ทั้งนี้ วิตามินซียังมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์สร้าง

เม็ดสีจึงช่วยลดรอยดำและผิวหมองคล้ำได้ ป้องกันไม่ให้เกิดขบวนการสร้างเม็ดสีผิวขึ้นมาอย่างปกติ จึงช่วยผิวที่คล้ำจากแสงแดดกลับมาเป็นสีผิวปกติได้ แต่หากผิวคล้ำจากพันธุกรรมอยู่แล้วก็คงเป็นไปได้ยาก

เภสัชกรหญิงยังแนะนำว่า วิตามินซีนั้นสามารถขับออกได้ปกติกับปัสสาวะ คนปกติสามารถทานได้สูงถึง 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่โดยทั่วไปแนะนำให้ทาน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากมีอาการหวัดร่างกายอ่อนแอ แนะนำให้ทานวันละ 2,000 มิลลิกรัม

ทั้งนี้ หากกินวิตามินซีแต่ยังมีพฤติกรรมทำร้ายเซลล์อย่าง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า นอนดึก และกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ก็คงหนีไม่พ้นความแก่ก่อนวัยที่จะยังถามหาอยู่ดี

กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้เป็นเจ้าภาพ จัดงานประชุมสัมมนาวิชาการกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 หรือ Apoc 12 จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

งานครั้งนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ส่วน คือ งานประชุมวิชาการ ในโอกาสนี้ ขออนุญาตนำผลงานของกรมวิชาการเกษตรมาเรียนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ เน้นการปรับปรุงกล้วยไม้สกุลหวาย ให้มีขนาดเล็ก ดอกสีสด เหมาะเป็นต้นแบบสำหรับทำพ็อตแพลนท์ให้กับภาคเอกชน

การจำแนกกล้วยไม้เพชรหึง หรือ กล้วยไม้หางช้าง ที่เป็นกล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่สุด แหล่งรวบรวมพันธุ์อยู่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ปัจจุบัน จำแนกได้ 15 กลุ่ม แบ่งตามสีของกลีบดอก มีสีเหลือง เหลืองอมเขียว และเหลืองอมแดง แบ่งตามสีของจุดประที่กลีบดอก มีสีน้ำตาล น้ำตาลม่วง และน้ำตาลดำ และ แบ่งตามขนาดของจุดประ มีจุดประขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ตามลำดับ

การปรับปรุงกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์แท้ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ท้องถิ่นของไทย พบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ มีทั้งชนิดดอกสีเหลืองนวล และดอกสีม่วง เติบโตได้ดีตามที่โล่งแจ้ง บนที่สูงเกิน 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ปัจจุบัน กำลังเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ เพื่อนำไปปลูกเป็นไม้กระถาง ประดับไว้ในอาคารที่อยู่อาศัย หรือในย่านธุรกิจ ระยะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกลูกผสม เพื่อหารูปทรง ขนาด และสีสันของดอก ที่โดดเด่นกว่าพันธุ์ท้องถิ่น

การออกแบบโรงเรือนเพาะเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี พบว่า โรงเรือนที่ดีที่สุด เป็นชนิดหลังคาโค้ง 2 ชั้น เหลื่อมกัน ขนาด 6×12 เมตร เสา ทำจากเหล็กกลม เคลือบสังกะสี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว สูงจากพื้นโรงเรือน 2.5 เมตร ส่วนโค้งบนสุด สูงจากหลังคา 1.50 เมตร มุงด้วยพลาสติกกันแสง ยูวี ขนาด 150 ไมครอน รองรับด้วยซาแรนสีดำ ที่เลื่อนเปิด-ปิด รับแสงได้ตามความต้องการ ล้อมด้านข้างทั้ง 4 ด้วยซาแรนชนิดเดียวกัน ให้ชายด้านล่างสูงจากพื้นโรงเรือน 1 เมตร ข้อดีของโรงเรือนชนิดนี้ คือ มีราคาค่าก่อสร้างถูกกว่าแบบหน้าจั่ว 2 ชั้น อีกทั้งสามารถระบายอากาศได้ดีกว่า อุณหภูมิภายในจึงต่ำกว่าภายนอก

เทคนิคการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารี ที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งยังไม่มีอาหารสำรองในเมล็ด หรือที่เรียกว่า เอนโดสเปิร์ม ทำให้ในสภาพธรรมชาติ อัตราการงอกต่ำมาก หรือแม้จะงอกได้ก็ตาม แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ขึ้นไป แต่งานวิจัยพบว่า เมื่อนำเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีไปเพาะลงที่วัสดุปลูกในกระถางกล้วยไม้ดินใบหมาก เมล็ดจะงอกภายในเวลาเพียง 4 เดือน เท่านั้น จึงต้องมีงานวิจัยต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่า เพราะเหตุใด และมีปัจจัยอันใดที่ช่วยสนับสนุนให้เมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีงอกได้ดี และเร็วขึ้น อนาคตอีกไม่นานคงจะมีคำตอบ

การรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้พื้นบ้าน หรือพื้นเมืองของไทย วัตถุประสงค์เพื่อนำพันธุกรรมที่ดีของแต่ละพันธุ์ เช่น ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน ทนโรค และมีความสวยงาม นำมาเก็บรวบรวมไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต มีการเก็บรวบรวมอย่างถูกวิธี จากจังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ ตาก เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี จันทบุรี ชุมพร และยะลา ทั้งหมดสามารถจำแนกได้ 16 สกุล มี ท้าวคูลู สิงห์โตกลอกตา เอื้องต้นน้ำ สิงห์โตร่ม ซิมบิเดียม ม้าวิ่ง ว่านอึ่ง ว่านจูงนาง แกรมมาโตฟิลลัม ลิ้นมังกร รองเท้านารี นางอั้ว เอื้องพร้าว แมลงปอ สปาโตคลอสติส และแวนด้า

มารู้จัก อนุสัญญาไซเตส (TheConvention on International Trade in Endangered Species of Wild Fuana and Flora : (ITES) มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการค้าระหว่างประเทศ และชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่า ที่อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ โดยมุ่งเน้นให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อคงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ กล้วยไม้หลายชนิดจัดอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จึงขึ้นบัญชีไว้ 2 บัญชี คือ
บัญชีที่ 1 กล้วยไม้ที่ห้ามทำการค้า ที่ได้มาจากป่าธรรมชาติ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ รองเท้านารีคางกบ และ เอื้องปากนกแก้ว สำหรับ บัญชีที่ 2 เป็นกล้วยไม้ที่ได้จากป่า สามารถทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น เอื้องชะนี เข็มแสด และเอื้องเงิน เป็นตัวอย่าง

การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นการให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์พืช อันเป็นการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมาย ปัจจุบัน มีชนิดพืชที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศกำหนดให้สามารถจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ 62 ชนิดพืช สำหรับกล้วยไม้ สามารถจดทะเบียนได้แล้ว 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย แวนด้า ฟาแลนนอปซิส และแคทลียา ทั้งนี้ ขั้นตอนการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เริ่มจากยื่นคำขอจดทะเบียน วางแผนการปลูกตรวจสอบ ปลูกตรวจสอบ วินิจฉัยผลการปลูก ประกาศโฆษณาและจดทะเบียน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ สอบถามเพิ่มเติมที่ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร

กิจกรรมการประกวดกล้วยไม้และสวนหย่อม การประกวดกล้วยไม้มีหลายสกุล ประกอบด้วย หวาย ฟาแลนนอปซิส แคทลียา เพชรหึง กล้วยไม้รองเท้านารี และกล้วยไม้ดินอีกหลายชนิด การประกวดสวนหย่อม แบ่งเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ ที่ใช้กล้วยไม้เป็นองค์ประกอบ และสวนหย่อมขนาดเล็ก สไตล์ญี่ปุ่น ล้วนจัดได้สวยงามตระการตา

สรุปโดยรวมแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ นับว่าจัดได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ขาดการประชาสัมพันธ์ จึงมีจำนวนผู้เข้าชมงานน้อยเกินคาด ทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรักกล้วยไม้ พลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสความงดงามของกล้วยไม้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ใหม่ๆ และยิ่งน่าเสียดายมากขึ้นไปอีก ที่เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ได้ซึมซับเอาสิ่งดีๆ ไว้เป็นประสบการณ์ที่จะสานงานต่อจากนักปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ที่ล้วนอยู่ในวัยดึก คราวหน้าเริ่มใหม่นะครับ

วงศ์สถิตย์-บุปผา โมราษฎร์ อดีตข้าราชการครูลาออก วางชอล์กและไม้เรียว หันมาทำธุรกิจหวังรวย สุดท้าย ล้มเหลว ถูกยึดทรัพย์ จากชีวิตที่แทบหมดตัวหันมาทำเศรษฐกิจแบบพอเพียง สามารถมีทรัพย์สินส่งลูกเรียนหนังสือจนประสบผลสำเร็จได้

มีโอกาสพบกับ คุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนคร คุณร่มไม้ แนะนำว่า มีเกษตรกรรายหนึ่ง อยู่ที่ 148 หมู่ที่ 7 บ้านเซือม ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร อดีตเป็นข้าราชการครูทั้ง 2 คน สามี-ภรรยา ได้ลาออกจากข้าราชการครู หันมาทำธุรกิจหลายอย่าง แต่สุดท้าย มาเจอพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เมื่อประมาณ ปี 2540 ทำให้ล้มเหลวและถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ชีวิตเร่ร่อน ไม่นอนบ้านกว่า 4 ปี สุดท้าย ได้คิดและหันกลับมาทำเกษตรผสมผสานแบบพอเพียง ในผืนดินที่ร้องขอจากผู้ยึดทรัพย์ ให้โอกาสพลิกพื้นแผ่นดิน 43 ไร่ ของตนเอง ปัจจุบันเป็นศูนย์เรียนรู้ งานเกษตรผสมผสาน หมู เห็ด เป็ด ไก่ นา สวน

บ้านเซือม ไปไม่ยาก ออกจากตัวจังหวัดสกลนคร มุ่งหน้าไปตามถนนสาย สกลนคร-อุดรธานี

ยามหน้าแล้งสองข้างทางมีคลองส่งน้ำจากเขื่อนน้ำอูน ตัดเป็นบางช่วง แต่ไม่มีน้ำในคลอง เนื่องจากเป็นช่วงงดปล่อยน้ำ ทำให้พื้นที่แห้งแล้ง เห็นนาปรังแถวทางผ่านแห้งเหี่ยวตาย เพราะขาดน้ำ

จากตัวเมืองสกลนครออกมา ประมาณ 25 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านดงมะไฟ ที่หมู่บ้านตรงนี้ เป็นหมู่บ้านงานปั้นดินให้เป็นเงิน (ปั้นเตา) ขายกันแทบทั้งหมู่บ้าน ผ่านแยกไฟแดงเลยหมู่บ้านดงมะไฟมา ประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบกับสามแยกไฟแดงอีก ที่นี่เรียกกันว่า แยกบ้านสูงเนิน ที่จะไปยังอำเภออากาศอำนวย และทะลุไปถึงอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

พอเลี้ยวขวา มุ่งหน้าสู่อำเภออากาศอำนวย ที่ฟังชื่อแล้วน่าไปเยือน มาอีกราว 40 กิโลเมตร ก่อนเข้าตัวอำเภออากาศอำนวย จะพบกับบ้านเซือม ผ่านหน้าโรงเรียนบ้านเซือม ราว 1 กิโลเมตร จะพบกับสามแยก บอกไปอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เลี้ยวซ้ายตามถนนลาดยางมาประมาณ 300 เมตร เห็นป้ายขนาดใหญ่ “ศิริวัฒน์ฟาร์ม” และเข้าไปอีก 100 เมตร เป็นศูนย์เรียนรู้ หมู เห็ด เป็ด ไก่ นา สวน ที่เขีวยขจีไปด้วยพืชผักที่อุดมสมบูรณ์ และมีโรงเรือนดัดแปลงเป็นหอประชุม มีเกษตรกร ชาวบ้าน เข้ามาอบรมเรียนรู้ กว่า 50 คน

หลังจากทักทาย รู้จักกันแล้ว คุณวงศ์สถิตย์ โมราษฎร์ เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้อายุ 56 ปีแล้ว เขาเป็นคนในหมู่บ้านมาแต่กำเนิด หลังจากเรียนจบภาคบังคับ ก็เรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครพนม ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง ทางด้านพืช และในช่วงนั้นก็มีการสอบครู ก็เลยสอบเข้ารับราชการครู มาบรรจุที่อำเภอบ้านเกิด และได้พบกับ คุณบุปผา ภรรยาที่เป็นครูด้วยกัน แต่เป็นคนอำเภอติดกัน โดยมีเวลาว่างก็อาศัยที่จบทางด้านเกษตร ก็มาปลูกต้นไม้ใบหญ้าตามประสา เล็กๆ น้อยๆ รอบบ้าน ขณะนั้นได้รับเงินเดือนเพียง 2,400 บาท แต่ก็ไม่ถึงกับลำบาก

เมื่อประมาณ ปี 2533 ก็ดิ้นรนอยากสร้างฐานะและหาอาชีพเสริม โดยการเป็นพ่อค้าผักสด วิ่งรับซื้อและส่งตลาดในเมือง เริ่มจากอำเภอในบริเวณใกล้เคียง โดยใช้เวลาหลังเลิกสอนหนังสือ และ 2 ปีต่อมา คิดที่อยากจะทำสวนหรือมีที่เป็นของตนเอง จึงรวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง มาซื้อที่ดินแปลงนี้ 43 ไร่ ราคา 170,000 (หนื่งแสนเจ็ดหมื่นบาท) เป็นผืนดินแรกของชีวิตที่ได้มา โดยอาศัยความรู้ที่จบทางด้านเกษตรมาก่อน ปลูกมะม่วง มะละกอ ลิ้นจี่ กระท้อน ส้มโอ และพุทรา และส่วนหนึ่งขุดบ่อเลี้ยงปลา 2 บ่อ และใช้เป็นแหล่งน้ำ

ในปีนั้น (ปี 2535) ได้รับการชักชวนให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายตรง และมินิมาร์ท น้ำดื่ม น้ำแข็ง โดยกู้เงินกว่า 3 ล้านบาท จากธนาคารแห่งหนึ่ง ในช่วงแรกก็พอไปได้ แต่สุดท้าย เมื่อประมาณ ปี 2540 ประสบวิกฤติ (ฟองสบู่แตก) ธุรกิจล้มกระทบถึงทุกส่วน จึงได้ขอลาออกจากราชการครู พร้อมกับภรรยา หวังพอที่จะนำเงินมาบริหารให้ดีขึ้น แต่ก็ไปไม่รอด สุดท้ายล้ม ตายสนิท ไม่มีโอกาสฟื้น ที่ดินแปลง 43 ไร่ ก็ถูกยึดทรัพย์ไปด้วย

ในที่สุดก็ออกระเหเร่ร่อน นอนตามปั๊มน้ำมัน หาสินค้าไปขาย ไปส่ง 4 ปีเศษๆ ไม่ยอมกลับเข้าบ้าน เพราะโดนฟ้องยึดทรัพย์เตรียมขายทอดตลาด ได้แต่หาเงินจำนวนหนึ่งเพื่อส่งให้ลูกสาวและลูกชายเรียน และคืนหนึ่งขณะที่นอนอยู่ในปั๊ม เปิดวิทยุฟังข่าวและจำได้ว่า เป็นเรื่องที่ในหลวงได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน สุดท้าย ชวนภรรยากลับเข้าบ้าน ปรับปรุงที่ดินที่ปล่อยร้างมานานกว่า 4 ปี และจัดทำแผนในการจัดการ เสนอต่อเจ้าของผู้ที่ยึดทรัพย์ แต่เจ้าหน้าที่บางคนวิเคราะห์แล้วหัวเราะว่า จะส่งเงินที่เป็นหนี้ ที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 9 ล้าน แล้วได้อย่างไร แต่ก็ไม่หมดกำลังใจ แต่บอกเขาไปว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ให้มาดูว่าจะจริงหรือไม่

คุณวงศ์สถิตย์ บอกอีกว่า ครั้งแรกปลูกผักทุกชนิดที่ไม่ได้ซื้อ เช่น แมงลัก ตำลึง ข่า ตะไคร้ เหลือกิน ก็แบ่งปันเพื่อนบ้าน ตลอดจนนำมาขาย ส่งลูกเรียนหนังสือ และเมื่อ ปี 2546 ถูกธนาคารเจ้าหนี้ ประกาศขายทรัพย์ (ที่ดิน 43 ไร่) ที่มีอยู่ขายทอดตลาด และสุดท้ายกับภรรยาได้ปรึกษาว่าที่ดินนี้เป็นที่ดินได้มาเพราะแรงกายทั้ง 2 คน และไม่ต้องการขาย ไม่มีที่พึ่งแล้ว จึงได้ตัดสินใจทำเรื่อง ทูลเกล้าฯ เพื่อถวายฎีกา ขอชะลอการขาย เมื่อ 2550 และขอเจ้าหนี้เพื่อซื้อคืน และเมื่อ ปี 2552 ลูกสาวได้ขอกู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง (ออมสิน) มาชำระได้ 1.3 ล้านบาท

อดีตครูกล่าวว่า เมื่อกลับมาที่บ้านครั้งแรก ปี 2547 ได้ตระเวนไปเยี่ยมเพื่อนหลายคน ที่ยังรับราชการ ทั้งเกษตร และข้าราชการครู และหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจัง เมื่อเห็นเขาเลี้ยงเป็ด หมู ไก่ ก็ขอขี้หมู ขี้ไก่ จากเพื่อนที่เลี้ยงไว้ มาเพื่อใส่ผักของตนเอง เพื่อนที่จบทางด้านปศุสัตว์ก็บอกว่า ให้ได้แต่ต้องเลี้ยงเองบ้าง ก็บอกเพื่อนว่าตัวเองจบพืช ไม่ได้จบสัตว์ ในที่สุดเพื่อนคนนั้นก็ให้หมูเพศเมียมา 1 ตัว และบอกว่าแล้วค่อยมาคืนเมื่อคลอดลูก

หลังจากที่ทำอย่างจริงจัง เลี้ยงทั้งเป็ด ไก่ หมู ปลา และพืชยืนต้นที่ให้ผลระยะยาว ส้มโอ มะนาว กระท้อน ส้มเขียวหวาน มะม่วง ฯลฯ อาศัยน้ำจากบ่อที่มีอยู่ และเริ่มมีประชากรสุกรเพิ่มขึ้น และอาศัยที่เคยเรียนมาทางด้านนี้บ้าง จึงไปเรียนรู้จากเพื่อน ผลิตน้ำเชื้อสุกรขาย ในที่สุดเมื่อต้นปี 2557 เพื่อนๆ ที่ยังรับราชการคนหนึ่งแจ้งมาว่า ต้องการนำชาวบ้านมาศึกษาดูงานของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตนถึงกับหัวเราะว่า บ้านซุกหัวนอน ก็เป็นแบบชาวบ้าน และมีแค่โรงเลี้ยงสุกร เลี้ยงเป็ด ไก่ เท่านั้น จะให้พักที่ไหน เพื่อนคนนั้นก็บอกว่าไม่เป็นไร กางเต๊นท์ได้ ในที่สุดก็มีคณะมาศึกษาดูงานเรื่อยมา จึงได้ทำเรื่องขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ก็มีการตอบรับว่าไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ แต่ก็มีอาคารอบรม สัมมนา โดยสมบูรณ์ เนื่องจากตั้งแต่นั้นมา ได้เก็บเงินซื้อเสา ซื้ออิฐ ปูน ลงมือทำเอง โดยเฉพาะอาคารที่ประชุมที่เห็น ไม่ทราบราคา เพราะตนเองสร้างมาด้วยเงินครั้งละไม่ถึงหมื่นบาท คือได้เงินมาน้อยก็ซื้ออุปกรณ์มาน้อยและลงมือทำเอง จนกลายมาเป็นอาคารหอประชุมได้ โดยไม่ทราบราคา

คุณวงศ์สถิตย์ เล่าอีกว่า ทุนที่ซื้ออุปกรณ์ รวมทั้งลงทุน ส่วนใหญ่ จะหามาได้ ก็นำมาลงทุนต่อ จนสามารถขยายใหญ่ได้ แต่อาศัยที่ตนเองเรียนมาทางเกษตร จึงทำให้เข้าง่ายและปรับตัวได้เร็วขึ้น

ปัจจุบัน มีการทำบัญชี รายได้ที่เป็นประจำเน้นไปที่ขายน้ำเชื้อสุกร เดือนละ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) จำหน่ายไข่เป็ด วันละ 2,400 บาท ต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีจำหน่ายพืชผักอีกจำนวนหนึ่ง

บุตรชาย บุตรสาว ของคุณวงศ์สถิตย์ เรียนจบระดับปริญญา

ลูกชายนั้นรับราชการทหาร ส่วนลูกสาว coresysit.com หลังจบก็หันมาทำการเกษตรกับพ่อแม่ เพราะเขาเห็นว่าอาชีพการเกษตรก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ หากเรามีแนวทางและนำหลักของในหลวงมาใช้ ปัจจุบัน ที่นี่เป็นศูนย์แหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรทั่วไป ที่เดินทางเข้ามาเรียนรู้ศึกษาทุกวัน อย่างน้อย วันละ 50 ราย โดยคุณวงศ์สถิตย์ บอกว่า พร้อมที่จะให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ฟรี กลุ่มหรือหน่วยงานราชการใด จะศึกษาดูงานหรือนำเกษตรกรไปเรียนรู้ ติดต่อที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร หรือเกษตรอำเภออากาศอำนวย หรือที่ คุณวงศ์สถิตย์ โมราษฎร์ โทร. (081) 369-9512 ได้ทุกวัน

หลังสัปดาห์ก่อนเข้าร่วมประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้องเรื่องการปลูกป่าที่รัฐสภา ตามที่ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ล่าสุดวันนี้ (18 พ.ค.) โจอี้บอย – อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต ก็เแจ้งความคืบหน้าผ่านเฟซบุ๊ก ‘Apisit Joeyboy Opasaimlikit’ ว่า ตอนนี้ได้มีชื่อกลุ่ม และตั้งกองทุนเพื่อรับบริจาคเป็นที่เรียบร้อย โดยมีตนเอง,ต่อ ฟีโนมีน่า – ธนญชัย ศรศรีวิชัย และโต้ – สุหฤท สยามวาลา ช่วยกันขับเคลื่อน รวมกับผู้เกี่ยวข้องที่ชำนาญในพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่เตรียมจะปลูกเบื้องต้นน่าจะเป็นพื้นที่ 400-500 ไร่ใน อ.สันติสุข จ.น่าน

ขออนุญาตแจ้งความคืบหน้าเรื่องการปลูกป่าน่านครับ

ตอนนี้เราได้ชื่อกลุ่มแล้วครับ ชื่อกลุ่ม “ปลูกเลย!” ชื่อง่าย ๆ รวมทั้งการตั้งกองทุนเพื่อรับบริจาคสมทบทุนในการดำเนินการครับซึ่งกำลังดำเนินการนะครับ ทุกบาทที่ได้รับจะได้ทำการใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและรายงานการใช้ทุกบาททุกสตางค์ครับไม่มีตกหล่น กลุ่มเราแบ่งงานกันสามส่วนครับไม่มีใครเป็นหัวหน้า

ส่วนการขับเคลือนโครงการคือ โจ้ โจอี้บอย, ต่อ ธนญชัย และ โต้ สุหฤท

ส่วนการประสานงานกับส่วนที่เกี่ยวข้องก็ได้คุณสันติ จากสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทยและ ดนุพล สยามวาลา คุณสำรวย นายกอบต.เมืองจัง โดยที่พี่สำรวยมีความชำนาญในพื้นที่มากครับ ส่วนงานทางด้านวิชาการให้ทุกอย่างถูกต้องทางกลุ่มได้ อาจารย์จุล สถาปัตย์มช. มาช่วยดำเนินงานให้ถูกตามหลักการทุกประการครับ

ที่ปรึกษากลุ่มที่เรา คือ อาจารย์ ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้ง ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จะมาช่วยเราด้วยอีกแรงนึงครับ