ทั้งนี้ หากพูดถึงกับนิยามของคำว่า พืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง

มั่นใจเลยว่าราคาย่อมสูงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาผลผลิตและต้นกล้าสำหรับปลูก ซึ่งเป็นไปตามกลไกของตลาด สำหรับผู้ที่สนใจทดลองปลูกที่มีเงินลงทุนไม่มากนักคงจะสู้กับราคาของต้นกล้าที่ราคาสูงถึงหลักพันไม่ไหว เราเลยอยากชวนเกษตรกรมาทดลองเพาะกล้าอินทผลัมจากเมล็ดไว้ปลูกกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าการเพาะอินทผลัมจากเมล็ดนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีคือ ขยายพันธุ์ปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เจริญเติบโตได้ดี ส่วนข้อเสีย เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ดโอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง และเราจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ต้องปลูกไว้และรอจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศ และถึงแม้ว่าเราจะได้ต้นตัวเมียไปปลูก แต่คุณภาพผลอินทผลัมก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่

วิธีเพาะเมล็ดอินทผลัม
คัดเลือกเมล็ดอินทผลัมที่สมบูรณ์ หลังจากการบริโภคแล้ว ทั้งแบบกินผลสดและผลแห้งใช้เพาะได้หมด จากนั้นล้างเมล็ดให้สะอาดจนเยื่อหุ้มที่ติดอยู่เมล็ดหลุดออกหมด
นำเมล็ดอินทผลัมใส่ภาชนะสำหรับแช่ แช่น้ำไว้ 3 วันพร้อมปิดฝา โดยแต่ละวันต้องทำการเปลี่ยนน้ำด้วย
หลังแช่เมล็ดอินทผลัมครบ 3 วันแล้ว นำกระดาษทิชชูมาวางทับกันหลายๆ ชั้นในภาชนะที่เตรียมไว้ พร้อมพรมน้ำให้ชื้นเล็กน้อย จากนั้นนำเมล็ดอินทผลัมมาวางให้ทั่วบนกระดาษทิชชู แล้วปิดฝาเก็บไว้ในที่มืดร้อนชื้น หรือในห้องน้ำก็ได้
หลังจากแช่เมล็ดอินทผลัมประมาณ 7 วัน เมล็ดก็จะเริ่มงอกออกมาจากตรงกลางเมล็ดให้เห็น
ผ่านไป 12 วัน จะสังเกตเห็นรากจะเริ่มงอกแทงเข้าไปในกระดาษทิชชู นั่นเป็นสัญญาณบอกแล้วว่าพร้อมนำเมล็ดอินทผลัมไปลงในถุงเพาะกล้าแล้ว
เตรียมวัสดุเพาะในอัตรา 2 : 1 : 1 คือ ดิน 2 ส่วน, ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และแกลบ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน แล้วกรอกวัสดุเพาะลงถุงดำ จากนั้นหาไม้เล็กๆ แทงเป็นรูลงไปในถุงดำที่รดน้ำเตรียมไว้แล้ว วางเมล็ดอินทผลัมลงไปในถุง โดยให้วางรากลงไปในรูที่แทงลงไปนั้น พร้อมนำวัสดุเพาะใส่กลบทับเมล็ดลงไปพอบางๆ แล้วรดน้ำตามลงไปอีกครั้ง
นำถุงเพาะไปวางไว้ในโรงเรือนพื้นที่แสงแดดรำไร หรือร่มต้นไม้ก็ได้ ช่วงแรกรดน้ำทุกวัน ถ้าร้อนมากต้องรดน้ำเช้าเย็น แต่ถ้าไม่ร้อนมากวันละครั้งก็เพียงพอ
สำหรับต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดควรจะเพาะเลี้ยงไว้ในถุงดำจนกว่าจะออกใบขนนก ประมาณ 3-4 ใบขึ้นไป หรือต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีโอกาสรอดเกือบ 100% เมื่อปลูกลงแปลงปลูก

สำหรับการปลูกอินทผลัมถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจความหวังใหม่ของเกษตรกรเลยก็ว่าได้ ถึงแม้จะมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาต้นกล้าที่สูงพอสมควร ฯลฯ แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรที่สนใจปลูกอินทผลัม ควรศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ตนเองให้ดี ถึงแม้อินทผลัมจะเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนและแห้งแล้งอย่างภูมิประเทศในบ้านเรา แต่ยังคงต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลผลิตโตอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ การปลูกอินทผลัมใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกันได้ทุกราย ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ ฝีมือการผลิต และการตลาดของแต่ละบุคคลด้วย

การปลูกอ้อยโดยทั่วไปของเกษตรกรพืชไร่ ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการและขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว และซื้อขาย หากไม่ทำการเกษตรให้ต่าง ก็ยังคงดำรงอาชีพเกษตรกรรมอยู่ได้ แต่เมื่อเกิดความคิดทำเกษตรที่แตกต่าง โอกาสที่จะพบเทคนิค กลยุทธ์ และต่อยอดการเกษตรที่ดำรงอยู่ให้ได้รับการพัฒนาก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน

เช่น คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรหนุ่มไฟแรง ชาวหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่บ่มเพาะการเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เล็ก ด้วยพื้นเพเดิมของครอบครัวทำไร่อ้อย เมื่อว่างเว้นจากการเรียน คุณวงศกร ก็โดดเข้าไร่ เรียนรู้ทุกขั้นตอนและกระบวนการมาด้วยตนเอง หลังจบการศึกษาจึงเปิดกิจการเล็กๆ และทำไร่อ้อยกับครอบครัวพ่วงกันไปด้วย

การทำไร่อ้อย ของครอบครัวชนะภัย ยังคงดำเนินมาลักษณะเดียวกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วไป กระทั่ง 5 ปีก่อน คุณวงศกร มีแนวคิดการทำไร่อ้อยอินทรีย์ เขาเริ่มศึกษาแนวทาง และเริ่มทดลองในไร่อ้อยเดิมที่มีอยู่ 60 ไร่

“ผมชอบเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว เมื่อตัวเองทำไร่อ้อยก็อยากทำไร่อ้อยอินทรีย์บ้าง ตอนที่เริ่มทำ ก็ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ จะคิดจะทำจริงจัง ครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร จึงแบ่งพื้นที่เริ่มทำอินทรีย์ 60 ไร่ ตามความรู้เท่าที่มี ทั้งที่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงตลาดอ้อยอินทรีย์เลย ว่ามีโรงงานรับซื้อหรือไม่ แต่สิ่งที่มั่นใจว่าต้องได้จากการทำอินทรีย์คือ การลดต้นทุนที่ถาวร”

คุณวงศกร บอกว่า ตลอดระยะเวลาการปรับเปลี่ยนจากการปลูกอ้อยปกติเป็นอ้อยอินทรีย์ นานถึง 3 ปี ซึ่งระหว่างนี้การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย ทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ปริมาณผลผลิตต่อไร่ก็ไม่ได้ลดน้อยลงกว่าเดิม แต่สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ ลดการจัดการภายในไร่ลงหลายขั้นตอน

แปลงอ้อยอินทรีย์ของคุณวงศกร ปัจจุบันขยายเพิ่มเป็น 140 ไร่ แต่ยังคงทำไร่อ้อยปกติอีกเกือบ 100 ไร่ เหตุที่ไม่ทำแปลงอ้อยให้เป็นอินทรีย์ในทุกแปลง คุณวงศกร บอกว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะแปลงไม่ได้อยู่ติดกัน อีกทั้งแต่ละแปลงอยู่ติดกับแปลงของเพื่อนบ้าน ซึ่งการทำอินทรีย์จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากพื้นที่ปลูกที่ใช้สารเคมีอย่างน้อย 4-5 เมตร โดยรอบแปลง หรือปลูกไม้อื่นเป็นแนวกันชน จึงจะเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริง แต่การที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแปลงอ้อยทั้งหมดเป็นอินทรีย์ถือเป็นเรื่องดี เพราะปัจจุบันคุณวงศกรทำไร่อ้อยทั้ง 2 แบบ เพื่อการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต และเพื่อเป็นแปลงสำหรับผู้สนใจเข้ามาศึกษา โดยไม่หวงความรู้แต่อย่างใด

การเปลี่ยนจากไร่อ้อยทั่วไปมาเป็นแปลงอ้อยอินทรีย์ คุณวงศกร บอกว่า เพราะเขาไม่มีเวลามาก การเริ่มต้นด้วยการปลูกพืชปรับปรุงดิน เช่น ปอเทือง หรือพืชตระกูลถั่ว จึงเลือกวิธีการปลูกอ้อยปกติไปก่อน แต่ไม่ใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ไม่เผาใบ ค่อยๆ เติมปุ๋ยอินทรีย์ และปั่นใบอ้อยป่นคลุกหมักในไร่ไปพร้อมกันแทน แต่ถ้าเกษตรกรท่านใดต้องการทำแปลงอินทรีย์ คุณวงศกร แนะนำว่า หากมีเวลาควรปลูกพืชปรับปรุงดินก่อน จะเป็นการดี

“ต้นทุนอ้อยอินทรีย์มีเพียงค่าปลูก ค่าอ้อยตอ ปุ๋ยอินทรีย์ ทำรุ่น บำรุงดิน ค่าแรงงานคน ค่าน้ำมันรถขนส่ง รวมทั้งสิ้นแล้ว พื้นที่ 140 ไร่ ต้นทุนไม่เกิน 150,000 บาท” ต้นทุนของการทำอ้อยอินทรีย์สูงสุดคือ ค่าแรงงานคนที่ใช้ในการตัดอ้อยสด ดายหญ้า ถอนหญ้า ค่าตัดอ้อยสดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สูงที่สุด เพราะแต่ละครั้งของการตัดอ้อยสด ใช้แรงงานคนประมาณ 30 คน ค่าตัด ต่อมัด 2.50 บาท มัดละ 15 ลำ ในการตัดอ้อยสดต่อวัน แรงงาน 1 คน สามารถตัดอ้อยสดได้มากถึง 400 มัด ซึ่งการจ้างแรงงานในปัจจุบันถือเป็นปัญหามากที่สุด ผู้จ้างจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองจ่ายให้กับแรงงานก่อนถึงเวลาทำงาน มิฉะนั้น จะไม่มีแรงงานมารับจ้าง

ราคาซื้อขายอ้อย ผันผวนตามราคาตลาดโลก เช่น ปี 2558 ที่ผ่านมา ราคารับซื้ออ้อย ตันละ 808 บาท สำหรับอ้อยอินทรีย์ ราคารับซื้อแม้จะเป็นราคาเดียวกับการรับซื้ออ้อยทั่วไป แต่อ้อยอินทรีย์ยังมีรายได้จากส่วนต่างเพิ่มให้ (100 บาท ต่อตัน) โดยไม่นับรวมจากต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า จึงแน่นอนว่า ทุกรอบการผลิตของการปลูกอ้อยอินทรีย์ มีรายได้ที่สูงกว่าการปลูกอ้อยทั่วไปแน่นอน

คุณวงศกร ยอมรับว่า การทำไร่อ้อยไม่ว่าจะเป็นอ้อยปกติทั่วไปหรือแปลงอ้อยอินทรีย์ เกษตรกรจำเป็นต้องมีเครื่องจักรกลการเกษตรผ่อนแรง เพราะหลายขั้นตอนหากมีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย จะลดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่าการจ้างแรงงานคน อีกทั้ง ยังได้ความสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบัน ผลผลิตจากแปลงอ้อยอินทรีย์ทั้ง 140 ไร่ ส่งตรงเข้าโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล ที. เอ็น. โรงงานในกลุ่มวังขนาย ซึ่งตั้งอยู่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ระยะห่างจากไร่ของคุณวงศกรเกือบ 100 กิโลเมตร แต่เพราะเป็นโรงงานเดียวที่อยู่ใกล้ และคุณวงศกรเห็นว่ามีข้อตกลงร่วมกันเมื่อเกษตรกรเข้าโครงการอ้อยอินทรีย์ตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบเกษตรกรมากที่สุด

แต่ขณะเดียวกัน การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนาย ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมีระบบระเบียบและวิธีพิจารณาที่เข้มงวด หากเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน

ขั้นตอนการปลูกอ้อยอินทรีย์ คุณวงศกร แสดงความเห็นว่า ไม่ได้แตกต่างจากการปลูกอ้อยโดยทั่วไป โดยมีวิธีปลูกและปฏิบัติ ซึ่งได้รับคำแนะนำมาจากศูนย์พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กลุ่มวังขนาย ดังนี้

การวางแผนการจัดการ
ทำแนวป้องกันการปนเปื้อนทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ ได้แก่ การปลูกพืชในกลุ่มของไม้ยืนต้น โตเร็ว เป็นแนวกันชนรอบแปลง หรือพืชอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อป้องกันลมพัดสารพิษเข้ามาสู่แปลง การทำคันดินหรือร่องน้ำกั้นระหว่างแปลง ป้องกันการไหลบ่าของน้ำข้างนอกเข้ามาในแปลง รวมถึงการกันพื้นที่รอบแปลง ระยะห่าง 4-5 เมตร จากแปลงปลูกอื่น

ควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์คุณสมบัติต่างๆ เพื่อการปรับปรุงดิน ในการปรับปรุงดินควรทำก่อนปลูกพืชปุ๋ยสด หากพบว่าดินเป็นกรด ค่า PH ต่ำกว่า 5.5 ให้ใส่ปูนโดโลไมท์ ตามอัตราที่แนะนำจากผลการวิเคราะห์ดิน หลังจากใส่ปูนแล้ว ประมาณ 10 วัน จึงปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน และอินทรียวัตถุในดิน เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า โสน หรือพืชตระกูลถั่วอื่นๆ แล้วไถกลบในช่วงที่พืชปุ๋ยสดเริ่มออกดอก หรืออายุประมาณ 50-60 วัน หลังการไถกลบพืชปุ๋ยสดแล้ว ประมาณ 15 วัน จึงปลูกอ้อย แต่ถ้าต้องการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารโพแทสเซียม ให้ใส่ขี้เถ้าจากโรงงานน้ำตาล ไถคลุกเคล้ากับดิน อย่างน้อย 2 ตัน ต่อไร่ ไถคลุกเคล้ากับดินพร้อมกันในช่วงที่ใส่ขี้เถ้า

การปลูกอ้อย
หลังจากไถยกร่องแล้ว รองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ สูตรอ้อยออร์แกนิก ตรามดเขียว อัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยใต้แถวท่อนพันธุ์อ้อย
สับท่อนพันธุ์ให้มีความยาวสม่ำเสมอ ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือประมาณ 3-4 ข้อตา
ในการปลูกอ้อยปลายฝน ควรกลบท่อนพันธุ์ให้แน่นและหนา ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าปลูกอ้อยต้นฝนหรืออ้อยน้ำราด ควรกลบดินให้สม่ำเสมอ หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร

การดูแลรักษา
ควรปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวอ้อย เช่น ถั่วพร้า เพื่อป้องกันและควบคุมการงอกของวัชพืช และช่วยคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น โดยหว่านเมล็ดถั่วพร้าระหว่างร่องอ้อย หลังจากปลูกอ้อยเสร็จ จากนั้นฉีดพ่นด้วยสารสกัดชีวภาพ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตเสริมความแข็งแรงและเพิ่มความหวานของอ้อย ทุกๆ 15-20 วัน นอกจากนี้ จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน หรือเครื่องทุ่นแรงตามความเหมาะสม

ในการกำจัดแมลงศัตรูอ้อย ให้ใช้ชีววิธี เช่น ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโครแกรมม่า ในการควบคุมหนอนเจาะลำต้นและยอดอ้อย ปล่อยแมลงหางหนีบกำจัดหนอนกออ้อย เพลี้ยอ่อน ตัวอ่อนเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว เพิ่มเชื้อราเมตาไรเซียม เพราะมีประสิทธิภาพในการควบคุมด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย

หากมีปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้เป็ด ขี้วัว ขี้ควาย ที่เลี้ยงแบบปล่อย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ สามารถนำมาใส่ในแปลงอ้อยอินทรีย์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของอ้อยได้

เมื่อเข้าฤดูฝน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โรยข้างแถวอ้อยเป็นปุ๋ยแต่งหน้า แต่หากใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดินที่ใช้ในแปลงอ้อยอินทรีย์ ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานก่อน

ในการเก็บเกี่ยว เมื่อถึงเวลาตัดอ้อย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมจะแจ้งเวลาการตัดอ้อยอินทรีย์เข้าหีบ โดยเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวอ้อยสด ตัดโคนให้ชิดดิน สางใบอ้อยให้สะอาด ไม่เป็นอ้อยยอดยาว หลังจากตัดแล้วให้ส่งเข้าหีบ ไม่เกิน 48 ชั่วโมง

สำหรับจำนวนเกษตรกรที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนาย มีจำนวน 800 ราย คิดเป็นพื้นที่ได้รับการรับรองออร์แกนิกแล้ว 30,000 ไร่ ซึ่งแปลงอ้อยอินทรีย์ของคุณวงศกร เป็นหนึ่งในเกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์นั้น อีกทั้งยังเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลปีล่าสุด (2559) จากรางวัลชาวไร่อ้อยดีเด่น ผลิตอ้อยอินทรีย์ ขอคำแนะนำปรึกษาจาก คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงได้ ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี หรือโทรศัพท์ (086) 130-6888

เกือบจะสิ้นปีแล้ว วิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาในบ้านเราทำให้เศรษฐกิจการค้าหายหลายชนิดค่อนข้างชะลอตัว เพราะผู้ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งนี้ต้องประหยัดเงินในหลายเรื่อง ภาคเกษตรเองมีการซื้อขายที่ชะลอตัวด้วยเช่นกัน เมื่อสินค้าหรือผลผลิตบางอย่างไม่สามารถส่งออกได้ จึงทำให้ผลผลิตการซื้อขายชะลอตัว เพราะผู้บริโภคมีการซื้อแต่พอใช้สอย โดยมองถึงเรื่องความประหยัดเป็นหลัก ช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าวิกฤตโควิด-19 จะอยู่ในช่วงชะลอตัวแล้ว แต่ผลกระทบในแต่ละด้านของภาคการเกษตรยังคงฟื้นตัวได้มาก แม้จะยังไม่ดีเท่าที่ควร

โควิด-19 ทำคนสั่งออนไลน์เพิ่ม

แต่ในแวดวงของไม้ดอกไม้ประดับที่ผ่านมา พันธุ์ไม้บางชนิดกลับมียอดการซื้อขายที่ดีกว่าปกติ เพราะช่วงที่หลายๆ คนต้องอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อนั้น ทำให้มีเวลาดูแลบ้านของตนเองมากขึ้น จึงทำให้เกิดการซื้อต้นไม้ออนไลน์ส่งตรงถึงหน้าบ้านด้วยระบบขนส่งในปัจจุบันที่ตอบรับกับการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

คุณสมพงษ์ ชื่นบาน ประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับและทำไม้ขุดล้อม อยู่หมู่ที่ 10 ตำบลโนนห้อม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี บอกว่า ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจดูเหมือนจะชะลอตัว แต่ไม้ดอกไม้ประดับที่อยู่ในสวนของเขาและสมาชิกภายในกลุ่มกลับขายดี เพราะลูกค้าเหมือนมีความต้องการธรรมชาติไปอยู่ภายในบ้านของตนเอง จึงทำให้ไม้ขุดล้อมเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อและนำไปส่งตรงถึงบ้านได้อย่างไม่มีปัญหา จึงเกิดรายได้ช่วงโควิด-19 ดีไม่น้อยทีเดียว

“ช่วงที่เกิดโควิด-19 ใหม่ๆ ผมนึกว่าจะจำหน่ายไม้ในสวนไม่ได้ เพราะอย่างที่เราทราบๆ กัน ว่าสินค้าหลายอย่างค่อนข้างขายได้น้อย เพราะกำลังคนซื้อเขาประหยัดกันมากๆ แต่ผิดคลาดกว่าที่เราคิด เพราะคนสนใจในไม้ดอกไม้ประดับเยอะมาก ยิ่งเป็นไม้ยืนต้นไม้ผลนี่ พอเราทำออกมากลับจำหน่ายได้ เรียกว่าขายดี ผลิตไม่ทันก็มี ด้วยราคาจำหน่ายที่ไม่แรงมาก จึงทำให้คนสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่าย อย่างขนุน อายุ 1 ปี สูง 2-3 เมตร ราคาอยู่ที่ต้นละ 900-1,200 บาท ลูกค้าก็สั่งกันเข้ามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ช่วงโควิด-19 ถือว่าไม้ขุดล้อมขายดี เพราะคนอยากตกแต่งบ้านเรือนมากขึ้นในช่วงเวลาที่ว่าง ส่วนเราคนสวนเองก็ต้องปรับราคาด้วยเพื่อให้คนสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น” คุณสมพงษ์ กล่าว

ท่านใดมีความสนใจในเรื่องของไม้ขุดล้อม หรือต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมพงษ์ ชื่นบาน หมายเลขโทรศัพท์ (087) 130-1484 ธุรกิจข้าวปี 63 เติบโตลดลง

คุณฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจการค้าข้าวและอาหารในประเทศและต่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมข้าวไทย ปี 2563 มีแนวโน้มตกต่ำ ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าการส่งออก เนื่องจากจีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่และเป็นผู้ผลิตข้าวที่สำคัญของโลก มีนโยบายลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ โดยเน้นเพิ่มผลผลิตข้าวภายในประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา ทั่วโลกเจอวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบทำให้การส่งออกหยุดชะงัก ทำให้การส่งออกข้าวได้รับผลกระทบตามไปด้วย กลุ่มผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศมีกำลังการซื้อลดลงและหันไปซื้อข้าวพื้นนิ่มเวียดนาม ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิแต่มีราคาถูกกว่าแทน ขณะเดียวกัน ปีนี้ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีปริมาณมากกว่าปีก่อน ซึ่งปัจจัยต่างๆ นี้ ส่งผลทำให้เกษตรกรผู้ปลูกต้องเผชิญวิกฤตราคาข้าวตกต่ำ

คุณฐิติ กล่าวถึงตลาดข้าวถุงในประเทศว่า ช่วงแรกที่เกิดวิกฤตโควิด-19 คนไทยตื่นตระหนักว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร จึงซื้อข้าวสารเก็บสต๊อกไว้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดขายข้าวในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เริ่มอยู่ตัว ข้าวที่เก็บในสต๊อกยังใช้ไม่หมด ประกอบกับรัฐบาลยังไม่มีนโยบายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมจำนวนมาก ทำให้ยอดขายข้าวในช่วงไตรมาสที่ 3-4 มียอดขายลดลงกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า ในปี 2564 ตลาดข้าวในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อสุขภาพ ดังนั้น ข้าวตราฉัตรจึงวางแผนเปิดตัวข้าวสารไรซ์เบอร์รี่ และข้าว กข 43 ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลต่ำ เพื่อเป็นสินค้าทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวในรูปแบบเส้นพาสต้า เส้นก๋วยเตี๋ยว และข้าวหุงสุกพร้อมรับประทาน เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนเมืองที่นิยมความสะดวกสบายและต้องการบริโภคอาหารสะอาดปลอดภัยมากขึ้น

เครื่องจักรกลยอดขายพุ่ง

ด้าน คุณปรีชา บุญส่งศรี เกษตรกรอำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรี ผู้ผลิตและจำหน่าย เครื่องเจาะดิน “นิวบอร์น” กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้มนุษย์เงินเดือนตกงานเป็นจำนวนมาก และกลับบ้านเพื่อทำอาชีพเกษตร เช่นเดียวกับอดีตข้าราชการวัยเกษียณอายุก็หันมาสนใจทำอาชีพเกษตรมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทั้งสองกลุ่มต้องการซื้อเครื่องเจาะดินมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานมากขึ้น ส่งผลทำให้ยอดขายเครื่องจักรกลการเกษตรในที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันมีลูกค้าผู้สูงวัยและกลุ่มสตรีวัยทำงาน สนใจสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในการทำงานมากขึ้น คุณปรีชาจึงได้ออกแบบพัฒนาเครื่องเจาะดินให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่มให้สามารถใช้งานได้สะดวก ราคาไม่แพง เช่น เครื่องเจาะดินนิวบอร์น รุ่น M63 เครื่องยนต์เบนซิน 2 จังหวะ ขนาด 63 ซีซี เครื่องเจาะดินนิวบอร์น รุ่น M52 ขนาด 52 ซีซี เครื่องเจาะดินนิวบอร์น รุ่น KS เครื่องยนต์เบนซิน 2 จังหวะ ขนาด 49 ซีซี เครื่องเจาะดินนิวบอร์น รุ่น KT ขนาด 49 ซีซี พร้อมจำหน่ายดอกเจาะดิน แบบก้นหอย ดอกสว่านขนาด 4 นิ้ว 6 นิ้ว 8 นิ้ว 10 นิ้ว ทุกขนาดเจาะดินลึก 60 เซนติเมตร

ดอกเจาะดินขนาด 4 นิ้ว สำหรับขุดหลุม ฝังท่อแป๊บ ฝังเสาไม้ไผ่ ฝังปุ๋ย พรวนดิน ดอกเจาะดินขนาด 6 นิ้ว สำหรับงานฝังเสารั้วลวดหนาม ฝังปุ๋ย พรวนดินรอบต้นไม้ ดอกเจาะดินขนาด 8 นิ้ว สำหรับงานทั่วไป ขุดหลุมปลูกต้นไม้ ฝังปุ๋ย ขุดหลุมปักเสารั้วลวดหนามแบบหล่อปูนโคนเสา ขุดหลุมเสาบ้าน ขุดหลุมตอหม้อ ส่วนดอกเจาะดินขนาด 10 นิ้ว สำหรับงานขุดหลุมเสาโครงสร้าง ขุดหลุมปลูกต้นไม้ใหญ่ปานกลาง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. (086) 618-2302

ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร โตสวนกระแส

คุณธนัทธร กาญจนพิศาล หรือ คุณนิก สมัคร GClub อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 11 ตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงที่มองเห็นอนาคตช่องทางการสร้างรายได้และการต่อยอดจากปลาสลิด มองว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่น่าสนใจ โดยเริ่มจากการเลี้ยงเพื่อขายเป็นปลาสด ต่อมามีการศึกษาการตลาดเพิ่มขึ้น เห็นว่าตลาดสินค้าแปรรูปจากปลาสลิดค่อนข้างไปได้ดี และการเกษตรกับอุตสาหกรรมเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งในอนาคตปลาสลิดราคาอาจจะตก แต่ถ้านำมาแปรรูปก็จะเป็นการชดเชยและต่อยอดรายได้ขึ้นมา

คุณนิก เล่าว่า ตนเองเริ่มเลี้ยงปลาสลิดมานานกว่า 7 ปี ช่วง 3 ปีแรกเลี้ยงเพื่อขายเป็นปลาสดเพียงอย่างเดียว เริ่มมามีการแปรรูปตอนช่วง 4 ปีหลังมานี้ โดยการเลี้ยงของที่ฟาร์มจะแบ่งเลี้ยงทั้งหมด 6 บ่อ ขนาดของแต่ละบ่อไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ขนาด 7-20 ไร่ ต่อบ่อ และมีการทดลองเลี้ยงปลามาหลายรูปแบบ ทั้งเลี้ยงแบบหนาแน่น เลี้ยงแบบเบาบาง จนได้ค้นพบวิธีเลี้ยงแบบพอดีๆ ปลาอยู่สบาย คือประมาณ 1-1 ตันครึ่ง ต่อไร่

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แปรรูปปลาสลิด “สลิดกัน” คุณนิก บอกว่า เด่นที่เรื่องความสะอาดและคุณภาพ และอยากให้ลูกค้าได้เห็นว่าตั้งแต่กระบวนการเลี้ยง เราเลี้ยงอย่างไร ถ้ากระบวนการเลี้ยงตั้งแต่ต้นดี น้ำดี พันธุ์ปลาดี สุขภาพปลาก็จะดี ปลาไม่ป่วย เมื่อปลาไม่ป่วยก็ไม่ต้องใช้สารเคมี ปลาก็จะไม่มีสารตกค้าง และมั่นใจได้เพราะที่ฟาร์มของเรามีประมงมาตรวจฟาร์มเพื่อให้ได้มาตรฐานตลอด และขั้นตอนถัดมาเมื่อตัววัตถุดิบมาดี สะอาดไม่มีสารตกค้าง ปลาก็จะไม่มีกลิ่นคาว ซึ่งการจะทำให้ได้แบบนี้ต้องมีการประสานกันตั้งแต่ตอนเลี้ยง เพราะส่วนใหญ่แล้วที่เจอคือคนเลี้ยงก็เลี้ยงอย่างเดียว คนแปรรูปก็แปรรูปอย่างเดียว คุณภาพที่ได้ก็ไม่ประสานกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย อย่ามองเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ได้กำไรสูงสุด ต้องทำทั้งหมดนี้ให้ผู้บริโภคเห็นว่าเราใส่ใจจริงๆ แล้วสุดท้ายราคาของสินค้าจะสูงไปเอง

ส่วนในด้านของการตลาดนั้น คุณนิก บอกว่า วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ไม่ได้มีผลกระทบกับธุรกิจของตนเองเลย แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นยิ่งทำให้สินค้าของตนเองยิ่งขายดี เนื่องจากผู้คนเลี่ยงความเสี่ยงที่จะออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านให้น้อยลง แล้วหันมาจับจ่ายของในออนไลน์กันมากขึ้น ถือเป็นความโชคดีที่ตนเองได้มีการทำตลาดออนไลน์มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว ทำให้สามารถรับมือกับยอดสั่งที่ถล่มทลายได้อย่างไม่มีปัญหา สามารถสร้างยอดขายต่อเดือนเป็นหลัก 10 ตันขึ้นไป สร้างรายได้ถึงหลักแสนบาทต่อเดือน