ทั้งนี้ สกว. ได้มุ่งมั่นส่งเสริมการขับเคลื่อนการศึกษาวิจัยว่าด้วย

แนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยริเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2553 โดยมีโครงการวิจัยทั้งทางด้านนโยบาย เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย การบริหารจัดการข้อมูล อาทิ โครงการการวิจัยมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลน การศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของประเทศไทยเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน/การพัฒนากรอบการจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ที่เหมาะสมสำหรับบริบทประเทศไทย ฯลฯ เพื่อเป็นฐานองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินและสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยต่อไป

ด้าน ดร.นวรัตน์ ไกรพานนท์ ผอ.กองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเรื่องพัฒนาการของแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ที่เกิดขึ้นภายในการประชุม งาน United Nations Conference on Sustainable Development ในปี ค.ศ. 2012 ณ กรุงรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล หรือที่รู้จักกันในนาม RIO+20 (ริโอพลัสเทวนตี้) ซึ่งถือเป็นเวทีประชาคมโลกเวทีแรกที่พูดถึงแนวคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยในที่ประชุมมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลใน 2 มิติ คือ เศรษฐกิจในทองทะเล และระบบนิเวศทางทะเล

โดยจะมุ่งผลักดันการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ ในเวทีนี้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของมูลค่าและคุณค่าทางทะเลและการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางทะเล คือทำอย่างไรถึงจะใช้ประโยชน์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดและอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคง ยั่งยืน รวมถึงความปลอดภัยทางทะเลด้วย นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้ไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายของแต่ละประเทศ

ซึ่งประเทศที่ขับเคลื่อนด้านนี้อย่างจริงจังจะมีข้อมูลเชิงวิชาการไปสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในการขับเคลื่อน อาทิ ประเทศจีนให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้และมีข้อมูลด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่สอดคล้องกับจีดีพีของประเทศมาตั้งแต่ปี 2001 อินโดนีเซียมีการเก็บข้อมูลด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2004 สำหรับไทยเรายังไม่มีข้อมูลทางสถิติที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงินส่งผลต่อจีดีพีของประเทศเท่าไร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนของไทยที่ไม่มีข้อมูลและตัวเลขทางวิชาการไปสนับสนุนการตัดสินใจด้านนโยบายสำหรับด้านนี้

ในขณะที่ พลเรือเอกจุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พื้นที่อาณาเขตทางทะเลทั้งหมดของประเทศไทยนั้น พื้นที่ไม่น้อยกว่า 170,000 ตารางกิโลเมตร ถูกจัดเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ มีการดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย อาทิ การประมง การท่องเที่ยว ปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ

โดยจากการประเมินมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลไม่ต่ำกว่า 24 ล้านล้านบาท ปัจจุบันไทยมีแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2558-2564 ที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยในแผนดังกล่าวประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1. การพัฒนาศักยภาพความมั่นคงของชาติทางทะเล 2. การคุ้มครองการใช้ประโยชน์จากทะเล 3. การสร้างความสงบเรียบร้อยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทะเล

4. การสร้างความสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ องค์ความรู้ และความตระหนักรู้ความสำคัญของทะเล และ 6. การบริหารจัดการผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่คณะทำงานมุ่งมั่นจะทำให้ได้ตามแผนภายใน 5 ปีนี้ นอกจากนี้ สิ่งที่ไทยควรมีแนวนโยบายที่ชัดเจน คือเรื่อง ระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล ซึ่งจากปัญหาอุบัติเหตุทางทะเล อย่างเรือล่ม น้ำมันรั่ว สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งจัดการกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ฉมา บริษัทภูมิสถาปนิก โชว์แนวคิด “Innovative Floating Park” ต้นแบบการสร้างสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้นำนวัตกรรม “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” จากเอสซีจี มาผสมผสานกับ “สวนลอยน้ำ เพื่อตอบโจทย์ Urban Solution ทั้งด้านพลังงานทางเลือก การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในแม่น้ำ โดยจัดแสดงต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในงาน Bangkok Design Week 2019

ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ R&D Director และ Emerging Business Director ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เผยว่า โครงการ “Innovative Floating Park” ไม่เพียงแต่จะช่วยพลิกฟื้น และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับริมฝั่ง แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกจากโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำอีกด้วย ทำให้การใช้พื้นที่บนผิวน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการผสานสองไอเดียนี้เข้าด้วยกันและในอนาคตสามารถนำแนวคิดนี้ขยายผลต่อไปยังผืนน้ำอื่นๆ ได้อีกด้วย

“ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้พัฒนา “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” ในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจร โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีพลังงานแสงอาทิตย์มหาศาลและเป็นประเทศที่มีผิวน้ำค่อนข้างมาก ดังนั้นนวัตกรรม “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” จึงตอบโจทย์ทั้งการเป็นพลังงานทางเลือกและการใช้พื้นที่บนผิวน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ เอสซีจีได้นำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุโพลิเมอร์และการออกแบบที่คำนึงถึงการติดตั้งที่สะดวก รวดเร็ว พร้อมรองรับการติดตั้งได้หลายรูปแบบตามลักษณะของพื้นที่ โดยวัสดุที่เลือกใช้สำหรับการทำทุ่นลอยน้ำคือเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษจากเอสซีจี ที่มี UV Stabilizer ทำให้ทนทานต่อแสงแดดและรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต จึงไม่กรอบแตกง่ายเมื่ออยู่กลางแดด และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล” ดร. สุรชา กล่าวเพิ่มเติม

คุณยศพล บุญสม Director บริษัท ฉมา จำกัด ภูมิสถาปนิกที่มีบทบาทในการออกแบบภูมิทัศน์ โครงการ “Innovative Floating Park” กล่าวว่า ในตอนแรกทางฉมา มีแนวคิดที่จะสร้างสวนลอยน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศริมฝั่งแม่น้ำ แต่การได้ร่วมงานกับธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และสถานเอกอัครราชทูตเนเเธอร์แลนด์ประจําประเทศไทย ทำให้เกิดการต่อยอดทางความคิดจนกลายเป็น Innovative Floating Park ต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์ลอยน้ำ

“ทางฉมา ได้ประยุกต์การออกแบบโดยใส่เรื่องพืชบำบัดน้ำที่จะช่วยฟื้นฟูระบบน้ำ รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เรามองว่าสิ่งนี้เป็น Urban Solution ที่จะทำให้คนกลับเข้ามาหาแม่น้ำมากขึ้น ในอนาคตโครงการนี้จะต่อยอดโดยผนวกเรื่องสถานที่พักผ่อน ที่นั่งเล่น รวมทั้งทางเดินบน “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” จึงนับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรื่องพลังงานสะอาด ระบบนิเวศ และช่วยในการฟื้นฟูคุณภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งยังเป็นแหล่งพักผ่อนของคนเมืองได้ในอนาคต” ยศพล กล่าวเพิ่มเติม

โธมัส ฟัน เลียเว่น ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูต หัวหน้าแผนกการเมืองและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจําประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจําประเทศไทยกับเอสซีจีได้มีความร่วมมือทางการวิจัยและพัฒนามาโดยตลอด สำหรับในงาน Bangkok Design Week 2019 นี้ เรามีโครงการนำร่อง “Innovative Floating Park” ที่เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีที่ต่างกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและแม่น้ำ รวมทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้สะอาดอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้สนใจชม Innovative Floating Park ต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ สามารถเข้าชมได้ในงาน Bangkok Design Week 2019 บริเวณท่าเรืออาคาร กสท. บางรัก ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 11.00-21.00 น. ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก และย่านเจริญกรุง ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผุดโครงการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร ขายถูกกว่าท้องตลาด 3,378 บาท/ตัน ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต 300-400 บาท/ไร่ กรมพัฒนาที่ดินร่วมวิเคราะห์ค่าดิน เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยให้สหกรณ์ผลิตปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับดินแต่ละพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้า ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด เพื่อส่งกระจายต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปผลิตปุ๋ยขายเกษตรกรได้ในราคาถูก

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ มีโครงการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน

ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดี ในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้ จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืม ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ร้อยละ 2 และ ธ.ก.ส. รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี

“เดือนเมษายนเมื่อเข้าฤดูทำนา เกษตรกรก็จะสามารถใช้ปุ๋ยผสมเองนี้ได้ ขณะนี้กรมฯ ได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่ง ในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาด ตันละ 3,378 บาท คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ไร่ละ 300-400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ย คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

กรุงเทพฯ, 31 มกราคม 2562

New Holland Agriculture เป็นหนึ่งในแบรนด์ของบริษัทระดับโลกอย่าง CNH Industrial เราเปิดตัวนิว ฮอลแลนด์ TT3.50 รถแทรกเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดในประเทศไทย สำหรับรถแทรกเตอร์ในกลุ่ม 50 แรงม้า เพื่อสนองตอบความต้องการที่หลากหลายและเพิ่มขึ้นของเกษตรกรได้อย่างตรงใจ นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 นี้มีทั้งความคุ้มค่าและความสามารถรอบด้านในการใช้งานหลากหลายประเภท โดยเราได้นำมาจัดแสดงต่อสื่อมวลชนในงานแถลงข่าววันนี้ที่โรงแรมดับเบิลยู กรุงเทพฯ

นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 จะเป็นที่ชื่นชอบยอดนิยมของเกษตรกรในประเทศไทย เนื่องด้วย นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 เป็นรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์อย่างแท้จริง ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานทั้งในนาข้าวแบบแห้งและการใช้งานในพื้นที่งานไร่และสวน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ เนื่องจากนิว ฮอลแลนด์ TT3.50 มีแรงม้าและแรงบิดสูงที่เหมาะกับทั้งงานลากพ่วงและยกผลิตภัณฑ์การเกษตร นอกจากนี้ นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ยังเหมาะกับการทำงานปศุสัตว์ด้วยระบบการทำงาน PTO แบบอิสระ

นายเอ็มเร่ คาลาซลี่ ผู้อำนวยการธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรของ CNH Industrial ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากีสถาน และญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า: “ภาคเกษตรกรรมในประเทศไทยมีความก้าวหน้าที่ยอดเยี่ยม และทำให้เกษตรกรมีความต้องการใช้อุปกรณ์อันทันสมัยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นิว ฮอลแลนด์ ตระหนักถึงและให้ความสำคัญกับความต้องการดังกล่าว เราจึงพัฒนารถแทรกเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ภายใต้ปรัชญาการออกแบบคือ ความคุ้มค่าและความอเนกประสงค์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการดังกล่าวของเกษตรกรไทย เรามั่นใจว่า นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 จะเป็นรถแทรกเตอร์อีกรุ่นของนิว ฮอลแลนด์ที่น่าสนใจสำหรับตลาดประเทศไทยเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรไทย

นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 เป็นรถแทรกเตอร์ที่ออกแบบโดยเกษตรกร เพื่อเกษตรกรอย่างแท้จริงตอบสนองความต้องการเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง เราออกแบบและพัฒนานิว ฮอลแลนด์ TT3.50 จากการสำรวจและวิจัยตลาดในหลากหลายพื้นที่และการใช้งานจริง พร้อมนำความคิดเห็นจากเกษตรกรมาเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ได้รับการออกแบบโดยเกษตรกรเพื่อเกษตรกร ผลลัพธ์ที่ได้คือ นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 รถแทรกเตอร์ซึ่งโดดเด่นและเหนือกว่ารถแทรกเตอร์ในกลุ่มเดียวกันด้วยสไตล์ที่ทันสมัย พร้อมโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน ความสะดวกสบาย ความยอดเยี่ยมของสมรรถนะที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดีไซน์ทันสมัย ไฟหน้าแบบ ‘Cat eye’ คือหนึ่งในความทันสมัยภายใต้แนวคิดด้านการออกแบบที่ยอดเยี่ยมของนิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ไฟหน้าแบบ ‘Cat Eye’ ง่ายต่อการใช้งาน เหมาะสมกับงานเกษตรกรรม ด้วยไฟแสงสว่างที่ให้แสงกระจายออกกว้างสำหรับการทำงานโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ฝาครอบเครื่องยนต์แบบชิ้นเดียวก็เป็นอีกหนึ่งความยอดเยี่ยมในการออกแบบ ซึ่งเกษตรกรสามารถเปิดปิดได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการบำรุงรักษาตามปกติ

เครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพ ภายใต้ฝากระโปรงของนิว ฮอลแลนด์ TT3.50 คือขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลแบบไดเร็กอินเจ็กชั่นที่ทันสมัย ความจุ 2.7 ลิตร ขนาด 3 สูบ ให้กำลัง 49 แรงม้าและแรงบิด 180 นิวตันเมตร เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบมาเพื่อการทำงานที่ต้องการกำลังแรงฉุดลากอันทรงประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ยังมี PTO ที่ให้กำลังสูงถึง 42.4 แรงม้า (31.6 กิโลวัตต์) ให้ประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้ ระบบส่งกำลังมาตรฐานแบบ 8×2 มีเกียร์เดินหน้า 8 ระดับ และเกียร์ถอยหลังอีก 2 ระดับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในไร่นาส่วนใหญ่ ชุดเกียร์ Synchro Shuttle™ ระบบกล 8×8 ที่เป็นอุปกรณ์เสริมให้เกียร์ถอยหลังเพิ่มอีก 6 ระดับ เหมาะสำหรับรถตัก ใบมีดดันหน้า หรือกิจกรรมการลุยแอ่งโคลน

ที่สุดของความอเนกประสงค์เหมาะกับหลากหลายอุปกรณ์ต่อพ่วงทางการเกษตร เกษตรกรมั่นใจได้ว่านิว ฮอลแลนด์ TT3.50 สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงที่มีน้ำหนักมากได้หลากหลายประเภท เช่น จานไถ ผาล ชุดจานหลายแผ่น รถเพาะปลูกอ้อย เครื่องปลูกเมล็ดข้าวโพด และเครื่องปลูกมันสำปะหลัง เป็นต้น และสามารถทำงานหนักได้อย่างคล่องตัว เนื่องจากนิว ฮอลแลนด์ TT3.50 มีแขนยกสองตัวและปั๊มแยกสำหรับระบบไฮดรอลิกส์และพวงมาลัยเพาเวอร์ สมรรถนะการยก (ทั้งในหมวด I / II) ของนิว ฮอลแลนด์ TT3.50 คือ 1,800 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะการติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วง) ซึ่งมากที่สุดในรถแทรกเตอร์กลุ่ม 50 แรงม้า นอกจากนี้ รถแทรกเตอร์รุ่น TT3.50 ยังสามารถใช้อุปกรณ์พิเศษที่สามารถควบคุมผ่านการทำงานของ PTO ให้หมุนย้อนกลับและเพิ่มความเร็วขณะขับขี่ได้

ที่สุดของความสะดวกสบาย นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ช่วยให้งานเกษตรเป็นเรื่องง่ายและสบายขึ้น ด้วยการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของห้องโดยสารและที่นั่งที่ออกแบบใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนในตัวและการรองรับพิเศษเพื่อความสบายสูงสุดกับเกษตรกร แพลตฟอร์มกึ่งแบนของรถแทรกเตอร์ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ด้วยการเพิ่มพื้นที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ เรายังเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงด้วยระบบการควบคุมแบบ Lift-O-matic ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมปรับระดับความสูงของอุปกรณ์ต่อพ่วงตามที่ตั้งไว้ล่วงหน้าได้โดยอัตโนมัติ

เกาะถนนและเสถียรภาพการขับขี่ที่ดีเยี่ยม นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 ได้รับออกแบบให้มีล้อและยางด้านหน้าขนาดใหญ่และฐานล้อที่ยาวกว่ารถแทรกเตอร์กลุ่มเดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะการเกาะถนนและเสถียรภาพในการขับขี่ ซึ่งมาพร้อมกับเพลาล้อหลังแบบเฮฟวี่ดิวตี้ที่สามารถรองรับการใช้งานหนักได้อย่างสบายและลดการสูญเสียกำลังขณะส่งผ่านจากเครื่องยนต์ไปเพลาและล้อ ซึ่งโดยทั่วไป การออกแบบเพลาล้อหลังแบบเฮฟวี่ดิวตี้นี้จะอยู่เฉพาะโครงสร้างของรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่

ที่สุดของความปลอดภัย นิว ฮอลแลนด์ TT3.50 มีระบบเบรกแบบเปียกด้วยเทคโนโลยี OIDB (Oil Immersed Disc Brake) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเบรก

การนำเครื่องจักรกลเกษตรมาใช้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเพิ่มผลผลิต

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ว่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย “มีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศ” แต่เตือนว่า “มีความท้าทายหลายประการที่คุกคามความมั่นคงด้านอาหาร” FAO กล่าวว่า

“ความสำคัญของการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและความสามารถในการแข่งขัน” และรายงานว่า “ระดับการผลิตทางการเกษตรยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค”

ในปี 2560 CNH Industrial ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถแทรกเตอร์ นิว ฮอลแลนด์ ได้เข้ามาดูแลการจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องจักรกลเกษตรทั่วประเทศไทยภายใต้ตราสินค้านิว ฮอลแลนด์ ผ่านผู้แทนจำหน่าย โดยเปิดดำเนินการสาขาแห่งใหม่ในประเทศไทยและจดทะเบียนในชื่อบริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด ที่สมุทรปราการ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าเกษตรกรไทยจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและมีมาตรฐาน นอกจากนี้ CNH Industrial ยังมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ สำหรับดูแลการจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรภายใต้ตราสินค้านิว ฮอลแลนด์ ในภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากีสถาน และญี่ปุ่น อีกด้วย

ผู้แทนจำหน่ายนิว ฮอลแลนด์ ในประเทศไทย ให้การดูแลเกษตรกรอย่างดีที่สุด และรูปแบบบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่น ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการทางการเงิน คือ G-Capital อีกทั้งเกษตรกรยังได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม การให้คำแนะนำทางเทคนิคและการเอาใจใส่เรื่องบำรุงรักษาที่พวกเขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในเวลาเดียวกันพร้อมลดต้นทุนการบริการและการหยุดทำงาน

♦ ความเป็นมาที่ยาวนานในประเทศไทย

New Holland Agriculture เข้าสู่ตลาดไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2470 เมื่อรถแทรกเตอร์ Fordson คันแรกถูกนำเข้ามาที่มาเลเซีย สืบเนื่องจากในปี พ.ศ. 2438 เฮนรี่ ฟอร์ดผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตรระดับโลก กว่า 100 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่รถแทรกเตอร์ฟอร์ดคันแรก Fordson Model F เข้าสู่การผลิตในปี พ.ศ. 2460 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์การพัฒนารถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตรของ New Holland Agriculture ซึ่งได้รวบรวม ส่งต่อ และพัฒนาแนวคิดการปฏิวัติของเฮนรี่ ฟอร์ดเกี่ยวกับเครื่องจักรกลการเกษตรทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน และยังคงได้รับประโยชน์จากความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรมานานกว่าศตวรรษ

ประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับรถแทรกเตอร์และนิว ฮอลแลนด์ เป็นแบรนด์ตะวันตกชั้นนำในภูมิภาคนี้อีกด้วย รถแทรกเตอร์รุ่นยอดนิยมของนิว ฮอลแลนด์ ได้แก่ TT45, TC48R, TT4.55, TT4.75, TD5.110, 7610s, T6050 เป็นต้น และตอนนี้เราเสริมทัพด้วย TT3.50 รุ่นใหม่ล่าสุด

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือน ธ.ค.61 ลดลง 1.62% เหตุ ยาง-ปาล์ม ราคาตก เดือน ม.ค. ยังร่วง 1.88% แต่ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือน ธ.ค.เพิ่ม 1.45%

น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือน ธ.ค.2561 อยู่ที่ 124.96 ลดลงจาก 1.62% เมื่อเทียบกับ ปี 2560 แต่เพิ่มขึ้น 0.88% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 2561

สินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชะลอซื้อของประเทศผู้ใช้ยางพารา และมีการชะลอซื้อขายในตลาดล่วงหน้าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศเศรษฐกิจหลัก และ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากภาวะการค้าในประเทศและการส่งออกชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง ทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการ มีคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่วงต้นฤดูการเก็บเกี่ยว หัวมันสำปะหลังเริ่มทยอยออกสู่ตลาด และ สุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงรองรับนักท่องเที่ยวและวันหยุดต่อเนื่องท้ายปี

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน ธ.ค.2561 อยู่ที่ 164.37 เพิ่มขึ้น 3.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 แต่ลดลง 41.01% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.2561 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และ กุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่