ทั้งนี้ เกษตรกร ประชาชน หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ภาคเอกชน

และเครือข่ายประชารัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ วอนรัฐเปลี่ยนแนวคิดจาก “รัฐบอกให้ทำ” เป็น “รัฐอำนวยความสะดวก” ในงานขับเคลื่อนแผนฯ 12

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อภิปรายในเวทีเกษตรกรยุคใหม่เพื่ออนาคตประเทศไทยจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.) ในงาน “ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย” เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรุม เมืองทองธานี ว่า การทำแผนเพื่อพัฒนาไปสู่อนาคตจะต้องเข้าใจอดีตก่อน โดยอดีตสมัยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 ได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำ จนถึงขณะนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ไทยติดอันดับต้นๆของโลกในเรื่องความเหลื่อมล้ำรองจากรัสเซีย

อินเดีย แสดงให้เห็นว่าปัญหากองใหญ่ของสังคมไทยยังคงอยู่และเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากภาครัฐรับขึ้นทะเบียนคนจนมีประชาชนมาขึ้นทะเบียนจำนวนตัวเลขมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอนาคตของแผนใดๆ ไทยจะเป็นอันดับ 1 ของโลก สาเหตุเพราะคนรวยมีแต้มต่อสูงกว่าเกษตรกร ตัวอย่างเช่น ปี 2558-2559 สถานการณ์ภัยแล้ง ข้าว ข้าวโพดที่ได้ผลผลิตลดลงต้องขายได้ในราคาที่สูงขึ้นเป็น 2 หรือ 3 เท่าตัวแต่ปรากฏว่าราคากลับตก สาเหตุมาจากการนำเข้าข้าวสาลีจากที่เคยนำเข้าราว 5 แสนตันเพิ่มเป็น 3 ล้านตัน โดยอ้างว่าเพื่อทำอาหารสัตว์และให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายประพัฒน์ ยังได้ระบุอีกว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรจะผลิตผลิตผลตามกันแบบตามมีตามเกิด ภาครัฐส่งเสริมให้ทำอะไร ปลูกอะไรก็ทำตาม แต่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ต้องเข้าถึงข้อมูลเพื่อตัดสินใจในอาชีพ ยกตัวอย่างเกษตรกรที่จังหวัดบุรีรัมย์หว่านข้าวไปแล้วฝนตกทำให้พันธุ์ข้าวเกิดความเสียหายถึง 3 ครั้ง แสดงถึงการไม่มีข้อมูลเรื่องน้ำฝน ส่วนตัวคาดหวังว่าเกษตรกรทุกหมู่บ้านจะมีข้อมูลการเกษตรจะได้วางแผนการทำเกษตรกรรมได้ วอนขอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนวิธีการจาก “รัฐบอกให้ทำ” เป็น “รัฐอำนวยความสะดวก” และจัดให้มีเวทีที่เกษตรกรสามารถคุยกันได้เอง โดยเกษตรกรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแล้วขายผลผลิตที่ได้ทันที มาเป็นนำผลผลิตนั้นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นแล้วขายผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งได้เสนอให้รัฐบาลจัดทำโครงการ SME เกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีเงินลงทุนแปรรูป ที่สำคัญคือต้องสนับสนุนเงินทุนกับเกษตรกรตัวจริง อย่างไรก็ตาม ในนามของสภาเกษตรกรฯขอให้ สศช.นำแนวคิดต่างๆในงานครั้งนี้ไปต่อยอดขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลต่อไป

สศก. ระบุ เดือนพฤษภาคม 60 ดัชนีรายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่ม 3.83 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมปี 59 เผยขณะนี้สับปะรดอยู่ในช่วงกระจุกตัวออกตลาด โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจับมือกระทรวงเกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหา และเร่งกระจายผลผลิต มั่นใจ สถานการณ์คลี่คลายภายในกรกฎาคมนี้

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้วิเคราะห์และรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเดือนพฤษภาคม 2560 เปรียบเทียบเดือนพฤษภาคม 2559 โดยใช้ดัชนีชี้วัด 3 ตัว คือ 1) ดัชนีชี้วัดรายได้เกษตรกร 2) ดัชนีชี้วัดผลผลิตการเกษตร และ 3)ดัชนีชี้วัดราคาผลผลิตเกษตร โดยในรอบเดือนพฤษภาคม 2560 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.83 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤษภาคม 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.86 อันเป็นผลมาจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559

ส่วนดัชนีราคาเดือนพฤษภาคม 2560 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559 ลดลงร้อยละ 2.84 จากผลผลิตที่ออกกระจุกตัวในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะสับปะรดโรงงาน อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยดูจากรายได้เกษตรกรในภาพรวมเดือนพฤษภาคม 2560 เพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนพฤษภาคม 2559 คิดเป็นร้อยละ 3.83

สำหรับการแก้ไขปัญหาในช่วงระยะสั้นที่ผลผลิตออกมากระจุกตัวในเดือนดังกล่าว โดยเฉพาะสับปะรด หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เร่งประชาสัมพันธ์ และกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต โดยขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันให้กับเกษตรกร และคาดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมและปรับเปลี่ยนผลผลิตให้เกษตรกรได้รับรู้และตัดสินใจที่จะผลิตตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map ผ่าน ศพก. 882 ศูนย์ และใช้ตลาดนำการผลิตในรูปแบบการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ โรงานแปรรูป และร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป

ใครจะเชื่อว่าพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้และแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตแห่งผืนป่าคู่ชุมชนแห่งนี้ ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นพื้นที่ภูเขาหัวโล้นอันแห้งแล้งมาก่อน แต่หลังจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ ผสานกับพลังชุมชนที่ช่วยกันฟื้นฟู ความสำเร็จด้านการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนจึงเกิดขึ้น

“ผมรู้สึกสงสัยจริงๆ ว่า เราทำโรงงาน แล้วจะไปยุ่งกับป่าไม้ทำไม ทำไมเราไม่คิดว่า จะทำกำไรให้บริษัทได้อย่างไร” คุณบวร วรรณศรี ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ให้สัมภาษณ์ในกิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่โรงงานปูนซิเมนต์ จังหวัดลำปาง ที่ย้อนกลับไปกว่า 23 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่ เสาเอกอาคารหลังแรกของโรงงานตั้งขึ้น พนักงานในยุคบุกเบิกที่มีเพียง 7 ชีวิต ต้องทำงานสำรวจ ผลิต วางแผนการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนประเทศในยุคนั้น คู่ไปกับการพลิกฟื้นพื้นที่ภูเขาหัวโล้น แห้งแล้ง และกันดาร ซึ่งได้รับมอบมาจากกรมป่าไม้ โดยมีพันธสัญญาว่า จะต้องดูแล อนุรักษ์ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์ของพื้นที่นี้ให้ได้

“ในเมื่อภูเขามันไม่มีต้นไม้ เราก็ปลูก ปลูกไปเรื่อยๆ เป็นร้อย เป็นพันไร่ จากวันแรกที่เราเห็นมีต้นไม้แค่ต้นเดียว มันก็ค่อยๆ โต แต่พอถึงหน้าแล้ง ไฟป่ามาครั้งหนึ่ง ก็เผากันไปหมด ปลูกเท่าไหร่ก็โดนเผา” คุณบวรกล่าว และบอกว่า พนักงานของโรงงานปูนซิเมนต์ ลำปาง รับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่ากว่า 8,500 ไร่ที่นี่ ต่างก็เคยรู้สึกท้อใจกับการพยายามคืนพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดลำปาง แนวทางการฟื้นฟูป่าที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ไม่ต่างจากการวิ่งไล่แก้ไขปัญหา แต่ไม่ได้เกิดจากการศึกษา และมองหาต้นกำเนิดแห่งปัญหาที่แท้จริง

“พอมาถึงปี พ.ศ.2546 ที่พวกเรามีโอกาสได้เข้าไปศึกษางานฝายชะลอน้ำ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากกระราชดำริ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เราก็ลองมาปรับใช้กับแหล่งน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ และได้เห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไป 3-4 ปี ฝายที่ทำมาเยอะๆ เริ่มทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นดินในบริเวณป่าที่เราพยายามปลูกกันมาหลายสิบปี วันนี้ เราเห็นความชุ่มชื้นในผืนดิน ฝายที่สร้างมาแล้ว เป็นเครื่องมือธรรมชาติ ที่ใช้ในการกักเก็บความชื้น ชะลอการไหลบ่าของน้ำในฤดูน้ำหลาก ในดินมีน้ำมากขึ้น แล้วสีเขียวของต้นไม้มันก็เพิ่มขึ้น เป็นไปตามความมุ่งหวัง และแนวทางที่เรายึดปฏิบัติและทำกันมานาน” คุณบวร กล่าว

“ปัญหาของชาวบ้าน ก็คงหนีไม่พ้น เรื่องน้ำแล้ง น้ำเกิน เราไม่รู้จะจัดการแก้ไขอย่างไร ก็ใช้วิธีขุดบ่อเก็บน้ำไว้ แต่ถ้าฝนไม่ตก ก็ไม่มีน้ำจะเก็บ หน้าแล้งก็ทำนา ปลูกพืชกันไม่ได้ หมู่บ้านที่ประสบปัญหาก็พยายามไปของบประมาณจากภาครัฐมาลง ปีละหลายร้อยล้านบาทมันก็ไม่ไหว สุดท้ายแล้ว เราเดินทางไปที่ห้วยฮ่องไคร้ กับ เอสซีจี เพื่อไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ และการทำฝายชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยในช่วงแรกๆ หลายคนในชุมชนก็ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งมีกลุ่มเด็กๆ ในโรงเรียน อยากจะทำฝายเล็กๆ ของพวกเขา เริ่มจากในโรงเรียน 20 ฝาย ไปช่วยกันทำหลังเลิกเรียน เรียกว่า เราเริ่มขับเคลื่อนจากกลุ่มเด็ก ให้ผู้ใหญ่ได้เห็นภาพ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ค่อยๆ มีน้ำ มีต้นไม้ มีป่า” ร.ต.ชัย วงศ์ตระกูล ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านสามขา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง และเลขาเครือข่ายลุ่มน้ำจาง เล่าเรื่องราวที่นำไปสู่ความสำเร็จของชุมชนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวจากการน้อมนำแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ชุมชน

เรื่องราวความสำเร็จของการฟื้นฟูพื้นที่บริเวณโรงงานปูนซิเมนต์ จังหวัดลำปาง ได้กลายเป็นกรณีศึกษาตั้งต้นของการน้อมนำแนวพระราชดำริ ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาปรับใช้ โดยผ่านการลองผิดลองถูก จนถึงวันนี้ที่เรื่องราวได้ถูกบอกต่อ ขยายผล สู่ชุมชนในพื้นที่รอบโรงงานจังหวัดลำปาง ได้ทดลองนำไปปรับใช้ เพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่ของชุมชน ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และความมั่นคงทางสังคมของชาวบ้านอีกหลายร้อยครัวเรือน

“เป้าหมายของโครงการอนุรักษ์น้ำ และการปลูกป่าของเอสซีจีประการหนึ่ง คือการที่เราต้องวางตัวเพื่อเป็นพี่เลี้ยงของชุมชน เราเป็นคนริเริ่ม เราทำให้ชุมชนเห็นประโยชน์เห็นผลแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง และให้ชุมชนลงมือทำ ขับเคลื่อนผ่านกลุ่มผู้นำชุมชน” คุณบวร ในฐานะผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติของเอสซีจีกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโครงการ “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะแรก ได้นำแกนนำจากชุมชนและตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัดที่เป็นเป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครศรีธรรมราช และขอนแก่น มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่ารอบโรงงานปูนซิเมนต์ ลำปาง และป่าของชุมชนโดยรอบโรงงาน อันเป็นผลมาจากการสร้างฝายชะลอน้ำ พร้อมทั้งได้ลงมือสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อนำประสบการณ์จริงและความรู้ที่ได้รับกลับไปใช้แก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเอง และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สมาชิกในชุมชนของตนเองได้

นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปศึกษาต้นกำเนิดของฝายชะลอน้ำ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี ให้เกียรติร่วมบรรยายเรื่องราวเส้นทางทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ถ่ายทอดแนวพระราชดำริ และพระราชปณิธานจากพ่อของแผ่นดิน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำกลับไปสานต่อในพื้นที่ของตนเองในระยะที่ 2 ต่อไป

ภายใต้พันธสัญญา โรงงานอยู่ที่ไหน ป่าไม้เขียวที่นั่น เป็นการสานต่อแนวทางพระราชดำริ แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อรักษาและต่อลมหายใจให้กับพื้นที่ป่าของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แถลงข่าวการจัดงาน “RAOT on The Move : นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย ” ณ ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 เนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนาการยางแห่งประเทศไทยก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวคิดส่งเสริมนวัตกรรมยางสู่มิติการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่ายางพาราไทย ขับเคลื่อนการพัฒนายางในยุคไทยแลนด์ 4.0

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ประธานในการแถลงข่าว เผยว่า การจัดแถลงข่าวในวันนี้ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์งานวันสถาปนาการยางแห่งประเทศไทยก้าวสู่ปีที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 กรุงเทพฯ สำหรับงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “RAOT on The Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย” เน้นรูปแบบการบูรณาการของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ และสัมผัสประสบการณ์กับนักธุรกิจ ผ่านเวทีสนทนากับกูรูการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสได้รับความรู้และเข้าใจประโยชน์ของยางพารา อันจะนำไปสู่การต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรื่องยางพารา จากน้ำยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์รอบตัวในชีวิตประจำวัน ติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมยางพาราของไทย การนำเสนอผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงาน “RAOT on The Move” จะแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่ โซนเทิดพระเกียรติ ต้นกล้าของพ่อ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยรวบรวมพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อภาคเกษตร รวมถึงกิจการยางพารา โซน Rubber Showcase ซึ่งจัดแสดงข้อมูลความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ “ยางสามัญประจำบ้าน” เป็นโซนของใช้ใกล้ตัวที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบของยางพาราที่เราใช้และอยู่รอบตัวในชีวิตประจำวัน “ยางแห่งอนาคต” นำเสนอนวัตกรรมจากยางพารา ซึ่งมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ อาทิ อุปกรณ์การแพทย์ แบบจำลองสำหรับฝึกซ้อมยุทธวิธี เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ล้วนใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบและคาดว่า จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตต่อยอดงานวิจัย สู่เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ในอนาคต “ยาง…ยืดชีวิต” โซนนี้ เป็นโซนที่ทุกๆ คน เข้ามาสัมผัสแล้ว จะยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น ว่ายางพาราล้วนอยู่รอบตัวเรา ซึ่งไม่ใช้แค่อุปกรณ์เครื่องใช้เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัย สร้างความแข็งแรงในชีวิตให้กับพวกเราทุกคน ซึ่งผลิตภัณฑ์ยางพาราที่นำมาเป็นส่วนประกอบของการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ภายในงานมีโซน “Rubber Garden” ซึ่งอุปกรณ์ล้วนทำมาจากยางพาราที่สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสวยงาม และจะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนั่งพักผ่อนและสนุกกับกิจกรรมถ่ายภาพ แชะ & แชร์ และโซน “Rubber Shop” พื้นที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางพารากว่า 50 ร้านทั่วประเทศ และยังมีกิจกรรมที่รวบรวมการแสดงร่วมสมัยและกิจกรรมการแสดงที่เกี่ยวกับยางพารา อาทิ การกระโดดเชือก(ยาง)ลีลา Thailand’s Slam Dunk, Juggling Ball เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีจากนักดนตรีมืออาชีพ และเหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน ศิลปิน ดารา นักร้อง ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

ที่สำคัญที่สุด กยท. ยังมีการจัดกิจกรรมมอบรางวัล Rubber Awards 2017 เป็นครั้งแรก ให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพัฒนาวงการยางพาราไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในแต่ละประเภท ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ผู้ประกอบกิจการยางดีเด่น นักวิจัยยางพาราดีเด่น และสื่อมวลชนดีเด่น ซึ่งนับว่า ครอบคลุมการบริหารจัดการยางพาราของไทยทั้งระบบ ต้องมารอลุ้นว่าใครได้เข้ารอบชิง และใครเป็นผู้คว้าโล่รางวัลในปี 2560 นี้” ดร.ธีธัช กล่าว
ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า งาน RAOT on The Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย กำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2560 ณ โซนเอเทรียม ชั้น 1 ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 ในเวลา 10.00 – 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย โทร. 02 433 2222 ต่อ 512 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.raot.co.th หรือ เฟสบุ๊คแฟนเพจ การยางแห่งประเทศไทยRAOT

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาไทยเป็นแชมป์การส่งออกข้าวของโลก โดยสามารถส่งออกข้าวได้รวม กว่า 5.5 แสนตัน เพิ่มขึ้น 15.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการข้าว และเชื่อว่าครึ่งหลังของปีการส่งออกข้าวจะดีขึ้น และน่าจะได้ถึง 10 ล้านตันตามเป้าหมาย เนื่องจากรัฐบาลยังมีสัญญาการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับจีน อีกกว่า 6 แสนตัน และประเทศต่างๆ ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ตลอดจน อิรัก บังคลาเทศ และศรีลังกา มีความต้องการนำเข้าข้าวจากไทย

ส่วนราคาข้าวขณะนี้ปรับเพิ่มสูงขึ้น กว่า 20% หลังจากที่รัฐได้ระบายข้าวเพื่อการบริโภคของคนในสต๊อกรัฐบาลกว่า 14 ล้านตันได้หมด และทำให้ไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตข้าวตกต่ำ ซึ่งทำให้ขณะนี้ตลาดข้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเคลื่อนไหวเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ราคาข้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้ราคาข้าวไทยอยู่ที่ 430 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากก่อนหน้าที่อยู่ที่ 360-360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า อยู่ที่ 8,500-9,000 บาทต่อตัน และทำให้ราคาข้าวสารขาวในประเทศ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 12,500-13,000 บาทต่อตัน

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้การส่งออกข้าวของไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น และการที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับไม่ให้ กรมการค้าต่างประเทศเปิดประมูลข้าวในกลุ่มเพื่ออุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ กว่า 5 แสนตันนั้น ไม่มีผลกระทบต่อตลาด และการส่งออกข้าวของไทย เพราะเป็นข้าวเพื่ออุตสาหกรรมพลังงาน และการชะลอประมูลข้าวกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคให้เพิ่มขึ้น

แต่ปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อการส่งออกข้าวในขณะนี้ คือเรื่องการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 เนื่องจากทำให้การขนส่งข้าวล่าช้าออกไป จากเดิมที่ใช้เวลา 7-10 วัน ขณะนี้ต้องใช้เวลาในการขนส่งข้าวเป็น 30 วัน เพราะไม่มีแรงงานมาขนข้าว เนื่องจากต่างหนีกลับประเทศ เพราะกังวลความผิด และโทษค่าปรับที่สูง ซึ่งขณะนี้แรงงานหายไปแล้วกว่า 30% ของจำนวนแรงงานที่ขนส่งข้าว ทำให้ผู้ส่งออกลังเลที่จะรับคำสั่งซื้อข้าว เพราะกังวลว่าจะส่งมอบไม่ทัน และส่งผลกดดันให้ราคาข้าวอาจจะลดลงในที่สุด จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวด้วย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวถึงสถานการณ์ข้าวไทยในตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลังว่า หลายประเทศต้องการนำเข้าข้าวไทยจำนวนมากรวมไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน โดยขณะนี้รัฐสภาของฟิลิปปินส์ ผ่านการเห็นชอบเงื่อนไขการประมูลข้าวเป็นการทั่วไปในวันที่ 25 ก.ค.นี้ โดยบังคลาเทศ จะส่งคณะผู้แทนมาเจรจาซื้อขายข้าวกับไทยโดยมีความต้องการข้าวนึ่งและอื่นๆ กว่า 2 แสนตัน และคาดว่าหากแล้วเสร็จจะมีการส่งมอบข้าวในช่วงเดือนต.ค.ซึ่งจะรองรับกับผลผลิตข้าวฤดูใหม่จะออกมาในช่วงปลายปีนี้

ส่วนประเทศศรีลังกา ต้องการข้าวนึ่งจากประเทศไทยเช่นกันกว่า 2 แสนตัน เนื่องจากผลผลผลิตในประเทศออกมาน้อยเพราะประสบปัญหาภัยธรรมชาติ มีความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคและความมั่นคงในประเทศ จึงต้องมีการนำเข้าเพิ่มจากไทย ส่วนประเทศอิรัก ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อนำเข้าข้าวจากไทย

จากสถิติการเสียชีวิตของคนไทยและประชากรทั่วโลก simpleweightlossplans.com ซึ่งมีสาเหตุอันดับต้นๆ มาจากโรคหัวใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อาทิ ผู้เป็นโรคอ้วน ผู้ที่มีไขมันในเลือดผิดปกติ ผู้เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้กระแสความนิยมเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพและการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

การเลือกรับประทานอาหารในแต่ละมื้อของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่เพียงรับประทานอาหารเพื่ออิ่มท้อง แต่ต้องได้สารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นยังรวมไปถึงการบริโภคอาหารเพื่อเป็นยาป้องกันโรคได้ด้วย

โดยทั่วไปการปรุงรสชาติของอาหารเพื่อความอร่อย ทั้งรสหวาน มัน และเค็ม ต้องอาศัยเครื่องปรุงรสหลากหลายชนิด แต่สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งปรุงสำเร็จเพื่อสุขภาพ เป็นการปรุงรสชาติด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ รสเค็ม มาจากดอกเกลือ แสดงถึงความสะอาดไร้สารปนเปื้อน รสหวานมาจากน้ำตาลมะพร้าว เป็นน้ำตาลธรรมชาติ ไม่มีการขัดสี นำมาปรุงอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อทำให้รสชาติอาหารอร่อยมากขึ้น ควบคู่กับคุณค่าทางโภชนาการ ไขมัน มาจากน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารทั่วไปมีโครงสร้างเคมีเป็นโมเลกุลสายยาว ร่างกายต้องใช้เวลานานในการย่อย ซึ่งต่างจากน้ำมันมะพร้าวที่มีลักษณะของโมเลกุลขนาดกลาง รับประทานแล้วร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมได้เร็ว

อาหารเพื่อสุขภาพมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ผู้ผลิตบางรายให้ความสำคัญกับเทรนด์อาหารนี้ อาทิ “สมาร์ทมีล” ที่เริ่มผลิตออกมา 4 เมนู คือ

วุ้นเส้นอบเต้าหู้สามเซียนมังสวิรัติ จุดเด่นของวุ้นเส้นคือ มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวและเส้นก๋วยเตี๋ยว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก และผู้เป็นเบาหวาน อบปรุงด้วยเต้าหู้สามเซียน ซึ่งเป็นตัวแทนของโปรตีน ช่วยให้เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และมีแคลเซียมสูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

บะหมี่ผักโมโรเฮยะผัดพริกมังสวิรัติ จุดเด่นคือ โปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ มีโปรตีนสูงถึง 12 กรัม เทียบได้กับกินไข่เกือบ 2 ฟอง ซึ่งเป็นปริมาณโปรตีนที่เพียงพอสำหรับอาหารจานเดียว นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียมถึง 8% ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน

ข้าวอบฟักทองห้าเซียนมังสวิรัติ จุดเด่นคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เมื่อรับประทานจะย่อยกลายเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ เช่น แปะก๊วย ถั่วเขียว ฟักทอง นอกจากนี้ ฟักทองยังมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงสายตา รวมทั้งวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้อีกชนิดคือ เห็ดหอม ซึ่งมีโปรตีน ธาตุเหล็ก และใยอาหารสูง

ข้าวผัดสาหร่ายคู่สหาย มีโปรตีนสูงเท่ากับไข่ 1.5 ฟอง ให้พลังงานสูง แนะนำให้ผู้บริโภครับประทานเมื้อเช้า เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงในมื้อเช้าทำให้อิ่มนาน ลดการกินจุบจิบระหว่างมื้อ และไม่ทำให้หิวก่อนมือเที่ยง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก