทุกคนเห็นว่าฝนตกและเดินหน้าทำนาปรังเต็มพื้นที่

“สำหรับตนเองมีพื้นที่นาประมาณ 30 ไร่ การเพาะปลูกรอบแรกในปีนี้ทำนาปรังเพียง 15 ไร่เท่านั้น ในจุดที่ใกล้แหล่งน้ำ ที่นาดอนหรือนาไกลแหล่งน้ำไม่ควรทำนา เพราะเชื่อว่าเสี่ยงขาดน้ำและเสี่ยงขาดทุน ดังนั้น ช่วงนี้อยากให้รัฐบาลหรือกรมชลประทาน ออกมาประเมินสถานการณ์น้ำ เพื่อทำนาปรังอย่างเป็นทางการ พร้อมออกประกาศเตือนชาวนา เพื่อลดความเสี่ยง และเพื่อความชัดเจนในการวางแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง” นายวิเชียรกล่าว

ที่โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซต์รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ มช. แถลงข่าวเปิดตัวผลงานวิจัย “สารสกัดนาโนเซรั่มดอกดาวเรือง” ของทีมนักวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มช. ออกสู่เชิงพาณิชย์

ผศ.ดร. ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผอ.อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.เชียงใหม่ (STeP) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานซึ่งเป็นตัวกลางในการประสาน นำงานวิจัยใน มช. ส่งต่อไปยังภาคธุรกิจ ครั้งนี้ เป็นการเปิดตัวการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นการจับคู่กันของคณะเภสัชศาสตร์ มช. กับ บริษัท มาย่า แอนด์ โค จำกัด ออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ เพื่อวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ หลังจากคณะเภสัช มช. ได้ค้นพบสารสกัดในดอกดาวเรือง และศึกษาค้นคว้า พัฒนางานวิจัยเรื่อยมากว่า 4 ปี รวมถึงสนับสนุนการสร้างห้องปฏิบัติการทดลองในมหาวิทยาลัย และขณะนี้ บริษัท มาย่าฯ ได้นำผลิตภัณฑ์สารสกัดนาโนเซรั่มดอกดาวเรืองออกสู่ตลาดเป็นที่เรียบร้อย

รศ.ภญ. พิมพร ลีลาพรพิสิฐ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มช. หัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า จุดเด่นของนาโนเซรั่มโอเลสเต้ คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบของสารสกัดจากดอกดาวเรือง ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการสร้างเม็ดสีผิว ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ และพบว่าสารสกัดดาวเรืองมีฤทธิ์ป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ดีกว่าวิตามินอี ถึง 2 เท่า เชื่อว่าผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่ดี หากทำสำเร็จจะมาทดแทนการศัลยกรรมตกแต่ง เช่น โบท็อกซ์ และร้อยไหมอย่างแน่นอน

สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป คาดการณ์ส่งออกอาหารสำเร็จรูป ปี ’60 พุ่ง 2.1 แสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อานิสงส์กระแสรักสุขภาพยังแรง ดันสินค้ากลุ่มทูน่าโตสูงสุด 30% อาหาพร้อมทานมาเป็นอันดับสอง 25%

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า คาดการณ์ปี 2560 การส่งออกอาหารสำเร็จรูปของไทยจะมีมูลค่าถึง 2.1 แสนล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 5% จากปี 2559 ซึ่งน่าจะเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนปริมาณส่งออกคาดว่าจะทำได้ถึง 3 ล้านตัน เติบโตเฉลี่ย 5% โดยกลุ่มของอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) และผัก ผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้มีแนวโน้มไปได้ดี เนื่องจากกระแสรักสุขภาพยังมาแรงอยู่ ประกอบกับได้ปรับเปลี่ยนตลาด เน้นมาทางเอเชียมากขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตในอัตราค่อนข้างดี ทดแทนตลาดหลักเดิม เช่น ยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเอื้ออำนวยการส่งออก คาดการณ์ค่าเงินบาทปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 35-38 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นกรอบที่รับได้

“แผนการผลักดันส่งออกปีนี้ จะให้ความสำคัญกับอาหารสำเร็จรูปกลุ่ม Ready to eat (พร้อมทาน) และส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ผลิตสินค้ากลุ่มนี้ ที่มีความเฉพาะ ไม่แข่งกับบริษัทใหญ่ เจาะตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม) เช่น ทำผัก ผลไม้ อบแห้ง และแม้ว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักจะไม่ดีนัก เช่น อียู ก็จะยังสามารถส่งออกไปได้ เพราะอาหารสำเร็จรูปราคาไม่สูงมากนัก ลูกค้าระดับกลางเข้าถึงได้” นายวิศิษฐ์ กล่าวและว่า อาหาร Ready to eat มีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก เห็นได้จากสัดส่วนส่งออกกลุ่มนี้ที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ที่ 25% แซงหน้ากลุ่มผัก ผลไม้

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า การส่งออกอาหารสำเร็จรูปทั้งปี 2559 ค่อนข้างดี คาดมูลค่าจะถึง 2 แสนล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 5% จากปี 2558 นับเป็นปีแรกที่ส่งออกกลุ่มนี้ถึง 2 แสนล้านบาท ส่วนปริมาณส่งออกคาดว่าจะถึงประมาณ 2.85 ล้านตัน เติบโตประมาณ 4% ได้รับผลดีจากค่าเงินที่ไม่แข็งค่ามากนัก และอาหารสำเร็จรูปยังเป็นที่ต้องการของตลาด เติบโตตามแทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพอยู่ ปัจจุบันอาหารสำเร็จรูปแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มทูน่า มีสัดส่วนส่งออกประมาณกว่า 30% รองลงมา Ready to eat และซอสปรุงรส 25% กลุ่มผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปกว่า 20% สับปะรดกระป๋อง 20% ถัดมาคือกลุ่มอาหารทะเลและข้าวโพดหวาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารทั้งหมด ปี 2558 มีมูลค่า 17,107 ล้านเหรียญสหรัฐ มีปริมาณ 7.23 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนส่งออก 8% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่การส่งออกกลุ่มอาหารช่วง 11 เดือน ปี 2559 มีมูลค่า 16,313 ล้านเหรียญสหรัฐ มีปริมาณ 6.69 ล้านตัน มีสัดส่วนส่งออก 8.3%

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ตามรอยพระบาท…สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง” กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่ง โดยมีพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ที่จะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย

“ขอเป็นกำลังใจให้ เดินหน้าพัฒนาต่อไปเพื่อร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯให้คงอยู่เพื่อประโยชน์และความสุขที่ยั่งยืนของประชาชนคนไทยในอนาคต โดยขอบคุณ ททท. และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ขึ้น และขอแสดงความชื่นชมมูลนิธิสังคมสุขใจ ที่ขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล มาถึงจุดของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์บนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในจังหวัดนครปฐม พัฒนาทั้งโซ่อุปทาน ต้นน้ำ- กลางน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนแบบบูรณาการซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงสังคมแบบใหม่ผ่านโซ่อุปทานเกษตรอินทรีย์ และนับเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ” หม่อมหลวง ปนัดดา กล่าว

ส่วนคุณอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะประธานจัดงาน “สังคมสุขใจ” เล่าว่า ภายใต้แนวคิด“ตามรอยพระบาท สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง” ทำให้ทุกภาคส่วนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้าสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งในงานสังคมสุขใจจะเห็นความร่วมมือกันของแต่ละภาคีเครือข่าย ทั้งที่กำลังเริ่มต้นและกำลังเรียนรู้รวมไปถึงคนที่ทำสำเร็จแล้ว โดยยกตัวอย่างเยาวชนของโรงเรียนในจังหวัดนครปฐม รวมทั้งตัวอย่างจากคนต้นแบบที่สามารถพลิกวิถีเกษตรอินทรีย์จากหลายจังหวัดมารวมตัวกันในงาน เพื่อเป็นต้นแบบและทำให้ผู้มาเดินงานมีความเชื่อมั่นในวิถีพอเพียง ผ่านกิจกรรม “สังคมสุขใจ” ภายใต้ความร่วมมือของ ททท. โดยประชาชนสามารถเรียนรู้จาก 9 โซนกิจกรรม และสามมารถเลือกเข้าไปมีส่วนร่วมตามความสนใจและตามความชอบ

“ขอบคุณ ททท. ภาคีเครือข่าย รวมถึงเกษตรกร ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ จนเกิดผลสำเร็จอย่างดียิ่ง และดีใจที่งานดังกล่าว ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน มูลนิธิสังคมสุขใจ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการ สามพรานโมเดล ต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติเพื่อสานต่อพระราชปณิธานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ” คุณอรุษ กล่าว

ททท. หวังวิถีพอเพียงจากเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้ประเทศไทยระยะยาว

สำหรับคุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล่าว่า โครงการ ”เที่ยวตามรอยพระบาท สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง” ในงานสังคมสุขใจเป็นกิจกรรมแรกที่ ททท.ร่วมกับมูลนิธิสังคมสุขใจและกลุ่มภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคภายใต้โครงการ“ท้าเที่ยวข้ามภาค”ในการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคและสร้างกระแสต่อเนื่องตลอด

“ในปี 2560 มีแผนนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่ท้าทายแปลกใหม่และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ท้องถิ่น (Local Experience) เพื่อเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ส่วนรายได้จากการจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 3 ผ่านแนวคิดเที่ยวตามรอยพระบาท สัมผัสวิถีพอเพียง คาดว่าช่วง 3 วัน ตลอดการจัดงานนั้น มีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน และ มีเงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 270 ล้านบาท” คุณยุทธศักดิ์ เล่าให้ฟัง

ส่วนบรรยากาศงานนับเป็นต้นแบบที่ดีของการจัดงานที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถนำไปทำต่อได้เพราะมีการจัดเป็นพื้นที่9โซนกิจกรรมแบ่งตามความสนใจที่แตกต่างกัน ได้แก่ โซนจุดลงทะเบียน แจกฟรีข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ คนละ1 กิโลกรัม จากคุณประกิต สุนประชา เกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล ซึ่งบริจาคข้าวให้จำนวน 1 ตัน , โซน ร้านค้าผลิตภัณฑ์อินทรีย์ มีผลผลิตอินทรีย์สดจากไร่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากชนิดมาให้เลือกซื้อ , โซนWork Shop การสอนการทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจร ปั่นน้ำผักผลไม้จากพลังงานจักรยาน ผ้ามัดย้อมด้วยสีจากธรรมชาติ ทำสมุนไพรลูกประคบ,โซนตลาดสุขใจ มีอาหารอินทรีย์หลากหลายเมนูให้ลิ้มลอง , โซนเวทีกลาง ผู้เข้าชมงานได้ฟังเรื่องเล่าดีๆ จากคนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรง โดยบอกเล่าศรัทธา ที่มีต่อเกษตรอินทรีย์ และ ผลความสำเร็จที่ได้ทำ เพื่อสร้างแรงบัลดาลใจให้กับประชาชนคนไทยทั่วประเทศในการเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่ความพอเพียง

ส่วนเกษตรกรต้นแบบ อาทิ คุณโจน จันใด ผู้ก่อตั้ง พันพรรณ , คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และคุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการกรีนเน็ต (Greennet) รวมทั้งภายในงาน ททท.มีนิทรรศการต้นแบบ อย่างเช่นนิทรรศการท่องเที่ยวตามรอยพระบาท และ นิทรรศการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวแบบอีโค่ ทัวร์ริสต์ซึ่ม ( Eco Tourism )ในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมแจกหนังสือคู่มือ 70 เส้นทางตามรอยพระบาทฟรี!! กว่า 20,000 เล่ม มีการจัด นอกจากนี้งานนี้ยังมีความน่าสนใจ โดยให้คุณติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์โครงการ “ท้าเที่ยวข้ามภาค” ร่วมแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวในโครงการพระราชดำริ และร่วมกิจกรรมเวิร์คช้อป พร้อมบทเพลงพระราชนิพนธ์จากคุณโก้ มิสเตอร์แซก แมน ซึ่งภาพรวมการจัดงานนับว่าสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับภาครัฐและภาคเอกชน ในการจะจัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในครั้งต่อๆไปได้

ผู้สนใจต้องการเชื่อมโยงวิถีเกษตรที่ทำอยู่เข้าสู่เกษตรอินทรีย์กับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน รวมทั้งตามรอยพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยวิธีศึกษาจากโครงการสามพรานโมเดล ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ โทร 034-322588-93 หรือ Facebook/สามพรานโมเดล

กรมส่งเสริมสหกรณ์ตั้งศูนย์ประสานงานในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้เพื่อรับแจ้งความเสียหายและ ความเดือดร้อนจากสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม พร้อมระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ ทั่วประเทศ บริจาคเงินจัดซื้อถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัย เตรียมพร้อมมาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้สมาชิกสหกรณ์ที่น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน วงเงินทั้งสิ้น 102 ล้านบาท

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง กระบี่ สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อรับแจ้งความเสียหายและความเดือดร้อนจากสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรในขณะนี้ ว่าสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหายในเรื่องใดบ้าง และต้องการรับความช่วยเหลือในด้านใดเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้รายงานความเดือดร้อนและสิ่งที่ต้องการให้ความช่วยเหลือเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อกรมฯจะประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

จากการสำรวจเบื้องต้นผู้ประสบภัยส่วนใหญ่มีความต้องการถุงยังชีพ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ประสานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดให้ระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดภาคใต้ โดยสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาเทเวศร์ ชื่อบัญชี เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เลขบัญชี 070-0-03233-9 ขณะนี้มียอดบริจาคจากขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ทยอยเข้ามาแล้ว มีทั้งเงินและข้าวสารจำนวน 35 ตัน ซึ่งทางกรมฯจะนำไปจัดซื้อของใช้ที่จำเป็นและจัดหาถุงยังชีพ ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำปลา ยาสีฟัน และสบู่ จำนวน 10,000 ถุง เพื่อจัดส่งไปให้กับสมาชิกสหกรณ์และประชาชน ในภาคใต้ โดยได้เริ่มแจกจ่ายไปแล้วที่จังหวัดพัทลุงและจะทยอยแจกให้ถึงมือผู้ประสบภัยทั้ง 10 จังหวัดอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรจนได้รับความเสียหาย บรรเทาภาระด้านหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสหกรณ์ โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยให้สหกรณ์ขยายเวลาการชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะชดเชยดอกเบี้ยแทนสมาชิกสหกรณ์ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินที่ได้รับการจัดสรรจำนวน 102 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดที่อยู่ในเขตประสบอุทกภัยอยู่ระหว่างการสำรวจจำนวนสมาชิกที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำหนดให้ทุกจังหวัดรายงานข้อมูลเพื่อจะได้เร่งจัดสรรเงินชดเชยดอกเบี้ยให้กับทางสหกรณ์ ภายในวันที่ 16 มกราคม 2560 นี้

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ตามรอยพระบาท…สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง” กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่ง โดยมีพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ที่จะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย

“ขอเป็นกำลังใจให้ taniavaughan.com เดินหน้าพัฒนาต่อไปเพื่อร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯให้คงอยู่เพื่อประโยชน์และความสุขที่ยั่งยืนของประชาชนคนไทยในอนาคต โดยขอบคุณ ททท. และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ขึ้น และขอแสดงความชื่นชมมูลนิธิสังคมสุขใจ ที่ขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล มาถึงจุดของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์บนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในจังหวัดนครปฐม พัฒนาทั้งโซ่อุปทาน ต้นน้ำ- กลางน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนแบบบูรณาการซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงสังคมแบบใหม่ผ่านโซ่อุปทานเกษตรอินทรีย์ และนับเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ” หม่อมหลวง ปนัดดา กล่าว

ส่วนคุณอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะประธานจัดงาน “สังคมสุขใจ” เล่าว่า ภายใต้แนวคิด“ตามรอยพระบาท สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง” ทำให้ทุกภาคส่วนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้าสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งในงานสังคมสุขใจจะเห็นความร่วมมือกันของแต่ละภาคีเครือข่าย ทั้งที่กำลังเริ่มต้นและกำลังเรียนรู้รวมไปถึงคนที่ทำสำเร็จแล้ว โดยยกตัวอย่างเยาวชนของโรงเรียนในจังหวัดนครปฐม รวมทั้งตัวอย่างจากคนต้นแบบที่สามารถพลิกวิถีเกษตรอินทรีย์จากหลายจังหวัดมารวมตัวกันในงาน เพื่อเป็นต้นแบบและทำให้ผู้มาเดินงานมีความเชื่อมั่นในวิถีพอเพียง ผ่านกิจกรรม “สังคมสุขใจ” ภายใต้ความร่วมมือของ ททท. โดยประชาชนสามารถเรียนรู้จาก 9 โซนกิจกรรม และสามมารถเลือกเข้าไปมีส่วนร่วมตามความสนใจและตามความชอบ

“ขอบคุณ ททท. ภาคีเครือข่าย รวมถึงเกษตรกร ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ จนเกิดผลสำเร็จอย่างดียิ่ง และดีใจที่งานดังกล่าว ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน มูลนิธิสังคมสุขใจ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการ สามพรานโมเดล ต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติเพื่อสานต่อพระราชปณิธานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ” คุณอรุษ กล่าว

ททท. หวังวิถีพอเพียงจากเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้ประเทศไทยระยะยาว

สำหรับคุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล่าว่า โครงการ ”เที่ยวตามรอยพระบาท สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง” ในงานสังคมสุขใจเป็นกิจกรรมแรกที่ ททท.ร่วมกับมูลนิธิสังคมสุขใจและกลุ่มภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคภายใต้โครงการ“ท้าเที่ยวข้ามภาค”ในการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคและสร้างกระแสต่อเนื่องตลอด

“ในปี 2560 มีแผนนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่ท้าทายแปลกใหม่และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ท้องถิ่น (Local Experience) เพื่อเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ส่วนรายได้จากการจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 3 ผ่านแนวคิดเที่ยวตามรอยพระบาท สัมผัสวิถีพอเพียง คาดว่าช่วง 3 วัน ตลอดการจัดงานนั้น มีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน และ มีเงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 270 ล้านบาท” คุณยุทธศักดิ์ เล่าให้ฟัง